CREEPYPASTA | ᴀᴛʀɪᴜᴍ ᴄᴀʀᴄᴇʀɪ

ตอนที่ 2 : Atrium Carceri | Chapter 02 - Question without answer

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 42
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    12 ก.พ. 64

 

 

Atrium Carcari

Chapter 02 : Question without answer

 

 

 

ความฝัน มักถูกชำละล้างด้วยความทรงจำที่บิดเบี้ยว แทนที่ด้วยนัยยะที่ยากจะหยั่งถึง เมื่อโลกที่สั่นคลอนด้วยการกระทำอันรุนแรงและโหดร้าย ผมเคยเชื่อว่าครั้งหนึ่ง หากตกลงไปในหลุมกลวงลึกสู่เส้นทางแห่งฝันร้าย เด็กเหล่านั้น จะไม่สามารถกลับมาสู่ความเชื่อแบบเดิมของตนเองได้อีกต่อไป, คำตอบจากสิ่งที่ความจริงอาจไม่มีตัวตนอยู่อย่างพระเจ้าช่วยเยียวยาจิตใจที่แตกสลายของมนุษย์ กำลังจะกลายเป็นสิ่งอื่นที่ถูกความเลวร้ายพลัดพรากไปอย่างน่าอดสู คุณเคยได้ยินคำกล่าวเช่นนี้หรือไม่?

 

“ด้วยความเชื่อและศรัทธาอย่างกล้าแข็ง สิ่งนั้นก็จะมีตัวตนขึ้นมาภายใต้เงามืดทุกแห่งหน อย่างที่หวัง แม้คำตอบจากปากจะเอ่ยว่ามันเลวร้ายและน่าสังเวชสักเพียงใด อีกด้านหนึ่งคุณก็จะดีใจที่มันเกิดขึ้นเสียที”

 

มันมาพร้อมกับความวิปโยค มนุษย์คนหนึ่งเข้าใจถึงภัยร้ายได้ก่อนจะรับการมอบชีวิตจากธรรมชาติเสียอีก ริเวอร์เป็นเด็กที่น่าสงสาร น่าสงสารแม้กระทั่งดวงตาที่แข็งกร้าวของเขา หลังจากที่รู้ว่าพี่ชายคนกลางยังคงตามล่าเขาอยู่ ราวกับรู้ว่าเขาเองนั้นกุมความลับมากมายเอาไว้

 

 

• • •

 

 

 

บรรยายกาศหนาวเย็นอบอวลไปทั่วโถงทางเดิน ราวกับหมอกได้แทรกซึมผ่านเข้ามาภายในตัวคฤหาสน์อาคารที่เป็นหอพักผู้ป่วยจิตเวชเด็ก ดวงตาสีฟ้าเทาค่อยๆ เปิดขึ้นอย่างแช่มช้า ทัศนวิสัยการมองเห็นค่อนข้างพร่ามัว เมื่อเงาภายในห้องทาบทับราบไปกับผนัง และกลืนกินพื้นที่ของแสงสว่างจากดวงจันทร์ไปแทบจะหมดสิ้น 

 

ริเวอร์หายใจเข้าออกอยู่อย่างเงียบเชียบ มองเด็กอีกคนที่อยู่ร่วมห้องเดียวกันกำลังนั่งกอดเข่า ดวงตามองมาที่เขาเช่นเดียวกัน 

เด็กชายผมสีน้ำตาลตัดสั้น ผิวขาวซีดราวกับกระดาษ และดวงตาสีดำราวกับท้องฟ้าในยามราตรีสั่นระริกราวกับกลัวอะไรบางอย่าง ชาร์ลีหันหน้ากลับไปทางอื่นอย่างช้าๆ มือจิกผิวตัวเองจนเกิดรอยแผล ริเวอร์มองไปรอบๆ ยังคงพบว่าทุกอย่างไม่มีอะไรให้ต้องหวาดกลัว ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินไปหาเด็กที่อายุน่าจะอ่อนกว่าตน พลางทิ้งตัวนั่งลงข้างเตียง

 

“นายกลัวอะไรอยู่เหรอ?” ริเวอร์กระซิบ แต่ชาร์ลีกลับถอยตัวออกห่างเล็กน้อย

 

“มืด…พวกเขาไม่ฟังฉันเลย ห้องนี้มันมืดจนมองอะไรไม่เห็น…พวกมันจ้องมองฉันอยู่ข้างนอกหน้าต่าง…อยู่ทุกที่เต็มไปหมด…” น้ำเสียงที่สั่นเครือกล่าวออกมาท่ามกลางความมืดมิด เขาเข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายเอ่ยออกมาได้เป็นอย่างดี เขาเองก็เคยกลัวความมืดมาก่อน แต่สิ่งที่แม่ชอบทำตอนที่เขาตื่นขึ้นมาจากฝันร้าย และต้องเผชิญกับความมืด คือการจับมือเอาไว้ ร้องเพลงของแม่ และรอให้เขาหลับไปอีกครั้ง

 

“ชู่ว์…ไม่เป็นไรนะ พวกมันทำร้ายนายไม่ได้หรอก…ไม่ต้องกลัว” ริเวอร์เอ่ยเพื่อให้เด็กชายใจเย็นลง สิ่งที่เขามองเห็นจากมุมมองของตนเอง ชาร์ลีเหมือนกระจกที่สะท้อนตัวตนตอนช่วงอายุห้าขวบ มือของเขาจับมือของเด็กชายเอาไว้ เสียงฮัมเพลงอย่างแผ่วเบานั้นช่วยกล่อมให้เข้าสู่การหลับไหลอย่างไร้กังวล ก่อนที่แสงจากดวงจันทร์จะถูกบดบังไปด้วยเมฆสีทึบ ดวงตาสีฟ้าเทาหลุบตามองเด็กที่ร้องไห้จนหลับไปอย่างช้าๆ ริเวอร์ห่มผ้าให้ พลางผละออกมาอย่างเงียบเชียบและกลับมาที่เตียงของตนอีกครั้ง

 

ความหนาวยังคงแผ่กระจายไปโดยรอบ แม้จะพ้นช่วงหิมะตกมาได้สักพักแล้ว เขายังคงลืมตาอยู่ท่ามกลางความมืดที่บดบังการมองเห็น ที่ซึ่งเคยเป็นความหวาดกลัวหนึ่งที่เขาต้องเผชิญกับมันมาตั้งแต่วัยเด็ก ก่อนจะหลุดพ้นจากมันเพราะแม่ แต่หลังที่แม่จากไป พ่อก็ทำให้ความมืดกลายเป็นสิ่งเดียวที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเขา 

 

ลมหายใจเริ่มแผ่วเบาลงเล็กน้อย เปลือกตาก็เริ่มปิดลงอย่างสนิท เมื่อวางใจได้สักพักสติทั้งหมดก็เริ่มดับลงไปพร้อมกับความง่วงงุน 

 

นาฬิกาเรือนใหญ่ที่อยู่ชั้นสองของคฤหาสน์ เริ่มตีระฆังบอกเวลาเที่ยงคืนตรง นางพยาบาลหรือพี่เลี้ยงเริ่มออกเดินตรวจตราตามปกติ บุรุษพยาบาลก็เริ่มออกเดินไปรอบๆ เพื่อป้องกันคนนอกเข้ามาสู่อาณาเขตโรงพยาบาล แม้ที่นี่จะมีคนควบคุมอยู่น้อย แต่ทุกคนล้วนผ่านการทำอาชีพนี้มาอย่างเชี่ยวชาญจากการคัดเลือกอย่างชาญฉลาดของเครมอร์ พวกเขาพร้อมทำทุกอย่างเพื่อปกป้องเด็กๆ และทำให้ชีวิตของเด็กเหล่านี้มีความสุขอยู่เสมออย่างไม่เคยได้รับมาก่อน

 

แต่ทำไม…

 

เสียงกรีดร้องนั้นถึงไม่เคยหยุดนับตั้งแต่ที่เขาก้าวย่างเข้ามา…?

 

เขารู้ว่าเด็กทุกคนได้ยินเสียงนั้น แต่ถูกกำชับไม่ให้สนใจมัน จนกระทั่งกลายเป็นความหวาดกลัวบางอย่างของพวกเขาอย่างเงียบๆ 

 

ริเวอร์ขยับเขยื้อนตัวอยู่บนเตียงสักพัก จึงเริ่มลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง แสงสว่างจากประตูที่ถูกเปิดเอาไว้ ทำให้เขาตื่นจากความฝันอันว่างเปล่า เสียงกรีดร้องนั้นหายไปแล้ว มีเพียงแค่ความหนาวที่พัดผ่านเข้ามาทางประตูห้อง 

 

ชาร์ลี ไซม่อน และปีเตอร์ หายไปจากเตียง เหลือเพียงแค่เขาที่อยู่ที่นี่คนเดียว 

 

 

 

ไม่ได้ยินเสียงอะไร…นอกจากลมหายใจอันแผ่วเบา ที่เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ริเวอร์รู้สึกราวกับว่าตนเองถูกตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง 

 

ทว่าเสียงแรกที่เขาได้ยิน กลับกลายเป็นเสียงทะเลาะของพ่อกับแม่ ตามมาด้วยเสียงฟาดฟัดของสิ่งของที่กระจัดกระจายแตกเกลื่อน เสียงเศษแก้วและแจกัน ปืนที่ดังลั่นป่า เสียงกรีดร้องของกระต่ายที่ดวงตาเต็มไปด้วยเลือด และเสียงร้องของเขาตอนที่เห็นแฟรงก์ตายต่อหน้าต่อตา

 

ก่อนจะเงียบลงและทิ้งให้ห้องทั้งห้องหนาวเย็นราวกับอยู่ท่ามกลางพายุหิมะกลางป่า ภาพเบื้องหน้าทำให้เด็กชายตัวแข็งทื่อ ราวกับถูกตรึงไว้กับที่ จนไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายได้ มีเพียงแค่ดวงตาที่สั่นระริกเท่านั้น ที่กำลังจับจ้องความเคลื่อนไหวของสิ่งแปลกปลอมที่เริ่มคืบคลานเข้ามาผ่านทางประตูที่ถูกเปิดอ้าออก

 

 

‘วิคเตอร์…หยุดนะ!’ 

‘มันเป็นตัวซวย…ชายคนนั้นเขาพูดถูกมาตลอด ถ้ามันไม่เกิดมา แคร์โรลก็คงไม่ต้องตาย!!’

 

เพล้ง!

 

‘แกมันอ่อนแอ ริเวอร์…แม่อยู่ได้ไม่นาน คงไม่มีใครปกป้องแกอีก…’

‘ดูเขาสิ น่าสงสารจริงๆ ถูกเรียกว่าเป็นตำหนิของตระกูล…เคยรุ่งเรืองแท้ๆ แต่พอเขาเกิดมาครอบครัวก็ล่มจมไปหมด…’

‘อราเบลลาร์คงเป็นผู้หญิงเสียสติจริงๆ ที่ไปแต่งงานกับคนตระกูลนั้น…’

‘สุขสันต์วันเกิดนะ…ฉันทำได้ดีมากที่สุดแค่นี้…ฉันต้องไปแล้ว เอลเลียตรออยู่’

‘น้ำแก้วนี้ก็เหมือนตัวเธอ เด็กน้อย…จงออกห่างจากเขาเอาไว้’

‘เป็นเพราะแก…เป็นเพราะแก…!’

‘เจ็บไหม…?’

‘ฉันแค่อยากกลับบ้าน…เอลเลียต ปล่อยฉันออกไป…’

‘มาไกลได้ที่สุดแค่นี้…’

 

‘ฉันผิดหวังในตัวนายจริงๆ…’

 

‘สุขสันต์วันเกิดนะน้องชาย…’

 

‘ขอโทษ…ฉันขอโทษ…’

 

ปัง!

 

 

 

“ริเวอร์…ตื่น ตื่นสิ เขาเป็นอะไรรึเปล่า?"

“ฉันว่าเราควรจะเรียกอัลเบรย์นะ…”

“ริเวอร์…ริเวอร์!” 

 

“เฮือก?!”

 

เด็กชายสะดุ้งตื่น มือเย็นเฉียบของเขาถูกกุมเอาไว้โดยเด็กชายที่เขารู้จักคนแรกตั้งแต่ที่เข้ามาที่นี่ ชาร์ลีนั่งอยู่ข้างๆ ในขณะที่ไซม่อนและปีเตอร์ก็ยืนอยู่ไม่ห่าง ทั้งหมดอยู่ในชุดสีขาวกางเกงขาสั้นสีดำตามปกติ แต่เป็นตัวเขาเองที่ตื่นสายกว่าใคร คนที่อายุมากที่สุดอย่างปีเตอร์เข้ามาแตะหน้าผากเขาเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้าเป็นเชิงว่าไม่ต้องไปเรียกพยาบาลแล้ว

 

“เมื่อวานฮิวโก้ก็เพิ่งเป็นไข้ไป นึกว่านายจะติดเขามาด้วยซะอีก กลัวเลยนะ” ไซม่อนพูดพลางทำท่าตัวสั่นจนถูกปีเตอร์ชกไหล่ไปหนึ่งที ด้วยสีหน้าของคนบนเตียงที่กำลังสับสนและน่าจะตื่นขึ้นมาเพราะฝันร้ายเฉกเช่นเดียวกันกับเด็กคนอื่นๆ ที่มักจะเป็นอยู่บ่อยๆ

 

“วันนี้เราต้องเข้าโบสถ์ รู้รึเปล่า นายรีบลุกไปอาบน้ำแต่งตัว เดี๋ยวฉันกับชาร์ลีจะออกไปก่อน” ปีเตอร์เอ่ยพลางจูงมือพาเด็กน้อยที่กอดตุ๊กตาหมีเอาไว้แน่นออกไปจากห้อง ส่วนไซม่อนที่ยังคงยิ้มอยู่ หันมาหาเขาเพื่อปลุกให้ตื่นเต็มตา

 

“ไม่เอาน่าเพื่อน ลุกๆ เร๊ว เราจะได้ไปเล่นกันไวๆ หลังจบพิธี เอ้า ฮึบ!” ไซม่อนพยายามดันร่างเพื่อนผู้แสนห่อเหี่ยวของตนลุกออกจากเตียง ริเวอร์ยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าเดินไปหยิบผ้าขนหนูเดินไปยังห้องน้ำที่แยกออกไป 

 

เขาสายแล้วจริงๆ เหลือเพียงแค่เด็กชายที่อยู่ภายในห้องน้ำรวมเพียงลำพัง หลังจากเข้าไปในห้องที่อยู่ท้ายสุด น้ำจากฝักบัวที่ชะโลมลงมาที่ศีรษะทำให้ตื่นเต็มตาก่อนที่จะได้ยินเสียงไซม่อนตะโกนเข้ามา

 

“ไม่ต้องรีบก็ได้นะริเวอร์ ฉันไม่รีบบบบ---” เสียงนั้นถูกตัดไป 

 

“ชู่ว์! อย่าส่งเสียงดัง” นางพยาบาลริมฝีปากแดงราวกับแว็กขัดรองเท้ายี่ห้อจิลเลจส่งเสียงเอ็ดให้ไซม่อนอย่ากระโตกกระตาก ในขณะที่ยังมีเด็กคนอื่นที่กำลังบำบัดและไม่ได้ไปเข้าโบสถ์กับคนอื่นๆ 

 

ริเวอร์เลิกสนใจเรื่องราวภายนอก ในขณะที่กำลังนึกถึงฝันร้ายที่ประดังประเดเข้ามาอย่างรวดเร็ว ทำให้เขายังคงรู้สึกราวกับว่าเรื่องมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน แต่ภาพแปลกประหลาดที่เขาไม่เคยฝันถึงมาก่อน คือสายระโยงระยางที่พาดผ่านเข้ามาทางประตูที่เปิดอ้าในความฝัน ถึงแม้มันจะไม่ได้เข้ามาใกล้หรือทำอันตรายเขา แต่ราวกับคำเตือนของอะไรบางอย่าง

 

 

 

เสียงเอ่ยของบาทหลวงและพิธีที่กำลังดำเนินไปอย่างราบเรียบ เด็กกว่าสามสิบชีวิตนั่งเรียงอยู่ภายในโบสถ์ที่ไม่ได้ใหญ่โตนัก เครมอร์ยืนอยู่ด้านหลังของบาทหลวงและสังเกตเด็กๆ ไปด้วย เขาค่อนข้างเป็นห่วงว่าจะมีใครที่หายไปจากที่นั่งของตนเอง ได้แต่ภาวนาว่ามันจะไม่เกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้นอีก

 

“ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงสอนใจสัตบุรุษด้วยการส่องสว่างของพระจิต โปรดให้ข้าพเจ้าทั้งหลายซาบซึ้งในความเที่ยงธรรมโดยพระจิตนั้น และโปรดให้ได้รับความบรรเทาจากพระองค์ท่านเสมอ เดชะพระคริสตเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าทั้งหลาย อาเมน”

 

หลังการกล่าวจบ ปีเตอร์มองไปโดยรอบ และไม่ลืมสังเกตไปยังที่นั่งของเชสท์ เด็กชายขี้โรคตัวผอมที่มีคนเคยพูดถึงเขาว่า ชอบออกไปก่อนที่จะกล่าวบทสวดจบเสมอ แม้กระทั่งคุณเครมอร์ก็ไม่สังเกตเห็นเด็กคนนี้ที่ลุกหายไปจากที่นั่ง ในระหว่างที่ทุกคนกำลังหลับตาและภาวนา

 

“เขาหายไปอีกแล้ว…” ริเวอร์เอ่ย

“นายก็เห็นเหมือนกันสินะ…นายว่าเขาจะไปที่ไหนกัน ถ้าเกิดอันตรายขึ้นมา…” ปีเตอร์เว้นคำพูดไปสักพัก นึกถึงตอนที่ตัวเองเพิ่งมาที่นี่ครั้งแรกตอนอายุสิบขวบ จนตอนนี้ย่างเข้าสิบสี่ เหตุการณ์ที่เด็กชายและเด็กหญิงหายตัวไปอย่างเป็นปริศนา ก่อนจะถูกพบเป็นศพอยู่นอกเมือง ที่ไหนสักแห่ง มีคนสันนิฐานว่ามีคนนอกเข้าไป หรืออาจจะเป็นคนในเองนั่นแหละ ที่กระทำการต่ำช้าเช่นนี้

 

แต่กลับไม่มีคดีอะไรคืบหน้า 

 

 

เสียงกริ่งแรกของวันเริ่มต้นขึ้น เด็กคนอื่นๆ ต่างแยกย้ายกันไปที่ของตน และเข้าเคสรักษา ปีเตอร์ ไซม่อน ชาร์ลีและ เขาเดินไปนั่งยังใต้ต้นไม้ ที่ครั้งหนึ่งริเวอร์เคยนั่งอยู่คนเดียวมาตลอดเป็นสัปดาห์ ก่อนจะถูกย้ายห้องให้มานอนรวมเพราะแน่ใจแล้วว่าเขาจะไม่ทำร้ายเด็กคนอื่นๆ

 

“ฉันบอกเลยนะ…เครมอร์ก็ไม่ได้ดีขนาดนั้นหรอก…เพราะเขาหลับหูหลับตาข้างหนึ่งทำให้คดีของซาช่ากับเกเบรียลยังไม่คืบหน้าสักที…”

 

ไซม่อนกระซิบ ท่ามกลางเสียงเล่นสนุกของเด็กคนอื่นๆ ที่อยู่ห่างออกไปจากพวกเขา ลมวันนี้พัดเอื่อยเฉื่อย พร้อมกับแสงอาทิตย์ที่ออกมาพอให้เห็นบ้างเป็นครั้งคราว 

 

“เกิดอะไรขึ้นกับซาช่าและเกเบรียลเหรอ?” ริเวอร์ถาม

 

“มีคนเจอศพของเธอที่แม่น้ำ ลอยมาติดกับแหของเรือชาวประมง ซาช่าเป็นเด็กจากตระกูลขุนนางที่ล่มจม…แต่ค่าตัวเธอก็ยังแพงอยู่ดีเมื่อเทียบกับพ่อแม่ที่รักเธออย่างกับไข่ในหิน พวกเขาเป็นเศรษฐีถังแตกที่ส่งตัวลูกสาวมาที่นี่เพราะไม่อยากให้ลำบาก คนอื่นก็เลยคิดว่ามีคนนอกเข้ามาลักพาตัวเธอออกไปเรียกค่าไถ่”

 

ไซม่อนอธิบาย เขาอยู่มานานมาพอๆ กับปีเตอร์ที่อายุห่างกันแค่หนึ่งปี เอ่ยราวกับมันเป็นเรื่องลี้ลับที่จะเป็นปริศนาของโลกไปตลอดกาล

 

“เธออาจจะ…ฆ่าตัวตายก็ได้ไม่ใช่เหรอ?” ริเวอร์เอ่ยตามสิ่งที่อาจจะเป็นไปได้ นั่นทำให้ปีเตอร์ขมวดคิ้วกับความเห็นนี้

 

“ก็จริงอยู่…แต่ตอนที่เราเห็นเธอมาที่นี่ เธอเหมือนไม่อยากอยู่กับพ่อแม่ด้วยซ้ำ พอมาอยู่ที่นี่ เธอก็ดูมีความสุขมาก แต่สิ่งหนึ่งที่ปัดคำพูดของนายทิ้งไปได้เลยคือ ร่างกายของเธอมีรอยแผล”

 

ปีเตอร์อธิบาย 

 

“ส่วนเกเบรียล…เขาหายไป ไม่เจอศพ แต่คนก็เชื่อว่าเขาโดนขายให้พวกค้ามนุษย์…-”

 

“พวกนายนี่เป็นพี่เลี้ยงที่แย่ชะมัดเลยนะ ปล่อยให้เด็กตัวเล็กๆ นั่งฟังเรื่องโหดร้ายแบบนั้นลงได้ยังไงกัน”

 

ท่ามกลางการพูดคุยของเด็กชายทั้งสาม เสียงของเด็กสาวก็ดังขึ้นเรียกความสนใจปนขัดใจให้หันไปมอง เด็กสาวผมสีดำสนิทกับชุดที่ดูแตกต่างจากเด็กที่นี่ 

 

ดอร์เรียน ทำไมมาอยู่ที่นี่?” ปีเตอร์เอ่ยถามอย่างสงสัย

 

เด็กสาวไม่ตอบ ก่อนจะรับกอดจากชาร์ลีที่วิ่งเข้าไปหาเธออย่างคิดถึง เธอคือเด็กที่เติบโตจากที่นี่มาก่อนพวกเขา และได้ออกไปใช้ชีวิตข้างนอกอย่างอิสระ ไม่มีใครรู้ว่าจริงๆ เธอทำงานอะไร แต่ได้ยินว่าเธอทำงานที่โรงพยาบาลเป็นผู้ช่วยพยาบาลด้านเอกสาร นานๆ ครั้งจะกลับมาที่นี่

 

“ฉันไว้ใจพวกนายไม่ได้เลยจริงๆ ทำไมปล่อยให้ชาร์ลีฟังเรื่องพวกนั้น?” เธอส่งสายตาไปยังปีเตอร์ที่อายุมากที่สุด

 

“อ่า…ลืมตัวน่ะ แต่ เราจะไม่ทำแบบนั้นอีกแล้ว” เขาเอ่ย

 

“แล้วนั่น เขาเพิ่งมาใหม่เหรอ?” เธอพยักเพยิดหน้ามาทางริเวอร์ที่กำลังนั่งวาดภาพอยู่เงียบๆ ก่อนจะหันไปตามเสียงที่พาดพิงถึงตน

 

“ใช่แล้ว ริเวอร์ นั่นคือดอร์เรียน พี่ใหญ่ที่สุดของเรา ดอร์เรียน นั่นเด็กใหม่ในกลุ่มเราฮะ” ไซม่อนทำหน้าที่แนะนำคนไม่ค่อยพูดให้รู้จักกับอีกฝ่ายอย่างชำนาญ ก่อนจะหันไปเล่นเกมแก้ปริศนาบนกระดานต่อ

 

“ยินดีที่ได้รู้จักนะริเวอร์ ขอให้มีความสุขกับที่นี่เยอะๆ นะ อา…ฉันต้องไปแล้ว พอดีวันนี้มีธุระกับพยาบาลโจเซฟีนน่ะ”

 

“พี่อยู่เล่นกับเราที่นี่ไม่ได้เหรอฮะ…” เสียงของชาร์ลีดูอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ที่ตอนแรกร่าเริงจนริเวอร์แทบลืมภาพของเด็กที่กลัวความมืดเมื่อคืนไปจนหมด

 

“ยังไม่ใช่วันนี้จ้ะ พี่ต้องไปแล้ว ไว้วันหลังมาเล่นด้วยกันอีกนะ ปีเตอร์ รุกฆาต!” ดอร์เรียนหันไปเอ่ยจนปีเตอร์ตกใจ เขาหันไปตามนิ้วเรียวที่ชี้ไปยังกระดานหมากรุกที่พวกเขานำมาเล่น และพบว่าริเวอร์ชิงรุกฆาตเกมสุดท้ายไปก่อนแล้ว

 

“ฝีมือใช่ย่อยนี่ ตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนะไอ้หนู” เธอเอ่ยก่อนจะยิ้มให้เด็กชาย ริเวอร์พยักหน้ารับเล็กน้อย ก่อนจะกลับไปวาดรูปต่อ

 

“ขอบคุณที่มาหานะฮะ” ชาร์ลีเอ่ยลาพี่สาวของพวกเขา ก่อนจะกลับมานั่งข้างๆ ริเวอร์ที่กำลังวาดรูปอย่างมีสมาธิ

 

“เห็นวาดรูปอยู่ก็นึกว่าจะไม่มีสมาธิเล่นซะอีก” ปีเตอร์บ่นอุบ ขนาดไซม่อนยังไม่เคยชนะเขาเลยแม้กระทั่งตอนที่ตั้งใจที่สุด

 

“ฉันฝึกเล่นกับคนคนนึงมาก่อนน่ะ…แต่นายก็เล่นเก่งเหมือนเขาเลย ฉันเกือบจับทางไม่ได้” เด็กชายเอ่ยชมปีเตอร์จนยิ้มอ่อนออกมา

 

“นายอ่อนข้อให้ฉัน อย่ามาทำเป็นถ่อมตัวน่า…ขอดูหน่อยได้ไหมว่านายวาดอะไรอยู่?” 

 

หลังจากเอ่ยคำนั้น ทุกคนก็พุ่งความสนใจมายังริเวอร์ทันที เขากอดสมุดไว้แนบอกสักพัก หางคิ้วลู่ตกลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยอมให้ดูในที่สุด

 

“โว้ว…อะไรเนี่ย จิตกร ศิลปิน…วาดสวยชะมัด นี่ใครเหรอ?” สำหรับเขามันยังไม่เหมือนคนจริงๆ นักกับฝีมือเด็กอายุสิบเอ็ดที่เรียนรู้การวาดภาพมาจากคุณลุง

 

“เป็นรูปของแคร์โรลน่ะ พี่สาวของฉันเอง เรา…พลัดหลงและไม่ได้เจอกันมานานแล้ว” ริมฝีปากบางตัดสินใจเอ่ยชื่อของพี่สาวออกมา แม้ประโยคหลังจะเป็นคำโกหกเพื่อไม่ให้เกิดความอึดอัดใจต่อเพื่อนของตน เขาจึงได้พูดออกไปแบบนั้น

 

“นายวาดรูปประมูลรวยเละแน่นอน เชื่อสิ” ไซม่อนพูดให้ความมั่นใจ ริเวอร์ยิ้มเล็กน้อย

 

“ขอบคุณนะ”

 

 

 

ท่ามกลางความสงบของวันเวลาปกติ ก่อนที่พายุจะเข้าในวันที่ดวงอาทิตย์เริ่มลาจาก ชายหนุ่มมองลงมาจากหน้าต่างห้องทำงานที่อยู่ชั้นบนสุด เครมอร์ยังคงคลาแคลงใจเรื่องความเป็นมาของเด็กชายที่ชื่อ ริเวอร์ เขาไม่มีประวัติใดๆ เลย ไม่มีการขึ้นทะเบียน ไม่มีการแจ้งเกิด 

 

“มัวร์แต่สงสัยแล้วไม่ลงมือทำ เราก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเพิ่มเติมหรอก” เอเมอร์สันเอ่ย ดวงตาสีแดงทับทิมอันแปลกประหลาดจากคนทั่วไปของเขาเหลือบมองเช่นเดียวกันกับสหายผู้ก่อตั้ง 

 

“ตอนที่เจอเขาครั้งแรก ชาวบ้านแค่พูดว่าเขาเป็นลูกชายคนสุดท้องของวิคเตอร์ บาร์เคลย์ อดีตทหารและผู้นำตระกูลคนสุดท้าย เสียภรรยาและทรัพย์สินไปจนหมด มีลูกชายสาม กับลูกสาวที่ตายไปตอนอายุสิบสองปี ทุกคนมีประวัติในทะเบียนราษฏรหมด แต่…ริเวอร์ ชื่อของเขา มันหมายถึงแม่น้ำ แต่มันไม่มีใครใช้ชื่อประหลาดนี้ด้วยซ้ำในอังกฤษ”

 

เครมอร์เอ่ยอย่างสับสน เขาได้ข้อมูลมาไม่เพียงพอที่จะเข้าใจที่มาของเด็กคนนั้น เพราะเขาเคยเห็นสัญลักษณ์วงกลมและกากบาทแบบนั้นที่ไหนมาก่อน เป็นรอยแผลที่เด็กชายมีบนแผ่นหลังใกล้กับช่วงไหล่ขวา และภาพวาดในสมุดบันทึกพวกนั้นอีก…

 

“ฉันได้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าชาวบ้านแถวนั้นเรียกเขาว่า ปิศาจ เครื่องหมายของความตาย อะไรต่อมิอะไร…หากนายไม่ว่าฉันนะสหาย ฉันก็อยากช่วยเรื่องนี้เหมือนกัน ถึงจะไม่ใช่เด็กในการดูแลของฉันก็ตามที” 

 

เอเมอร์สันเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ ฝนที่เริ่มตกลงมา เด็กที่วิ่งเล่นอยู่ภายนอกก็กลับเข้าไปในหอพักกันหมด เหลือไว้เพียงชิงช้าที่แกว่งตามลมและโดนฝนสาดใส่จนเกิดเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด

 

“น่าแปลกนะ…ที่ไม่ใช่ฤดูฝน อากาศแปรปรวน ช่วงนี้ก็ดูแลรักษาตัวเองและเด็กๆ ด้วยล่ะ เดี๋ยวนี้มีข่าวเด็กนอกกำแพงหายตัวไปบ่อยๆ ด้วย”

 

หลังจากกล่าวจบ เขาก็ตบบ่าของเครมอร์ พลางบอกลาและเดินออกไป 

 

ชายหนุ่มมองตามแผ่นหลังของสหายตนจนลับตา อีกฝ่ายเป็นบุคคลที่แปลกพอสมควร ทั้งสีดวงตาและสีผิวที่ซีดราวกับกระดาษ ก็ไม่มีอะไรที่แปลกไปมากกว่าคำพูดที่มีนัยยะตลอดเวลาเช่นนั้นแล้ว ที่พักหลังๆ มักจะเป็นคำตอบในสิ่งที่เขาสงสัยเสมอ พวกเขาเป็นเพื่อนที่ฟันฝ่าอะไรมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ย่อมรู้ว่าความเจ็บปวดในวัยเด็กนั้นแทบร้าวรานเพียงใด ในสภาพครอบครัวเช่นนั้น กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ เขาต้องพยายามทำทุกอย่างเพื่อแน่ใจว่าเด็กเหล่านี้จะออกไปจากคฤหาสน์ของเขาได้อย่างปลอดภัยและมีความทรงจำดีๆ ตอนที่อยู่ที่นี่

 

ริเวอร์…คือใคร?

 

 

 

 

• • •

 

 

 

 

“พ่อก็รู้ว่าผมพยายามอยู่…ขออภัยที่ไม่ได้จัดการเขาตอนที่มีโอกาส” 

 

เด็กหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีไม้โอ๊ค และดวงตาสีเทานั้นจ้องมองชายร่างสูงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ภายในห้องโถงของคฤหาสน์กลางป่าทึบ สิ่งมีชีวิตที่อยู่เหนือกฏเกณฑ์ธรรมชาติทั่วไป ชายไร้หน้าสวมชุดสูทสีดำตามยุคสมัยนั่งนิ่งอยู่สักพัก จึงค่อยๆ ลุกขึ้นและเดินมาหาลูกชายบุญธรรมของตน

 

“เธอบอกว่าผิดหวังในตัวเขาเช่นนั้นหรือ…?”

 

เสียงเย็นทุ้มต่ำของเขาเอ่ยข้างหูของเอลเลียต เขานิ่งคิดสักพักจึงเอ่ย

 

“ถ้าให้พูดแบบนั้นก็ได้นะครับ เขาไม่เคยลงมือฆ่า แม้แต่กระต่ายตัวนั้น เขาก็ยังนั่งตัวสั่น…”

 

เอลเลียตเอ่ยพลางนึกถึงค่ำคืนอันเจ็บปวดของเด็กชาย น้องต่างแม่ที่ขลาดกลัว อ่อนแอ และยังทำให้เขารู้สึกสนใจในเวลาเดียวกัน

 

“ฉันรู้ว่าเธอจะหาวิธีปลุกสัญชาตญาณดิบในตัวเด็กคนนั้นได้…ความโกรธและความแค้นเป็นสิ่งที่สร้างปิศาจได้อย่างแท้จริง”

 

เขาเอ่ยพลางไขว้มือไว้ด้านหลัง 

 

“เธอเองก็รู้ ว่ามนุษย์ด้วยกันต่างหาก ที่น่ากลัวที่สุด” สิ้นสุดคำพูด ชายร่างสูงก็เดินหายไปในเงามืดของบันไดที่ทอดตัวขึ้นสู่ชั้นบน

 

เอลเลียตมองชากุหลาบในถ้วยชาสีขาว มือปัดหมุนมันไปมาอย่างช้าๆ อย่างใช้ความคิด แม้จะรู้ว่าน้องชายตนอยู่ที่ไหน แต่เขาเองก็ยังลงมือตอนนี้ไม่ได้ จนกว่าพ่อจะอนุญาต ว่าจะเก็บเอาไว้ หรือปล่อยให้ตายเหมือนเด็กคนอื่นๆ ที่ต่อต้านความต้องการของตนเอง

 

ความต้องการ ที่จะแก้แค้นและลงมือ

 

“นั่งทำหน้าเหมือนอยากตาย…สักเข็มไหมครับ?” เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นด้านหลัง เขาไม่ได้หันไปมองเพราะกำลังใช้ความคิด และไม่ต้องการให้ใครมากวนใจตอนนี้ด้วย

 

ชายสวมหน้ากากคล้ายหมอกาฬโรคยุคเก่าแต่สวมชุดสูทคล้ายผู้ดี เดินมานั่งฝั่งตรงข้ามพร้อมกับบันทึกที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาจดตั้งแต่อยู่ด้านนอก 

 

“ตอนลงมือเสร็จช่วยไปล้างเลือดล้างมือก่อนได้ไหมครับหมอ โต๊ะเลอะหมด…” เอลเลียตกล่าวอย่างหัวเสียเล็กน้อย

 

“ขออภัย ผมแค่กำลังตื่นเต้นกับผลลัพธ์ใหม่ๆ ที่ได้มาวันนี้ เขายังไม่อนุญาตให้คุณลงมือหรอกหรือ?”

 

เด็กหนุ่มส่ายหน้าเป็นเชิงตอบ แต่ก็ไม่ได้อะไรมากมายนัก เขารู้ว่าพ่อมีเวลาที่ดีสำหรับการลงมือเสมอ

 

“อา เดี๋ยวอีกสักหน่อยคนอื่นๆ จะกลับมาแล้ว ถ้าคุณว่างช่วยนำสิ่งนี้ไปให้เขาทีนะครับ กว่าจะหาได้นี่ยุ่งยากจะแย่เลย ขอตัวนะครับ”

 

หมอเอ่ยพลางลุกขึ้นเดินอีกครั้งหลังรู้ตัวว่าเลือดเลอะเต็มตัว ก็รู้สึกไม่ชอบขึ้นมาแปลกๆ วันนี้เขาลงแรงมากเกินไปกับผลลัพธ์เช่นนี้ก็ถือว่าน่าพอใจแล้ว

 

เอลเลียตมองตามอย่างเบื่อหน่าย ทว่าดวงจันทร์ที่ดึงดูดความสนใจของเขาในวันนี้กลับทำให้รู้สึกราวกับว่ามีอะไรบางอย่างกำลังเปลี่ยนไป

 

 

 

 

 

• • •

 

SEAN S

TALK

 

 

 

รู้สึกเขียนดีขึ้นกว่าตอนแรกแฮะ สงสัยผมจะมีสติกว่าตอนที่เขียน Chapter 1 จริงๆ 

ตัวละครพาสต้าที่โผล่มาเพิ่มสองตัว คือตัวละครของผมเองนะครับ ทั้งหมอและเอลเลียต ก็เป็นหนึ่งในพาสต้า Origin ของผมเหมือนกัน ไว้ว่างๆ หรือไม่ตอนไหนสักตอนแหละ จะวาดมาแปะไว้ และจะมีเรื่องสั้นแยกของสองตัวละครนี้อีก เอ่อ

 

จริงๆ ยังมีอีกสามคน แต่ยังไม่มา

 

ผมเคยหวังว่าจะทำตัวละครพาสต้าขึ้นมาเหมือนชาวต่างชาติบ้าง แต่น่าจะยังเกลาสำนวนการแปลได้ไม่ดีพอ ก็เลยยังอยู่ตรงนี้ ที่ยืมตัวละครมาก็มีแค่ป๋าสเลนที่เรื่องนี้รับบทเป็นพ่อคนแล้วนะครับ 

 

นั่นก็สอดคล้องอีกว่าเป็นการหาลูกสมุนและคนแปลกแยกเข้าบ้านมากกว่า เหมือนกับการเลือกพวก The Proxy หรือการเลือกเหล่า The Broken Child's (ชื่อนี้ผมตั้งไว้เรียกพวกเด็กๆ ในบ้านป๋าแก) นั่นแหละครับ ในกรณีของเอลเลียต เขาจัดอยู่ในหมวดหมู่เดียวกันกับ Jeff the Killer ซึ่งก็เป็นคนมาก่อนจะกลายเป็นเครื่องจักรสังหารในคราบมนุษย์

 

ในส่วนของชุดคนอังกฤษในสมัยนั้นจะสวมชุดที่เริ่มทันสมัยขึ้นมาจากเดิมมาก เริ่มมีนวัตกรรม แต่สำหรับ Slenderman และหมอที่ผมได้บรรยายชุดเอาไว้ จะใส่กันประมาณนี้

 

 

 

นี่เป็นชุดของ Slenderman ในยุคนี้ครับ

สไตล์ก็จะประมาณสมัยนี้แหละ แค่ทางการ

มากกว่าเท่านั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ส่วนนี่ก็ ชุดของหมอ เลือดไม่เปื้อนกางเกงขาวเฮียแกแล้วซักไม่ออกก็ให้รู้ไว้ว่ามีเปลี่ยนตลอด ด้วยวิธีการที่ไม่ทราบ(?)

เป็นสูทที่มาจากปี 1860 นับจากนี้อีกห้าปี และยังเป็นปริศนาว่าชายคนนี้มาจากไหน และมาที่นี่ได้ยังไง สังเกตจากคำพูดของเขานะครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ไว้คราวหน้าจะวาดรูปตัวละครมาแปะไว้กันงงนะครับ และจะลงลึกเรื่องตัวละครสำคัญแต่ละตัวอีกที ไว้เจอกันตอนหน้าครับ 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3 ความคิดเห็น