CREEPYPASTA | ᴀᴛʀɪᴜᴍ ᴄᴀʀᴄᴇʀɪ

ตอนที่ 3 : Atrium Carceri | Chapter 03 - Unfortunate Events (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 15
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    12 ก.พ. 64

 

 

Atrium Carceri

Chapter 03 : Unfortunate Events (1)

 

 

 

ตอนที่ผมยังเด็ก ผมและพ่อเดินเข้าสู่โบสถ์กันเพียงสองคน ท่านเอ่ยกับพระผู้เป็นเจ้าด้วยความเศร้าหมองหลังแม่จากไป ผมมองเห็นเพียงเสี้ยวใบหน้า และดวงตาใต้กรอบแว่น ผมสีทองของท่านถูกแสงเงากระทบคล้ายรูปปั้นไม่ปาน บาทหลวง ผู้คน และสิ่งอื่น ต่างหายตัวไปในช่วงเวลานั้น ผมกุมมือเล็กๆ ทั้งสองข้างขึ้น และกล่าวภาวนาแก่สิ่งที่ไม่มีอยู่จริงตั้งแต่แรก

“ขอให้ชีวิตนี้ไม่มีโชคร้าย”

อย่างไรก็ดี คนที่ได้ยินเสียงคำขอของผม กลับมีเพียงพ่อท่านเท่านั้น และความเงียบภายในโบสถ์กับฝนที่ตกลงมาตั้งแต่ไม่กี่นาทีก่อน หลังเรากลับมาจากการเยี่ยมหลุมศพแม่ ผมเป็นลูกชายคนเดียว และเดินอยู่ตามลำพังเมื่อท่านทั้งสองจากไปในบ้านเกิด ณ รัฐวิสคอนซิน 

เมื่อตอนที่อายุย่างเข้าสิบเก้า ผมรู้สึกราวกับว่ามันผ่านมาหลายสิบยี่สิบปี ในระหว่างที่เดินอยู่ตัวคนเดียว มองใบหน้าของตัวเองที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไปทีละนิดในกระจก และสิ้นสุดล้มตัวที่เตียงในเวลาตีสาม ในขณะชีวิตของริเวอร์ ต่างเต็มไปด้วยความลับและความโหดร้ายเท่าที่ผมจะเคยเจอมามากมายนัก เด็กชายปิดปากตัวเองเพื่อกุมความลับส่วนตัว และปกป้องคนที่อยู่รอบกายของตนเอง

แต่อย่างที่ผมได้กล่าวไป “เรื่องนี้ ไม่เคยมีพระเจ้า”

 

 

 

____________________________

 

 

 

ร่างกายของเขารู้สึกเกร็งจนกระทั่งเปลือกตา ริเวอร์พยายามขยับตัวราวกับว่าร่างทั้งร่าง ถูกห่อหุ้มไปใยของแมงมุม รสชาติคล้ายเลือดขมปากจนกระทั่งเขาลืมตาขึ้นสำเร็จ เด็กชายยันกายลุกขึ้นอย่างช้าๆ เขากลับมาที่นี่อีกครั้ง ความหนาวยังคงเข้ากัดกินและเกาะตามผิวหนัง ทว่าไฟในเตาผิงที่เคยให้ความอบอุ่น ก็มอดดับลงเมื่อนานมาแล้ว พื้นไม้เย็นเหยียบแห้งสากและกลมกล้นเลือดจากริมฝีปากของเขา แม้กระทั่งร่างทั้งร่างที่ขยับได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

 

ทุกอย่างดูเชื่องช้าไปหมด คล้ายกาลเวลาที่ถูกชะลออย่างเต่าคลาน มือเรียวซีดพยายามยื่นออกไปเบื้องหน้า ตรงหน้าต่างที่มีแสงจันทร์สาดเข้ามากระทบพื้นพรมสีกรม ได้ยินเสียงของเข็มนาฬิกาหมุนวนอยู่รายรอบในขณะที่ลมหายใจขาดห้วงเป็นพักๆ เด็กชายรู้สึกราวกับคอนั้นถูกบีบจนกระทั่งแทบหมดลมหายใจ แต่กลับมองเห็นตัวเองกำลังพยายามตะเกียกตะกายไปหาแสงนั้น

 

ความสวยงามของดวงจันทร์ ถูกตัดผ่านด้วยเงาของม่านที่พาดผ่านปกปิดลงมา และแทนที่ด้วยร่างของเด็กหนุ่มคนหนึ่งในเงามืด ดวงตาของเขาประกายแสงเรืองรองในเงาทมิฬ เคลื่อนกายเข้ามาจนกระทั่งเกิดเสียงฟ้าผ่าขึ้น ท่ามกลางความหวาดกลัวของเด็กน้อย ที่รู้สึกราวกับว่าสิ่งรอบกายนั้นถูกขยายขนาดใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ จนตัวเองไม่สามารถหนีไปไหนได้

 

ทั้งความรู้สึกที่สมจริงจนกระทั่งรู้ตัวว่าฝัน ความเจ็บปวดเข้าแทรกซึมไปทั่วทั้งร่างจนกระทั่งไหล่ขวา ที่เจ็บแปลบจนกระทั่งร่างของเขาฟุบลงไปนอนติดกับพื้น เหมือนมีทั่งขนาดใหญ่ทุบร่างเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดวงตาสีแดงที่มองลงมานั้นและริมฝีปากที่เผยอยิ้ม จนกระทั่งเขาสะดุ้งตื่น

 

 

____________________________

 

 

ความมืดยังคงรายล้อมรอบตัว แม้ยามวิกาลที่มีแสงไฟเล็ดรอดผ่านเข้ามาทางช่องแคบของประตู เสียงฟ้าผ่าทำให้เด็กจากห้องอื่นกรีดร้อง รวมถึงไซม่อนที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเตียง กับตัวเขาที่ตื่นจากฝันด้วยเสียงฟ้าผ่าเช่นเดียวกัน พวกเขาไม่ได้พูดอะไรด้วยกันแต่กลับนั่งอยู่เฉยๆ จนกระทั่งได้ยินเสียงนาฬิกาตีดังบอกเวลาตีสองกลางโถงคฤหาสน์ที่เป็นหอพัก

 

“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น” ปีเตอร์ที่นอนอยู่บนเตียงข้างๆ เขาเอ่ย ถึงแม้ว่าเสียงของเขาจะเหมือนกระซิบ แต่การรับรู้ของริเวอร์ก็ได้ยินเสียงนั้นชัดเจน เขาหันไปหาอีกฝ่ายที่นอนเอนตัวอยู่บนหมอนสูงสองใบ พร้อมกับดวงตาที่เหม่อมองเพดาน ก่อนจะหันมาสบตาที่เขาสักพัก

 

“พวกเขาบอกเราว่าห้ามออกไปข้างนอกหรือแม้กระทั่งป้วนเปี้ยนภายในคฤหาสน์…” ไซม่อนลุกจากเตียงขึ้นมานั่งบนเตียงของริเวอร์ เพื่อเข้าร่วมการสนทนา สีหน้าของเขาสงบนิ่งจนดูแปลกไป แต่ทั้งหมดก็เข้าใจว่ามีหนึ่งในเสียงกรีดร้องนั้น ไม่ได้กรีดร้องเพราะฟ้าผ่า เพราะมันเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นทุกคืน ทว่าคนภายในก็ไม่ได้คิดจะสนใจมันเลย

 

“ชาร์ลียังหลับอยู่รึเปล่า?” ริเวอร์ถามนอกประเด็นเล็กน้อยพลางหันไปยังเตียงที่ยังมีร่างเล็กนอนกอดตุ๊กตาหมีอยู่ นั่นทำให้เขาโล่งอก

 

“เจ้าตัวเล็กหลับลึกได้ขนาดนั้น เพราะไปวิ่งเล่นกับเฮเลน่ามาแน่ๆ” ไซม่อนพูดพลางหรี่ตาลง สักพักทั้งหมดก็เข้าสู่ประเด็นที่ทำให้พวกเขาตื่นขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกคืนที่มีฝนตก หรือคืนวันศุกร์

 

“นายหมายถึงกฏเหล็กข้อที่สามรึเปล่า เท่าที่ฉันฟังมาพวกเขาไม่อยากให้เราออกนอกห้องนอนกลางคืน เพราะอาจจะเกิดอันตรายได้” ริเวอร์เอ่ย

 

“แล้วอันตรายที่ว่า มันมาจากคนภายนอก หรือคนภายในล่ะ?” ปีเตอร์พูดคำถามชวนคิด แต่ความสงสัยมักเป็นบ่อเกิดของหายนะ อย่างไรก็ดีทุกคืนวันศุกร์จะมีเด็กหายออกไป มีกันไม่ถึงสามร้อยคน พวกเขาดูออกอยู่แล้วว่าวันที่บาทหลวงมาวันนั้น เชสท์ที่เป็นเด็กขี้โรคก็หายตัวไปแบบไม่เจอหน้าอีกเลยเหมือนกัน 

 

“ทุกคืนฉันเห็นนางพยาบาลอัลเบรย์เดินจูงมือเด็กคนหนึ่งเดินผ่านห้องของเราไป เมื่อศุกร์ก่อนเห็นจาร์เร็ตต์ ศุกร์นี้ ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นเท่าที่สังเกต” ไซม่อนเอ่ยความคิดเห็น เขามักจะนอนช้ามากกว่าคนอื่นๆ เพราะมีเรื่องให้ต้องคิด ทำให้มักจะเห็นความเป็นไปของช่องประตูที่เปิดแง้มเอาไว้เสมอ

 

“เวลาสี่ทุ่มพวกเขาจะมาตรวจดูว่าเราหลับรึยังตลอด วันนี้ไม่เห็น แน่นอนว่าก่อนจะเข้ามาในคฤหาสน์ ไซม่อนถูกเรียกตัวไปหาหมอแว็กเลอร์ เขาได้พูดหรือถามอะไรนายรึเปล่า?” เขาสงสัยนายรึเปล่า?

 

ริเวอร์ที่เฝ้าสังเกตอีกคนถาม เพราะเขาเริ่มรู้สึกว่าเรื่องทั้งหมดนั้นเริ่มแปลกขึ้นเรื่อยๆ เครมอร์หายตัวไปตั้งแต่ไม่กี่วันก่อน ปกติเขาจะออกมาเดินมาเล่นกับเด็กๆ แต่ช่วงนี้กลับเห็นแค่คนที่คอยเฝ้ามองพวกเขาจากห้องผู้อำนวยการเท่านั้น แต่ก็ไม่แน่ใจอีกว่านั่นเป็นใครกันแน่

 

ไซม่อนพยักหน้า

 

“ตอนแรกที่เข้าไป เขาถามฉันเรื่องรอยแผลบนแขนตามปกติ แต่ไปๆ มาๆ เขากลับถามซอกแซกเรื่องที่ว่าเมื่อคืนก่อนไบรอันเห็นฉันยังไม่หลับ และฉันเห็นนางพยาบาลจูงเด็กเดินผ่านไป แต่ฉันบอกว่าฉันจำอะไรไม่ได้ ก็เลยรอดตัวมา พวกนายสงสัยไหมว่าพวกเขาจะพาเด็กพวกนั้นไปที่ไหน?”

 

 อีกสองคนนิ่งเงียบจากคำถามของไซม่อน เสียงของฝนที่สาดเทกระหน่ำลงมากลบเสียงกรีดร้องนั้นไปจนหมด นั่นเริ่มทำให้พวกเขาคิดถึงเรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นโดยสัญชาตญาณ แต่เสียงก้าวฉับๆ ของส้นสูงที่คุ้นเคยตามพื้นกระเบื้องทำให้ไซม่อนรีบกลับไปที่เตียงอย่างไวที่สุด ทั้งหมดกลับเข้าสู่สภาพเดิมของตนเอง แสงจากภายนอกประตูสาดทับทาบไปกับพื้นกระดานห้อง ดวงตาของนางพยาบาลมองไปรอบๆ ก่อนจะเดินเข้ามา นั่นทำให้ปีเตอร์ที่อยู่ใกล้ที่สุด มองลอดออกไปนอกผ้าห่ม

 

 

แต่สิ่งที่น่าหวาดผวามากที่สุด เท่าที่พวกเขาลืมตาขึ้นมา นางพยาบาลอัลเบรย์ในสภาพร่างของมนุษย์ แต่ด้วยผิวหนังที่เหี่ยวย่นหยาบ ร่างผอมกระด้างแขนขาเก้งก้าง รองเท้าส้นสูงสีขาวของเธอแทงทะลุพื้นไม้เล็กน้อย ริมฝีปากถูกตอกเย็บข้างด้วยตะปู ดวงตาถูกยึดหนังติดกับคิ้วเบื้องบน ดวงตาของเธอกลอกกลิ้งมองไปรอบๆ ราวกับกำลังตามหาอะไรบางอย่าง

 

ท่าทางที่เคลื่อนไหวอย่างผิดรูปนั้นกลับเร็วราวกับแมงมุม ทั้งหมดพยายามหลับตาและทำตัวให้นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ไม่นาน นางพยาบาลอัลเบรย์ก็จากไปด้วยการไต่เพดาน นั่นทำให้ทันทีที่พ้นช่วงเวลาอันตราย ทั้งหมดรีบเด้งตัวลุกขึ้นมามองหน้ากัน แต่คนที่เหมือนจะตื่นกลัวมากที่สุด คือไซม่อน

 

ในช่วงเวลานั้นนางพยาบาลอัลเบรย์เข้าไปใกล้เขา ลมหายใจที่เย็นราวกับน้ำแข็งนั้นทำให้เขาเกือบจะสะดุ้งลืมตา แต่เธอก็จากไปได้ทันเวลาพอดี ก่อนที่เขาจะสติหลุด 

 

 

นั่นคือสิ่งที่เด็กทุกคนที่ต้องออกไปทุกคืนวันศุกร์จะต้องเห็น พวกเขาทำผิดกฏข้อสาม คือการห้ามตื่นหรือออกไปเพ่นพ่าน หรือรับรู้อะไรในตอนกลางคืน นั่นคือกฏเหล็กที่แปลกที่สุดเท่าที่ริเวอร์เคยเจอมา

 

“ฉัน…ฉันมองหน้าเธอไม่ติดแล้ว” ไซม่อนเสียงสั่นเทา 

 

ริเวอร์หันไปมองนอกประตู มีเงาของตัวอะไรบางอย่างพาดผ่านไปตามโถงทางเดิน ทำให้พวกเขาต้องรีบมุดหัวกลับเข้าไปในผ้าห่มอีกครั้ง ไม่มีคำอธิบายอะไรนอกเสียจากการหลับ หรือการทำเป็นหลับไปจนกระทั่งเช้า ทุกอย่างอาจจะกลับมาเป็นปกติ ปีเตอร์บอกตัวเองว่านี่อาจจะเป็นฝันแปลกๆ ส่วนไซม่อนพยายามทำให้ตัวเองหลับจนกระทั่งตีสาม ริเวอร์ไม่นอนเลยหลังจากนั้น

 

แสงอาทิตย์ที่ขึ้นเหนือเมฆค่อยๆ เคลื่อนตัวสู่ท้องฟ้าอย่างเชื่องช้า เงาจากกิ่งไม้และสิ่งมีชีวิตกับเสียงกรรโชกของสุนัขภายนอกเขตเดรเวนไฮม์ นั่นทำให้ปีเตอร์สะดุ้งตื่นขึ้น ก่อนจะพบว่าไซม่อนกำลังนั่งคุยอยู่กับริเวอร์ที่อีกฟากฝั่งเตียงนอน ชาร์ลีกำลังนั่งเล่นตุ๊กตาหมีอยู่โดยที่ทั้งตัวอยู่ในชุดเครื่องแบบแล้ว

 

“ฉันพลาดอะไรไปรึเปล่า?” เขาเอ่ยถาม ก่อนที่ริเวอร์จะเดินมาหา

 

“นิดหน่อย ก่อนหน้านี้นางพยาบาลอัลเบรย์เดินเข้ามาหาไซม่อน แล้วจ้องเขม็ง อย่างกับว่าเธอรู้ว่าเขาตื่นอยู่เมื่อคืน”

 

“ไม่แค่นั้นหรอก เธอยิ้ม…น่ากลัว ฉันไม่เคยเห็นเธอเป็นแบบนั้นมาก่อน” เจ้าของเรื่องอธิบายความรู้สึกออกมาได้เพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับสิ่งที่เขาเจอเมื่อคืน กับตอนเช้ามันไม่ค่อยต่างกันเท่าไหร่นัก 

 

“ฉันรู้สึกแปลกๆ มาตั้งแต่ที่เข้ามาที่นี่แล้ว แต่ก็ไม่รู้อะไรเพราะหลับตลอด” ปีเตอร์พูด ก่อนที่ชาร์ลีจะเดินเข้ามาร่วมบทสนทนาอย่างสงสัย พวกเขารู้ดีว่าไม่ควรให้ชาร์ลีได้รับรู้อะไรตอนนี้ ถ้าหากว่าเขากลัวขึ้นมาทุกอย่างจะลำบากขึ้นแน่ๆ อย่างไรก็ดี ทั้งสามต้องปกป้องชาร์ลีก่อนเป็นอันดับแรก 

 

“อืม…ฉันว่านายกับชาร์ลีออกไปกินข้าวเช้าก่อนดีกว่า เดี๋ยวฉันกับไซม่อนจะไปอาบน้ำก่อน ไว้เจอกันที่ห้องนั่งเล่น” เขาเอ่ยตัดจบบทสนทนาที่อาจบานปลาย เด็กน้อยผู้ใสซื่อของกลุ่มเมื่อเห็นประเด็นเรื่องอาหารเช้าก็เบี่ยงความสนใจไปได้ทันที ริเวอร์พยักหน้าแล้วจูงมือชาร์ลีเดินออกจากห้องมา

 

ตอนนี้เด็กชายสังเกตได้ว่าปีเตอร์มักจะเล่าเรื่องลางสังหรณ์แปลกๆ เกี่ยวกับที่นี่ ถึงอีกฝ่ายจะอยู่มาหลายปีแต่ก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะเขาทำตามกฏทุกอย่าง จึงอยู่มาได้นานขนาดนี้ ส่วนไซม่อนที่เหมือนจะรู้อะไรเหมือนกัน ก็พยายามจะรู้ให้ได้ แต่เขาก็พยายามเซฟตัวเองอยู่ตลอดเวลา อย่างที่ทั้งสามคนได้เห็นภาพแปลกๆ เมื่อคืนนี้พร้อมกันหมด รับรู้ว่ามันไม่ใช่ความฝัน เรื่องนี้ก็พอจะคิดกันได้แล้วว่าเดรเวนไฮม์มีอะไรไม่ชอบมาพากล

 

“ริเวอร์ ริเวอร์!” ชาร์ลีเรียกเขาให้หันไปมอง เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นมาแล้วยื่นตุ๊กตาหมีให้เขาถือเอาไว้

 

“เฮ้- นี่! นายจะไปไหนน่ะ?!” เด็กชายเมื่อเห็นว่าร่างเล็กวิ่งทะเล่อทะล่าไปตามห้องโถงที่เต็มไปด้วยนางพยาบาลและพวกคนสวมสูท เขาก็เริ่มใจตกไปที่ตาตุ่ม ถ้าเกิดว่าชาร์ลีไปชนคนพวกนั้นเข้าอาจจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นแน่ๆ

 

“เดี๋ยวก่อน ชาร์ลี อย่าวิ่งไปแบบนั้น” เขาตะโกนเรียก ชาร์ลีไม่ได้สนใจเสียงที่เขาเรียกเลยแม้แต่น้อย 

 

เบื้องหน้าของพวกเขาเป็นทางเดินยาว ในขณะเดียวกันที่ร่างของเด็กน้อยไปชนกับชายสวมสูทร่างสูง ท่าทางยังเป็นคนหนุ่มอายุยี่สิบหกปลายๆ ยืนจับไหล่ชาร์ลีเอาไว้พร้อมกับยิ้มบาง

 

“ขอโทษครับคือ เขาไม่ได้ตั้งใจ” ริเวอร์พยายามแก้ตัวให้ แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้ถือโทษหรือโกรธอะไรที่ชาร์ลีวิ่งไปชนเข้า 

 

เมื่อมองสำรวจดีๆ แล้ว ชายหนุ่มเจ้าของผมสีน้ำตาลทองตัดสั้นเรียบร้อย สวมแว่นตาคนนั้นจ้องมองลงมาที่เขา ริมฝีปากยิ้มราวกับยินดีในอะไรบางอย่าง

 

“ได้เจอกันสักที” เขาได้ยินคำพูดนั้นไม่ถนัดนัก ในขณะเดียวกันพยายามทำให้ชาร์ลีไม่ลิงโลดจนเตลิดตกลงไปที่ด้านล่างของบันได 

 

“…เธอชื่อ ริเวอร์ ใช่รึเปล่า?” เขาย่อตัวลงถามในระดับเดียวกับสายตา เด็กชายพยักหน้ารับเล็กน้อย 

 

“ยินดีที่ได้รู้จักนะ ผมเป็นเพื่อนกับคุณเครมอร์ คงจะได้มาเยี่ยมที่นี่บ่อยๆ เลยเชียวล่ะ ได้ยินมาว่าเธอเป็นเด็กที่วาดรูปเก่ง ผมก็เลยสนใจ” เขาพูดออกมาแบบตรงๆ และไม่อ้อมค้อม แต่ดูเหมือนจะมีอะไรแฝงอยู่เป็นนัยยะของคำพูดนั้น

 

“คุณคือ…” ริเวอร์ทวนถามชื่อ

 

“โอ้ ขออภัย ผมตื่นเต้นเกินไปน่ะ เรียกผมว่า'แจ็ค'ก็ได้” ท่าทางดูเป็นมิตรทำให้เด็กชายเริ่มคลายความเกร็งลงมาได้ระดับหนึ่ง ในระหว่างทางที่เดินไปยังห้องทานอาหาร แจ็คก็พูดเรื่องที่เครมอร์เล่าให้เขาฟังว่าริเวอร์นั้นเป็นจิตกรอัจฉริยะตัวจริง 

 

“เขาพูดแบบนั้นเหรอครับ…ผมคิดว่ายังทำมันได้ไม่ดีพอ” เด็กชายพูดเสียงแผ่ว

 

“มั่นใจในตัวเองหน่อยสิ ผมอยากเห็นผลงานของเธอสักหน่อยแต่เวลานี้คงไม่เหมาะ ตอนนี้เป็นเวลาทานอาหารเช้าของเด็กๆ ด้วย งั้นผมไม่รบกวนแล้วนะครับ” เขาเอ่ยจบบทสนทนา ที่ทำให้ริเวอร์รู้สึกคุ้นเคยมากพอสมควรสำหรับชายร่างสูงคนนี้ 

 

“ไว้เจอกันนะครับ เป็นเด็กดีกันด้วยล่ะ…สุขสันต์วันเกิดย้อนหลังนะ” รอยยิ้มบางนั้นปรากฏขึ้น ประโยคหลังเขาโน้มตัวพูดข้างหูเด็กชายจนเขารูสึกตัวเกร็ง คำพูดที่คุ้นเคยนั้นทำให้นึกถึงอะไรบางอย่าง ก่อนจะรีบเงยหน้า เวลาเดียวกันที่แจ็คนั้นหายตัวไปแล้ว ปีเตอร์และไซม่อนก็ตามมาสมทบ

 

ตอนช่วงเช้าสถานการณ์ทุกอย่างยังคงดำเนินไปอย่างเป็นปกติ ยกเว้นเด็กทั้งสี่คนที่นั่งรวมกันอยู่ในห้องนั่งเล่น เพราะด้านนอกยังคงมีฝนโปรยลงมาแต่ก็ไม่แรงเท่าเมื่อวาน เตาผิงให้ความอบอุ่นไปทั่วทั้งบริเวณ เครื่องแต่งกายถูกทับด้วยเสื้อสเวตเตอร์สีเทา ในขณะเดียวกันพวกเขาพูดคุยเรื่องสัพเพเหระ แต่สุดท้ายก็ต้องวนกลับมาที่เรื่องของสิ่งที่เจอเมื่อคืนอยู่ดี

 

นางพยาบาลคนอื่นๆ รวมถึงผู้ดูแลต่างเดินเพ่นพ่านอยู่ตามโถงและหยุดพูดคุยกันเป็นระยะ เป็นปกติจนเรื่องเมื่อคืนนี้กลายเป็นแค่ความฝันหรือแค่ตาฝาดไปเองเท่านั้น

 

 

____________________________

 

 

 

เอลเลียตเหยียดกายอย่างเชื่องช้า พลางสะบัดข้อมือไปมา เขามองออกไปนอกคฤหาสน์ที่ถูกรายล้อมไปด้วยป่า ก่อนจะมองเห็นร่างของเด็กสาวที่เดินกลับมาพร้อมกับด็อคเตอร์ วันฝนตกแบบนี้น่าแปลกที่คนแบบหมอนั่นจะออกไปล่าเหยื่อ ทั้งที่วันๆ ก็เอาแต่นั่งวาดอะไรอยู่ตลอด ทันทีที่เสียงประตูเปิดเข้ามา อีกฝ่ายก็เดินลัดห้องมาหาเขาอย่างไม่รีบร้อน แล้วนั่งลงอีกฝั่ง

 

“น้องชายของคุณน่าสนใจดีนะ” สิ้นสุดประโยคนั้นทำให้คิ้วของเขากระตุก เอลเลียตหันไปจ้องด็อคเตอร์ต้องการคำตอบ ส่วนเด็กสาวสวมหน้ากากสีแดงก็นั่งลงเอาขาพาดโต๊ะ เรด เทอร์เรอร์ ไม่ได้กล่าวอะไรมากไปกว่านี้ เพราะเธอแค่ตามไปสะสางงานในพื้นที่เดียวกันเท่านั้น

 

“ฉันจะไม่พูดอะไร เพราะฉันไม่รู้ ไปถามเขาเองสิ” เรดเอ่ยพลางหยิบบุหรี่สีดำขึ้นมาสูบ ภายใต้หน้ากากสีแดงบิดเบี้ยวนั้น ปรากฏเสี้ยวใบหน้าที่ดูออกว่าไม่สบอารมณ์เท่าที่ควร

 

“ผมเคยบอกคุณรึเปล่าอย่ามายุ่งกับน้องของผม…ไม่ว่าคุณจะมีเหตุผลหรือพ่อสั่งมาก็ตาม อย่ายุ่งกับเขา” เอลเลียตเอ่ย

 

ภายใต้หน้ากากอีกาสีดำนั้นเผยอยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะเอียงคอ

 

“เอ…จำไม่ได้แฮะ ผมนี่ขี้ลืมจัง แต่ยังไงก็เถอะ เขาวาดรูปสวยดีนะ ผมก็แค่สนใจเท่านั้นเอง ไม่ชอบเหรอครับ?”

 

เอลเลียต วัตสัน น่ะ…เป็นคนพวกที่ไม่ชอบให้ใครมายุ่งกับของของตัวเอง อย่างไรก็ดีทั้งที่เขาเอ่ยว่าผิดหวังในตัวของริเวอร์มากขนาดไหน แต่อย่างน้อยก็ทั้งคู่ก็ยังมีสัมพันธ์ในอดีตที่ตัดไม่ขาด จนกระทั่งเกิดเรื่องในคืนนั้นขึ้น ทุกอย่างก็กลายเป็นเส้นใยบางๆ ที่พร้อมขาดผึงลงทุกเมื่อ

 

เรื่องนี้น่ะ เขารู้ดี

 

“น่าประทับใจเหลือเกินที่คุณยังเป็นห่วงความปลอดภัยของริเวอร์ เขาแทบไม่อยากจะพูดถึงคุณด้วยซ้ำ” ด็อคเตอร์หัวเราะเบาๆ เสียงของเขาคล้ายกับปีศาจไม่มีผิดเพี้ยนภายใต้หน้ากากนั่น

 

“อา…จะว่าไปเขาก็เป็นเด็กดีจริงๆ นะ ผมอยากจะมีน้องชายเหมือนกันแล้วนี่สิ” เขากำลังกวนประสาท

 

เอลเลียตกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดนูน เรดที่เห็นว่าสถานการณ์เริ่มน่ารำคาญ จึงผละตัวออกจากห้องไปอย่างไม่สบอารมณ์

 

“จะฆ่ากันฉันไม่ว่านะ ถ้าพ่อมาเจอว่าพวกนายทั้งคู่ทำข้าวของพัง เตรียมกลืนเนื้อหนังตัวเองซะเจ้าพวกโง่” สิ้นสุดประโยคนั้น เอลเลียตก็ทุบกำปั้นลงกับโต๊ะ

 

ความเงียบแผ่ไปทั่วทั้งห้อง ในขณะที่ชายหนุ่มร่างสูงมองดูเด็กที่อายุอ่อนกว่าตัวเองกำลังโกรธเรื่องที่พูดคุยไปเมื่อกี่นาทีก่อน เห็นแล้วน่าเอ็นดูเหมือนที่คนคนนั้นมองเขาไม่มีผิด คล้ายตัวต่อลูกโซ่ที่บิดเบี้ยวจนแทบจะต่อกันไม่ติด ย้อนแย้งแต่ยังสวยงามในแบบฉบับของอีกฝ่าย

 

สุดท้ายแล้วใครกันแน่ที่จะติดกับของตัวเองจนดิ้นไม่หลุด?

 

“เอะอะอะไรกันคะ?” เสียงของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นหลังม่านอีกฟากของห้องโถง หญิงสาวผมสีขาวยาวถึงสะโพก ในชุดเดรสย้อนยุคยาวถึงพื้น สวมหมวกบอนเน็ตสีขาว กับดวงตาสีฟ้าลูกแก้วที่มองทั้งคู่ด้วยสายตาแกมดุ เล็กน้อย

 

“ขออภัยที่ให้ตื่นครับคุณผู้หญิง พอดีว่าเราพูดคุยกระชับมิตรกันอยู่” ด็อคเตอร์เอ่ยพลางพยักหน้าให้เล็กน้อย เอลเลียตส่งเสียงประชดในลำคอก่อนจะนั่งกอดอกยิ้มตลกร้าย

 

“ในเวลาแบบนี้คุณทั้งคู่ควรจะเริ่มต้นลงมือได้แล้วนะคะ…นายท่านที่อยู่ไกลออกไปจากที่นี่คงไม่พอใจเป็นแน่หากยังหาทางเข้าไปพาตัวพวกเขาออกมาไม่ได้” ดวงตาที่ปิดอยู่ตลอดเวลานั้นเปิดขึ้นเล็กน้อย

 

“เด็กน่าสงสารที่มีคุณสมบัติที่นายท่านต้องการเพื่ออุปการะ พวกเขาต้องทนอยู่ในนั้นนานหลายปี ในขณะเดียวกัน…ทั้งที่เด็กคนนั้นเป็นน้องของคุณ ควรจะพาเขาออกมาให้เร็วที่สุด” 

 

คำพูดของเธอสะกิดใจของเอลเลียตเล็กน้อย เขาก้มหน้าให้เธออย่างเคารพ หญิงสาวผู้มีร่างกายเป็นตุ๊กตาแต่กลับมีอำนาจไม่ต่างจากพ่อของเขา ภายใต้ดวงตาสวยงามคู่นั้นแฝงอะไรบางอย่างเอาไว้ เธอผู้เป็นฝันร้ายของทุกคน

 

“ก่อนที่พวกเขาจะถูกพวกมันกัดกิน…รีบเสียเถอะนะคะ” เธอเอ่ยพลางยกยิ้มบาง 

 

 

 

 

 

SEAN S.

TALK

 

 

ขอโทษที่หายไปนานครับ ผมใช้เวลาวาดรูปประกอบกับตัวละครอยู่ แล้วก็ปัญหาชีวิตประจำวันบางอย่างทำให้ทำงานได้ช้าลง แต่จะไม่ปล่อยให้รอนานแบบนี้อีกแล้วครับ บางตัวละครผมยังวาดไม่เสร็จ และทำห้องแนะนำตัวละครไว้แยกอีกที ตอนนี้ผมจะแนะนำตัวละครที่ปรากฏตัวตอนนี้คร่าวๆ ก่อน

 

 

RIVER

(11)
 

ชื่อของเขามาจากคำว่า "River" ที่แปลว่า "แม่น้ำ" ที่ซึ่งหมายความอีกว่าเป็นการไหลเอื่อยไปตามกระแสและสถานการณ์ ชื่อนี้เป็นชื่อที่ตั้งโดยใครบางคน ภายนอกครอบครัว ไม่ใช่ทั้งพ่อและแม่ หรือพี่ชายทั้งสอง ทว่าตั้งแต่ที่เขาจำความได้ ทุกคนก็เรียกเขาเช่นนั้นเสียแล้ว ไม่ได้ขึ้นทะเบียนราษฏร์หรือการแจ้งเกิดใดๆ จึงทำให้เขาเป็นคนที่มีข้อมูลน้อยมากนอกจากคำตอบจากคนในระแวกนั้น แต่ความเป็นจริงแล้วเขามีเรื่องที่ปกปิดเก็บเป็นความลับเอาไว้มาอย่างเนิ่นนาน ทำให้"หลายสิ่งหลายอย่าง" เพ่งเล็งที่เขาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ผลสำรวจจากเดรเวนไฮม์ไม่สามารถสรุปได้เพราะเขาไม่เคยหลุดพูดอะไรออกมาเลยจนกระทั่งยอมแพ้ไป จนกว่าทุกอย่างจะดีขึ้น 

 

 

 

FRANK WATSON

(19)

 

เดิมทีเขามีชื่อเดิมว่า "แจ็ค" แต่ถูกเปลี่ยนด้วยเหตุผลของพ่อเลี้ยงคนใหม่ เอ่ยว่ามันเป็นชื่อของเพื่อนในกองทหารที่เขาเพิ่งฆ่าไป และไม่อยากเรียกชื่อนั้นอีก แฟรงก์เป็นพี่ชายคนโตในครอบครัวบาร์เคลย์เป็นคนที่เห็นอกเห็นใจผู้อื่นและยังรักน้องชายทั้งสองของตนมากพอที่จะสละชีวิตให้ได้ เขาเป็นเพียงคนเดียวที่เข้าใจสถานการณ์ทุกสิ่งเป็นอย่างดี คืนที่เขาเห็นเอลเลียตบังคับให้ริเวอร์ฆ่าสิ่งมีชีวิต ทำให้เขาอยากจะทำอะไรสักอย่างให้เรื่องทั้งหมดยุติลง ทว่าชายร่างสูงที่ยืนดูอยู่ด้านหลังของเอลเลียต ทำให้เขาต้องก้มหน้าและทำราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นมากไปกว่านั้น ก่อนที่เขาจะตัดสินใจฆ่าตัวตายเพื่อยุติการ "ถูกควบคุม" แล้วปล่อยให้ริเวอร์หนีไปในที่สุด

 

 


ELLIOT WATSON

(18)

 

ใช้นามสกุลตามพ่อคนเก่า ก่อนที่แม่ของพวกเขาจะแต่งงานใหม่กับชายที่ชื่อว่า วิคเตอร์ บาร์เคลย์ และทุกอย่างก็แย่ลงเรื่อยมา มีพี่ชายคือแฟรงก์ เขาเติบโตมาด้วยการใช้ความรุนแรง ในขณะที่ถูกสอนให้ล่าสัตว์และอาวุธที่เขาถนัดที่สุดคือปืนแทบทุกชนิดที่ใกล้มือ กับมีดสั้น เขาเป็นผู้ที่ริเวอร์กลัวมากที่สุด ในขณะเดียวกันเอลเลียตกลับยังรักน้องชายต่างแม่ของตนเองอยู่ลึกๆ เพียงแค่ว่าเขาผิดหวังที่อีกฝ่ายไม่สามารถก้าวผ่านมันมาได้ สิ่งที่เขาคิดนั้นบิดเบี้ยวไปมากมายและพร้อมที่ฆ่าได้แม้กระทั่งคนใกล้ตัว เป้าหมายเดียวของเขาคือการพาริเวอร์มาอยู่กับตนเองให้ได้ ที่ซึ่งเป็นวิธีแสดงความรักแบบพี่ชายที่แปลกที่สุดในวิธีการของเขานั้น เพราะมันกลับเต็มไปด้วยความรุนแรงและเลือด

 

 

ตัวละครต่อไปนี้เป็นตัวละครที่ผมยังไม่ได้วาดนะครับ เนื่องจากใช้เวลาค่อนข้างนาน แต่ทั้งหมดจะไปเพิ่มที่ “ห้องแนะนำตัวละคร” ในภายหลัง

 

 

ไซม่อน บราวน์  (13ปี)

 

เป็นเด็กจากแถบชนบทที่ห่างไกลจากที่นี่ เป็นเด็กที่เกิดจากครอบครัวชาวสวน และมีปัญหาอย่างน่ากลัวภายในบ้าน เท่าที่แว็กเลอร์ได้ทราบข้อมูลจากเครมอร์ เด็กชายมักจะทำร้ายตนเองในขณะที่ไม่มีใครอยู่ด้วย นั่นจึงทำให้ทางเดรเวนไฮม์ต้องจับคู่ให้ปีเตอร์อยู่กับไซม่อนบ่อยๆ ชาวบ้านในแทบนั้นเอ่ยว่าคนเป็นแม่เป็นพวกคลั่งศาสนาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ส่วนพ่อก็เสียไปในขณะที่กำลังออกไปล่าสัตว์และพบศพตายอย่างเป็นปริศนา มีพี่สาวกับน้องชายที่ตายไปเพราะฝีมือแม่ พี่สาวหายสาบสูญก่อนถูกพบในย่านสลัมและกลายเป็นโสเภณี เธอบอกว่าเกลียดไซม่อนที่ทำให้ครอบครัวต้องล่มจม และเธอไม่เคยลืมเลย

 

 

ปีเตอร์ ไกรเกอร์  (14ปี)  

 

อดีตลูกชายคนเดียวของขุนนางเก่าที่ถูกโค่นอำนาจ เคยมีพี่สาวและพี่ชายแต่ทั้งคู่จบลงด้วยการทิ้งเขาเอาไว้กับคุณป้าที่เป็นใบ้ ซ้ำร้ายปีเตอร์ถูกตามล่าโดยกลุ่มคนปริศนาก่อนจะพบว่าครอบครัวของตนเองเสียชีวิตจากไปแล้วทั้งหมด นั่นทำให้เขามีบุคลิกที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง บางครั้งเขาเป็นพี่ชายที่แสนดี และบางครั้งเขาก็กลายเป็นรูปปั้นที่เงียบสงัด มีแค่ดอร์เรียนและเพื่อนอีกสามคนเท่านั้นที่เขาไว้ใจอย่างที่สุด อาจจะไม่ใช่เขาคนเดียวที่รับรู้ถึงการมาของชายไร้หน้า อย่างไรก็ดีจุดเริ่มต้นของเขายังคงเป็นปริศนาว่าใครฆ่าพ่อแม่ของเขา จนกระทั่งคฤหาสน์ทั้งหลังถูกไฟไหม้โหมจนพังพินาศ กับตัวเขาเองที่ออกมาอย่างปลอดภัยภายใต้การช่วยเหลือของพี่สาวและพี่ชายที่ภายหลังได้ทิ้งเขาเอาไว้เบื้องหลัง

 

 

ชาร์ลี แบล็คมอร์  (5-6 ขวบ)

 

เด็กตัวเล็กและอายุน้อยที่สุดในกลุ่ม เป็นน้องชายแท้ๆ ของดอร์เรียน ตามที่เธอกล่าวอ้างเช่นนั้น ชาร์ลีเป็นเด็กที่เกิดในครอบครัวทนายความ พ่อของเขาสร้างศัตรูเอาไว้มากมายจนทำให้พวกเขาต้องตกที่นั่งลำบาก ด้วยความเห็นแก่ตัวของคนเป็นพ่อนั้นทำให้ชาร์ลีและดอร์เรียนต้องหนีออกมาใช้ชีวิตข้างนอกอย่างไม่มีทางเลือกหลังแม่ของพวกเขาถูกฆ่าข่มขืนในคืนๆ หนึ่ง ส่วนพ่อก็หนีหายไปอย่างไม่มีวันกลับมาให้เห็นหน้าอีก ลึกๆ แล้วเด็กชายเป็นเพียงแค่เด็กธรรมดาคนหนึ่งที่อยากมีครอบครัวครบพร้อม แต่คนเป็นพี่สาวก็มอบให้ได้เพียงสิ่งที่สอนให้ใช้เอาตัวรอดในสังคมและความรักเพียงน้อยนิด ทว่าสำหรับเขาพี่สาวอย่างดอร์เรียน และพี่ชายอย่างปีเตอร์ ไซม่อน และริเวอร์ เปรียบเสมือนโลกทั้งใบของเขา และเขายังมีเพื่อนอีกคนที่จะมาหาเขาทุกค่ำคืนอีกด้วย

 

 

???

 

 

สไตรท์เกอร์ (Strightger)   

 

หนึ่งในนักฆ่าของชายไร้หน้า เขาเป็นมนุษย์ครึ่งปีศาจและยังเป็นตัวอันตรายอย่างแท้จริง ทำงานเดี่ยวและเป้าหมายของเขาคือการฆ่าไปเรื่อยๆ จนกว่าชายไร้หน้าจะสั่งให้หยุด ไร้อารมณ์ ลงมือทำมากกว่าพูด ร่างของเขาไม่มีสิ่งที่แน่นอน ปรากฏตัวในสิ่งที่เหยื่อกลัวมากที่สุดในชีวิต เพื่อเล่นงานคนคนนั้น พ่อเป็นปีศาจ แม่เป็นมนุษย์ที่หายสาบสูญ ว่ากันว่าเขามีอายุอยู่มานานมากพอๆ กับชายไร้หน้า ด้วยเหตุผลบางอย่าง สไตรท์เกอร์ทำตามคำสั่งเพื่อเล่นสนุกเท่านั้น นอกเหนือขอบเขตคำพูดของชายไร้หน้า เขาก็อาจจะฆ่าคนของตัวเองด้วยก็ได้ในสักวัน

 

 

ด็อคเตอร์ (Doctor)    

 

เขาบอกให้เรียกตัวเองแบบนั้น บางครั้งเขาก็ถูกเรียกว่า "หมอกาฬโรค" ด้วยสภาพและหน้ากากที่เขาสวมอยู่ ไม่มีใครเคยเห็นว่าเขาเดินทางไปมาอย่างไร แต่เมื่อมีคนบอกว่าเห็นเขาอีกที่ เขาจะไปโผล่อยู่ที่อื่นแทน มักถือสมุดจดอะไรตลอดเวลาราวกับว่าเขากำลังต้องการหาคำตอบของอะไรบางอย่าง มีหลายอย่างบ่งบอกว่าเขาไม่ได้มาจากในอดีต แต่มาจากอนาคต ซึ่งเจ้าตัวก็ไม่ยอมบอกแม้กระทั่งกับชายไร้หน้าและคนอื่นๆ ทำให้เขาเป็นสมาชิก เดอะ พร็อกซี ที่ไม่น่าไว้วางใจมากที่สุด แต่ชายไร้หน้าก็เก็บเขาเอาไว้เพราะมีบางอย่างที่น่าสนใจและอาจนำไปใช้ประโยชน์ได้ในภายหลัง มีการฆ่าเหยื่ออย่างเรียบร้อย แต่บางครั้งเขาก็กลับมาพร้อมกับเลือดมากมายที่เปื้อนตัวจนน่าสะอิดสะเอียน รู้ข้อมูลคนอื่นมากจนไม่น่าเข้าใกล้ แถมยังชอบกวนประสาทเอลเลียตเล่นเท่าที่มีเวลาว่าง

 

 

ไวท์ ดอลล์ (White Doll)    

 

หญิงสาวผมสีขาวยาวถึงสะโพก ดวงตาสีฟ้าสวยงาม ปรากฏตัวในชุดเดรสย้อนยุคสีขาว พร้อมกับหมวกบอนเน็ต ใบหน้าและข้อต่อของร่างกายดูราวกับตุ๊กตา ในขนาดความสูงของคนจริง แต่มีสิ่งที่ยืนยันได้ว่าเธอเป็นมนุษย์มาก่อน คือตรงกลางของลำตัวคือหน้าท้องที่เป็นหนังของคน เมื่อเปิดออกจะเห็นเครื่องในมากมายเต้นตุบอยู่ภายในนั้น ชอบเล่นกับเด็กๆ แต่เหยื่อหลักของเธอคือพ่อแม่ของพวกเขา ที่ทำร้ายลูกหลานของตัวเองอย่างทารุณ และทำให้เด็กมากมายต้องจมดิ่งลงสู่ฝันร้ายอย่างไม่มีทางกลับขึ้นมาได้อีก อย่างไรก็ดี เธอเปรียบเสมือนเทพธิดาและยมฑูตในเวลาเดียวกัน ไม่ค่อยพบเห็นเธอได้ในตอนกลางวันนัก แต่เธอจะโผล่มาแค่ตอนกลางคืนหรือตอนที่ไม่มีแสงแดดเท่านั้น

 

 

เรด เทอร์เรอร์ (Red Terror)    

 

เด็กสาวสวมหน้ากากสีแดงที่มีใบหน้าบิดเบี้ยว เธอเป็นมนุษย์ธรรมดาแต่ถูกสอนให้ฆ่ามาตั้งแต่เด็กโดยแม่ของเธอ ครอบครัววิปโยคที่หล่อหลอมเด็กในตระกูลให้เกิดมาเพื่อฆ่าด้วยเหตุผลทางการเมือง ว่ากันว่าเธอมีพี่น้อง แต่ยังคงเป็นแค่ข่าวลือ เรดเป็นหนึ่งในเด็กที่ถูกทรมานเพื่อเป็นภารชนะไร้ความรู้สึก เพื่อที่พวกเขาจะได้ใส่ความโหดร้ายและไร้ความปราณีเข้าไปในตัวเธออย่างสมบูรณ์แบบ เธอสามารถตายได้ แต่ก็จะฟื้นที่มาทุกครั้งราวกับนรกและสวรรค์ไม่ต้อนรับเธอ ไม่มีอารมณ์ขัน แต่มักจะต้องตามด็อคเตอร์ไปตลอดเพราะต้องคอยตามเก็บงาน ทว่าก็มีบางครั้งที่เธอพยายามจะฆ่าด็อคเตอร์ ทว่าเขาก็ไหวตัวทันเสมอ เธอเชื่อว่าเขามีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากล และอาจนำความหายนะมาสู่คฤหาสน์แห่งนี้

 

 

 

 

ก็ ประมาณนี้นะครับ ไว้เจอกันต่ออีกครึ่งหลังของ

 Atrium Carceri | ตอน Unfortunate Events 

ในส่วนของภาพประกอบตอนที่สองผมก็วาดใหม่หมดแล้ว

ไปดูกันได้นะครับ

 

 

 

See you

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3 ความคิดเห็น