[SF Nielong] Under the Moonlight #SayItNielOng

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 273 Views

  • 6 Comments

  • 25 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    134

    Overall
    273

ตอนที่ 1 : Under the Moonlight : 1 회

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 159
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    22 พ.ค. 62


 

                สายลมที่พัดเอื่อยชวนให้ใบไม้สีส้มแดงที่ร่วงลงไปเรียงรายอยู่ตามพื้นลุกขึ้นมาเริงระบำพร้อมกับเสียงขับขานท่วงทำนองสนุกสนานจากเครื่องดีดสีตีเป่า น้ำเสียงเปี่ยมด้วยความสุขสันต์แลยินดีพรั่งพรูจากปากทั้งชายหญิงไม่เว้นวาย แสงสีอบอุ่นจากโคมไฟนับร้อยดวงที่ถูกประดับประดาอยู่เหนือหัวชายหนุ่มในชุดผ้าแพรเงามันสีสวยปักลวดลายวิจิตร เขาขยับปลายหมวกปีกบานสีดำให้เข้าที่เข้าทางเล็กน้อย ตาคู่เล็กหากแต่สามารถแต่งแต้มให้ดวงหน้าขาวใสมีเสน่ห์ยิ่งขึ้นกวาดมองไปรอบๆ ร้านขายของเบ็ดเตล็ดมากมายที่ถูกตั้งเรียงรายไปไกลสุดสายตา ในเทศกาลหลังฤดูเก็บเกี่ยวเช่นนี้ ช่างเป็นเวลาที่สุดแสนวิเศษสำหรับไพร่ฟ้าประชาชีทุกหมู่เหล่าหลังจากที่ต้องทนเหน็ดเหนื่อยมานานแสนนานกับการเพาะปลูกในช่วงปีที่พ้นผ่าน

            ร่างสูงเริ่มกรายฝีเท้าต่อไปอย่างไม่รีบร้อน โดยที่ในใจรู้ดีว่ามีฝีเท้าอีกคู่คอยเดินตามเขาอยู่จากด้านหลัง ด้วยความหน่ายปนรำคาญเขาหันไปพูดกับเจ้าของใบหน้าหวานใส ในชุดผ้าแพรสีเขียวเข้ม ผู้ชายคนนั้นรีบก้มหัวลงทันทีที่เสียงจากผู้มีอำนาจเหนือกว่ากล่าวกับเขาด้วยเสียงไม่พอใจเท่าไรนัก

            โธ่! ข้าบอกว่าชั่วครู่เดียวเท่านั้นไง ข้าอึดอัดนะที่ต้องมีเจ้ามาคอยติดแจกับข้าแบบนี้น่ะ

            ประทานอภัยด้วยเถิดพะยะค่ะรัชทายาท แต่นี่เป็น..

            อ่า.. เป็นราชโองการจากพระราชา.. ท่านพี่นะท่านพี่ นี่อยากขังข้าไว้ในวังอึดอัดๆ นั่นเร็วขนาดนั้นเลยหรือยังไง

            เสียงทุ้มบ่นถึงผู้มีศักดิ์เป็นทั้งบิดาของราษฎรและยังเป็นทั้งพี่ชายต่างมารดาของตนด้วยน้ำเสียงกระแนะกระแหน เพราะแน่นอนว่าเขายินดีกับชีวิตที่เป็นอยู่มากกว่าชีวิตใหม่ที่จะได้รับจากผู้เป็นพี่ชายอีกภายในไม่กี่วันข้างหน้านี้ เขาคิดว่าวิถีการดำเนินชีวิตของผู้เป็นองค์ชายเช่นเขานั้นมันช่างแสนเสรีดุจผีเสื้อ อยากไปไหนก็ไปได้ตามต้องการ ในยามอาทิตย์ส่องสว่างทันทีที่สองเท้าก้าวเข้าไปในเขตวังหลวงอันแสนโอ่อ่า ทั้งทหารยาม ทั้งองครักษ์และหมู่นางกำนัลขันทีต่างต้องพากันหยุดเดินแล้วลดหัวเพื่อต้อนรับเขาในฐานะโอรสพระสนมเอกของราชาองค์ก่อน แต่กลับกันในยามรัตติกาล วังหลวงที่เหล่าขุนนางและบัณฑิตเดินเข้าออกกันให้พลุกพล่านกลับเงียบงันจนดูวังเวงและน่ากลัวไปหมด ราวกับตำหนักแทบจะทุกตำหนักกลับกลายรโหฐานของพระราชาแต่เพียงผู้เดียว องค์ชายอย่างเขาก็ได้เวลาทิ้งลัญจกรเข้าสู่วังวนแห่งความสำราญในยามราตรีเยี่ยงสามัญชนคนทั่วไป   

            และอีกอย่าง ข้ายังไม่ได้เป็นรัชทายาทด้วยซ้ำ ใครใช้ให้เจ้าเอ่ยกับข้าด้วยสรรพนามนั้นฮะ ขันที!”

            ประทานอภัยพะยะค่ะ องค์ชาย

            เฮ้อ.. เอาเถอะ ข้าไม่ถือสาเจ้าหรอก

            เอ่อ.. องค์ชาย จะทรงเสด็จไปไหนน่ะพะยะค่ะขันทีหนุ่มแสดงสีหน้าเลิ่กลั่กเมื่อเห็นว่าผู้เป็นนายเหนือหัวตั้งท่าจะเดินหนีเขาไปอีกครั้งหนึ่งข้าก็จะไปเที่ยวเล่นของข้าต่อน่ะสิ ทำไม.. หรือเจ้าอยากจะไปกับข้า ข้าก็ไม่ว่านะขันที    

            แต่นี่ดึกมากแล้วนะพะยะค่ะ พรุ่งนี้พระองค์ต้องเสด็จเข้าวังนะพะยะค่ะ

            อะไรนะ.. นี่ท่านพี่เรียกข้าเข้าวังอีกแล้วงั้นหรอ?”

            ไม่ใช่คำสั่งจากฝ่าบาทพะยะค่ะ แต่เป็นรับสั่งของพระสนมคังฮวาพิน ทรงรับสั่งกระหม่อมให้มาแจ้งกับพระองค์ เรื่องดูตัวพระชายา..

            พระชายา!? ..เฮ้อ เอาเข้าไปพี่ชายก็จะจับข้ายัดบัลลังก์ต่อ ยังไม่พอขนาดแม่ข้าคิดจะจับข้าคลุมถุงชนอีกต่างหากเขาเอามือกุมขมับแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ให้กับความน่าเบื่อหน่ายของผู้เป็นพี่ชายและมารดา เขาคิดว่าเขายังใช้ชีวิตองค์ชายได้ไม่เต็มที่เลยด้วยซ้ำ เผลอเดี๋ยวเดียว ก็ต้องถูกจับใส่ชุดคลุมลายมังกรเสียแล้ว หนำซ้ำยังต้องมานั่งเอาอกเอาใจชายาเพื่อสร้างโอรสสืบสกุลอีกต่างหาก นี่ถ้าเกิดเบื้องบนไม่ยอมส่งลูกชายมาให้เขาเสียที ชาตินี้ทั้งชาติ คนอย่าง อึยคนนี้คงต้องทนนอนโล้สำเภากับพระชายาในตำหนักไปจนแก่ตาย เสรีภาพในการโผบินเยี่ยงบุรุษรัตติกาลอย่างเก่าคงต้องถูกริดรอนไปเป็นแน่แท้ทรงกลับตำหนักเถอะพะยะค่ะ พระองค์ก็ทรงรู้ดีว่าพระสนมทรงรู้จักพระองค์ดีแค่ไหน

            แน่ล่ะทำไมเขาจะไม่รู้ มารดาของเขาไม่ใช่พระสนมที่มาจากชนชั้นสูงแต่อย่างใด พระนางเคยเป็นเพียงนางในคนหนึ่งที่มาจากครอบครัวชนชั้นกลางที่ฐานะค่อนข้างยากจนเสียด้วยซ้ำ เช่นนั้นแล้วการเลี้ยงดูที่เขาได้รับมักเป็นการเลี้ยงดูในเชิงประณีประนอมแบบชาววังแต่ยังไม่ทิ้งความเข้มงวดกวดขันแบบสามัญชนที่ต้องสู้ปากกัดตีนถีบเพื่อความอยู่รอด เช่นนั้นแล้วในสายตาของนางกำนัลทั้งหลายมักจะเห็นว่าพระสนมเอกเป็นแม่ผู้ที่ไม่ค่อยตามใจลูกชายเช่นอึยเท่าไรนัก ล่าสุดเพราะความดื้อด้านของเขาที่ไม่ยอมเข้าพิธีบวงสรวงเทพเจ้าประจำฤดูกาลในวังพร้อมกับราชนิกุลคนอื่นๆ พระนางก็ถึงกับสั่งทหารองครักษ์ไปลากคอองค์ชายจอมดื้อด้านเข้าวังมาแต่งตัวร่วมพิธีราวกับนักโทษก็ไม่ปาน

            และครั้งนี้ก็เช่นกัน..

            ถ้าเจ้าอยากให้ข้ากลับไปกับเจ้า ก็..วิ่งไล่ข้าให้ทันแล้วกัน!”

            องค์ชาย! พวกเจ้า องค์ชายหนีไปแล้ว!” สิ้นเสียงของขันทีหนุ่ม กลุ่มบุคคลในชุดกระชับตัวสีทะมึนทึบก็เริ่มออกวิ่งไล่ตามอึยมาติดๆ เจ้าชายหนุ่มรู้มาแต่ต้นแล้วว่าคงไม่ได้มีเพียงแค่ขันทีตัวเล็กๆ คนเดียวหรอกที่ถูกบัญชาให้มาตามเขากลับวังหลวง เริ่มพ้นเขตผู้คนวุ่นวาย สองข้างทางมีเพียงกำแพงหินสีทึบที่ขนาบทางทั้งสอง กระทั่งวิ่งถึงสามแพร่งที่ทางด้านซ้ายนำไปสู่ศาลเจ้า และทางด้านขวาสู่แม่น้ำสายเล็ก อึยเลือกที่จะวิ่งเลี้ยวไปทางด้านขวามือแทน แต่ก่อนหน้านั้นเขาได้ซ้อนแผนเหล่าทหารองครักษ์ไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นั่น! พระองค์เสด็จไปทางนั้นแล้ว!” เสียงตะโกนก้องของทหารนายหนึ่งดังขึ้น ทำให้เหล่าพลพรรคที่วิ่งถึงคบไฟในมือเปลี่ยนทิศทางแทบจะในทันที ร่างโปร่งของชายผู้หนึ่งในชุดสีเดียวกันกับอึยวิ่งสวนไปทางด้านซ้ายของสามแพร่ง ทหารเหล่านั้นไม่ได้รู้เลยด้วยซ้ำว่าผู้ที่ตนวิ่งไล่ตามต้อยๆ นั้นเป็นเพียงแค่องครักษ์ประจำตัวของผู้เป็นนายเหนือหัวของพวกเขาเพียงเท่านั้น

จินยองอ่า.. เหนื่อยหน่อยนะเจ้าองค์ชายหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงติดตลกให้กับองครักษ์ที่วิ่งต้อนเหล่าทหารจนลับตาเขาไปแล้ว จากนั้นเจ้าตัวจึงมุ่งหน้าต่อไปทางแม่น้ำที่อยู่ถัดไปอีกไม่ไกลนัก สายลมกลางคืนพัดเอื่อย อากาศเย็นๆ ในฤดูใบไม้เปลี่ยนสีช่างแสนวิเศษสำหรับอึย เขาเดินกางแขนออกแล้วหลับตาพริ้มยิ้มแย้มอย่างผ่อนคลาย แว่วเสียงสายธารที่ไหลรินอยู่เบื้องหน้า บวกกับเสียงจักจั่นเรไรที่ขับขานท่วงทำนองเพลงธรรมชาติกันให้ระงมไปทั่วอาณาบริเวณ สองตาค่อยๆ เปิดขึ้นพร้อมๆ กับแสงระยิบของหิ้งห้อยตัวหนึ่งที่บินผ่านหน้าเขาไปอย่างอ้อยอิ่ง มารู้ตัวอีกทีอึยก็มาหยุดยืนอยู่หน้าสะพานไม้ใหญ่ข้ามสายธารซึ่งตัดผ่านเมืองแล้ว

รวมถึง... เสียงเครื่องสายที่แว่ววมาจากจุดใดจุดหนึ่งในบริเวณนี้..

เขาเพิ่งจะสังเกตว่าพื้นที่บริเวณนี้ไม่ได้มีเพียงเขาอยู่เพียงลำพังมาแต่แรก สายตาของอึยเลื่อนไปปะเข้ากับแผ่นหลังของผู้ชายคนหนึ่งเข้า ชายเสื้อสีขาวนวลที่ทอด้วยไหมเงาวาวปลิวลู่ตามแรงลม ในขณะที่มือทั้งสองกำลังง่วนกับคันชักและตัวแฮกึมสีดำสนิทที่วางตั้งอยู่ตรงหน้าตักของเขา

ท่วงทำนองของบทเพลงมันช่างผ่อนคลายเข้ากับบรรยากาศยิ่ง หากแต่ถ้าลองฟังดูดีๆ ก็จะพบว่ามันแฝงความเหงาหงอยและหดหู่ใจเอาไว้ข้างในเสียงอย่างบอกไม่ถูก กระทั่งช่วงหนึ่งของเพลงหยุดกึกลงเพราะดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะรู้ว่ากำลังถูกแอบจ้องมองอยู่จากทางด้านหลัง ชายคนนั้นเอี้ยวคอหันมามองอึยนิดหน่อย แทบจะในทันใดที่คู่ตาทั้งสองสบกัน ต่างฝ่ายต่างหยุดกึกไปในบัดดล ชายนิรนามยืนขึ้นแล้วหันกลับมาประจันหน้าองค์ชายหนุ่มตรงๆ เขาขยับปีกหมวกกับสายของมันที่มีเม็ดหยกห้อยประดับเป็นทางเล็กน้อย  

ผู้ชายคนนี้.. เป็นใครกันแน่นะ..

อึยคิดในใจหลังจากที่ลองพินิจพิเคราะห์รูปลักษณ์ของคนแปลกหน้าอยู่ชั่วครู่หนึ่งด้วยการมองเพียงหยาบๆ เท่านั้น.. สันจมูกสวยได้รูป ฉวีขาวดุจสีของหิมะในเหมันตฤดู ริมฝีปากอมชมพูเหมือนสีกลีบโบตั๋นที่บานรับแดดยามรุ่งอรุณในช่วงเวลาแห่งคิมหันต์ คู่เส้นคิ้วเป็นคันสวยพอเหมาะพอเจาะ ดวงเนตรเรียวคมที่เมื่อมองลึกลงไปแล้วชวนให้ผู้ที่สบเข้ากับมันรู้สึกเย็นฉ่ำอุราไปหมดดุจเดินอยู่ในป่าโปร่งอันเขียวขจีและชุ่มชื้นจากไอฝนหลังพิรุณโปรยปราย แสงจากดวงเดือนที่สาดสองดวงหน้าและสันกรามคมได้สัดส่วนเสริมให้ผู้ชายคนนี้ดูมีเสน่ห์มากเข้าไปอีกแม้จะอยู่ในยามนิศากาลเช่นนี้ก็ตาม ชวนให้อึยคิดหนักเข้าไปใหญ่ว่าผู้ชายคนนี้เป็นมนุษย์เดินดินกินข้าวเช่นเดียวกับเขาหรือเป็นเทพเทวดาอารักษ์ที่ไหนกำลังเล่นกลกับเขาอยู่กันแน่

อึยก้าวขาขวาขึ้นเหยียบบนตัวสะพาน ทว่ากลับทำให้บุรุษแปลกหน้าผงะถอยหลังเหมือนกำลังตกใจกลัวเขาก็ไม่ปาน แววหนึ่งที่เขาสักเกตเห็นคือเมื่อชั่วครู่ที่ชายคนนี้ถอยหลังนัยน์ตาดำขลับแปรเป็นสีเงินเล็กๆ แต่กลับเป็นสีเดิมอีกครั้งเมื่ออึยค่อยๆ ยกยิ้มขึ้นแล้วเอ่ยกับคนตรงหน้าด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร ข้าก็ออกมาชมจันทร์เหมือนกับท่าน อย่ากลัวข้าเลย ข้าไม่ใช่โจรที่ไหนหรอก

องค์ชายในคราบหนุ่มนักท่องราตรีเดินเข้าไปใกล้ๆ บุคคลปริศนาที่ยังคงไม่โต้ตอบสิ่งใดกลับมา ปกติแล้วข้ามาที่นี่บ่อยนะ แต่ทำไมไม่เคยเห็นท่านเลยอึยยังคงพูดอยู่คนเดียวอีกเหมือนเคย หนำซ้ำหนุ่มหน้าคมยังหลบตามองแต่พื้นน้ำอีกต่างหาก ท่านเล่นแฮกึมเก่งมากเลยล่ะ ใครสอนท่านหรอ?”

อึยเริ่มอึดอัดนิดหน่อยที่ต้องรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองกำลังคุยกับหิน ว่าแล้วจึงตัดสินใจสะกิดเข้าที่บ่าของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งสิ่งที่ได้กลับมาก็เล่นเอาอึยตกใจตัวโยน เพราะเจ้าตัวผู้ถูกกระทำรีบผละตัวออกจากเขาทันทีอย่างกับถูกไฟลวก อย่านะ!!”

ก็พูดได้นี่ ทำไมข้าถามแล้วท่านเงียบเป็นเป่าสากเยี่ยงนั้นเล่า

ข้า.. ข้าไม่ชอบคุยกับคนแปลกหน้า

นี่ ท่านไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ในโลกนี้หรอกนะ ก่อนจะได้เป็นมิตรสหายกัน ก็ต้องเริ่มจากการเป็นคนแปลกหน้าก่อนสิ จริงหรือไม่?”

ขงจื้อได้กล่าวไว้ว่าความเงียบคือมิตรแท้ที่ไม่มีวันทรยศเรา

งั้นข้าก็คิดว่าขงจื้อคงจะหูหนวกเป็นแน่ ฮ่าๆๆไม่น่าเชื่อว่าสิ่งที่อึยเถียงออกไปจะทำให้ชายหนุ่มหลุดหัวเราะออกมาได้ เพิ่งจะสังเกตเห็นเขี้ยวเล็กๆ ของเจ้าตัวที่ออกมาทักทายเขาพร้อมรอยยิ้มที่สดใสต่างจากสีหน้าเรียบเฉยเมื่อครู่นี้ราวฟ้ากับเหว เห็นไหม ท่านยิ้มแล้ว

เอ่อ.. ข้า .. ข้าต้องไปแล้ว

เฮ้! เดี๋ยวก่อนสิท่าน ท่านจะรีบไปไหนกันอึยเผลอฉวยเข้าที่ฝ่ามือขาวของหนุ่มเขี้ยวสวย ความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านไปแทบจะทั่วทั้งแขนของเจ้าชาย แต่ที่มันประหลาดยิ่งกว่านั้นคือทำไมหัวใจของเขาต้องเต้นแรงเหมือนมีนางรำหลวงยกสำนักกันเข้ามาเต้นระบำในอกซ้ายด้วย ความเงียบเกิดขึ้นอีกครั้ง คู่ตาเรียวของฝ่ายตรงข้ามมองทั้งข้อมือตัวเองที่ถูกเกาะกุมสลับกับมองหน้าของอึยไปด้วยมันอาจจะฟังดูบ้าบอไปเสียสักนิด.. แต่ข้าถูกชะตากับท่านยิ่งนัก ถ้าไม่รังเกียจข้า คืนนี้ท่านอยู่ชมจันทร์เป็นเพื่อนข้าสักคืนหนึ่งจะได้หรือไม่

 




เช่นนั้นหรือ ฮ่าๆๆ แล้วเจ้าตอบนางว่ากระไร

ข้าบอกว่าหน้านางสวยเหมือนดวงเดือนบนฟากฟ้า เจ้ารู้ไหมนางดีอกดีใจจนตัวบิดเชียวล่ะ ทั้งที่จริงๆ ข้าหมายถึงผิวหน้านางช่างเหมือนผิวดวงเดือนยิ่งนัก

ฮ่าๆๆๆ เจ้าก็หลอกนางผู้นั้นเสียได้ หากนางรู้ความจริงนางจะกล้าไปเป็นเจ้าสาวใครได้เล่าบทสนทนาระหว่างชายหนุ่มสองคนบนสะพานไม้กลางสายชลในเวลาดึกสงัดเป็นไปด้วยความหรรษา อึยแทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเขาเองเลยด้วยซ้ำว่าหนุ่มหน้าคมผู้ที่ทั้งหัวเราะร่าและยิ้มจนปากแทบฉีกถึงใบหูคนนี้ จะเป็นคนเดียวกันกับบุรุษลึกลับที่เขาเพิ่งพบเมื่อครู่คุยกันมาเสียตั้งนานข้ายังไม่รู้จักชื่อของเจ้าเลยอึยพูดกับผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างๆ เขาอย่างยิ้มๆ นั่นสินะ

ฝ่ายตรงข้ามยิ้มอ่อนๆ แล้วพูดต่อ ข้าชื่อซองอูนะ องซองอู.. แล้วเจ้าล่ะเจ้าตัวถามอึยกลับบ้างหลังจากที่บอกชื่อเสียงเรียงนามของตนเรียบร้อยแล้ว ข้าชื่อว่าอีอึย...

ฮะ?.. กระไรนะ..อี อึยหรอ?”

อ๋อ.. เอ่อ อึยกอน คังอึยกอน ยินดีเหลือเกินที่พบเจ้า..ซองอูอึยรีบพูดแก้ขัดเสียงแห้งๆ ในทันทีหลังจากที่เกือบจะหลุดปากเผยชื่อจริงของตนออกไป แน่นอนแหละผู้ใช้ชื่อแบบนี้ในดินแดนแห่งนี้มีน้อยมากถึงมากที่สุด แถมส่วนใหญ่มักจะเป็นเชื้อพระวงศ์เสียด้วยซ้ำ ดังนั้นแล้วอึยจึงใช้ชื่อจากตำแหน่งตัวเองผสมกับแซ่สกุลของมารดามาเป็นชื่อเสร็จสรรพของตนเพราะหากว่าซองอูเกิดรู้ขึ้นมาว่าเจ้าตัวกำลังนั่งเสวนากับว่าที่รัชทายาทอยู่แล้วล่ะก็ มิตรภาพอาจหายไปในทันทีที่อาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าบ้านเจ้าอยู่ที่ใดหรือซองอู

โน่นไง บ้านของข้า..ซองอูว่าพลางชี้นิ้วไปที่ดงไม้ป่าที่กำลังพลิ้วเอนตามแรงของลม อึยมองตามนิ้วเรียวนั่นแล้วนึกตลกปนฉงนใจเล็กน้อย ชายป่าด้านโน้นหรอ?” เพื่อนหน้าคมไม่ตอบเขาได้เพียงแต่ระบายยิ้มอ่อนๆ ให้ แล้วเจ้าล่ะอึยกอน บ้านของเจ้าอยู่ที่ไหนกัน

เป็นอีกครั้งที่อึยถึงกับน้ำท่วมปากเพราะถ้าจะบอกว่าตนอยู่ที่ตำหนักประทับนอกวังหรือจะบอกว่าอยู่ในพระราชวังก็ไม่ได้ ที่ที่มังกรสี่ตัวหลับใหลบนท้องทะเลสีคราม ที่นั่นแหละบ้านของข้า

มังกรสี่ตัว หลับใหลบนท้องทะเล..อืม..

เอาอย่างนี้ ข้าจะให้เวลาเจ้ากลับไปคิด หากเจ้าคิดออกให้มาอยู่รอข้าที่สะพานแห่งนี้เวลานี้ ข้าจะให้รางวัลเจ้า

อะไรหรอ รางวัลของเจ้าน่ะ

เจ้าปรารถนาสิ่งใดกันเล่า

นั่นสิ... ข้าขอให้เจ้า.. ขอให้เจ้าแค่ไม่ผิดสัญญากับข้าก็พอ สัญญาได้หรือไม่ว่าเจ้าจะมาพบข้าอีก

แน่นอนสิ ข้าให้สัญญาอึยยิ้มให้ซองอูอย่างปีติสุข ก่อนที่หนุ่มเขี้ยวสวยจะหันไปคว้าแฮกึมขึ้นมาถือไว้แล้วลุกขึ้น ข้าคงต้องไปแล้ว

ให้ข้าไปส่งเจ้าได้หรือไม่

อย่าเลย.. บ้านของข้าไม่ได้น่าดูเสียสักเท่าไรนักหรอกซองอูกล่าวยิ้มๆ ก่อนจะเดินกลับไปทางด้านปลายสุดของสะพาน แล้วกล่าวอำลาอึย ข้าขอตัวล่ะนะ ข้ายินดีเหลือเกินที่ได้รู้จักกับเจ้า อึยกอน

อึยยังคงยืนมองแผ่นหลังโปร่งในผ้าไหมสีขาวเงามันทีค่อยๆ ไกลออกไปตามทางเดิน กระทั่งลับตาหายเข้าไปในหมู่แมกไม้ในที่สุด จะว่าไปเขาก็เริ่มรู้สึกง่วงๆ แล้วเหมือนกัน คิดได้เช่นนั้นจึงตัดสินใจเดินกลับไปตามทางเดินอย่างสุขสมอารมณ์หมาย เพราะตอนนี้เหล่าทหารองครักษ์คงเลิกไล่ล่าลากตัวเขาแล้ว และเขาก็เชื่อว่าเพื่อนยากที่เป็นเหมือนดาบคู่กายของเขาไม่มีทางถูกจับได้แน่นอน

 

ฟุบ!

            เฮ้ย!!!... เจ้า! โธ่ ตกใจหมดรู้ไหมทันใดนั้นเองร่างของใครคนหนึ่งก็โผล่พรวดออกมาตรงหน้าของเขาเล่นเอาตกใจตัวโยน สุดท้ายก็พบว่าเป็นองครักษ์คู่ใจเขานั่นเอง ประทานอภัยพะยะค่ะองค์ชายหนุ่มหน้านิ่งโค้งหัวให้กับนายเหนือหัวของตน ก่อนที่จะเดินตามหลังเจ้าชายผู้สำราญไปต้อยๆ เหนื่อยแย่เลยล่ะสิ ไปหาอะไรกินกันหน่อยไหม ข้าเลี้ยงเจ้าเอง

            ว่าแต่พรุ่งนี้องค์ชายจะเสด็จเข้าวังไหมพะยะค่ะ?”

            อืม.. ถึงข้าจะเบื่อที่นั่นมากแค่ไหน แต่ก็คงต้องเข้าไปอยู่ดีอึยยักไหล่ครั้งหนึ่งให้คนตัวเล็กกว่าแล้วเดินต่อ จินยองอ่า...

            พะยะค่ะ?”

            เจ้าว่าข้าควรเป็นจริงๆ หรอ รัชทายาทน่ะ

            ทำไมตรัสเช่นนั้นล่ะพะยะค่ะ

            ไม่รู้สิ.. ข้าแค่รู้สึกอึดอัดน่ะ ถ้าพระมเหสีทรงพระครรภ์ได้ตามปกติ บัลลังก์นี้ก็คงไม่ตกถึงตัวข้าหรอกจริงไหม

            องค์ชายอย่าทรงคิดมากเลยพะยะค่ะ หากสวรรค์ลิขิตให้พระองค์เป็นกษัตริย์ ต่อให้พระองค์อยู่ไกลสุดหล้าฟ้าเขียว อย่างไรเสียพระองค์ก็ต้องเป็นกษัตริย์อยู่ดี

            นั่นสินะ.. ขอบใจนะที่อยู่ข้างข้ามาตลอด ดีใจไหมล่ะ เจ้าจะได้เป็นองครักษ์ของรัชทายาทแล้วนะ ฮ่าๆๆอึยกล่าวขำๆ กับจินยอง ซึ่งนั่นทำให้รอยยิ้มสดใสขององครักษ์หนุ่มผลิแย้มออกมาแทนที่ใบหน้าเรียบเฉียบอันเป็นกิจวัตรได้อย่างไม่น่าเชื่อ ถึงแม้คนอย่างแพจินยองจะไม่ได้เป็นคนร่างใหญ่โตมากมาย ออกจะค่อนไปทางผอมสูงด้วยซ้ำ แต่เขาเกิดในตระกูลขุนนางที่ผู้เป็นบิดาปลูกฝังตำแหน่งนี้ให้เขาตั้งแต่ยังเด็ก ฉะนั้นแล้วจะว่าอึยเป็นทั้งนายเหนือหัว เป็นทั้งเพื่อนที่ทำให้เขายิ้มได้มากกว่าใครภายในเวลาเดียวกันก็ว่าได้ รวมถึงแม้จะชอบอ่านหนังสือและมุ่งมั่นในการสอบเป็นบัณฑิตมากเพียงใด แต่ท้ายที่สุดแล้วฟ้าคงจะกำหนดให้ชีวิตของเขาต้องถือดาบแทนพู่กันจริงๆ เจ้ารู้ไหมข้าไปพบกับใครคนหนึ่งมาด้วยล่ะ

            ใครกันหรือพะยะค่ะ

            บรรยายไม่ถูกเลยล่ะ.. เป็นคนที่ทั้งลึกลับ น่าค้นหาและน่ากลัวในบางมุม แต่ทุกสิ่งอย่างกลับดึงดูดข้าให้อยู่แต่ตรงนั้น ข้าไม่อาจละสายตาจากเขาได้เลย น้ำเสียงของเขานุ่มยิ่งกว่าเสียงสายธารารินไหลยามดึกสงัด รอยยิ้มสดใสดุจดอกเหมยแย้มบานรับใบไม้ผลิ..

            คนคนนั้นคงจะต้องเป็นคนที่ต้องพระทัยองค์ชายมากน่าดูเลยนะพะยะค่ะ

            อื้ม..มากๆ เลยล่ะ..

 

            ข้าไม่รู้หรอกซองอู.. ว่าเจ้าเป็นใคร มาจากไหน

            แต่ที่ข้ารู้ตอนนี้.. ข้าคิดว่า..

            ข้ากำลังตกหลุมรักเจ้า..

 

           TBC.







โฮยยยยย จากที่เคยเขียน OS แนวนี้ไปทีนึง ยอมรับว่าเขียนยากมากกกก

คือราชาศัพท์อะไรนี่เช็กถี่ถ้วนมากรีดจ๋า ถ้าไรต์ผิดพลาดตรงไหนก็อภัยให้ไรต์ด้วย

ส่วนตัวบทบรรยาย ปกติไรต์ไม่บรรยายหนักขนาดนี้นะ แต่พอมาเขียนเป็นแนวย้อนยุค

มันเลยต้องใส่รายละเอียดเยอะนิดนึง แถมต้องใช้โวหารเยอะมากประหนึ่งสุนทรภู่ 55555

ใครอ่านตรงไหนไม่เข้าใจไถามไรต์ได้น๊าา ตอนนี้ไรต์วางแผนไว้ว่าเรื่องนี้น่าจะ 3 ตอนจบ

ยังไงก็ช่วยให้กำลังใจเค้าหน่อยน๊าาา ลองติชมดูได้หรือจะเข้าไปเจอกันในทวิตก้อได้เนอะ


แล้วเจอกันจ้าาา~

 

  

 

 

 

           

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #4 j u n g • j u n e ツ (@jxxxjune) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2562 / 19:39
    ภาษาไรต์สวยจนไม่รู้จะชมยังไงดีเลยค่ะ ฮื่ออออ สวยมากจริงๆ 😭😭😭 อ่านแล้วลื่นแล้วรู้สึกถึงบรรยากาศในเรื่องเลย
    #4
    0
  2. #1 running (@smileynann) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 เมษายน 2562 / 22:39
    แต่งดีมากกกกกกกก บรรยายลื่นไหล อ่านเพลินเลยค่ะ ชอบๆ บทอึยกอนดูเป็นคนแจ่มใสมากเลย ส่วนน้องอย่าบอกนะเป็นแวมไพร์!
    #1
    0