โหดหื่นหมื่นราตรี

ตอนที่ 11 : บทที่ 5.2 ความหลังชวนปวดตับ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 629
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    17 ก.ค. 62

ความคิดนั้นทำให้หญิงสาวนึกอยากสำรวจบ้านของคู่แฝดขึ้นมากะทันหัน เพราะเมื่อคืนนี้หลังจากไขกุญแจเข้าบ้านได้ เธอก็พุ่งขึ้นเตียงโดยไม่ได้เปลี่ยนชุดของแสนคะนึงออกด้วยซ้ำ

ชุดของพี่สาวเป็นเสมือนเสื้อเกราะปกป้องเธอจากกระทิงโหด...ที่เรียกว่า ‘เจ้าบ่าว’

นึกถึงตรงนี้เธอก็ต้องสูดลมหายใจเพื่อรวบรวมกำลังใจอีกเฮือกโต

สุดคิดถึงไม่คิดเหมือนกันว่าจะมีวันนี้

วันที่เธอเดินออกจากชีวิตกระทิง ทิ้งบ้านไร่แสนรักของบิดาไว้เบื้องหลัง

อาณาจักรที่ท่านรักและหวงแหนยิ่งกว่าชีวิตหรือลูกเมีย

อาณาจักรที่พ่อขอให้เธอช่วยดูแลร่วมกับกระทิง

เพราะตั้งแต่วันที่มารดาเดินจากไปพร้อมกับพี่สาว สุดคิดถึงก็โดนปลูกฝังอยู่เสมอ ว่าเธอคือทายาทคนเดียวของทรัพย์พสุธาพอบิดาเสียชีวิตลงเธอก็ไม่กล้าพอที่จะบินเดี่ยวเสียแล้ว ทั้งมารดาและพี่สาวก็อยู่ที่อีกซีกโลกหนึ่ง หญิงสาวเลยตัดสินใจอยู่ที่บ้านไร่ต่อ

บ้านซึ่งกลายเป็นของกระทิงไปแล้ว

ชายหนุ่มยินดีให้เธออยู่ห้องเดิม และมีสิทธิเช่นเดิมทุกอย่างในฐานะลูกเลี้ยงของเดือนกัลยา และแม่บ้านของเขา

กระทิงดีกับเธอมาก แต่ไม่เคยล่วงเกินมากไปกว่าจูบหน้าผาก หรือโอบเอว กับจับมือในบางครั้ง จนสุดคิดถึงคิดว่าฉายากระทิงพ่อพันธุ์ของเขาคือข่าวโคมลอย และไม่เคยคิดว่าเขาจะขอเธอแต่งงานมาก่อน

หญิงสาวอายุยี่สิบเก้าแล้ว แต่กลับอ่อนโลกและไร้เดียงสาเหมือนสาวสิบเก้า เพราะถูกเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอมราวกับไข่ในหิน

มีชายหนุ่มแค่สองคนเท่านั้นที่มีโอกาสได้ใกล้ชิดเธอ

คนแรกคือกระทิง คนที่สองคือสิงโต แต่ทั้งคู่ไม่เคยเห็นเธอเป็นมากกว่าน้องสาวกับเพื่อนสนิท ดังนั้นถึงจะรู้มานานแล้วว่าบิดาฝากฝังเธอไว้กับเขา แต่พอกระทิงตั้งใจทำตามคำสั่งนั้นโดยการขอแต่งงาน หญิงสาวก็ใจหวิวสั่นอยากจะเป็นลมตั้งแต่นาทีนั้น ทว่าไม่กล้าพอที่จะกล่าวคำปฏิเสธ

สุดคิดถึงไม่เคยชอบผู้ชายที่แกร่งจนเกือบเป็นกระด้างเหมือนสัตว์ป่าอย่างเขาแต่เป็นเพราะบุญคุณของฝ่ายนั้นท่วมท้นถึงท้องฟ้า เลยปฏิเสธไม่ออก

เขาเป็นคนกอบกู้อาณาจักรของบิดาเอาไว้ในวันที่มันซวนเซ และยอมให้ท่านบริหารต่อจนสิ้นลมหายใจ ทั้งยังช่วยดูแลเธอกับบ้านไร่และคนงานตลอดเวลาที่ผ่านมา ถ้าไม่มีเขาไร่ทรัพย์พสุธาก็คงถูกแบ่งชิ้นเค้ก ขายทอดตลาดไปแล้ว

แต่ถึงจะดีแค่ไหนกระทิงไม่ใช่คนที่สุดคิดถึงอยากอยู่ด้วยไปชั่วชีวิต เธอรู้จักเขาดี และกลัวเกินกว่าจะอยู่ด้วยยี่สิบสี่ชั่วโมงชายหนุ่มไม่ได้เป็นแค่ชาวไร่ธรรมดาแต่ยังเป็นนักธุรกิจที่ทั้งเค็มและเขี้ยวคาดหวังผลกำไรสูง มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล

ความคิดที่ว่าจะต้องอยู่กับคนเช่นนั้นตลอดทุกนาทีของชีวิตชวนให้อึดอัดไม่น้อย

ยิ่งกว่านั้นอิทธิพลที่มีส่งผลให้กระทิงเหมือนยืนอยู่บนจุดสูงสุดของพิระมิด

แต่ยิ่งสูงก็ยิ่งหนาว

สุดคิดถึงเกลียดอากาศหนาว ไอหมอกกับความชื้นทำให้หายใจไม่ออก และยอมรับว่าไม่ใช่คนสวยใจงาม เลยไม่ค่อยรักสัตว์ (ป่า) เท่าไหร่หญิงสาวไม่ต้องการขึ้นไปอยู่ที่บนนั้นกับเขาชั่วชีวิต

ทว่าเธอคงไม่กล้าปฏิเสธข้อเสนอนี้ ถ้าแสนคะนึงไม่มาชี้โพรงให้กระรอกเสียก่อน

นึกถึงตรงนี้ก็รู้สึกผิดจนท่วมท้นใจที่ทิ้งพี่สาวฝาแฝดไว้ที่นั่น แต่เชื่อว่าฝ่ายนั้นจะหาทางเอาตัวรอดจากคมเขาของกระทิงไปได้ พอคิดแบบนี้เธอเลยตัดสินใจขับรถหนีออกมา รู้ดีว่าจะเอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาขับรถออกจากบ้านไร่อย่างไร้จุดหมายหรือหยุดอยู่แค่ในตัวจังหวัดไม่ได้แน่ ด้วยอิทธิพลกับบารมีของกระทิงแผ่ขยายในทุกหย่อมหญ้า

สุดคิดถึงยอมเสี่ยงตายบนถนนเพชรเกษมเพื่อมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพ

หญิงสาวไม่มีจุดหมายปลายทางแน่ชัดในตอนแรก จนกระทั่งรถติดไฟแดงที่สี่แยกใหญ่แห่งหนึ่งถึงได้สังเกตเห็นแผ่นป้ายวงกลมสำหรับผ่านเข้าหมู่บ้านที่ติดบนกระจกรถของพี่สาว เลยจำได้ว่าแสนคะนึงบอกว่าอาศัยอยู่กับเพื่อนละแวกลาดพร้าว แต่ไม่รู้ตำแหน่งแน่ชัด โชคดีที่ในรถพี่สาวฝาแฝดติดเครื่องนำทางซึ่งบันทึกบ้านที่อยู่เอาไว้ด้วย หญิงสาวเลยเปิดเนวิเกเตอร์ให้บอกทางขับมาถึงที่นี่

บ้านหลังใหญ่ราคาไม่ต่ำกว่าสิบล้าน ดูหรูหราและปลอดภัยด้วยมียามประจำที่ป้อมหน้าบ้าน ทั้งภายในยังมีกล้องวงจรปิดติดอยู่แทบทุกจุด สาวใช้ที่มาเปิดประตูก็ดูเป็นมิตร เสียแต่พูดน้อยไปหน่อย พี่สาวฝาแฝดไม่เคยบอกเธอเลยว่าบ้านของฝ่ายนั้นจะหรูหราและมีความปลอดภัยสูงขนาดนี้นึกแล้วก็ดีใจที่ตัดสินใจไม่ผิด ที่เลือกที่นี่เป็นที่หลบภัยจากกระทิง

เธอตั้งใจว่าจะรออีกวัน-สองวันให้พี่สาวกลับมาก่อน จากนั้นค่อยคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไป


หลังจากนั้นสามชั่วโมง แสนคะนึงก็พบว่ากระทิงทำตามที่พูดไว้ทุกคำ

เพราะระยะทางจากคอกม้าเข้าไปยังหมู่บ้านที่สองข้างทางมีแต่ป่ารกชัฏนั้น ไม่มีรถคันไหนยอมจอดรับเธอแม้แต่คันเดียว

ไม่ว่าจะเป็นจักรยานเด็กนักเรียน รถสองแถวที่มุ่งหน้าเข้าไปสู่เขตชุมชนหรือรถอีแต๋นของชาวบ้านซึ่งผ่านไปมา

ในรัศมียี่สิบกิโลนี้ ทุกคนล้วนรู้จักเขา และคนเกินกว่าครึ่งทำงานให้เขา

ทุกคนรู้ว่าเขาเป็นเจ้าบ่าวที่ถูกทอดทิ้งอย่างน่าสงสาร และรู้กันถ้วนหน้าว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะแสนคะนึง ดังนั้นต่อให้กระทิงไม่สั่ง ทุกคนก็พร้อมจะเมินหน้าหนีจากเธออยู่แล้ว

คนพวกนี้ลืมไปแล้วหรือไง ว่าปู่ของเธอสร้างหมู่บ้านในหุบเขานี้ขึ้นมาจนมันถูกตั้งชื่อตามนามสกุลของพวกเธอ เพราะถ้าปู่ไม่มาทำเหมือง พวกเขาจะมาก่อร่างสร้างตัวจนเป็นชุมชนได้แบบนี้หรือ

หญิงสาวคิดอย่างเกรี้ยวกราด เมื่อพบว่าคนที่เคยให้ความเคารพนบนอบเธอเมื่อหลายปีก่อน ตอนนี้ล้วนอยู่ใต้อาณัติของกระทิงทั้งสิ้น

เชื่อแล้วว่ามีเงินนับเป็นน้องมีทองนับเป็นพี่จริงๆ

ไอ้พวกงก!

เธอสบถดุเดือดในใจเป็นหนที่ร้อยหรือพันก็ไม่แน่ใจ ก่อนจะอุทานด้วยความโล่งอก เพราะหลังจากเดินฝ่าแดดเปรี้ยงมาครึ่งวัน ก็มาถึงหมู่บ้านเล็กๆ ซึ่งเป็นชุมชนที่ใกล้ที่สุดในหุบเขาแห่งนี้ได้สำเร็จ

เห็นป้ายผ้าแขวนไว้รุงรังตามข้างทางเข้าหมู่บ้านเป็นข้อความประมาณว่าไม่ต้องการความเปลี่ยนแปลง หรือไม่เช่นนั้นก็ คนแปลกหน้าจงไสหัวไป...

โอ มงดิเย่อ!

พระเจ้าช่วย!

คนแขวนป้ายนี่ถ้าไม่บ้าก็คงเมา ใครจะอยากมาที่นี่กัน

ในเมื่อทุกอย่างที่เห็นยังเหมือนเดิม...

ราวกับโลกหยุดหมุนที่ตรงนี้ เพราะทุกอย่างรอบๆ ตัวยังเหมือนอยู่ในยุคเก้าศูนย์อยู่เลย

โดยเฉพาะหอนาฬิกาที่ถือเสมือนเป็นจุดศูนย์กลางของหมู่บ้าน เพราะเข็มนาฬิกาก็ยังชี้ที่ตีหนึ่งสิบเจ็ดนาที เหมือนตอนที่เธอกับแม่จากเมืองนี้ไป

ถนนสายหลักซึ่งพาดผ่านใจกลางหมู่บ้านยังคงคับแคบและคดเคี้ยวน่าหวาดเสียวยากต่อการหลบหลีก

เพราะแบบนี้ตอนที่เธอกับน้องสาวหัดขับรถถึงได้หักหลบรถที่สวนมาไปชนต้นขนุนหน้าบ้านป้าเอี้ยงขายขนมจนหม้อน้ำแตก

ธงชาติผืนใหญ่เหนือยอดเสาธงในโรงเรียนขยายโอกาสโรงเรียนเดียวของชุมชนแห่งนี้ยังคงมีรูโหว่ชวนหงุดหงิดใจจากกระสุนทหารพม่าที่ยิงข้ามมาจากฝั่งโน้น

ร้านค้าแทบทุกร้านที่เคยเห็นมาแต่เด็กก็แทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย ทั้งป้ายหน้าร้าน แผ่นโปสเตอร์โฆษณาหนังกลางแปลงสมัย สรพงษ์ จารุณีเป็นซุป’ ตาร์ ก็ยังแปะอยู่ที่เดิมเห็นแล้วคันมือ อยากลอกไปบริจาคให้พิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ไทยที่พุทธมณฑลสายห้าเสียนัก

ยิ่งกว่านั้นบ้านเรือนส่วนใหญ่ยังเป็นครึ่งไม้ครึ่งปูน มุงหลังคาด้วยสังกะสีหรือกระเบื้องสีจืดชืดเช่นเดิม นานๆ ถึงจะเห็นบ้านก่ออิฐถือปูนหลังใหญ่สักทีหนึ่ง และบ้านแทบทุกหลังไม่มีรั้วรอบขอบชิดกันเลย คงเพราะที่นี่สถิติอาชญากรเลยค่อนข้างต่ำเกือบเป็นศูนย์ ด้วยคนในชุมชนล้วนเคยเห็นกันมาแต่อ้อนแต่ออก

แสนคะนึงเชื่อว่าถ้ามีใครอุตริเอาผ้ามาปิดตาเธอตอนนี้ ยังไงเธอก็หาทางกลับบ้านถูก หรือเคาะประตูบ้านเพื่อทักทายเจ้าของบ้านไม่ผิดตัวแน่นอน

แต่ความที่ทุกอย่างแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่นิดเดียวก็เป็นปัญหาใหญ่ของเธอเช่นกัน

หญิงสาวพบว่าไม่สามารถขอยืมเงินหรือโทรศัพท์ใครใช้ได้แม้แต่คนเดียว ซ้ำโรงแรมเดียวที่มีในหมู่บ้านก็ยังไม่ยอมให้เธอเปิดห้องขึ้นพักเสียอีก

มันจะเกินไปแล้ว!

“ทำไม”

หญิงสาวทั้งเหนื่อยและหงุดหงิดตอนเอ่ยถามเสียงเขียวกับพนักงานต้อนรับหนุ่มน้อยที่หน้าเคาน์เตอร์โรงแรม

“ก็คุณไม่มีหลักฐานประจำตัวอะไรสักอย่าง” ฝ่ายนั้นตอบตะกุกตะกัก

“บอกแล้วไงว่าฉันชื่อแสนคะนึง ทรัพย์พสุธา คนทั้งเมืองนี้เขารู้จักฉันกันทั้งนั้น และนายเองก็อาจจะรู้จักฉันด้วย” เธอหรี่ตามองอีกฝ่ายอย่างข่มขู่ “เพราะฉันเป็นพี่สาวคุณสุดคิดถึง หรือนายจะบอกว่านายไม่รู้จักคุณสุดคิดถึง”

คำถามนั้นทำให้คนโดนถามมีทีท่ากระอักกระอ่วนอย่างเห็นได้ชัด

“ว่าไง” แสนคะนึงได้ทีรุก แต่ฝ่ายนั้นถอยฉาก

“เอ่อ...งั้นผมขอไปถามผู้จัดการก่อนนะครับ”

หมอนั่นตอบ แล้วเดินลุกลี้ลุกลนหายเข้าไปทางห้องด้านในอย่างรวดเร็ว

แสนคะนึงพ่นลมหายใจยาวอย่างหงุดหงิดและไม่คิดจะปิดบัง

ทำยังกับฉันอยากจะพักที่นี่นักแน่ะ

หญิงสาวเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน พร้อมมองไปรอบๆ อย่างสำรวจตรวจตรา พบว่าโรงแรมแห่งนี้เปลี่ยนแปลงไปมากนับตั้งแต่ไฟไหม้ที่ชั้นบนเมื่อสิบกว่าปีก่อน

สมัยที่เป็นเด็ก ‘ทอง โฮเต็ล’ เป็นสถานที่ต้องห้ามสำหรับเด็กสาวๆ อย่างพวกเธอ ถ้าคิดจะเดินผ่านก็ต้องข้ามไปที่อีกฟากถนนแล้ว จำได้ว่าตอนนั้นเธออยากรู้มากว่าข้างในนี้มีอะไร และในเมื่อหนุ่มๆ ที่ไร่ชอบมาที่นี่กันนัก แต่ทำไมถึงกลายเป็นเขตหวงห้ามของเธอกับสุดคิดถึง

แล้วโอกาสก็เป็นของแสนคะนึงในวันหนึ่งที่บิดาต้องไปหาหมอที่ในเมืองกับนางพยาบาลคนโปรดของเขา ส่วนถวิลหา หรือ เทเรซ่า ก็ไม่อยู่ที่ไร่ เธอเลยชวนน้องสาวเอารถไปขับเล่น แต่พอเลี้ยวเข้าเขตชุมชนมาเท่านั้น ก็เห็นมอเตอร์ไซด์ของกระทิงนำลิ่วอยู่ข้างหน้า ก่อนจะจอดลงที่หน้าโรงแรม

จำได้ว่าตอนนั้นทั้งสงสัยและหมั่นไส้ไปพร้อมๆ กันเลยชวนสุดคิดถึงให้สะกดรอยตามแต่น้องสาวของเธอเป็นคนขี้กลัว แค่ก้าวลงจากรถก็แข้งขาอ่อนจนเกือบนั่งแปะอยู่กับพื้นถนน แสนคะนึงกลัวจะเสียเรื่อง เลยให้ฝ่ายนั้นนั่งรอในรถ ส่วนเธอแอบเข้าไปทางประตูหลังโรงแรมโกโรโกโสที่เคยได้ยินแม่เรียกว่าโรงแรมโคมแดง

คืนนั้นล็อบบี้ซึ่งเป็นบาร์เหล้าของโรงแรมโทรมๆ แห่งนี้คละคลุ้งไปด้วยควันบุหรี่ หนวกหูด้วยเสียงของเหล่าขี้เหล้าซึ่งเมาได้ที่แล้วตะโกนแข่งกันเล่าเรื่องลามกชนิดที่ทำให้เธอแก้มแดงก่ำถึงใบหูมิหนำซ้ำในห้องยังเต็มไปด้วยหญิงสาวหลากหลายวัยในชุดเสื้อคว้านคอลึก หรือไม่ก็กระโปรงสั้นจนน่าหวาดเสียว พวกเธอเหล่านั้นทำตัวเหมือนเป็นพระอิฐพระปูน ปล่อยให้ทั้งหนุ่มเล็กและหนุ่มใหญ่ในล็อบบี้ตะโบมโลมลูบได้ตามชอบใจ พวกเขากอดจูบกันอย่างเปิดเผย และผู้ชายทั้งหมดล้วนเป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตาของแสนคะนึง

ไม่เป็นพ่อ ก็เป็นสามี หรือไม่ก็พี่ชายของคนที่เธอรู้จักเห็นแล้วน่าข่วนหน้าพวกพ่อม่ายเมียเผลอพวกนี้เสียจริง

แต่แล้วเด็กสาวก็พบว่าทั้งเสียงอึกทึกและภาพที่แสนยุ่งเหยิงวุ่นวายตรงหน้าหายไปพลัน เมื่อพบว่าคนที่แอบตามเข้ามากำลังเอาแก้มแนบแก้มกับหญิงสาวผิวคล้ำสีน้ำผึ้งที่เห็นได้ชัดว่าสูงวัยกว่าและโอบเอวกันขึ้นไปที่ชั้นบนของโรงแรมซึ่งมืดสลัว

เธออายุแค่สิบหกย่างสิบเจ็ดก็จริง แต่ไม่ได้เด็กเกินกว่าจะไม่รู้ว่าพวกเขาขึ้นไปทำอะไรกัน

นี่นะคนดีของพ่อ!

พนักงานตัวอย่างของไร่!

ที่สุดแล้วก็ไม่แคล้วเที่ยวซ่องเหมือนคนอื่น

นึกแล้วแสนคะนึงก็สะอิดสะเอียนเต็มที

เธอเกือบจะออกไปจากที่นั่นอยู่แล้วแต่กลับชะงักกึกเมื่อความคิดพิเรนทร์บางอย่างสว่างวาบในหัว

มั่นใจว่าถ้าได้รูปเด็ดๆ สักสอง-สามรูปไปฝากเดือนกัลยา กระทิงจอมโหดคงโดนป้าเอ็ดหูแฉะ และถ้าความรู้ถึงหูมารดา ฝ่ายนั้นอาจโดนพักงานหรือตัดเงินเดือนจนถึงไล่ออก เพราะคุณถวิลหาเคยประกาศิตไว้ว่า ห้ามพนักงานในไร่มาเที่ยวที่ทอง โฮเต็ล

แล้วเด็กสาวก็ขอบคุณนิสัยชอบถ่ายรูปเล่นของตัวเองที่ทำให้มีกล้องถ่ายรูปติดไปทุกที่

รูปที่อาจทำให้คนงานสุดโปรดของพ่อกระเด็นออกไปจากไร่

รูปที่เป็นเหมือนก้อนหินที่เดวิดใช้ฆ่ายักษ์โกไลแอทในคัมภีร์ไบเบิ้ล

ทว่าการจะถ่ายรูปกระทิงกับคู่ขาไม่ใช่เรื่องง่าย เธอเฝ้ารออยู่นานจนแน่ใจว่าไม่มีใครสังเกตเห็น จึงค่อยแอบขึ้นบันไดไป และพบว่าประตูห้องที่อยู่ติดกับห้องที่กระทิงผลุบหายเข้าไปไม่ติดล็อก ซ้ำยังไม่มีคนอยู่ มีเพียงแสงเทียนเรืองรองส่องให้เห็นลางๆ

แสนคะนึงเลยตั้งใจขอใช้ห้องนี้เป็นทางผ่านเพื่อปีนไปยังระเบียงห้องที่อยู่ติดกัน แต่ได้ยินเสียงน้ำดังจ๋อมแจ๋มลอดออกมาจากประตูห้องน้ำที่ปิดสนิทพร้อมเสียงแปลกๆ เสียก่อน

ซี้ด...

ซ้าด...

ใครอุตริเข้าไปแข่งกันเคี้ยวพริกในนั้นหนอ

ความสงสัยทำให้เด็กสาวตั้งใจจะเงี่ยหูฟังให้ถนัด แต่เพราะในห้องค่อนข้างมืดสลัว แสนคะนึงเลยเดินสะดุดขาเก้าอี้เข้า

จากนั้นความโกลาหลก็บังเกิดในพริบตา

เพราะเทียนไขอันใหญ่ที่จุดไว้บนโต๊ะเขียนหนังสือถูกเธอปัดจนตกกลิ้งลงบนพื้น น้ำตาเทียนหยดลวกหน้าแข้งกับหลังเท้าเป็นทางยาว แสบร้อนจนต้องก้มหน้าก้มตาลอกมันออก พอเงยหน้าขึ้นอีกทีก็ต้องอุทานเสียงหลงเพราะผ้าม่านเนื้อบางราคาถูกกำลังติดไฟลุกโชติช่วง เด็กสาวพยายามคว้าหมอนมาตีดับไฟ

แต่หมอนที่นี่คงเป็นวัตถุโบราณชิ้นหนึ่ง!

พอหยิบขึ้นมาฟาดแรงๆ แทนที่มันจะช่วยดับไฟได้ กลับปริแตกต่อหน้าต่อตาเอาดื้อๆ

นุ่นที่ยัดไส้ไว้เลยกลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี

แล้วสะเก็ดไฟเหล่านั้นก็ปลิวให้ว่อน บางส่วนไปตกบนดอกไม้กระดาษสาที่จัดแจกันประดับห้อง บางส่วนก็ตกลงบนถังขยะ ที่มีเศษกระดาษอัดอยู่ ไฟเลยลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว

จากนั้นก็ได้ยินเสียงประตูห้องน้ำเปิดออก ความกลัวจะโดนจับได้ทำให้แสนคะนึงตัดสินใจพุ่งไปที่ระเบียงห้องทางด้านหลัง และเห็นกระทิงกับคู่ขาของเขาเปิดประตูออกมาพอดี ไม่รู้ว่าเพราะฝ่ายนั้นได้กลิ่นควันไฟ หรือเพราะเสียงกุกกักที่เกิดจากเธอพยายามจะดับไฟกันแน่

ทั้งคู่สบตากันแวบหนึ่งก่อนที่เด็กสาวจะตัดสินใจกระโดดลงบึงน้ำใต้ระเบียงห้อง

ได้ยินเสียงหวีดร้องดังให้ระงมตอนโซซัดโซเซขึ้นตลิ่ง ทว่าไม่ยอมหันไปมอง เพราะรู้ว่าต้องหนีออกจากที่นั่นให้เร็วที่สุด

จนเช้าวันใหม่ถึงได้ข่าวว่าไฟไหม้ชั้นสองของทอง โฮเต็ลไปครึ่งหนึ่ง

แสนคะนึงเลยรีบบังคับให้น้องสาวสาบานว่าจะเก็บเรื่องทั้งหมดเป็นความลับ

เพราะถ้าพ่อกับแม่รู้ความจริง ทั้งคู่จะโดนลงโทษหนักแน่นอนโดยเฉพาะเธอที่เป็นตัวการใหญ่ ส่วนสุดคิดถึงก็ต้องพลอยติดร่างแหไปด้วยในฐานะผู้สมรู้ร่วมคิด

ความรักและห่วงพี่สาวทำให้สุดคิดถึงยอมปิดปากเงียบ

แสนคะนึงเลยจัดการเอาเสื้อผ้าเปียกโชกที่มีคราบสาหร่ายและแหนติดอยู่ไปซ่อนในโรงเก็บของ แต่กลับถูกกระทิงเจอเข้าจนได้ในวันหนึ่ง

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความแค้นของเขาที่มีต่อเธอ...

----------------------------------------------------------------------------------------

สุดท้าย ฝากกดไลก์เพจอุมาริการ์ ดาหราปตีด้วยนะคะ 
https://www.facebook.com/umariga/



***************************************************************** 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

3 ความคิดเห็น