ยุทธการคานกระเด็น

ตอนที่ 15 : EP.12 เสม็ด เสร็จจริงปะ?

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 79
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    26 มิ.ย. 63

อัครารีบเคลียร์งาน ถึงได้พบว่างานเยอะกว่าที่คิด ทั้งการออกไปพบพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ ที่ขอเข้าร่วมบูธเดียวกันในการจัดโชว์ ไหนจะต้องรอพบกับเจ้าของธุรกิจร่วมในสายงานเดียวกัน ที่ส่งคนเข้ามาพบ มามอบของกำนัลต่างๆให้เป็นประจำในทุกวาระครบไตรมาสแรก และไหนจะต้องเลือกผู้มีชื่อเสียงสักคนให้เป็นคนช่วยโปรโมทรถยนต์ก่อนการจัดแสดงสินค้าอย่างมอเตอร์โชว์จะเกิดขึ้น

                เล่นเอาชายหนุ่มหัวหมุน ไม่ต่างจากผู้จัดการหนุ่มอย่างอินทัช ที่เปรียบเสมือนตัวแทน ที่ต้องวิ่งเข้าวิ่งออกโชว์รูมเป็นว่าเล่น

                “เหนื่อยหน่อยนะ ช่วงวันงานติดธุระด่วน อาจจะติดต่อไม่ได้ทั้งวัน แต่คิดว่าคงไม่มีอะไรมากแล้วล่ะ” 

                อัคราเอ่ยปากบอกกับลูกน้องหนุ่มที่เปรียบเสมือนมือขวา หรือจะเปรียบเป็นมือทั้งสองข้างคอยอุ้มโชว์รูมเวลาที่เขาไม่อยู่แทนก็ได้ยังได้

                “ไปไหนเหรอพี่” อินทัชถามด้วยความสนิทสนม

                เนื่องจากอินทัชเป็นน้องชายเพื่อนสนิทที่ถูกแนะนำให้เข้ามาทำงาน รู้จักและเห็นหน้าค่าตากันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร อีกทั้งผลงานการทำงานของอินทัชก็เป็นที่น่าพอใจจนเรียกได้เต็มปากว่า แม้จะเป็นเด็กฝาก แต่ก็คู่ควรกับตำแหน่งที่สุดแล้ว ปลุกปั้นกันมาตั้งแต่เริ่มสร้างโชว์รูมจนเป็นรูปเป็นร่าง ใครจะว่าเด็กเส้นก็ขอให้เก่งได้เท่าอินทัชก่อนแล้วกัน อัคราถึงจะชายตาแล

                “เออน่า... เป็นเด็กเป็นเล็กอย่าถามเยอะ”

                ชายหนุ่มแอบยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นสายตาสอดรู้ของผู้ที่เป็นเหมือนน้องชายแท้ๆ อีกคน

                “จริงๆ ผมก็ไม่น่าถามนะ นัดสาวแหละ รู้น่า” อินทัชยิ้มบ้าง เป็นรอยยิ้มที่ชายหนุ่มทั้งสองต่างรู้กัน

                “กับน้องฟ้า จริงจังจริงหรือพี่ อายุห่างกันเยอะเลยนะรอบนี้” 

                อัคราสะอึกไปเล็กน้อย

                “ก็... ถ้าฝั่งนั้นเอาจริงด้วยนะ”

                เขาเพิ่งเคยคบคนอายุน้อยกว่าร่วมสิบปี ก็ฟ้าระวีคนแรกนี่ล่ะ ทว่าในเมื่อมีผู้ช่วยดี เขาก็พยายามจะทำให้ดีที่สุด ทั้งที่ในใจลึกๆ ยังคงตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่ารักฟ้าระวีอย่างคนที่พร้อมจะใช้ชีวิตด้วยกันหรือเปล่า

                แต่อย่างน้อยก็ภาวนา ขอให้ไม่หลงทางเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาก็แล้วกัน เรื่องจะรักจริงรักไม่จริง ดูไปสักพักเดี๋ยวก็รู้เอง

                “อายุน้อยกว่าเยอะ มันจะไม่มีปัญหาช่องว่างระหว่างวัยอะไรทำนองนั้นแน่นะพี่ ผมพูดนี่เป็นห่วงนะ ไม่ได้หวังจะยุให้ผิดใจกัน” 

                อัคราถอนหายใจคำรบใหญ่ มุมปากที่เคยยิ้มอยู่เหยียดตรง สีห้าครุ่นคิดไปกับคำพูดของอินทัช

                “ถ้ามันมีปัญหาจริงๆ ฉันก็ยอมถอยแล้วว่ะ ไม่สู้แล้ว มีคนบอกฉันว่าถ้าคบแล้วต้องฝืน แสดงว่าเขาไม่ใช่คนที่พอดีกับเรา” 

                “โห...”

                อินทัชตาลุกวาวเป็นประกาย ก่อนจะปรบมือเบาๆ ให้เขา

                “ไม่น่าเชื่อ ใครกันนะที่สอนพี่ได้ อยากจะมอบโล่รางวัลเกียรติยศอันสูงสุดให้” ผู้จัดการหนุ่มรุ่นน้องกระเซ้าแหย่ 

                “กวน...”

                อัคราเผยอปากต่อจากคำว่ากวนแบบไม่ออกเสียง แต่เป็นอันรู้กัน เพราะอินทัชหัวเราะร่วน

                “ผมว่าพี่น่ะผูกใจกับใครไว้มากจนเกินไป หรือคาดหวังจนเกินไป พอเจ็บกลับมาพี่ก็ปางตายทุกที กลายเป็นโลกนี้หม่นหมองไปเสียหมด ดูผมสิ ไม่ผูกใจไว้กับใคร สบายโคตรๆ” 

                “ถ้าแกเคยโดนอย่างฉันมา รับรองว่าจะไม่พูดแบบนี้” 

                แววตาของอัคราเริ่มหม่นลง ชายหนุ่มเผลอคิดย้อนไปถึงเรื่องราวที่ทำให้เขาต้องเจ็บหนักอย่างอินทัชว่า บทเรียนครั้งนั้นนอกจากจะทำให้เขาพยายามเป็นแฟนที่ดีสำหรับผู้หญิงที่ผ่านเข้ามาในครั้งหลังๆ แต่มันก็กลายเป็นอีกบทเรียนที่ตอกย้ำว่า เขามันก็ยังเป็นแค่ไอ้โง่ ที่คิดตื้นๆว่ารักแท้มีอยู่จริง จนไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองเป็นได้แค่เครื่องมือให้คนอื่นสมปรารถนาเท่านั้น

                มันไม่ได้มีใครรักจริงอย่างที่เขาคาดหวังหรอก

                “อย่าดึงเข้าเรื่องเศร้าสิพี่ ปล่อยใจให้ว่าง แล้วทำตามคนที่บอกพี่มาแบบนั้นนั่นแหละ ไม่ใช่ก็ต้องปล่อย ไม่งั้นพี่ก็ต้องฝืนตัวเองอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ เมื่อไหร่จะมีความสุขสักที” 

                “แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เจอคนที่พี่อยู่ด้วยแล้วเป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องฝืนตัวตน ไม่มาหวังให้พี่เป็นอย่างที่เขาชอบ พี่ต้องรีบตะครุบไว้เลยนะ ผมเอาใจช่วย ไม่อยากให้อยู่บนคานนานๆ ตามพี่อิฐไปเร็วๆ” 

                อินทัชแนะนำกลั้วหัวเราะ ไม่อยากให้บรรยากาศแย่ลงไป เนื่องจากเมื่อไหร่ที่เริ่มพูดเรื่องนี้ อัคราเปรียบดั่งโดนมีดกรีดแทงซ้ำอย่างไม่ใยดี จากที่อารมณ์ดีหรือกำลังทำงานราบรื่น กลายเป็นติดขัดหมดทุกอย่าง

                เพราะอัครามักจะโทษว่าเป็นตัวเองที่ไม่ดีอยู่เสมอ

                “จะพยายามแล้วกัน” 

                

                “เอารถตัวโชว์ไปแค่สามคันพอนะรอบนี้ ได้บูธเล็กลงกว่าเดิมหน่อย จะได้ดูแลทั่วถึง” เสียงเจ้าของโชว์รูมสั่งฝ่ายช่างเครื่อง เตรียมความพร้อมสำหรับงานแสดงเทคโนโลยีเครื่องยนต์ประจำปีที่รู้จักกันในนานมงานมอเตอร์โชว์

                ฝ่ายช่างทำงานกันอย่างกุลีกุจอ เพื่อตรวจเช็คสภาพรถและขัดสีฉวีวรรณรถตัวโชว์ให้เงางาม พร้อมสำหรับการแสดงสินค้า ในขณะที่อินทัชและช่างบางคนถูกเกณฑ์ให้ไปเตรียมสถานที่สำหรับวันพรีเซลล์พรุ่งนี้ มีเพียงแต่เซลล์ประจำโชว์รูมที่ยังคงต้องทำงานตามปกติ ทำให้เขาเหลือบไปเห็นว่าเพลินนารี แอบมาด้อมๆ มองๆ อยู่ไม่ไกลตัวเขาได้สักพักแล้ว

                “มาสังเกตการณ์อะไร” อัคราเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงปกติ แต่คนที่ตื่นเต้นเหมือนไม่เคยเห็นเหตุการณ์ตรงหน้ากลับสะดุ้งเล็กน้อยราวกับโดนดุ

                “เปล่าค่ะ” ลูกจ้างสาวปฏิเสธ

                “ไม่เคยเห็นหรือไง” เขาถามอีก ซึ่งแน่นอนว่าเพลินนารีต้องไม่เคยอยู่แล้ว จากการส่ายหน้าจนผมปลิวสะบัด

                วันนี้เพลินนารีก็แต่งตัวเหมือนเช่นเคย ในชุดฟอร์มพนักงานสูทสีขาว เห็นจะแปลกตานิดหน่อยที่วันนี้เสื้อตัวในของเพลินนารี ดูคอจะ ‘ลึก’ ไปเสียหน่อย ผิดวิสัยสาวมิดชิดสายลุยที่เคยเห็นมาตลอด อดประหลาดใจไม่ได้ที่ทำไมเจ้าตัวไม่แต่งแบบนี้แต่แรก 

                “แต่งแบบนี้ก็โอเคนี่” อัคราเอ่ยขึ้น แต่สายตามองไปยังเหล่าช่าง ไม่ได้มองคนที่สนทนาด้วยแม้แต่น้อย

                “อะไรนะคะ” เพลินนารีทำหน้าสงสัย

                “ฉันหมายถึงว่า เธอแต่งตัวแบบนี้ก็โอเค ปกติเห็นปิดยันคอ ดูแล้วอึดอัดแทน” เขาตอบไปตามตรง

                “อ๋อ... อันที่จริงเสื้อยืดหมดน่ะค่ะ เลยเหลือแต่พวกเสื้อแขนกุด ไม่ได้ตั้งใจใส่เท่าไหร่หรอก” 

                “ว่าแต่ แปลกนะคะเนี่ยที่คุณอัคชมเรื่องการแต่งตัว ทั้งๆ ที่...” เพลินนารีแอบหัวเราะเงียบๆ ก่อนจะหน้านิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่อัคราก็ไม่เดียงสาพอที่จะไม่รู้ว่าลูกจ้างสาวจงใจเหน็บเขาเรื่องการแต่งตัวเช่นกัน

                เขาผิดอะไร แค่เปิดไล่ดูคนที่ฟ้าระวีชอบไปกดไลค์ แล้วเห็นสไตล์การแต่งตัวเช่นนั้นเลยจำมาใช้บ้าง 

                “พลาดครั้งเดียว เธอคิดจะซ้ำฉันตลอดเวลาเลยสินะ” อัคราว่า

                “ใครว่ากันล่ะคะ เพลินดีใจต่างหากที่คุณอัคปรับตัวได้ดีขึ้น ทั้งเรื่องการแต่งตัว และเรื่องการเข้าหาเพศตรงข้าม รู้ไหมคะว่าตอนนี้คุณอัคไม่บ่นเลยสักนิดว่ามีปัญหาหรือเรื่องกลุ้มใจเกี่ยวกับคุณฟ้า”

                เพลินนารียิ้มให้ด้วยความจริงใจ แววตาของลูกจ้างสาวบอกเขามาเช่นนั้น เพราะผู้หญิงตรงหน้าไม่เคยปิดบังความรู้สึกใดๆ ต่อเขาเลยแม้แต่น้อย ทั้งความดีใจ ความเป็นห่วง และความหวังดี จนอัคราลืมตัวไปว่าตอนนี้ตัวเขาเองก็กำลังยิ้มตอบกลับให้ลูกจ้างสาวคนนี้เช่นกัน

                และก็เหมือนเขาจะลืมไปด้วยว่าเพลินนารีพูดถูก ที่ตอนนี้ เขากับฟ้าระวีไม่มีปัญหาอะไรกันสักนิด ยังคงติดต่อกันตามปกติ นัดทานข้าว ดูหนัง ทุกอย่างราบรื่นไปหมดจนลืมไปแล้วว่าเคยมีปัญหาให้ปวดหัวครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ 

                “ถ้าเธอไม่พูดขึ้นมาก็คงลืมไปแล้วนะ” อัคราเอ่ยด้วยน้ำเสียงชื่นชม

                “ที่จริงเพลินก็แค่เปรยๆ เพราะรายได้พิเศษขาดหายเท่านั้นเองค่ะ”  

                แต่เพลินนารี ก็คือเพลินนารี ผู้หญิงที่ใช้คำพูดของตัวเองให้เป็นประโยชน์ และก็เป็นโทษด้วยการหาเรื่องกวนเขาอยู่เรื่อย ถ้าปกติอัคราคงหัวเสียที่เจอคนยียวนเป็นประจำ 

                คงมีแค่เพลินนารีเท่านั้นแหละมั้ง ที่ทำให้เขาหัวเราะกับความทะเล้นของเธอไปเสียอย่างนั้น

                “ทำงานที่เป็นงานจริงๆ ของตัวเองบ้างเถอะ พรุ่งนี้เธอก็ต้องไปยืนงานวันแรกแล้ว เห็นทัชบอกว่าตื่นเต้นจนลืมไปเลยหรือไงว่ารถแต่ละคันราคาเท่าไหร่”

                อัคราแซว เพราะเมื่อวันก่อน อินทัชเพิ่งมากระซิบให้ฟังว่าเพลินนารีบ่นตื่นเต้นตลอดเวลา จนลืมราคารถไปเสียสนิทในตอนที่มีลูกค้าวอล์คอินเข้ามาในโชว์รูม จนเจ้าหล่อนต้องวิ่งไปใบเอาใบโบว์ชัวร์ตัวปลิว ลืมมาดสวยหรูดูสง่าไปเสียสิ้น

                นี่ถ้ามีคลิปเหตุการณ์ตอนนั้นเข้าสักหน่อย เขาสัญญาว่าจะไม่พลาดเอามาส่งต่อให้เจ้าตัวดูเป็นแน่

                “ก็คนมันตื่นเต้นนี่คะ เพิ่งมาทำงานสายนี้ก็โดนให้ไปงานใหญ่เลย” เพลินนารียิ้มแหย 

                “งานขายที่ไหนก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอกน่า” อัคราพยายามปลอบ 

                “ต่างสิคะ พอยังจำรายละเอียดได้ไม่หมดก็รู้สึกไม่มั่นใจขึ้นมาทันที” ลูกจ้างสาวทำหน้าเซื่องซึม

                “ไม่ต่างอะไรจากฉันตอนที่ต้องเริ่มใหม่กับใครหรอก”

                อัคราไม่ได้ตั้งใจจะพูดประโยคนี้ แต่ทันที่เพลินนารีพูดมันออกมา เขาก็อดสะท้อนใจไม่ได้ ลูกจ้างสาวคนนี้ไม่มั่นใจในงานที่ตัวเองไม่ถนัด ในขณะที่เขาเองก็ไม่มั่นใจว่าการเริ่มต้นใหม่แต่ละครั้งมันจะออกมาดีหรือเปล่า

                แต่ถ้าจะมีใครผิดในตอนนี้ ก็คงเป็นเพลินนารีนี่แหละ ที่ชอบบอกให้เขามั่นใจในตัวเอง แล้วตัวคนบอกกลับเป็นเสียเองเช่นนี้

                “ทำไมไม่คิดล่ะว่านี่เป็นโอกาสที่ดีให้เธอได้ฝึกฝน เพราะยังเหลืออีกตั้งเดือนกว่าๆ ที่จะต้องประเมินว่าเธอผ่านหรือไม่ผ่านกับตำแหน่งนี้” 

                “ตอนเจอลูกค้า ฉันว่าเธอทำได้ดีนะ แค่เรื่องจำรายละเอียดต่างๆ ไม่ได้ มันเล็กน้อยมาก ฉันว่าเอาเข้าจริงๆ เธอทำได้อยู่แล้ว” 

                อัคราพูดให้กำลังใจ อย่างที่เพลินนารีเคยให้กำลังใจเขา และนี่เหมือนเป็นครั้งแรกเสียด้วย ที่เขาชมพนักงานซึ่งๆ หน้า โดยไม่ผ่านอินทัช

                “ขอบคุณนะคะที่ให้โอกาส ตั้งแต่ทำงานมา เพลินเคยเจอแต่ที่ๆ ที่เขาพร้อมจะเขี่ยเราออกทุกเมื่อถ้าไม่ได้อย่างใจ แต่ก็เข้าใจนะคะว่าธุรกิจคือธุรกิจ ถ้าจะรอเวลาให้ชินกับงาน สู้เขาหาคนใหม่ที่พร้อมกับงานเสียดีกว่า”

                “เพลินขอโทษนะคะ ที่ยังไม่พัฒนาตนเองให้ดีกว่านี้ แต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป เพลินรับรองค่ะว่าตำแหน่งพนักงานขายยอดเยี่ยมต้องเป็นของเพลินแน่นอน”   

                หญิงสาวยิ้มพลางยืดอกอย่างมุ่งมั่น สายตาที่เปี่ยมไปด้วยพลังทำให้อัครารู้สึกดี และเอาใจช่วย

                “ที่นี่ไม่มีมอบรางวัลอะไรเทือกนั้นหรอก อย่าหวังเลย” 

                “คุณอัคก็เหมือนกันนะคะ ถ้าเรามั่นใจแล้วว่า เราพอดีกับเขา ไม่เหนื่อยฝืน ก็ลุยเลยค่ะ”

                เพลินนารีกำหมัดให้เขาสู้ๆ ก่อนจะวิ่งตาเหลือกไปรับลูกค้าที่เพิ่งเดินเข้าโชว์รูม ท่าทางที่จู่ๆ ก็กระตือรืนล้นทำเอาอดไม่ได้ที่จะต้องหัวเราะออกมา

                ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเพลินนารีในตอนนี้ กลายเป็นคนที่เขาคุยด้วยแล้วสบายใจไปเรียบร้อย แม้จะติดกวนนิดๆ ก็เถอะ 

 

 

 

 

 

ไม่รู้ว่าเริ่มแบ่งตอนได้น่าติดตามหรือยัง เหมือนเพิ่งเคยเขียนเป็นเรื่องแรก 555

ติดขัดอะไรตรงไหนคอมเม้นแนะนำได้นะคะ เง๊าเหงาอะบอกกงๆ

วันนี้ต้องมาอัพทีหลัง MV BLACKPINK ออก กลัวมากแม่ กลัวคนไม่เข้ามาอ่าน 5555

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3 ความคิดเห็น