ยุทธการคานกระเด็น

ตอนที่ 16 : EP.13 เสม็ด เสร็จแล้วจ้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 86
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    29 มิ.ย. 63

 

          วันงานในครั้งนี้ มีผู้หลักผู้ใหญ่จากหลากหลายวงการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการเปิดงานอย่างแน่นขนัด และก็เป็นอีกปีที่บูธจากโชว์รูมของอัคราได้รับความสนใจไม่แพ้รถเจ้าตลาด หรือรถหรูจากเจ้าอื่นๆ นั่นหมายความว่า เพลินนารีต้องกลายเป็นพนักงานชูโรงในวันนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้ 

                ชายหนุ่มเลยอยากจะมาดูหน้าคนขี้โม้ว่าตัวเองต้องได้รับตำแหน่งพนักงานขายดีเด่นเสียหน่อยว่าขายเก่งแค่ไหน ก่อนที่วันเปิดขายจริงรอบคนทั่วไป เขาจะไม่ได้มา เพราะมีนัดกับแฟนสาว

                อัคราใส่ชุดปกติทั่วไป แค่เสื้อเชิ้ตคอจีบสีขาว กับกางเกงยีนส์สีเข้ม ดูกลมกลืนกับคนในงานจนไม่เป็นที่สังเกต พลางยืนหลบมุม มองดูการพูดคุยกับลูกค้าคนใหญ่คนโตอย่างเจื้อยแจ้วของลูกจ้างสาว ที่แม้จะต้องโชว์เดี่ยวเพราะอินทัชยังไม่เข้ามาสมทบ เขาก็เห็นแล้วว่า เพลินนารีทำได้สมคำอวดอ้างไม่ใช่น้อย

                ไม่รู้ว่าเป็นเพราะต้องออกงานใหญ่หรือเปล่า เขาถึงได้เห็นว่าวันนี้เพลินนารี ‘สวยเป็นพิเศษ’ 

                การแต่งหน้าด้วยโทนสีอ่อน รับกับผมยาวเป็นลอนสลวยสีน้ำตาลเข้ม อีกทั้งรูปร่างเพรียวระหงในชุดเดรสเหนือเข่าพอดีตัวทรงสูทสีดำลายริ้ว กับรองเท้าส้นสูงสีเดียวกัน ยิ่งทำให้ลูกจ้างสาวดูดีขึ้นไปใหญ่ ในแบบที่เขาไม่เคยเห็นเพลินนารีในลักษณะเช่นนี้มาก่อน

                ดูทะมัดทะแมง แต่ก็ให้ความรู้สึกเป็นสาวสะพรั่ง น่าค้นหาไปพร้อมๆ กัน ผิดกับมาดแมนโหวกเหวกโวยวายกับสุธีห้องช่างเป็นประจำ

                “แอบมองเพลินอยู่เหรอพี่”

                เสียงกระซิบเบาๆ ข้างหู ทำเอาคนที่จ้องลูกจ้างสาวอยู่สะดุ้งจนเกือบเผลอสบถออกมา

                “ไอ้ทัช! ไอ้น้องเวร! ตกใจหมด” 

                อินทัชที่แอบมายืนด้านหลังอย่างเงียบเชียบ หัวเราะร่วน ที่เห็นอัคราตกใจจนเสียลุค

                “มาแอบมองทำไมล่ะ ไม่เข้าไปช่วยเพลินเหรอ” ผู้จัดการหนุ่มถาม

                “ฉันเป็นเจ้านาย แกจะบอกให้เจ้านายไปช่วยลูกน้องขายงั้นเหรอ ถ้าอย่างนั้นจะจ้างลูกน้องมาทำไม ฉันขายเองไม่ดีกว่าหรือไง แกเถอะ มาซุ่มทำไมตรงนี้ ไม่เข้าไปยืนอยู่ที่บูธ” อัคราย้อนถามบ้าง

                “ก็พอดีเห็นคนแอบส่องสาวยืนอยู่ตรงนี้เข้าเสียก่อน เลยอยากมาทักทายเสียหน่อย”

                “วันนี้เพลินสวยจังนะ พี่ว่ามั้ย” อินทัชถามหยั่งเชิง ในขณะที่อัคราเกือบพยักหน้าคล้อยตามไปแล้ว

                “แหม! ไอ้กะล่อน มีผู้หญิงคนไหนไม่สวยสำหรับแกบ้างวะ อ๋อ... ก็คงจะมีแต่แม่สาวน้อยข้างบ้านสินะ”

                “เฮ้ย ผมแค่ถามว่าวันนี้เพลินสวยมั้ย ทำไมต้องไปพูดถึงยายคนข้างบ้านให้เสียอารมณ์ด้วย เถอะน่า... วันนี้เพลินสวยจริงๆ นะ รู้งี้ตามตื้อแต่แรกก็คงดี” 

                ผู้จัดการหนุ่มเอาแขนเท้าบ่าของเขาอย่างคุ้นเคย จนอัคราต้องกระแอมสองสามที ก่อนที่อินทัชจะยิ้มยียวนให้และลดแขนลงไป

                “แล้วที่ก้อร่อก้อติกกับธัญนี่เลิกกันไปแล้วหรือไง หมดโปรฯ ไวเหลือเกินนะ” อัคราเหน็บ

                “ยังไม่ได้คบเลยจะไปเลิกอะไรกัน” อินทัชพูดไปจ้องเพลินนารีไป จนเขาชักหงุดหงิดที่คู่สนทนาไม่สนใจอยากจะคุยด้วย

                “ไปช่วยเพลินได้แล้ว แล้วก็อย่าไปแกล้งจีบเขาเล่นๆ ด้วย มีปัญหาขึ้นมาฉันคาดโทษแกก่อน บอกไว้เลย” อัคราไล่ แต่อินทัชกลับกระพริบตาใส่อย่างเจ้าเล่ห์ จนอัคราอดห่วงไม่ได้

                แม้จะรู้ว่าเพลินนารีเป็นสาวโสดเพียงหนึ่งเดียวในโชว์รูม ที่ไม่หวั่นไหวต่อเสน่ห์ของอินทัชก็ตาม แต่เขาก็อดห่วงไม่ได้ว่าจะโดนหนุ่มกะล่อนเรียกบรรพบุรุษอย่างอินทัช หว่านเสน่ห์เข้าจนได้ในสักวัน 

                และอัคราเองก็ไม่รู้ตัวเช่นกัน ว่าเขายังคงยืนดูคนทั้งสองหัวเราะต่อกระซิกกันอย่างสนุกสนานและเข้าขากันอยู่อย่างนี้มาร่วมชั่วโมงแล้ว จะมีก็แต่เพียงอินทัชที่ลอบมองมาทางเขาเป็นระยะ แต่ก็เหมือนว่าอัคราจะไม่เห็นผู้จัดการหนุ่มอยู่ในสายตาตัวเองเลยแม้แต่น้อย

                เพราะชายหนุ่มเอาแต่มองเพลินนารีทุกอิริยาบถราวกับว่าไม่มีสิ่งใด มาทำให้อัคราหลุดโฟกัสไปจากเซลล์สาวที่ ‘สวยเป็นพิเศษ’ ได้อีกเลยในวันนี้

                ยกเว้นก็เสียแต่อาการเหน็บชาที่เจ้าตัวเริ่มรู้สึกขึ้นทีละนิด ถึงได้ล่าถอยกลับไป โดยไม่วายทิ้งสายตาไปหาเพลินนารี ที่ไม่เคยสบตาตอบเขาเลยสักครั้ง




 

                เสียงวี๊ดว้ายเบาๆ ของฟ้าระวี ดังตลอดทางที่ตัวรถเริ่มเข้าสู่ทิวเขาเป็นระยะ เจ้าตัวออกอาการตื่นเต้นมากที่รู้ว่าจุดหมายปลายทางข้างหน้าคือรีสอร์ทหรูบนเกาะเสม็ด ที่ต้องการอินฟลูเอนเซอร์เข้าพักเพื่อทำการรีวิวกระตุ้นยอดการจองจากคนทั่วไปให้มากขึ้น

                คล้ายๆ กับที่อัคราให้อินทัชจ้างดารานักแสดงคนดังมาถ่ายรูปคู่รถหรูของโชว์รูมของเขาเป็นครั้งคราว ครั้นพอชื่อเสียงโชว์รูมเริ่มติดตลาด ผู้คนเหล่านั้นก็ไม่มีความจำเป็นที่ชายหนุ่มจะต้องจ้างแล้ว เพราะหลายคนได้กลายมาเป็นผู้ซื้อสินค้าและใช้บริการจริง 

                “ตื่นเต้นขนาดนั้นเลยเหรอคะนี่” อัคราถามแฟนสาวอายุน้อยกว่าเกือบรอบ

                “ใช่ค่ะ แต่ว่าที่ตื่นเต้นมากกว่าคือฟ้าได้มากับพี่อัค” ฟ้าระวีตอบ พลางหันมาทำตาเล็กตาน้อยใส่อย่างเอาใจ ก่อนจะกระเถิบตัวเข้ามาใกล้แล้ววางศีรษะลงบนไหล่ของชายหนุ่มอย่างออดอ้อน

                “แต่บอกไว้ก่อนนะว่าพี่เป็นช่างภาพที่ไม่ได้เรื่องเลย” อัคราออกตัว

                “ไม่เป็นไรค่ะ ฟ้าไม่ซีเรียส” 

                แม้สมาธิของอัครายังคงจับจ้องอยู่บนทางข้างหน้า แต่เขาก็รับรู้ได้ว่าคนข้างๆ รู้สึกดีใจเพียงใด นั่นก็พาให้เขารู้สึกดีตามไปด้วย

                หลังจากที่อินทัชได้ให้ข้อคิด อัคราจึงพยายามไม่คาดหวังว่าเขากับฟ้าระวีจะไปได้ไกลขนาดไหน แม้ส่วนลึกในจิตใจยังคงมีความหวังอยู่บ้างก็ตามว่าทุกอย่างจะเป็นไปได้ด้วยดี 

                ข้อเสียของฟ้าระวีคงไม่พ้นนิสัยที่ยังเด็ก แต่เขาก็พอยอมรับได้ในหลายๆ ครั้ง และก็พยายามไม่ให้ตัวเองทำอะไรผิดใจคนข้างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะเกิดตามมา

                เพียงเท่านี้ก็หมดเรื่อง...

                “ตกลงว่าเขาจ้างรีวิวแค่หนึ่งคืนใช่มั้ยคะ” ชายหนุ่มถามขึ้น

                “ใช่ค่ะ ถ้ามันสวยจริง ฟ้าก็อยากอยู่อีกคืนนะคะ” ฟ้าระวีหันมาทำตาปริบๆ บ่งบอกว่าการมาทำงานของหล่อนอาจยืดเยื้อไปได้ทุกเมื่อตามแต่ใจ

                แต่ทว่าอัครากลับไม่คิดเช่นนั้น...

                งานมอเตอร์โชว์กำลังจัดแสดงอยู่ เขาไม่เคยพลาดที่จะเข้าไปเช็คเลยสักวัน ถ้าจะมีเหตุให้ไม่ได้เข้า อย่างน้อยก็ต้องคอยโทรศัพท์ไต่ถามคนที่เขาจัดไปเฝ้า แต่หนนี้อัคราสั่งอินทัชไปแล้วว่าอาจจะติดต่อไม่ได้แม้จะแค่วันเดียว 

                ในความรู้สึกของการเป็นเจ้าของโชว์รูมนั้นแลดูจะร้อนรน อยากทราบทุกความคืบหน้าในแต่ละวันมากกว่า 

                “แล้ววันถัดไปฟ้าไม่มีงานที่ไหนเข้ามาเหรอคะ”

                “ก็แค่เลื่อนวันออกไป ไม่ยากนี่คะ อีกอย่างพี่อัคขับรถมาเหนื่อยๆ ถ้าได้พักเพิ่มอีกสักคืนสองคืน กลับไปทำงานจะได้สดใสสดชื่นมากกว่าเดิม ไม่ดีเหรอคะ” 

                ฟ้าระวีตอบคำถามด้วยการเสนอข้อดีกลับมา

                อัครานิ่งเงียบอย่างคนใช้ความคิด แม้มารดาจะชอบบ่นอยู่เรื่อยว่าเขาเหมือนคนหายตัวได้ แต่เมื่อไหร่ที่มีงานใหญ่ เขาไม่เคยหยุดงานสักครั้ง 

                ไม่ใช่ว่าการทำงานของเขาจะยืดหยุ่นไม่ได้ แต่งานโชว์ระดับประเทศ มีผลต่อยอดขาย อัคราต้องคอยควบคุมและรับรู้สถานการณ์ในแต่ละวันให้มากที่สุดเพื่อนำมาประเมินการจัดทำโปรโมชั่นในครั้งถัดไป อีกทั้งลึกๆ ก็แอบเป็นห่วงเพลินนารีที่เป็นมือใหม่ลงสนามใหญ่ในครั้งนี้อยู่ไม่น้อย ต่อให้มีอินทัชและสรัยฉัตรคอยสลับเวร เขาก็อยากเห็นกับตาอยู่ดีว่าเพลินนารีจะทำหน้าที่ตัวเองได้ดีแค่ไหน

                และเหมือนฟ้าระวีจะจับสังเกตของเขาได้

                “ทำไมคะ พี่อัคไม่อยากมาเที่ยวกับฟ้าหรือเปล่า นิ่งไปเลย” หญิงสาวถาม และอัคราก็เผลอถอนหายใจเฮือกหนึ่ง

                นั่นทำให้ฟ้าระวีเกิดอาการ ‘งอน’ ทันที

                “พี่อัคดูเหมือนคนไม่เต็มใจเลยอะค่ะ ไม่เป็นไรนะคะ อยู่แค่คืนเดียวก็ได้ ฟ้าไม่รบกวน...” เสียงที่คล้ายกับว่าคนพูดกำลังน้อยใจ ทำเอาอัครารู้สึกผิดขึ้นมาเล็กน้อย

                “ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ ตอนนี้มันกำลังมีงานแสดงรถอยู่ พี่แค่ไม่อยากปล่อยให้พนักงานอยู่กันตามลำพังโดยที่พี่ไม่ได้เข้าไปดู” ชายหนุ่มอธิบาย

                “แค่วันสองวันก็ไม่ได้เลยเหรอคะ มันคงไม่ทำให้โชว์รูมของพี่อัคขาดทุน” ฟ้าระวีเริ่มเสียงแข็ง

                “หรือถ้าจะมีพนักงานคนไหนที่ไม่ได้เรื่อง ก็แค่ไล่ออกไป...” 

                “พี่ไม่เคยนึกอยากจะไล่ใครก็ไล่นะฟ้า” อัคราสวน แม้น้ำเสียงจะไม่ได้กระด้างเท่าแฟนสาว แต่อีกฝ่ายก็ต้องรับรู้ได้ว่าเขาอยู่ในอารมณ์ใด  

                “และถ้าจะมีพนักงานไม่ได้เรื่อง พี่ยิ่งต้องเข้าไปถามไถ่เองด้วยซ้ำว่าการทำงานมันขัดข้องตรงไหน ทำไมเขาถึงทำออกมาได้ไม่ดี ไม่ใช่ไม่พอใจก็ไล่ เพราะฉะนั้นอย่าพูดเหมือนไม่แยแสคนอื่นแบบนี้อีก” 

                ชายหนุ่มถือโอกาสสอนฟ้าระวีไปในตัว

                “พี่เข้าใจว่าฟ้ายังไม่เคยสัมผัสการทำงานที่ต้องเป็นลูกจ้างใคร หรือแม้แต่การเป็นเจ้านายใคร ฟ้าเลยคิดว่าแค่นี้ก็หมดเรื่อง แต่คนเรา ถ้าอยากจะก้าวขึ้นมาเป็นนายคน เราควรสอนและให้โอกาสเขา ถึงเวลานั้นหากยังไม่มีอะไรพัฒนาขึ้นก็ค่อยพิจารณากันใหม่ พี่ไม่ได้ใจร้ายไล่ใครสุ่มสี่สุ่มห้านะ” 

                อัคราพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลง สอนฟ้าระวีในแบบคนที่มีประสบการณ์สูงกว่าหลายเท่าตัว

                แต่เหมือนฟ้าระวีเลือกที่จะเงียบ แทนการตอบสนองว่าหล่อนเข้าใจหรือไม่เข้าใจ 

                แค่เห็นว่าแฟนสาวสงบลง อัคราก็ขับรถต่อด้วยความมีสมาธิดังเดิม จนกระทั่งถึงท่าเรือในช่วงบ่ายนิดๆ       

                อัคราเห็นร่างเล็กพยายามจะแบกกระเป๋าเดินทางใบโต ประหนึ่งไปเที่ยวต่างประเทศสักสิบวันของฟ้าระวีแล้วก็ถอนหายใจ ระคนเอ็นดู

                บรรดาแฟนสาวของเขาที่ผ่านมาทุกคน จะต้องพกสมบัติทุกชนิดใส่กระเป๋าเดินทางใบใหญ่เหมือนจะย้ายบ้านเช่นนี้ทุกคน เวลาได้ไปเที่ยว ฉะนั้นอัคราจึงไม่แปลกใจที่เห็นฟ้าระวีแบกอะไรต่อมิอะไรมาเยอะเกินความจำเป็นขนาดนั้น

                ร่างสูงสาวเท้าเข้าไปหมายจะช่วยเอากระเป๋าลงจากหลังรถ แต่ฟ้าระวีที่หยิบออกมาได้ก่อน กลับลากกระเป๋าเดินหนีไปนั่งรอเรือข้ามฟาก รวมกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ที่มีอยู่ประปราย

                อัคราถอนหายใจเป็นรอบที่สอง ฟ้าระวีงอนเขาอีกแล้ว...

                

                “งอนอะไรอีกคะคนสวย” ชายหนุ่มที่หยิบกระเป๋าเป้สะพายตามมา ทรุดตัวลงนั่งข้างแฟนสาว ปลายนิ้วยื่นไปบิดจมูกโด่งเล่นอย่างหยอกล้อ แต่ทว่ากลับโดนคนตัวเล็กกว่าปัดมือออกอย่างแรง

                “ไม่ได้งอนค่ะ! แล้วก็อย่ามาบีบจมูกเล่นแบบนี้ด้วย ฟ้าไม่ชอบ!” 

                เสียงหวานใสตวาดดังลั่น จนนักท่องเที่ยวที่มีจำนวนไม่ได้มากแถวนั้น ต่างพากันมองมายังเขาและแฟนสาวทันที อัคราเห็นท่าไม่ดีจึงรีบก้มศีรษะขอโทษคนบริเวณนั้น ก่อนจะหันมาเอ็ดฟ้าระวีเสียงเบา

                “อย่าเสียงดังสิคะ คนเขามองกันหมดแล้ว พี่ไม่รู้ว่าฟ้าไม่ชอบ พี่ขอโทษนะคะ” 

                ฟ้าระวีหน้างอง้ำ อัคราจึงยื่นหน้าเข้าไปใกล้ อยากจะส่งสายตาอ้อนวอนให้หล่อนเห็นได้ถนัดๆ เผื่อจะรับรู้ได้ว่าเขารู้สึกผิดแล้วยอมหายงอนเสียที

                แต่จังหวะที่ยื่นหน้าเข้าไป แฟนสาวกลับหันหน้ามาหาพอดี แก้มนิ่มๆ จึงกระทบริมฝีปากเขาอย่างจังโดยไม่ทันได้ตั้งตัว

                “อุ้ย!” 

                ฟ้าระวียกมือจับแก้ม จากใบหน้าที่กำลังออกอาการงอนกลับอ่อนลง พลันหันหนีไปเสียเฉยๆ

                เขาไม่ได้ตั้งใจ... ไม่เคยคิดสักนิดเลยที่จะล่วงเกินคนที่เพิ่งคบกันแค่เดือนเดียว 

                อัคราหน้าเสีย ยิ่งเห็นฟ้าระวีไม่ยอมพูดด้วย เขาก็ยิ่งร้อนรน

                “พี่ขอโทษค่ะ” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงสลด ก้มหน้านั่งนิ่งๆ ไม่พูดอะไรต่อ พลางกระถดตัวห่างออกมารักษาระยะ ไม่ให้เข้าใกล้แฟนสาวมากเกินไปเพราะเกรงหล่อนจะโกรธหนักกว่าเดิม

                ทว่าฟ้าระวีกลับหันมาด้วยใบหน้ากึ่งงอนกึ่งยิ้มเล็กๆ

                “รอบนี้ยกโทษให้ก็แล้วกันค่ะ”

                อัครางงเป็นไก่ตาแตก ที่อยู่ดีๆ ฟ้าระวีกลับหายโกรธเอาดื้อๆ หนำซ้ำยังเบียดกายเข้าหาแม้จะยังไม่ยอมหันมาสบตากับเขาโดยตรง

                “ถึงคิวขึ้นเรือแล้ว ไปกันเถอะค่ะ” ร่างสูงลุกขึ้นยืน ไม่ลืมจะคว้าข้อมือเล็ก พร้อมกับจูงกระเป๋าเดินทางของแฟนสาวติดมือไปด้วย เพราะห่วงว่าฟ้าระวีจะงอนที่เขาไม่เป็นสุภาพบุรุษขึ้นมาอีก

                เน็ตไอดอลสาวลุกตามอย่างว่าง่าย แถมไม่ยอมห่างจากข้างกายเขาไปไหนอีกเลยตลอดทาง อยากชมวิวตรงมุมไหนของเรือ ก็ไม่พลาดที่จะเรียกเขาให้ตามไปอยู่ใกล้ๆ คอยถ่ายรูปหรือจัดแต่งเสื้อผ้าหน้าผมให้ เรียกรอยยิ้มให้กับชายหนุ่มขึ้นมาได้บ้าง หลังจากบรรยากาศมึนตึงมาพักใหญ่ 

                แต่หารู้ไม่ว่า บรรยากาศชวนกระอักกระอ่วนยังไม่หมดไป อีกทั้งยังทวีความรุนแรงขึ้นอีก หลังจากที่ทั้งสองเข้าสู่ที่พักเรียบร้อยในเย็นวันนั้น และวันรุ่งขึ้น ฟ้าระวีกลับเอ่ยปากขึ้นมาแค่คำเดียวในตอนที่อัคราตัดสินใจชวนกันกลับกรุงเทพฯ 

                ประโยคคลาสสิคที่ชายหนุ่มได้ยินจนชิน และชาไปหมดแล้ว...





วันนี้เว็บเป็นอะไรหรือเปล่าหว่า แก้ไขอะไรแทบไม่ได้เลย ต้องลบออกเข้าใหม่อยู่อย่างนี้ตลอด เป็นท้ออออ

ขอกำลังใจหน่อยแน >.๐

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3 ความคิดเห็น