ยุทธการคานกระเด็น

ตอนที่ 6 : EP.3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 108
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    10 มิ.ย. 63

 

 

หนึ่งสัปดาห์ถัดมานับจากวันสัมภาษณ์งาน เพลินนารีมาในชุดสูทยูนิฟอร์มของทางโชว์รูมอย่างเรียบร้อย ท่อนล่างเป็นกางเกงแสลกสีขาวทรงเข้ารูป ไม่รัดรึงเกินงาม ผมเกล้าสูงเป็นหางม้ายาวสะบัดกลางหลังไปตามจังหวะที่เยื้องย่าง ค่อยๆก้าวเข้ามาในโชว์รูม ทำเอาคนที่ไม่คาดหวังว่าจะได้พบลุคเช่นนี้จากหญิงสาวถึงกับยืนตะลึง

ก่อนวันเริ่มทำงานเมื่อสองวันที่แล้ว อัคราได้ให้ผู้จัดการส่งข้อความไปบอกให้เพลินนารีเข้ามาศึกษาวิธีการทำงานและรุ่นรถต่างๆ พร้อมกับรับชุดยูนิฟอร์มไปใส่ ในวันนั้น ผู้จัดการยังแจ้งเขามาเลยว่ารับคนมาผิดงานหรือเปล่า เพราะสาวเจ้าลาดชุดเดรสสีทึม ไม่ได้ส่งเสริมบุคลิกเลยสักนิด

“รูปร่างก็ดูไม่แย่ แต่ใส่ชุดเฉิ่มเชยตลอดซะอย่างนั้น ไม่น่าเชื่อว่าจะแปลงร่างได้ดีเหมือนกันนะเนี่ย” อัคราเอ่ยเบาๆอยู่บนห้องทำงานของตนเองระหว่างที่มองลงมา

เครื่องหน้าของเพลินนารีครบและสะอาดหมดจด ดวงตากลมโตเด่นชัด ที่ฉายแววความมุ่งมั่นมาแต่ไกล เป็นหนึ่งในเหตุผลที่เขาอยากจะลองรับเธอเข้ามาทำงานดูสักตั้งหนึ่ง

อัครายอมรับว่าวันนี้เพลินนารีดูดีขึ้น ต่างจากวันที่มาสัมภาษณ์อยู่มากโข แต่ไม่ถึงขนาดเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ยังดูออกว่านี่แหละ เพลินนารี เวอร์ชั่นอัพเดทระบบแล้วนิดหนึ่ง

ซึ่งก็ไม่ได้สะดุดตาอัคราเท่าไหร่นักเมื่อเทียบกับบรรดาสาวๆที่ผ่านมาของเขา

ด้านล่าง พนักงานทุกคนทั้งผู้จัดการ เซลล์ แผนกอะไหล่ แผนกรับเรื่องเคลมและงานช่าง ต่างอยู่กันพร้อมหน้าตรงเวลาก่อนเข้าทำงานสิบห้านาทีอย่างนี้เป็นประจำทุกเช้า เพื่อประชุมทำความเข้าใจในการทำงานของแต่ละวัน ชายหนุ่มสังเกตได้ว่าเพลินนารีดูจะเป็นที่ชื่นชอบของบรรดาหนุ่มช่างไม่ใช่น้อย เห็นได้จากบรรยากาศครึกครื้นทันตาเห็นที่มีพนักงานเข้ามาใหม่

อัคราเองก็ไม่ได้เห็นบรรยากาศที่เป็นกันเองภายในองค์กรแบบนี้มาสักพักใหญ่แล้ว ก็เลยพลอยยิ้มตามเหล่าลูกน้องไปด้วย จนกระทั่งเสียงแจ้งเตือนจากแอพแชทชื่อดัง เรียกความสนใจของชายหนุ่มให้หันกลับไปมองโทรศัพท์ของตัวเอง มือหนาหยิบมันขึ้นมาเปิดหน้าจอเพื่อจะดูว่าเป็นใครที่ส่งมา พอเห็นข้อความแล้วใบหน้าที่เคร่งขรึมกลับอมยิ้มเล็กน้อยอย่างคนกระชุ่มกระชวยขึ้นมาทันตา

 

ฟ้าระวี สาวสวยเน็ตไอดอลที่โด่งดังด้วยการถ่ายภาพไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตประหนึ่งคุณหนู ที่รอบกายเต็มไปด้วยของแบรนด์เนมหลากยี่ห้อ แต่กลับเป็นคนติดดิน กินอาหารร้านข้างทาง และรีวิวของราคาไม่แพงจนยอดผู้ติดตามพุ่งสูงขึ้นทุกปี

ความน่ารักสดใสของฟ้าระวีก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ยอดผู้ติดตามเพิ่มขึ้นทุกวัน ไม่เว้นแม้กระทั่งตัวของอัคราเองที่ไม่อาจอดใจ ทำให้ต้องติดตามวิถีชีวิตน่ารักๆโก๊ะๆของฟ้าระวีอยู่อย่างเงียบๆ

แต่ใครเลยจะรู้ว่าเป็นฟ้าระวีเองต่างหากที่เข้าหาชายหนุ่มก่อน

รูปภาพของฟ้าระวีที่อ้าปากค้างเล็กน้อย มีส้อมจิ้มชิ้นเค้กขนาดพองามกำลังส่งเข้าปาก พร้อมข้อความเชิญชวนให้คนที่กำลังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่รู้สึกอยากออกจากโชว์รูมไปนั่งทานเป็นเพื่อนเสียเดี๋ยวนี้เลย

‘เอาเค้กมาฝาก ทานด้วยกันนะคะ’

ฟ้าระวีกดติดตามโซเชียลของอัครามาได้สักพัก ซึ่งคนติดโซเชียลอย่างชายหนุ่มก็ไม่พลาดที่จะต้องทำความรู้จัก ในฐานะที่เขาติดตามหล่อนมานานแล้วเพิ่งได้มีโอกาสเหมาะที่จะได้ทำความรู้จักกัน

ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์แล้วที่คนทั้งคู่เริ่มต้นสถานะกันอย่างเงียบๆ

และเย็นวันนี้คือนัดแรกที่อัคราต้องเตรียมตัวอย่างดีเพื่อไม่ให้การเดท(ครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้)พังลงอย่างน่าเสียดาย ชายหนุ่มทำการบ้านมาอย่างดีในการสืบหาจากบันทึกในรูปภาพเก่าๆของฟ้าระวีว่าเจ้าหล่อนชอบหรือไม่ชอบอะไร มีสิ่งไหนที่เขาควรทำหรือไม่ควรทำ

ยิ่งเห็นฟ้าระวีส่งรูปมาเป็นออเดิร์ฟแล้วเขาก็ตื่นเต้นราวเด็กน้อยเพิ่งแตกหนุ่ม นัดสาวเที่ยวห้างครั้งแรก

ซึ่งปกติอัคราก็เป็นอย่างนี้กับผู้หญิงทุกคนที่เขาจะไปเริ่มต้นด้วยทุกที

ชายหนุ่มหมุนขวดน้ำหอมที่เพิ่งสั่งตรงมาจากช็อป กลิ่นนี้เป็นกลิ่นที่ฟ้าระวีโปรดปรานมากถึงขนาดหยิบมาแนะนำในโซเชียลของตัวอย่างปลาบปลื้ม

มีหรือที่เขาจะพลาดโอกาสสร้างความประทับใจนั้นไปได้...

 

“วันนี้มีพนักงานใหม่เข้ามาทำงานร่วมกับพวกเราอีกหนึ่งคนนะ ทำความรู้จักกันไว้”

ผู้จัดการสาขาอย่างอินทัชรุนหลังเพลินนารีให้ทุกคนในโชว์รูมได้รู้จัก รวมถึงตัวอินทัชเองที่ไม่ได้เป็นผู้ร่วมสัมภาษณ์เธอคนนี้ด้วยตนเองเนื่องด้วยธุระที่ต้องไปจัดการ เขาเลยพลาดที่จะทำความรู้จักเพราะเจ้าของโชว์รูมอย่างอัคราเป็นฝ่ายสัมภาษณ์เธอไปแล้วเรียบร้อย แต่อย่างน้อยเพลินนารีก็ได้แนะนำตัวเองอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง

แค่เพลินนารียกมือไหว้ ก็เรียกเสียงฮือฮาจากบรรดาเหล่าช่างเครื่องได้ครึกครื้นพอตัว

“สวัสดีค่ะ ชื่อเพลินนารี ทุกคนเรียกว่าเพลินก็ได้นะคะ อายุก็จะสามสิบแล้ว คงเป็นทั้งพี่และน้องของหลายๆคน ใครสะดวกจะเรียกอะไรก็ตามสบายเลยนะคะ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยค่ะ”

หญิงสาวไหว้สวยสมรางวัลมารยาทงามแห่งมหาวิทยาลัย(ที่ได้มาเพราะย่อได้ต่ำสุดกว่าใคร) ยืดอกแนะนำตัวอย่างมั่นใจ

“เรียกที่รักได้ไหมครับ” หัวโจกอย่างสุธี หรือสุดทีน มือขวาของหัวหน้าช่างกล่าวเปิดแซวเป็นคนแรก เรียกเสียงหัวเราะจากทุกคน เพราะใครๆต่างก็รู้ว่าความปากมอมของสุธีนั้นขจรไกลเกินกว่าใครจะห้ามได้ ไม่ก็ระอาจนเกินเยียวยาไปแล้ว จึงไม่มีใครถือสา

“เรียกได้นะ แต่ผัวจะด่ามั้ยก็อีกเรื่อง” เพลินนารีตอบกลับ

“อู้ยยย! แรงอะตัวเอง” สุธียกมือปิดหน้ายืนตัวบิดอย่างขวยเขิน

“อะไรนะ! แต่งงานแล้วเหรอ ค่อยโล่งใจหน่อย” สรัยฉัตรเอ่ยอย่างอารมณ์ดี

สรัยฉัตร อีกหนึ่งสาวสวยตัวเล็กป้อม พ่วงตำแหน่งเซลล์คู่บุญประจำโชว์รูม ที่ตอนนี้ยังยืนหนึ่งได้อย่างสบายใจด้วยยอดจองอันดับหนึ่งแซงหน้าเซลล์คนอื่นๆ และเป็นเซลล์ผู้หญิงคนเดียวที่ทำงานได้ยาวนานกว่าผู้หญิงคนอื่นๆ ที่มาสมัครทำงานแล้วอยู่ได้แค่เดือนหรือสองเดือนแล้วก็โดนเด้งออกไป

“แหม... ทำมาพูดย้ำ กลัวโดนแย่งเรตติ้งล่ะสิ มีสาวมาใหม่ทีไรชอบขัดคอตลอด ที่ตัวเองมีลูกหนึ่งผัวสามนี่เงียบเลยน๊า” สุธีเปลี่ยนมาแขวะสรัยฉัตรแทน

“ผัวหนึ่งลูกสามเว้ย พูดให้ดีๆไอ้สุดตีน” สรัยฉัตรแก้ตัว

“มีผัวมีลูกแล้วไง ไม่ได้พกมาทำงานด้วย ไม่นับย่ะ! ผัวมีผัวก็ต้องมา รู้จักปะ!”

เซลล์มือหนึ่งสะบัดปลายผมพลิ้วไสวที่เจ้าตัวเลี้ยงให้ดกดำเงางามอย่างเชิดใส่ เพลินนารีจึงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะให้กับบรรยากาศเป็นกันเอง

“ที่จริงยังไม่มีผัวหรอกค่ะ ไม่มีใครเอา” เพลินนารีเฉลยอย่างขบขัน

“ว้ายต๊ายตาย! สวยแล้วยังขี้เล่น” สุธีทำสะดีดสะดิ้ง แต่ท่าทางระริกระรี้ดีใจเกินหน้าเกินตาใครๆ

“น้อยๆ หน่อยน่า ฝากฉัตรสอนงานเพลินเพิ่มด้วยนะ หรือเพลินมีปัญหาอะไรก็ถามผมได้ ถ้าผมอยู่” อินทัชเอ่ยด้วยความสุภาพที่เป็นคาแรกเตอร์ของตัวเองอยู่แล้ว

“ไม่มีแล้วจีบได้ปะคะ” มือขวาหัวหน้าช่างพูดจาอ่อนหวานขึ้นมาทันที ก่อนจะโดนหัวหน้าช่างที่ยืนข้างกันฟาดศีรษะไปทีหนึ่ง

เพลินนารีแอบอมยิ้ม

งานเก่าของเธอต้องเจอทั้งเสือ สิงห์ กระทิง เก้ง(รวมชะนีด้วย) เพราะฉะนั้นเรื่องจะมีคนมาจีบก็พอมีมาบ้าง แต่เธอไม่ถูกชะตาใครเข้าสักที หรือเธอไม่สนเองก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะมองคนนู้นคนนี้เหมือนพี่น้องไปเสียหมด รวมถึงคนทั้งโชว์รูมนี้ด้วย

ไม่เคยมีใครมาทำให้เธอใจเต้นเหมือนเด็กสาวแรกรุ่นบ้างเลยสินะ...

“จีบได้ แต่ไม่เล่นด้วยนะ” เพลินนารีตอบ เรียกเสียงทั้งโห่ทั้งสมน้ำหน้าใส่มือขวาหัวหน้าช่างกันตลอดแถว

“เอาล่ะ พอเถอะ วันนี้เจ้านายอยู่ ผมยังย้ำเรื่องเดิมนะว่ามาตรฐานการตรวจรถของลูกค้าให้เป็นสำคัญ เพราะเขาฝากชีวิตไว้ในรถ ไม่ว่าจะราคาหลักแสนหรือหลักล้าน ถ้ามีปัญหาขึ้นมานั่นเท่ากับว่าตายได้เท่ากันหมด ส่วนเพลิน ถ้ายังไม่เข้าใจตรงไหน วันนี้อนุญาตให้ดูการขายของฉัตรได้ แต่อย่าลืมว่าทุกอย่างต้องมีการประเมินตามที่ตกลงกันไว้”

อินทัชตบทุกคนให้กลับเข้าแถวอย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งเหล่าพนักงานต่างให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

“แผนกอะไหล่ มีอะไรจะรายงานมั้ย” อินทัชหันไปถามคนที่เกี่ยวข้องในด้านนี้

“เมื่อสุดสัปดาห์มีการตรวจสต๊อกอะไหล่ ทำการสั่งอะไหล่บางส่วนที่ขาดไป แต่ยังไม่ได้การตอบรับจากสาขาใหญ่ค่ะพี่ทัช”

“ตอนนี้ลูกค้าก็โวยนิดหน่อยว่าทำไมถึงล่าช้าจากกำหนดรับรถเดิม”

เพลินนารีเห็นอินทัชคิ้วขมวด สีหน้าจริงจังขึ้นมาทันที หลังจากตอนแรกที่แซวเล่นกันในวงพนักงาน อินทัชยังหัวเราะไปกับทุกคนด้วย

ไม่แน่ใจว่าอินทัชเป็นผู้จัดการโชว์รูมหรือเป็นผู้จัดการดารากันแน่ ออร่าความหล่อกระแทกตาจนไม่น่ามายืนอยู่ท่ามกลางความดิบเถื่อนของเหล่าช่างเครื่องตรงนี้เลย

แต่ถ้าให้เทียบกับลูกค้าตอนเธอทำงานที่เก่า อินทัชยังจัดอยู่แค่ในหมวดหล่อดารา ยังไม่ถึงขนาดเทวดามาจุติ

“แล้วแจ้งลูกค้าไปว่ายังไง”

“แจ้งขอโทษแล้วให้บัตรทานอาหารโรงแรมในเครือที่พี่ทัชไปดีลงานด้วยจนได้เป็นพาร์ทเนอร์กันน่ะค่ะ”

เพลินนารีได้แต่มองสลับไปมาระหว่างแผนกอะไหล่กับอินทัชด้วยความใคร่รู้ เนื่องจากอินทัชยิ่งคิ้วขมวดหนักกว่าเดิมเข้าไปอีก ทั้งที่การแก้ไขสถานการณ์เบื้องต้น เธอคิดว่ามันก็ไม่น่าจะมีปัญหา

“แล้วลูกค้าโอเคมั้ย” อินทัชถาม

“ได้อยู่ค่ะ ก็ไม่โวยวายอะไรนะคะพี่”

แผนกอะไหล่ตอบกลับมา อินทัชจึงได้ปรบมือเพื่อเป็นสัญญาณให้แยกย้ายกันไปทำงานรับผิดชอบของตัวเอง

เพลินนารีมองตามร่างสูงของผู้จัดการที่ไล่เลี่ยกันกับอัคราอย่างงุนงง จนแล้วจนรอดเธอก็เก็บความสงสัยไว้ไม่ไหวจนต้องขอเดินตามหลังอินทัชไปเงียบๆ

อินทัชหยุดเดินทันทีที่รู้ตัวว่าเธอเดินตาม แต่ขาเจ้ากรรมที่สั้นกว่าผู้จัดการกลับเดินล่วงเข้าไปหนึ่งก้าวจนชนกับแผ่นหลังโปร่งของอินทัชไม่แรงนัก

“เหวอ!”

เพลินนารีอ้าปากค้าง มองเห็นคราบลิปสติกติดบนเสื้อสูทของอินทัชลางๆด้วยความร้อนตัว

“รู้งี้เลือกสูตรเนื้อแมทต์มาทาซะก็ดี” หญิงสาวแตะปากตัวเองพึมพำ

“เดินตามมามีอะไรหรือเปล่าเพลิน” เสียงของอินทัชเรียกให้คนร้อนตัวสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้ามาส่งยิ้มเจื่อนๆให้

“คือ...เพลินจะถามน่ะค่ะว่าที่แผนกอะไหล่บอกแบบนั้นกับลูกค้า มันผิดตรงไหนหรือคะ เห็นคุณอินทัชหน้าเครียด เผื่อเพลินต้องเจอกับลูกค้าโวยวายเพลินจะได้ไม่ใช้วิธีนี้” เพลินนารีถาม

แต่อินทัชกลับหลุดยิ้มออกมาเล็กน้อย พลางส่ายหน้า

“ไม่มีอะไรหรอก แค่หลอนๆ กลัวจะต้องไปนั่งกินข้าวกับลูกค้าแทนอีกน่ะ” อินทัชตอบข้อสงสัย ที่ไม่ได้กระจ่างอะไรเลยสำหรับเธอ

และเหมือนว่าอินทัชจะล่วงรู้ความคิดของเพลินนารี

“คืออย่างนี้ มีเคสแบบนี้เคยเกิดขึ้น ที่เซลล์คนก่อนให้ของแถมออกรถกับลูกค้าเป็นบัตรกำนัลโรงแรมไป ลูกค้าก็เลยเอาไอ้บัตรนี้มาขอให้พี่ไปกินข้าวด้วย ไม่อย่างนั้นจะยกเลิกใบจอง พี่ก็เลยต้องไป ตอนนั้นน่าขนหัวลุกสุดๆ” อินทัชทำเป็นตัวสั่นราวขนลุกขึ้นมาจริงๆ

เพลินนารีหัวเราะให้กับเหตุผลนั้น “เราต้องง้อลูกค้าให้ซื้อรถขนาดนั้นเลยเหรอคะคุณอินทัช ถ้ามันน่าลำบากใจ ทำไมไม่เปลี่ยนเป็นข้อเสนออื่นๆให้ลูกค้าแทนล่ะคะ”

หญิงสาวพูดไปตามความจริง เพราะที่ทำงานเก่า หากเธอไม่สะดวกใจก็ปฎิเสธไปตรงๆ

“ความจำเป็นหลายๆอย่างน่ะ ช่างมันเถอะ แต่ก็ดีแล้วที่ไม่คิดเอาเยี่ยงอย่าง แผนกอะไหล่พอจะแจกได้ ไม่ต้องใช้ข้ออ้างอะไรเยอะ แต่เซลล์อย่าแจกเชียว” อินทัชกำชับ

“อ้อ! เรียกว่าพี่ก็ได้นะ เรียกคุณอินทัชซะเต็มยศ ฟังแล้วสูงส่งจนเอื้อมไม่ถึงเลย”

ผู้จัดการหนุ่มหัวเราะ สร้างความผ่อนคลายให้เพลินนารีไม่ต้องวางตัวสูงเท่าราคารถไปด้วย หญิงสาวไม่ค่อยชินกับการใส่ชุดสูทเต็มยศบนรองเท้าส้นสูง อีกทั้งยังต้องวางมาดให้ดูสง่า น่าเชื่อถือ

เพลินนารีถนัดใส่ชุดออกกำลังกายกับรองเท้าใบ และจัดระเบียบร่างกายให้ได้ท่วงท่าที่ถูกต้องตามมัดกล้ามเนื้อมากกว่า

ถ้าไม่ติดว่าใกล้จะได้เป็นคนตกงานในไม่ช้า เธอคงไม่หนีตายมาเป็นเซลล์ขายรถยนต์หรูที่ขัดกับบุคลิกขนาดนี้

“ถ้าอย่างนั้น เพลินจะบอกว่า ที่เดินชนเมื่อตะกี้ เครื่องสำอางมันติดอยู่ที่เสื้อพี่ทัชน่ะค่ะ”

หญิงสาวยิ้มเจื่อน มองชายหนุ่มหน้าตาสะอาดเกลี้ยงเกลาที่กำลังทำหน้านิ่งๆอย่างเดาอารมณ์ไม่ถูกด้วยใจลุ้นระทึก

มาวันแรกเธอก็ทำเรื่องเสียแล้ว

“เลอะมากมั้ย” อินทัชถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง

“ไม่ค่ะ” เพลินนารีส่ายหน้าดิก

อินทัชผ่อนลมหายใจอย่างคนโล่งอก “เช็ดให้หน่อยได้มั้ย”

“พี่เช็ดไม่ถึงน่ะ” เพลินนารีฟังที่อินทัชแก้ให้แล้วค่อยสบายใจ จากที่เผลอทำตาโตกว่าไข่ห่าน

หญิงสาวกุลีกุจอเช็ดให้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะนึกขึ้นได้

“พี่ถอดเสื้อให้เพลินเช็ดก็ได้นี่คะ”

“อ้อ!จริงสินะ ก็ลืมไป”

อินทัชถอดเสื้อสูทสีทึมส่งให้ ยืนรอเพลินนารีทำความสะอาดรอยเปื้อนที่ตอนนี้เธอทั้งส่องทั้งจ้องดูว่ายังมีส่วนไหนที่เลอะเทอะอยู่อีกอย่างขบขัน ก่อนที่จะกดรับโทรศัพท์ที่ดังขึ้น

“เสร็จแล้วค่ะพี่ทัช สะอาดเรียบร้อย” เพลินนารีพูดอย่างสบายใจก่อนจะหุบปากฉับทันทีที่เห็นเขาคุยโทรศัพท์แล้วยกมือห้ามไม่ให้เธอส่งเสียง เธอจึงยื่นเสื้อคืนให้เขาก่อนจะโดนปฎิเสธกลับมา

หญิงสาวจำต้องยืนรอเพราะไม่รู้ว่าจะเอาเสื้อสูทของอินทัชไปวางไว้ตรงไหน ก่อนจะตัดสินใจชี้มาที่ปากตัวเองแล้วพูดไม่ออกเสียง

‘เอาไปวางไว้หลังเคาน์เตอร์นะคะ’

เพลินนารีพูดจบหันหลังเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์ ก่อนจะถูกคว้าแขนดึงตัวเอาไว้ให้หันกลับมา

‘จะออกไปข้างนอก ใส่เสื้อให้หน่อย’

อินทัชดึงโทรศัพท์ออก ก่อนจะโน้มตัวลงกระซิบใกล้ๆ เพลินนารีหันขวับตามต้นเสียงก่อนจะพบว่าใบหน้าของตัวเองอยู่ห่างจากอินทัชแค่คืบเดียว แม้ชายหนุ่มจะไม่ได้กำลังจ้องเธอและจดจ่ออยู่กับสาระสำคัญจากคนที่โทรศัพท์มา แต่นั่นก็ทำเอาเพลินนารีถึงกับไปต่อไม่ถูก แต่ก็ยังปั้นหน้ากลับมายิ้มแย้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ต่อ

เธอไม่กล้าคิดว่าผู้จัดการหนุ่มกำลังต้องการทำอะไร แต่เซ้นส์ที่มีบอกได้แค่ว่าอินทัชกำลัง‘หว่านเสน่ห์’ ใส่เธอเข้าให้แล้ว

 

ทุกการกระทำของเพลินนารี ถูกสายตาอีกคู่หนึ่งจับจ้องมาตั้งแต่แรกเริ่มที่เดินชนแผ่นหลังของอินทัช

อัคราเองก็รับรู้ได้ไม่ต่างกันว่าอินทัช กำลังอ่อยเหยื่อยรายใหม่เข้าเต็มเปา หลังจากที่โชว์รูมนี้แห้งแล้งสาววัยไล่เลี่ยกันกับอินทัชมานาน ไม่ว่าอินทัชจะทีเล่นทีจริง แต่ท่าทีตอบสนองของเพลินนารีทำเอาเขานึกอยากสมน้ำหน้าเจ้าน้องเพื่อนที่ทำงานในตำแหน่งผู้จัดการร้านเบาๆ

เห็นติ๋มๆ นิ่งๆ อย่างอินทัช สาวไหนได้หลงคารมเข้าไปแล้วล่ะก็เป็นเสร็จทุกราย พอเห็นเพลินนารีหมางเมินเป็นคนแรก เพียงแค่นั้นเขาก็อยากหัวเราะจะแย่ สมน้ำหน้าในโทษฐานที่จีบสาวเก่งกว่าเขาแล้วชอบมาเกทับเป็นประจำ เป็นไม้เบื่อไม้เมาเรื่องผู้หญิงกันอย่างลับๆ โดยที่ไม่มีใครรู้

ยิ่งอินทัชชอบทำตัวเป็นกูรูเรื่องผู้หญิงให้ เขาก็ยิ่งเจ็บใจที่ตัวเองดันไม่ได้ครึ่งของคนที่เด็กกว่าเลยแม้แต่น้อย พยายามเอาตัวอย่างของอินทัชมาปรับปรุงแล้วก็ยังใช้ไม่ได้อยู่ดีจนน่าหงุดหงิด ถึงขนาดอยากจะเข้าหาทางธรรมให้รู้แล้วรู้รอด แต่ก็อดอิจฉาไม่ได้ที่คนรอบข้างต่างมีรักดีๆมาโดยตลอด ยกเว้นก็แต่ตัวเขา

อัคราไม่ใช่คนขาดผู้หญิงไม่ได้ แต่เขาเป็นคนที่ล้มเหลวเรื่องการได้ความรักจากใครมาโดยตลอดต่างหาก

ถ้าอายุเข้าหลักสี่แล้วเขายังไม่ได้ออกเรือนบ้างแล้วล่ะก็ เขาจะอยู่เป็นชายโสด ให้ผู้หญิงเสียดายเล่นกันไปทั้งโลกเลย คอยดูสิ!

แต่เหนือสิ่งอื่นใด วันนี้เขาต้องไปตามนัดกับฟ้าระวี และสานสัมพันธ์ที่ดีต่อกันให้รอดก่อน ค่อยนึกถึงอนาคตก็แล้วกัน

 

กลิ่นน้ำหอมลอยฟุ้งอบอวลไปทั่วทั้งโชว์รูมด้านล่าง ยามที่อัคราเยื้องก้าวไปทางไหน กลิ่นก็โชยไปตามทางนั้น เพลินนารีที่กำลังใจจดจ่ออยู่กับเอกสารตารางการคำนวนงวดรถถึงกับต้องหยุดวางแผ่นเอกสารทั้งหมดแล้วมองหาต้นตอของกลิ่นหอม แต่ไม่ชวนพิสมัยนั้นอย่างเงียบๆ จนได้รู้ว่าเจ้าของกลิ่นที่แท้จริงคืออัครา

หญิงสาวทำหน้ามุ่ย จมูกฟุดฟิดราวคนจะจาม

“อ่านๆไปเถอะ ไม่ต้องสนหรอก” สรัยฉัตรที่เหมืออนจะรู้ตัวการก่อนเธอเอ่ยขึ้นอย่างปลงๆ

“ของเจ้านายจริงๆใช่ไหมคะพี่ฉัตร”

สรัยฉัตรพยักหน้ายืนยันคำถาม

“เปลี่ยนสาวคนละกลิ่นน่ะ เรื่องปกติ”

“โอ้ยพี่ พูดได้ไหม อย่าหาว่าสาระแนเรื่องเจ้านายเลย ให้เพลินดมไหปลาร้ายังดีกว่าสภาพตอนนี้นะ เวียนหัวจะตายแล้ว แค่ตัวเลขยังไม่พอ มาเจอกลิ่นอีก ตายไปเลย”

เพลินนารีก้มหน้าลงต่ำกระซิบเบาๆให้รู้กันสองคนกับสรัยฉัตร สายตาก็พลางเหลือบมองกลัวคนต้นกลิ่นจะรู้ว่ากำลังโดนพนักงานนินทาให้อยู่

“เออน่า พวกฉันชินแล้ว แกก็รีบๆ ทำความเข้าใจซะ อีกไม่กี่นาทีก็จะเลิกงานแล้ว บ่นไปก็เท่านั้นแหละน่า” สรัยฉัตรดุเล็กน้อย

“ชินกลิ่นหรอพี่” เพลินนารีถาม พลางทำหน้าราวไม่เชื่อ

“เปล่า ชินที่เจ้านายประโคมขนาดนี้นี่แหละ”

“ไม่มีใครเตือนเลยหรอ ว่ากลิ่นฉุนขนาดนี้ จะฆ่าคนตายเอาได้นะ” หญิงสาวยังทำหน้าเหยเก แม้อัคราจะไปยืนไกลจนหางตามองไม่เห็นแล้วก็ตาม

สรัยฉัตรทำเสียงจ๊ะจ๊ะในลำคอเล็กน้อย ก่อนจะตัดบท “อยากตกงานตั้งแต่วันแรกก็ไปบอกเขาสิ”

“ได้หรอพี่” เพลินนารีทำตาโต ตั้งท่าลุกเหมือนจะไปบอกจริงๆจนสรัยฉัตรต้องรีบคว้าเอาไว้

“ไอ้บ้า อะไรมันจะขนาดนั้น เอ้านี่ยาดม อุดๆไป เจ้านายลงมาไม่บ่อย ลงมาแล้วเดี๋ยวก็ออกไปข้างนอก แกก็ทนๆหน่อยเหอะ ทำเป็นดัดจริตไป”

หญิงสาวทำหน้าบอกบุญไม่รับ “เพลินแพ้กลิ่นน้ำหอมฉุนๆ มันเวียนหัวเหมือนไมเกรนจะขึ้น”

เพลินนารีทำหน้าสลด พยายามสูดเอากลิ่นยาดมเข้าไปให้มากที่สุด แต่จังหวะที่สูด กลิ่นน้ำหอมก็ยิ่งตีลงปอดมากขึ้นกว่าเดิม จนหญิงสาวแทบทนไม่ไหว ขอตัวเข้าห้องน้ำเป็นการด่วน

ไม่รู้บุญหรือกรรมหมดก่อนกัน เธอเลยเดินมาปะหน้าเข้ากับเจ้าของกลิ่นที่ตรงทางเดินเข้าห้องน้ำเต็มเปา

ครั้นจะเอี้ยวตัวหลบเดินหนีก็ไม่ทันแล้ว

“เอาวะ!”

“สวัสดีค่ะคุณอัค” เธอทักด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม... แบบฝืนๆ และเจ้านายคนหนุ่มก็ทำได้เพียงแค่พยักหน้าเออออห่อหมกในการกล่าวทักทายของพนักงานใหม่อย่างเธอเท่านั้น แล้วก็กำลังจะเดินผ่านไป

“เอ่อเดี๋ยวค่ะคุณอัค!”

เพลินนารีรวบรวมความกล้า ในฐานะที่เคยเป็นหน่วยกล้าตายในทุกสถานการณ์มาหลายครั้งจนช่ำชอง

“มีอะไร” ชายหนุ่มตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“เพลินจะพูดว่ายังไงดี” หญิงสาวจิ้มนิ้วเข้าหากันพลางกัดริมฝีปากอย่างชั่งใจ

“รีบๆ พูด ฉันมีธุระจะต้องรีบไป”

“คือน้ำหอมที่คุณอัคใช้กลิ่นมันฉุนมากเลยค่ะ!” เพลินนารีโค้งปะหลกอย่างกลัวความผิด เพราะหลังจากที่พูดออกไป อัคราก็ทำหน้ายักษ์หน้ามารพร้อมจะแผลงฤทธิ์ โทษฐานที่เธอพูดจาไม่เข้าหู

แต่ใครเลยจะรู้ว่าหลังจากที่โพล่งออกไป เธอกลับได้รับเงินเดือนลับๆ เพิ่มขึ้น พร้อมกับหน้าที่ใหม่

หน้าที่ผู้ช่วยส่วนตัวในการออกเดทของอัครา!

 

 

 

 

 

 

 

 

เรื่องนี้ลง 70% ก่อนเปิด E-Book นาจา ใน E-Book การันตีตอนพิเศษ 3 ตอนแน่นวลลล ฝากติดตามกันด้วยนะค้า

Thumbnail Seller Link

สุภาพบุรุษ สุดที่ร้าย

จิณณะ

 

www.mebmarket.com

ฉายานางมารหน้าจิก เธอไม่ได้มาเพราะโชคช่วย “ทยาดา” หัวหน้าทีมฝ่ายขายสุดเนี๊ยบออกจะชอบฉายานี้เสียด้วยซ้ำไป เพราะเธอสวย และโหดมาก ฟาดได้ฟาด ฆ...

Get it now

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3 ความคิดเห็น