CREEPYPASTA | ᴀᴛʀɪᴜᴍ ᴄᴀʀᴄᴇʀɪ

ตอนที่ 1 : Atrium Carceri | Chapter 01 - The Abandoned Boy

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 65
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    12 ก.พ. 64

 

 

 

Atrium Carceri

Chapter 01 : The Abandoned Boy

 

Soundtrack : Agnes Obel - Familiar

 

 

"ผมไม่อาจแน่ใจว่าพ่อกับแม่จะสามารถช่วยได้ และผมจะไม่กล่าวโทษตนเองมันเป็นเรื่องของผม ที่จะต้องจัดการและหาทางออกให้กับตนเอง  ดั่งเช่นเหล่าเด็กๆ ที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี ทว่าผมจัดการมันได้ไม่ดีนัก…

 

ทุกคนจำต้องผ่านวิกฤตินี้ทั้งสิ้น สำหรับคนทั่วไป นี่คือจุดที่ความต้องการของชีวิตนั้นขัดแย้งกับสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่อย่างรุนแรงที่สุด เมื่อต้องแสวงหาทางไปต่อข้างหน้า ด้วยวิธีการอันขมขื่น ตามคำสั่งของธรรมชาติ 

 

หลายคนประสบชะตากรรมกับความตาย และการเกิดใหม่ ที่ซึ่งเป็นชะตากรรมครั้งเดียวของชีวิต วัยเด็กของพวกเขาจะกลายเป็นโพรงลึกกลวง และค่อยๆ พังทลายลง ทุกสิ่งที่พวกเขารัก จะละทิ้งพวกเขา และทันใดนั้น พวกเขาจะรู้สึกว่าถูกล้อมรอบไปด้วยความโดดเดี่ยวและความหนาวเหน็บของจักรวาล

 

หลายคน จมอยู่ในความอับจนนี้ตลอดไป และตลอดชีวิตของพวกเขา จะยึดติดกับอดีต และไม่อาจเพิกถอนได้ด้วยอดีตเช่นเดียวกัน , ความฝันแห่งสรวงสวรรค์ที่สาบสูญ - ที่ซึ่งเป็นความฝันอันเลวร้ายและโหดเหี้ยมที่สุด"
 

 


- เด็กชายผู้ถูกทอดทิ้ง -

 

 

 

1885

 

 

"เคยมีคำกล่าวเอาไว้ว่า ทุกครั้งที่มีการสูญเสียเกิดขึ้น 

คนที่น่าเวทนามากที่สุด ไม่ใช่ผู้ที่จากไป แต่เป็นผู้ที่ยังอยู่ต่างหาก"

 

 

ริเวอร์ จรดปลายดินสอลงบนกระดาษเก่าสีเข้ม สมุดบันทึกขนาดพกพาหน้ากลางที่เต็มด้วยลายมือ และการจดรายละเอียดของสิ่งที่ตนมองเห็น เด็กชายนอนราบกายไปกับพื้นหญ้าภายในป่าใกล้บ้าน กลิ่นควันจากการเผาถ่านถัดห่างไปไม่ไกลนัก บริเวณโดยรอบถูกโอบล้อมไปด้วยต้นไม้และป่าค่อนไปทางรกทึบ ลมหนาวพัดพาใบไม้ร่วงกราวไปจนหมด

 

ความสวยงามของธรรมชาติ แสงส่องลงมาจากท้องฟ้า ทำให้เขาค่อยๆ ปิดเปลือกตาลงอย่างเซื่องซึม เสียงหวีดแหลมบางอย่าง เริ่มเข้าแทรกทำลายจิตใต้สำนึกไปจนหมดสิ้น 

 

เสียงกรรโชกและด่าทอจากผู้เป็นพ่อเข้าทุบตีเขาอย่างรุนแรง ในขณะที่พี่น้องคนอื่นๆ ต่างนิ่งเฉยและเดินออกไปจากบ้าน ปล่อยให้พ่อของตนทำร้ายน้องชายคนสุดท้องอย่างทารุณ ร่างกายของเด็กชายกลับเต็มไปด้วยบาดแผลฟกช้ำ กับกรอบรูปของแม่ที่ตกลงมาแตกกระจายไปทั่วทั้งพื้นห้องโถง ริเวอร์ค่อยๆ ลุกขึ้นมาจากพื้น หลังจากถูกเหวี่ยงกระแทกกับขอบโต๊ะและหมดสติไป 

 

ทั่วทั้งบ้านเงียบสงัด ได้ยินเพียงแค่เสียงของสะเก็ดไฟดังออกมาจากเตาผิง และลมหายใจของตนเองเท่านั้น มันทั้งรวยริน แทบจะขาดช่วง แต่เขาก็รับรู้ได้ว่ามันไม่ได้ต่างไปจากเดิมเท่าไหร่นัก

 

แม้ภายใต้ผิวหนังที่เย็นชืดราวกับเนื้อผ้าลินิน จะมีกระแสเลือดไหลเวียนไปทั่วทั้งร่างกายที่สั่นระริก แต่ดวงตาคู่นั้นมิอาจละเลี่ยงไปจากชายบนเก้าอี้ได้ ริเวอร์ทำได้เพียงแค่กรีดร้องเจ็บปวดอยู่ภายในจิตใต้สำนึกที่กำลังพร่าเลือน เพลิงสะเก็ดไฟลามเลียท่อนไม้กลายเป็นตอตะโกยังคงให้ความอบอุ่นอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่เด็กชายกลับรับรู้ได้แค่ความหนาวเหน็บและเจ็บปวดเพียงเท่านั้น 

 

“นายมันไร้ค่า ริเวอร์… พ่อถึงยังได้ทุบตีนายอยู่แบบนี้ นายทั้งอ่อนแอและทำอะไรไม่เป็น นายยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจ”

 

พี่ชายคนกลางนั่งอยู่บนเก้าอี้ เอ่ยหลังจากที่คนเป็นน้องเพิ่งลุกขึ้นมานั่งได้สักพัก สลบไปสองชั่วโมงเต็ม ส่วนพ่อของพวกเขาก็หลับไปแล้วบนโซฟาหลังจากดื่มเหล้าเมาหัวราน้ำ

 

และเงาที่ทาบทับเหลือเพียงมือและขาที่โผล่ออกมาจากเงามืดคือสิ่งที่เด็กชายมองเห็น ริเวอร์หายใจอย่างยากลำบาก ท้องฟ้าภายนอกมืดดำสนิท ในขณะที่พี่ชายทั้งสองของตนนั่งอยู่บนเก้าอี้คนละตัว แฟรงก์เหยียดตัวและหันหน้าไปทางอื่น ในขณะที่เอลเลียตยังคงจ้องมองลงมายังสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่มีสถานะเป็นน้องชายต่างแม่ของตน

 

“รู้อะไรบางอย่างไหมว่าทำไมเขาถึงสอนให้เราล่าสัตว์?” เอลเลียตถามพลางโน้มตัวลงมาหา

 

ริเวอร์ส่ายหน้าเบาๆ และขยับออกมาเล็กน้อย เมื่อได้กลิ่นเลือดจากตัวของอีกฝ่ายอย่างชัดเจนจนน่าสะอิดสะเอียน

 

“ไม่เหรอ…นายก็น่าจะรู้เพราะมองดูเราฆ่ามันอยู่ตลอด…ไม่คิดอยากจะลองทำเองบ้างรึไง หืม?”

 

รอยยิ้มนั้นปรากฏขึ้นอย่างเยือกเย็น ปลายมีดถูกยื่นให้และสลับกลับกลายเป็นด้ามจับ ก่อนที่แฟรงก์จะเดินหายเข้าไปในห้องครัว และถือกระต่ายที่กำลังตื่นกลัวตัวหนึ่งออกมา มันยังมีชีวิต และถูกเชือกมัดกับปากจนอ้าออก หน้าท้องของมันที่ยังกระเพื่อมอยู่ แสดงให้เห็นว่ามันยังหายใจราวกับรู้ชะตากรรมของตนเองแล้ว

 

“เอ้า ลองสิ พ่อจะได้เห็นว่านายยังพอมีประโยชน์อยู่…ฉันไม่อยากให้คนในครอบครัวของเราต้องเป็นมลทินที่ต้องกำจัดให้หายไปหรอกนะ…เขาต้องหัวเสียแน่ๆ ที่นายยังวาดภาพนี้อยู่”

 

ว่าพลางหยิบสมุดบันทึกเล่มสีดำของเด็กชายออกมา ภาพของชายร่างสูงและสัญลักษณ์ดวงตาที่ปรากฏอยู่ภายในป่า ทุกครั้งที่คนเป็นพ่อได้เห็น เขาจะถูกทุบตีและด่าทออย่างรุนแรงทันที ด้วยสาเหตุที่ไม่รู้ที่มา ราวกับว่าสิ่งที่เขาทำ มันผิดมหันต์

 

ร่างกายและมืออันสั่นเทาของริเวอร์ ยังคงจับมีดเอาไว้แน่น ท่ามกลางสายตาของพี่ชายทั้งสอง กระต่ายสีขาว ดวงตาสีแดงสวยงามตัวนั้นพยายามดิ้นพล่านในขณะที่แฟรงก์จับขึงมันเอาไว้บนพื้น เอลเลียตลุกจากเก้าอี้ พลางเดินอ้อมลงมาโอบน้องชายเอาไว้ ก่อนจะจับมือเล็กๆ คู่นั้นค่อยๆ ลดต่ำลงไปจนกระทั่งปลายมีดแหลมคมค่อยๆ แทงทะลุลงไปภายใต้ผิวหนังของกระต่ายน่าสงสารที่กำลังแดดิ้นชักเกร็งด้วยความเจ็บปวด

 

มันกรีดร้องเล็ดรอดลำคอออกมาเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ดังเท่าเสียงหวีดหวิวของพายุหิมะภายนอก ดวงตาของเด็กชายสั่นระริก น้ำตาไหลอาบแก้มด้วยความกลัวแต่มือที่ถูกกดลงไปแทงทะลุคอกระต่ายจนมันแน่นิ่งไปในที่สุด พร้อมกับเลือดที่ไหลออกมา เปื้อนเข่าของเขาเต็มไปหมด

 

เอลเลียตลุกขึ้นมองอย่างผิดหวัง เขานึกถึงตนเองในวัยเด็ก ที่พ่อก็ทำแบบนี้กับเขาและแฟรงก์เช่นเดียวกัน การฆ่าครั้งแรกมันไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากเสียทีเดียว อย่างน้อยมันก็คือความจริงที่เด็กชายต้องเผชิญอยู่แล้ว 

 

ตั้งแต่ที่แม่ของพวกเขาจากไป บ้านหลังนี้ก็กลายเป็นความบ้าคลั่ง เอลเลียตไม่เห็นจำได้ว่าเขาเคยสงสารสิ่งมีชีวิต และเขาไม่ได้สงสัยหรือตั้งแง่ในการกระทำของตนเองเลยแม้แต่นิดเดียว

 

 

 

หมอกหิมะลงต่ำแต่ก็ยังเห็นอะไรได้ชัดเจนพอสมควร ริเวอร์ตื่นขึ้นบนเตียงและยังคงจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ทั้งหมด ความหนักอึ้งจุกในอกทำให้เขาลุกจากเตียงอย่างเชื่องช้า มือสองข้างสั่นเล็กน้อย และเสื้อเขาที่ยังมีคราบเลือดเปรอะเปื้อนอยู่ตรงปกคอ 

 

เด็กชายมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นแผ่นหลังของแฟรงก์ที่กำลังนั่งเหม่อมองออกไปนอกป่า ข้ามลำธารใกล้บ้านเหนือช่วงตะวันใกล้ตกดิน มันจะเป็นเช่นนี้ในทุกๆ ครั้ง และเอลเลียตจะดื่มชาอยู่ที่ห้องเชือดเสมอ แต่วันนี้ค่อนข้างแตกต่างออกไปจากเดิม เมื่อไม่ได้ยินเสียงของผู้เป็นพ่อผู้ชอบโวยวายเลยแม้แต่น้อย

 

ริเวอร์เดินออกมาจากห้อง ลงมาจากบันไดแล้วหันไปทางห้องนั่งเล่นที่ว่างเปล่า แต่กลับได้กลิ่นเลือดลอยคละคลุ้งจนแทบอาเจียนไปทั่วบ้าน 

 

“สุขสันต์วันเกิดน้องชาย” เอลเลียตเอ่ย วันนี้เขาอยู่ในห้องครัว แต่ที่ทำให้เด็กชายต้องยืนนิ่งและไม่สามารถขยับไปไหนได้ คือร่างที่นอนแผ่อยู่บนโต๊ะอาหาร

 

“เอลเลียต…พ่อ…” เขาพูดตะกุกตะกัก จนอีกฝ่ายขมวดคิ้วยกยิ้ม

 

“เขาไม่ใช่พ่อ อา…อาจจะเป็นพ่อ แต่ไม่ใช่แล้ว การฆ่าไอ้แก่นี่มันไม่ง่ายเลยถ้าเทียบกับสิ่งที่ฉันกับแฟรงก์พยายามทำมาตลอดหลายปี…และวันนี้ก็วันเกิดนายพอดี นั่งลงสิ”

 

ร่างกายของชายร่างใหญ่ค่อนไปทางท้วมนอนอยู่บนโต๊ะ คอถูกตัดวางไว้ข้างๆ ใบหน้าบี้แบนแหลกเละจากการถูกค้อนทุบ และท้องที่ถูกคว้านไส้ออกมาจนเลือดเลอะพื้นห้องครัวไปหมด ริเวอร์นั่งก้มหน้าในขณะที่เค้กหน้าตาประหลาดถูกวางเอาไว้ ณ เบื้องหน้า เอลเลียตสวมชุดเหมือนตอนที่เขากำลังเข้าห้องเชือด นั่นคือสิ่งที่เขาทำกับชายบนโต๊ะ เฉกเช่นเดียวกับหมูโสโครก หรือเหยื่อพวกนั้น

 

“มันไม่ได้แตกต่างกันมากนักหรอกนะ…ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่านายจะดีใจหรือเสียใจที่ไอ้เวรระยำนี่ตายไปแล้ว…แต่เขาคนนั้นก็อาจจะดีใจมากกว่าพวกเราทั้งหมด”

 

เอลเลียตพูดถึงใครคนหนึ่ง เด็กชายจับปลายกางเกงตัวเองแน่นด้วยความวิตกกังวล เขามองดูเอลเลียตที่กำลังปักเทียนสิบเอ็ดเล่มลงบนเค้กที่ทำเองกับมือ ไม่รู้ด้วยว่าเจ้าตัวผสมอะไรลงไปในนั้นบ้าง

 

แฟรงก์กลับเข้ามาในบ้านด้วยสีหน้าที่เรียบนิ่งเช่นเดิม อย่างทุกครั้ง และยังคงเป็นเขาเช่นนั้น พี่ชายคนโตนั่งลงที่ฝั่งตรงข้ามแล้วหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน ท่ามกลางความเงียบที่ปกคลุมไปทั่วทั้งบ้าน ตัวของแฟรงก์ก็เต็มไปด้วยเลือดเช่นเดียวกัน 

 

“ล้างมือก่อนสิพี่ชาย” เอลเลียตปรายตามอง แฟรงก์รับรู้จึงลุกจากไปอีกครั้ง

 

“เอาล่ะ เสร็จแล้ว ที่เหลือก็…ใช่ ถ้านายไม่รีบล่ะก็ ออกไปเล่นก่อนสิ รอจนกว่าจะค่ำสักหน่อย เราต้องรอให้เขามาร่วมงานนี้ อย่าลืมว่าพวกเรามีของขวัญให้ด้วยนะ กลับมาก่อนห้าโมงเย็นล่ะ” เขายิ้มพลางบีบแก้มน้องชายอย่างเอ็นดู ทว่าสำหรับริเวอร์ ราวกับถูกปิศาจจดจ้องจากดวงตาคู่นัั้นอย่างเยือกเย็น

 

เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้วจึงค่อยๆ ลุกจากเก้าอี้ ก่อนจะถอยหลังเดินออกมาจากห้องครัว เด็กชายรีบเดินผละออกไปจากบ้าน มองไปรอบๆ ที่พายุหิมะตกลงมาจนทำให้วิสัยทัศน์แย่ลง ราวกับนี่คือการเริ่มต้นของเกมการล่าอีกครั้งของเอลเลียต เขารีบวิ่งฝ่าหิมะออกไปเพื่อขอให้คนช่วย แต่แฟรงก์ที่ถูกสั่งเอาไว้ ก็เดินตามออกมาพร้อมปืนไรเฟิลสำหรับล่าสัตว์ 

 

“ฉันผิดหวังในตัวนายจริงๆ…” เอลเลียตเอ่ยพลางเช็ดเลือดออกจากริมฝีปาก มองเด็กน้อยที่พยายามหลบหนีเงื้อมมือของความตาย

 

ในขณะที่ทางข้างหน้าคือเส้นทางที่เขาคุ้นเคย ทว่ามันกลับยากเมื่อต้องวิ่งหนีจากการไล่ล่าของอีกฝ่าย แฟรงก์วิ่งช้ากว่าเอลเลียตมาก แต่ถ้าเขาพลาดโดนอีกฝ่ายจับได้ ถ้าไม่ตาย ก็อาจจะพิการถ้าหากว่าพวกนั้นไม่คิดจะปล่อยเขาเอาไว้ 

 

ท้องฟ้าครึ้มไร้แสงนำทาง ร่างกายที่เหนื่อยล้าพยายามกระเสือกกระสนวิ่งเพื่อเอาตัวรอด จากเพชฌฆาตที่มาในคราบของพี่ชายที่ครั้งหนึ่งเคยใจดีกับเขา แฟรงก์ที่มีร่างกายสูงใหญ่วิ่งฝ่าแมกไม้ออกมา เพื่อไล่ตามเด็กน้อยไร้เดียงสา อย่างที่เขาทำเมื่อตอนที่กำลังล่าสัตว์ บรรยากาศอันหนาวเย็นเข้ากัดกร่อนร่างกายของทั้งคู่ เส้นทางที่ไกลออกมาทว่ากลับยังไม่ถึงบริเวณที่มีผู้คน 

 

อันตรายยังคงไล่ตามเขามาอยู่ติดๆ ก่อนที่ริเวอร์จะสะดุดล้มพร้อมกับข้อเท้าที่ติดกับล่าสัตว์ของอีกฝ่ายเข้าอย่างทันท่วงที แรงดึงจากเชือกโหนเขาขึ้นไปสู่ด้านบนพร้อมกับห้อยหัวลงมา ราวกับกวางป่าที่เพิ่งถูกจับได้ และพยายามดิ้นพล่านไปมาเพื่อเอาชีวิตรอด แม้จะไม่มีโอกาสแล้วก็ตาม

 

แฟรงก์วิ่งมาทัน และยืนมองร่างของน้องชายคนเล็กติดกับอยู่สักพัก เขายกปืนขึ้นระกับบ่า ตั้งไกจะยิง แต่ทว่าเมื่อดวงตาคู่นั้นที่เขาเคยมองตอนที่เด็กคนนั้นเพิ่งเกิดมา ก็ทำให้เขาค่อยๆ ลดปืนลงอย่างช้าๆ พลางหันหน้าไปยังเส้นทางที่ทั้งคู่วิ่งผ่านมา 

 

ความเงียบเข้าครอบคลุมไปทั่วบริเวณ ริเวอร์พยายามดิ้นให้หลุดออกจากเชือก แม้เสี่ยงที่จะโดนอีกฝ่ายยิงจนตายเลยก็ได้ แต่ทว่าพี่ชายคนโตกลับนั่งคุกเข่าลง ร่างกายสูงใหญ่เริ่มสั่นเทิ้ม ดวงตาบิดเบี้ยวราวกับแก้วที่บรรจุไปด้วยความเจ็บปวด

 

“…ขอโทษ…ฉันขอโทษ…” แฟรงก์พึมพำ เป็นครั้งแรกที่เขาพูดออกมาในรอบหลายปี แล้วหยิบมีดออกมาจากกระเป๋า

 

“แฟรงก์…ขอร้อง อย่าทำแบบนี้เลย” เสียงของเด็กชายสั่นเครือ ดวงตาปิดแน่นสนิท จิตใจของเขานั้นไม่ต่างจากแก้วที่เต็มไปด้วยรอยร้าว คิดว่าอีกฝ่ายจะเข้ามาเชือดคอเขาทิ้ง เด็กหนุ่มร่างสูงยื่นมีดเล่มนั้นให้น้องชาย พลางหยิบปืนพกออกมา ก่อนจะหันลำเข้าหาตนเอง เมื่อเขาเริ่มรู้สึกราวกับว่าได้ยินเสียงผิวปากของใครบางคน

 

เสียงของเอลเลียต เขากำลังมาที่นี่…!

 

ปากกระบอกปืนถูกจ่อใส่ปาก ก่อนจะลั่นไก 

 

“ขอโทษ”

 

ปัง!!

 

“ไม่!! แฟรงก์!!! ไม่นะ ไม่…!” ริเวอร์กรีดร้องอย่างใจสลาย ดิ้นอยู่บนขื่อเชือก เขามองภาพอันน่าเวทนาของพี่ชายผู้ใจดีของตนที่ล้มลงไปนอนแน่นิ่งอย่างรวดเร็ว แต่เสียงผิวปากที่เริ่มแว่วผ่านเข้ามาในป่า ก็ทำให้เขารีบแก้เชือกที่ข้อเท้าของตนเองด้วยมีดที่แฟรงก์ให้ มาตัดเชือกจนตัวเองตกลงมากระแทกพื้น

 

มีเวลาไม่มากนัก ราวกับเสียงมัจจุราชเริ่มเข้ามาใกล้ เด็กชายเช็ดน้ำตาตัวเองพร้อมกับพาสังขารและบาดแผลตามตัววิ่งไปตามเส้นทางอีกครั้ง ไม่มีแม้แต่โอกาสได้บอกลาศพพี่ชายของตน เมื่อเสียงที่คุ้นเคยนั้นไล่ตามหลังมา 

 

เวลาใกล้ย่ำเย็น เอลเลียตที่วิ่งตามมาพร้อมกับยิงปืนใส่ เสียงก้องลั่นป่า ในขณะที่ปลายทางของเด็กชายใกล้เข้ามาทุกขณะ แต่เด็กหนุ่มก็ต้องหยุดฝีเท้าการตามล่าลง เมื่อริเวอร์ได้เจอเข้ากับเหล่าชาวบ้านที่เข้ามาตัดฟืนพอดิบพอดี 

 

“โชคดีเหลือเกินนะ…” เขาคิดก่อนจะถอยตัวกลับไปในที่สุด

 

เด็กชายที่กำลังตัวสั่นเพราะความกลัว คาร์เวอร์รี่ เครมอร์ ที่เดินตามญาติของตนเข้ามาตัดฟืนนั่งมองเด็กน้อยที่กำลังหวาดผวาจากการตามล่า เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่โตทันทีที่ทุกคนในเมืองเล็กๆ นั้นรู้เข้า ลูกชายของวิคเตอร์ ที่ถูกพี่ชายของตนไล่ฆ่าอย่างน่าสงสาร กลายเป็นเรื่องที่ทำให้ชาวบ้านปลุกระดมเพื่อตามล่าเด็กหนุ่มฆาตกรมาลงโทษ แต่เมื่อไปถึง

 

เขาก็หายตัวไป…

 

เหลือไว้เพียงศพของผู้เป็นพ่อที่ตายอย่างน่าอนาถ และพี่ชายคนโตที่จากไปด้วยการจบชีวิตตนเองอย่างน่าเวทนา 

 

เครมอร์ตัดสินใจพาริเวอร์เข้าสู่เมืองลอนดอน เพื่อนำไปฝากไว้ที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าที่ตนเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง เป็นเรื่องน่าสลดใจที่เครมอร์มักจะเจอ ทุกครั้งที่ได้พบกับเหล่าเด็กน้อยที่ถูกทอดทิ้งเอาไว้เพียงลำพัง และล้วนประสบพบเจอกับชะตากรรมอันเลวร้ายเช่นนี้ทุกครั้งไป

 

 

 

 ●●● 

 

 

 

ช่วงใกล้ฤดูหนาวเวลาเดียวกัน หนังสือพิมพ์หลายฉบับลงข่าวว่ามีเด็กกำพร้าเพิ่มขึ้นมากทุกวันในกรุงลอนดอน คาดว่าพ่อกับแม่ของเด็กเหล่านั้นอาจทอดทิ้งพวกเขา หรือเสียชีวิตและปล่อยเด็กไว้ตามลำพัง หลายฝ่ายไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะเมินเฉย จึงได้ก่อตั้งสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าขึ้นมาหลายแห่ง รวมไปถึงเดรเวนไฮม์ด้วยเช่นเดียวกัน

 

เหตุหนึ่งเกี่ยวกับข้อโต้แย้งเรื่องอาการทางจิตในเด็ก ท่ามกลางกรณีวิพากษ์วิจารณ์ของผู้คนที่มีต่อฆาตกรวัยเยาว์อย่าง คิลเลี่ยน แองเจโล่ ที่สังหารพ่อแม่และพี่น้องของตนเองในคืนเดียว ตอนนี้จึงกลายเป็นเรื่องที่ต้องกลับมาตีความกันอีกครั้งว่าทำไมเด็กเหล่านั้นถึงเกิดอาการคุ้มคลั่ง บางคนพูดว่าเป็นเพราะซาตานที่ยุยงให้เด็กเหล่านั้นฆ่าพ่อแม่ของตนเองเพื่อสังเวยวิญญาณ เฉกเช่นเดียวกับนักกวีผู้โลภมากแห่งเซนต์อัลบัน 

 

“เรื่องเหลวไหลทั้งเพ…” อาร์กาธ่า เครมอร์เอ่ยพลางวางหนังสือพิมพ์ลงบนโต๊ะ สามีของหล่อนเชื่อเรื่องแบบนี้ลงไปได้อย่างไร หล่อนคิดพลางถอนหายใจ

 

“คุณไม่คิดว่ามันแปลกไปหน่อยเหรอที่รัก…เด็กเหล่านั้น ที่ผมช่วยมาล้วนเกี่ยวข้องกับอะไรแบบนี้อยู่บ่อยๆ คุณจำเด็กที่ชื่อริเวอร์ได้ไหม เด็กคนนั้นที่คุณบอกว่าดวงตาของเขาสีเหมือนเพชรน่ะ”

 

“โอ้ ได้สิ เขาเป็นเด็กดีนะเท่าที่เจอกัน แต่เงียบไปหน่อย”

 

“ก็เพราะเขาผ่านเรื่องเลวร้ายมากๆ มาน่ะสิ เขาโดนพี่ชายฆาตกรไล่ฆ่าแถมไม่เหลือใครให้พึ่งพาแล้วอีกต่างหาก สมุดภาพวาดของเขา วาดรูปชายไร้หน้าเอาไว้ด้วยนะ เหมือนกับเด็กคนอื่นๆ พูดไม่มีผิด…"

 

อาร์กาธ่าชำเลืองสายตามองกระดาษที่วางอยู่บนโต๊ะ ที่สามีของหล่อนกำลังนั่งมองอยู่อย่างเป็นกังวล ก่อนที่เครมอร์จะเปลี่ยนเรื่องคุย เมื่อเขารู้ว่าหลุดปากพูดเรื่องน่ากังวลออกไป

 

"นี่ ผมคิดว่าจะเอาให้คุณตั้งนานแล้ว”

 

เขาว่าพลางยื่นกล่องของขวัญให้ภรรยาผู้เป็นที่รัก ทั้งคู่เพิ่งแต่งงานกัน และอาร์กาธ่าก็เริ่มท้องลูกอ่อนๆ แล้วเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีคนรับใช้คอยอยู่ดูแลอีกสามคนนั่นก็พอให้เขาที่ต้องออกเดินทางบ่อยๆ พออุ่นใจได้บ้างแล้ว

 

“ขอบคุณค่ะ” หล่อนเอ่ยพลางจูบสามีอย่างปลื้มใจ

 

เหตุการณ์ทั้งหมดผ่านมาได้ราวๆ สองเดือนครึ่ง ย่างเข้าเดือนกุมภาพันธ์ของปีใหม่อย่างสมบูรณ์แบบ มีเด็กกำพร้าในลอนดอนเพิ่มขึ้นมาจากปกติ ตอนนี้ทั้งเครมอร์ และผู้ก่อตั้งคนอื่นๆ เริ่มเล็งเห็นประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้น ทั้งเรื่องของสงครามตามชายแดนที่เกิดขึ้นมาตลอดเวลา เด็กบางคนต้องเสียพ่อและแม่ไปและส่วนใหญ่จะกลายเป็นเด็กขอทานตามสลัมในลอนดอน

 

เรื่องปกติที่เกิดขึ้น แต่พวกเขาก็พยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเหลือเด็กเหล่านั้นแล้ว และริเวอร์ก็เป็นเด็กรายล่าสุดที่เจอกับผลกระทบอันรุนแรงเหล่านั้น พ่อของเขาเป็นทหารประจำการที่เขตชายแดนเก่า ทำให้มีอารมณ์ฉุนเฉียวและอาการทางจิตที่ส่งผลกระทบจากสงคราม หลังถูกปลดประจำการออกมาเพราะพฤติกรรมใช้ความรุนแรงกับเพื่อนร่วมงาน ยังมีคนพูดอีกว่าคนที่ฆ่าภรรยาของเขา ก็คือตัวเขาเอง ไม่ใช่การป่วยเป็นวัณโรคหรืออะไรเช่นนั้น 

 

นอกจากนี้…

ยังมีข่าวลือเกี่ยวกับชายร่างสูง ไร้ใบหน้า ผิวขาวราวกระดาษ และมีสายระโยงระยางค์สีดำอยู่ด้านหลัง จากปากของเด็กกำพร้าคนอื่นๆ ที่บอกว่าก่อนที่พวกเขาจะสูญเสียพ่อแม่ หรือฆ่าพ่อแม่ของตนเอง พวกเขาสารภาพว่าเจอกับชายไร้หน้าคนนั้น บอกให้ตนเองกระทำการเลวร้ายนั้นลงไป

 

บางคนเรียกชายคนนั้นว่า ผู้สังเกตุการณ์ บางคนก็เรียกว่า ซาตาน…หรือปิศาจ สำหรับเครมอร์ เขามองว่ามันเป็นแค่อาการทางจิตในเด็กหรือจินตนาการก็เท่านั้น

 

 

 

 

SEAN Talk

 

 

ตอนนี้เขียนยาวเหมือนกันนะ เพิ่งตอนแรกเอง เรื่องนี้มีเรื่องที่ค่อนข้างรุนแรงจากน้อยไปมาก มีทั้งการกระทำรุนแรงต่อเด็ก หรืออดีตที่เจ็บปวด การบรรยายที่น่าสะอิดสะเอียนหรือการฆาตกรรมอย่างเปิดเผย เรื่องผิดบาปต่างๆ นาๆ ผมขอเตือนไว้ก่อน และขอให้ใช้วิจารณญาณในการอ่านและไตร่ตรองนะครับ ผู้คน ไม่มีตัวตนอยู่จริง รวมทั้งสถานที่ต่างๆ ตอนนี้ก็อาจจะงงๆ อยู่ค่อยรีไรท์นะครับ

 

 แล้วก็ เผื่อใครคิดสภาพบ้านของสามพี่น้องไม่ออก ตามรูปนี้ครับ

 

 

โดยสภาพบ้านค่อนข้างเก่าแล้ว แต่จริงๆ ไม่ได้จะเละเทะขนาดนี้ ถ้าแม่ยังอยู่…

 

 

 

สภาพห้องคร่าวๆ

 

 

แนวๆ นี้ แต่สภาพดีกว่า 

 

 

ห้องนอนรับรองของพี่เลี้ยง (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว)

 

 

 

 

…ตอนนี้ก็มีเพียงเท่านี้ ไว้เจอกันตอนหน้าครับ…

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3 ความคิดเห็น

  1. #3 Kashi31 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 มกราคม 2564 / 21:50

    รอตอนต่อไปนะคะ!!
    #3
    1