ผู้หญิงชั้นสิบแปด ผู้ชายชั้นสิบหก

ตอนที่ 9 : 5 | โลกใบนี้ทั้งกลมและแคบ...100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,340
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 82 ครั้ง
    26 ก.ค. 61

หลังจากวันโลกาวินาศวันนั้น เสน่ห์จันทร์ก็ได้เจอกับพานพบอีกหลายครั้ง เลยพบว่าเธอกับเขาชอบดื่มกาแฟจากร้านอินดี้เล็กๆ ในซอยบนถนนสีลมระหว่างสถานีรถไฟฟ้าถึงตึกที่ทำงานอยู่เหมือนกัน หรือบางทีเธอก็เจอชายหนุ่มต่อคิวซื้อทอดมันเจ้าดังที่ซอยละลายทรัพย์อยู่ข้างๆ ตอนที่ตนยืนต่อคิวซื้อเนื้อทอด หรือไม่ก็เดินสวนบ้าง นั่งโต๊ะเยื้องๆ กับเขาบ้างตอนไปหาข้าวเที่ยงกินตรงตลาดนัดที่สีลมซอยสิบ

เสน่ห์จันทร์เลยคิดว่าตนกับพานพบได้เจอกันบ่อยกว่าที่คิด และคงเคยเดินเฉียดกันแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว เพียงแต่ไม่ได้สังเกตอีกฝ่ายมาก่อน เพราะถึงตอนนี้แม้ว่าจะได้รับความช่วยเหลือจากชายหนุ่มถึงสามครั้งสามคราแล้ว ซ้ำยังมีโอกาสสวมเสื้อคลุมตัวใหม่ของเขา และนั่งเล่นในห้องของฝ่ายนั้นเกือบสองชั่วโมง แต่ก็ไม่เคยพูดคุยอะไรกันอีกเลย

นอกจากนี้หญิงสาวยังถอยห่างจากชายหนุ่มเป็นพิเศษ ตอนที่เขาสวมเครื่องแบบชุดทำงานสีกรมท่าดูจริงจัง และมีเอกลักษณ์ต่างจากหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ที่เดินขวักไขว่บนถนนสายนี้

เพื่อนสนิทของเธอล้วนกรี๊ดกร๊าดกับยูนิฟอร์มของเขา

“ขึงขัง...”

“มาดแมน...”

ทั้งแก้วกุดั่นกับเขมิกาต่างก็ให้คำนิยามไว้แบบนี้

ทว่าสำหรับเสน่ห์จันทร์แล้ว กลับรู้สึกอยากอยู่ห่างๆ คนที่ทั้งขึงขังและมาดแมนคนนั้นมากกว่า ด้วยเหตุนี้หญิงสาวเลยพยายามรักษาระยะระหว่างตนกับพานพบอยู่เสมอ เวลาเจอกันอย่างไร้ทางเลี่ยง ก็มักจะพยักหน้าหรือไม่ก็ส่งยิ้มเจื่อนๆ ให้ตามมารยาท ไม่มากไม่น้อยไปกว่านั้น

คิดว่าพอถึงหน้าฝน ลูกจันออก จะลงมือทำน้ำกะทิลูกจันมาให้เขาเพื่อตอบแทนคุณ จะได้ไม่ติดค้างอะไรต่อกัน เพราะถึงเธอกับเขาจะพัก หรือทำงานอยู่ในตึกเดียวกัน แต่คนละบริษัท คนละสังคม ก็ไม่น่าจะได้มีโอกาสเจอะเจอกันบ่อยนัก

ทว่าเรื่องราวรอบตัวมักไม่เป็นไปตามที่เราคิดอยู่บ่อยๆ

จะว่าโชคชะตาเล่นตลกก็คงได้ เพราะจู่ๆ ก็มีฝนตกลงมากลางฤดูหนาว ที่ร้อนตับแลบของประเทศไทย ซ้ำยังตกเอาจริงเอาจังเหมือนไม่เคยตกมาก่อน

เสน่ห์จันทร์ยืนเหม่อมองสายฝนพร่างพรายเป็นสร้อยไข่มุกสีขาวนอกชานชลารถไฟฟ้าอย่างครุ่นคิด และดีใจที่ตอนตัดสินใจเข้าทำงานในบริษัทนี้และเลือกคอนโดที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า ก็ตัดใจส่งรถที่เคยขับก่อนหน้ากลับคืนให้พ่อโดยไม่ลังเล

เธอคิดถูกแล้วที่ไม่เลือกขับรถมาทำงาน เพราะไม่อย่างนั้นเช้านี้คงต้องลางานแน่  กรุงเทพมักเป็นอัมพาตเวลาฝนตก โดยเฉพาะฝนที่ตกตอนเช้าแบบนี้

หญิงสาวนึกขณะก้าวเดินลงบันไดสถานีรถไฟฟ้า พร้อมเตรียมตัวกางร่มไปด้วย แล้วตอนนั้นเองที่เสน่ห์จันทร์พบว่าคนที่ตนไม่อยากอยู่ใกล้กำลังเดินนำหน้าอยู่ในระยะห่างไม่เกินสามเมตร

จริงอยู่ว่าจากสถานีรถไฟฟ้าไปตึกที่ทำงานก็พอมีชายคาให้หลบฝนหรือเดินลัดเลาะตามตรอกซอกซอยไปบ้าง แต่ตอนนี้ใต้ชายคาที่ว่ามีคนจับจองพื้นที่ไปแล้วกว่าครึ่ง และถ้าฝืนเดินต่อก็คงต้องเปียกโชกไปทำงานแน่ๆ เพราะไม่ได้มีหลังคากำบังไปตลอดทาง

เสน่ห์จันทร์ไม่อยากเรียกเขาเข้ามาในร่ม แต่พอนึกถึงตอนที่ฝ่ายนั้นเคยช่วยตนเอาไว้ก็อดใจอ่อนไม่ได้ เธอเลยกัดฟันเร่งฝีเท้าขึ้น พร้อมกับร้องเรียกชื่อชายหนุ่มไปด้วย

พานพบที่รีบก้มหน้าก้มตาเดิน หันมามองคล้ายแปลกใจ เสน่ห์จันทร์เลยแข็งใจบอกอีกฝ่าย พร้อมชูแขนสูงขึ้นเพื่อยกร่มบังสายฝนให้แก่เขา

“ไปด้วยกันนะคะ เพราะยังไงเราก็ต้องไปทางเดียวกันอยู่แล้ว”

“แต่...”

“ไปเถอะค่ะ จะได้ไม่เปียก”

เขาเม้มปากน้อยๆ ก่อนมองมาคล้ายค้นคว้า

“คุณแน่ใจ”

“ค่ะ ไปสิคะ อย่ามัวแต่ถามอยู่เลย ฉันไม่อยากเป็นหวัด” เธอตัดบท พร้อมเร่งอีกฝ่าย

พานพบเลยพยักหน้าออกมาในที่สุด ก่อนแย่งร่มไปจากมือ

“ผมถือเอง”

เสน่ห์จันทร์ไม่อยากต่อปากต่อคำด้วย เพราะรู้สึกว่าฝนเริ่มลงเม็ดถี่ขึ้นทุกทีแล้ว ไอเย็นชื้นฉ่ำแทรกลงที่แขนและหยาดน้ำที่กระเซ็นถูกปลีน่อง จึงปล่อยให้อีกฝ่ายกางร่มให้ แต่พอเธอขยับออกห่าง พานพบก็กระเถิบมาหา พร้อมเอ็ดเบาๆ

“เดินดีๆ อยู่ในร่มด้วยสิคุณ เดี๋ยวเปียกนะ”

หญิงสาวอือออรับคำทั้งๆ ที่รู้สึกใจสั่นๆ มือก็เย็นไปหมด เหมือนมีเหงื่อซึมที่ไรผม ซ้ำขายังแข็งจนก้าวไม่ออก คนที่เดินลิ่วไปเลยหันมามองแปลกใจ ก่อนรีบย้อนกลับมาหา

“คุณเป็นอะไร”

“มะ...ไม่รู้” เธอตอบเสียงสั่น

“จะเป็นลมหรือเปล่า” เขาถามหลังจากพิจารณาใบหน้าเธอแวบหนึ่ง

“ไม่รู้...ฉันไม่เคยเป็นลม”

ชายหนุ่มนิ่วหน้า จากนั้นก็สั่งเสียงเข้ม

“งั้นจับแขนผมไว้นะ เราจะเดินไปด้วยกันช้าๆ”

เสน่ห์จันทร์มองท่อนแขนขาวสะอาดนอกเสื้อชอปสีกรมท่าเข้าที่ยืนมาให้แล้วส่ายหน้าดิก

“จะ...จับไม่ได้”

“ทำไม”

“ฉัน...จับไม่ได้จริงๆ”

อีกฝ่ายฟังแล้วก็หน้าบึ้ง สีหน้าแววตาบ่งชัดว่าไม่เข้าใจและกำลังขัดใจ

“ทำไมจะจับไม่ได้ จำไม่ได้หรือว่าผมเคยประคองคุณมาแล้วครั้งหนึ่ง”

พอท่อนแขนล่ำสันที่อยู่ภายใต้เสื้อสีเข้มมาโดนตัว เสน่ห์จันทร์ก็รู้สึกผะอืดผะอมจนอยากอ้วก และมือเย็นจัดขึ้นทุกที

“ฉะ...ฉันจำได้...แต่...”

แล้วเธอก็อาเจียนออกมาตรงนั้น ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของพานพบและคนที่เดินผ่านไปมา จากนั้นเสน่ห์จันทร์ก็ไม่แน่ใจนักว่าตนมาถึงออฟฟิศได้อย่างไร

 

“เขาหิ้วปีกแกมาเลย” แก้วกุดั่นเล่า ขณะคนโกโก้ร้อนให้เธอดื่ม

เสน่ห์จันทร์รับมาอย่างว่าง่าย แม้ว่าจะรู้สึกมึนงงอยู่บ้าง แต่เช้านี้เธอยังไม่ได้กินข้าวเช้า กลิ่นโกโก้หอมจรุงที่ปลายจมูกจึงกระตุ้นน้ำย่อยได้ไม่เลวเลยทีเดียว และช่วยให้ลืมเรื่องเสื้อผ้าชื้นๆ ที่ใส่อยู่ได้บ้าง

แต่ยังไม่ทันได้ยกแก้วขึ้นจิบก็ได้ยินเสียงเขมิกาพูดเสริมต่อ

“เขาบอกว่าแกอาเจียนแล้วก็เป็นลม ถ้าแกรู้สึกตัว ให้รีบโทรหาเขาด่วน”

พอจบประโยคนี้ เพื่อนทั้งสองก็พร้อมใจกันมองมาด้วยสายตาเคลือบแคลง ทำให้เสน่ห์จันทร์เย็นวาบที่แผ่นหลังอย่างบอกไม่ถูก

“พวกแกมองฉันแบบนั้นทำไม” เธอขมวดคิ้ว นึกโมโหหน่อยๆ ที่โดนสายตาค้นคว้าของทั้งสองขัดขวางการดื่มโกโก้อึกแรกไปเสียได้

คำถามนี้ทำให้สองสาวเหลือบมองหน้ากัน จากนั้นแก้วกุดั่นก็ชะโงกหน้าเข้ามาหาจนปลายจมูกแทบชนปลายจมูกแล้วถามกระซิบถามเสียงเบา

“แกท้องกับคุณพบหรือ”

“เฮ้ย!

เสน่ห์จันทร์สะดุ้งเฮือกกับคำถามนั้นจนโกโก้ในมือกระฉอกใส่กระโปรงสีเหลืองอ่อนที่สวมอยู่ เธอเลยถลึงตาใส่คนพูดอย่างไม่เกรงใจ

“แกจะบ้าหรือ เห็นฉันเป็นปลากัดหรือไงถึงแค่มองหน้าแล้วก็ท้องได้”

“ก็ใครจะไปรู้ละ แกอ้วก เป็นลม แล้วเขาก็พามาส่ง ซ้ำยังดูเป็นห่วงเป็นไยเสียขนาดนั้น” เขมิกาลอยหน้าตอบ ทำให้เสน่ห์จันทร์ค้อนใส่ขวับใหญ่

“คนความดันต่ำ ก็เป็นลมกับอ้วกได้”

“นี่แกเป็นความดันต่ำ?” แก้วกุดั่นหรี่ตามอง

“ก็อาจจะ” เธอแบ่งรับแบ่งสู้ ทั้งๆ ที่รู้ดีว่าไม่ใช่ พอเห็นทั้งสองทำหน้าเหมือนไม่อยากเชื่อ หญิงสาวเลยรีบเสริมต่อขึงขัง “ไม่งั้นจู่ๆ ฉันจะเป็นลมได้ไงล่ะ”

เขมิกาที่เป็นพวกหัวอ่อนเชื่อคนง่ายเลยคล้อยตามได้ไม่ยาก ฟังแล้วก็รีบแนะนำ

“เออ งั้นแกก็น่าจะลองไปตรวจร่างกายหน่อยดีไหม เผื่อเป็นลมขึ้นมาอีก แล้วคราวนี้ไม่มีคุณพบคอยช่วยจะทำยังไง”

“เอาไว้ช่วงหลังปีใหม่ละกัน” เธอรับปากส่งๆ ไป แต่แก้วกุดั่นกลับส่ายหน้า

“ฉันว่าแกรีบๆ ไปตรวจเถอะ จริงสิ แกอย่าเพิ่งกินโกโก้แก้วนี้เลย” เพื่อนตัวดีพูดพร้อมดึงแก้วเครื่องดื่มไปจากมือเธอ มิหนำซ้ำยังทายถูกอีกด้วยว่า “เพราะแกคงยังไม่ได้กินข้าวเช้ามาใช่ไหม จะได้ไปตรวจร่างกายให้ละเอียดทีเดียวเลย”

“แต่ผลตรวจร่างกายประจำปีของบริษัทเมื่องวดที่แล้วฉันก็ปกติดีนะ”

“งวดที่แล้วมันกี่เดือนเข้ามาแล้วยะ” แก้วกุดั่นไม่ยอมแพ้ “ก่อนแกย้ายมาที่นี่อีกมั้ง ไปเหอะ ไปตรวจใหม่”

“เอาแค่ไปหาหมอก็พอมั้ง” หญิงสาวไม่ยอมคล้อยตามง่ายๆ เขมิกาที่นิ่งฟังมาได้สักพักเองก็เห็นด้วย เลยพยักหน้าสนับสนุน

“เออ ไปหาหมอก็พอป่ะ แต่ต้องหมอที่ตรวจละเอียดหน่อย”

คำแนะนำนี้ทำให้แก้วกุดั่นตาใสเป็นประกาย

“งั้นไปหาพี่กั้งกัน”

พี่กั้งหรือ คุณหมอ หนึ่งนที ที่แก้วกุดั่นเอ่ยถึง คือพี่ชายข้างบ้านที่ฝ่ายนั้นแอบหลงรักอยู่  

ดังนั้นพอพูดจบ เพื่อนสนิทก็จัดแจงโทรศัพท์หาหนึ่งนทีทันที เสน่ห์จันทร์พยายามทักท้วงเท่าไหร่ก็ไม่ฟัง มิหนำซ้ำพอเจ้านายของเธอมาถึงบริษัท ทั้งแก้วกุดั่นกับเขมิกาก็รีบรายงานฝ่ายนั้น ทำให้เจ้านายชาวญี่ปุ่นผงกหัวรับขึงขัง ก่อนหันมาสั่งเธอในภาษาไทยสำเนียงญี่ปุ่นชัดเจน

“ไปหาหมอซะจันทร์ซัง มีอะไรจะได้รักษาได้ทัน”

เมื่อเจ้านายกำชับมาแบบนั้น เสน่ห์จันทร์เลยพูดไม่ออก ไม่รู้จะบอกทั้งหมดออกไปอย่างไร ว่าตัวเองเป็นโรคแพ้เสื้อชอป เห็นแล้วเครียด อยู่ใกล้แล้วจะเป็นลม!

การที่ต้องลางานไปโรงพยาบาลกะทันหันโดยมีแก้วกุดั่นประกบติดเป็นปาท่องโก๋ไปด้วย ทำให้หญิงสาวลืมที่พานพบบอกเอาไว้เสียสนิท แต่ถึงไม่ลืมก็โทรหาอีกฝ่ายไม่ได้แน่ เพราะเธอไม่มีเบอร์โทรของเขา


ทว่าพอตกเย็นชายหนุ่มกลับเป็นฝ่ายมาหาเธอแท คราวนี้ไม่รู้อะไรดลใจ เพราะเขาไม่ได้สวมเสื้อชอปเจ้าปัญหานั่นแล้ว แต่กลับสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดกับสูทสีเข้มแทน เสน่ห์จันทร์เลยพอจะสบตากับพานพบได้บ้าง ตอนคลี่ยิ้มแหยส่งให้อย่างเกรงอกเกรงใจ

“เมื่อเช้า ขอโทษนะคะ คุณคงตกใจแย่เลย”

“ครับ แล้วหมอว่ายังไงบ้าง”

หญิงสาวกะพริบตา นึกไม่ถึงว่าเขาจะรู้เรื่องนี้ เลยตวัดสายตาไปที่เขมิกาซึ่งกำลังแอบมองมาจากโต๊ะทำงานที่ตั้งอยู่หลังฉากกั้นที่มีชื่อบริษัทปรากฏอยู่ ฝ่ายนั้นหลบตาวูบอย่างมีพิรุธ ขณะที่พานพบเป็นคนไขปริศนาข้อนี้

“ผมเห็นคุณเงียบไป และนึกได้ว่าจริงๆ แล้ว เรายังไม่เคยแลกเบอร์โทรกันเลย เลยลองขึ้นมาหาคุณตอนเที่ยง แต่คุณยังไม่กลับมา”

“อ้อ...หมอบอกว่าฉันความดันต่ำนิดหน่อย แต่ยังไม่อยู่ในข่ายที่น่าเป็นห่วง เลยยังไม่ให้ยา แต่ให้เฝ้าสังเกตอาการแทน”

“งั้นก็ดีแล้ว”

พานพบพยักหน้า ก่อนส่งยิ้มบางๆ ให้เธอ จากนั้นก็กำชับอีกสองสามประโยคพร้อมยื่นนามบัตรให้แล้วบอกว่าถ้ารู้สึกไม่สบาย ต้องการความช่วยเหลือ ให้โทรหาเขาได้

เสน่ห์จันทร์รับคำเสียงอึกอัก จากนั้นกัดฟันแลกนามบัตรกับอีกฝ่าย

บรรดาเพื่อนร่วมงานของเธอรอจนมั่นใจว่าชายหนุ่มไปไกลแล้ว เขมิกากับแก้วกุดั่นก็ปราดเข้ามาหาทันที

“ไหนแกว่าแกไม่เป็นอะไรกับเขาไง” เขมิกาคนซื่อกระทุ้ง

“นั่นดิ ตกลงว่าแกเป็นหรือไม่เป็นกันแน่ ฉันจะได้ทำใจเรื่องพี่กั้งถูก”

แก้วกุดั่นถามแกมคาดคั้น น้ำเสียงมีความหวังเรืองรอง เพราะชอบหนึ่งนทีมาหลายปี แต่เรื่องนี้กลับเหมือนวัวพันหลัก เพราะคุณหมอหนุ่มกลับเห็นฝ่ายนี้เป็นแค่น้องสาวข้างบ้านเท่านั้น

ฝ่ายเพื่อนของเธอถึงจะต้องกินแห้วเป็นไร่ๆ แต่ก็ไม่หยุดรักหยุดห่วงฝ่ายชาย และพอเห็นหนึ่งนทีดีต่อเสน่ห์จันทร์เป็นพิเศษ ก็ตั้งใจทำหน้าที่เป็นกามเทพสื่อรักให้ทั้งสอง เข้าทำนองว่าถึงไม่ได้รักก็ขอให้ได้เห็นเขามีความสุข  

ซึ่งความสุขของหนึ่งนทีไม่ใช่ความสุขของเสน่ห์จันทร์ เธอไม่ได้คิดรักคิดชอบเขาจึงพยายามรักษาระยะห่างกับคุณหมอหนุ่มเรื่อยมา ดังนั้นพอครั้งนี้โดนแก้วกุดั่นคาดคั้นขึงขังก็อดไม่ได้ที่จะค้อนเพื่อนสนิทวงใหญ่

“ฉันจะเป็นหรือไม่เป็นอะไรกับคุณพานพบ แล้วเกี่ยวอะไรกับแกกับพี่กั้งฮึ อีกอย่างนะถ้าแค่แลกนามบัตรแล้วเป็นอะไรกัน แบบนี้ฉันมิต้องเป็นเมียลูกค้าเราหมดทุกคนหรือ”

คำถามนี้ทำให้มีเสียงหัวเราะคิกคักๆ ดังขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นแก้วกุดั่นก็ไม่ยอมเลิกราง่ายๆ

“ก็ถ้าไม่เป็นอะไรกัน แล้วทำไมเขาถึงได้เป็นห่วงเป็นไยแกนักล่ะ”

เสน่ห์จันทร์กลอกตาหนึ่งรอบ ก่อนตัดสินใจบอกออกมาว่า

“คงเพราะเราอยู่คอนโดเดียวกันมั้ง”

พอพูดจบก็ได้ยินเสียงกรี๊ดกร๊าดของเพื่อนร่วมงานที่เงี่ยหูฟังเรื่องนี้ดังขึ้น ซ้ำนิศาชล พนักงานฝ่ายบัญชีที่ไม่เคยพูดกันสักคำก็ร้องขึ้นมาว่า

“น่าอิจฉาที่สุด จันทร์อยู่คอนโดอะไร พี่จะได้ย้ายไปอยู่บ้าง”

เสน่ห์จันทร์บอกไป พร้อมมองคนถามกึ่งเชิญชวน

“ย้ายมาเลยเจ๊ จะเอาแบบไหนล่ะมีทั้งแบบให้เช่า กับแบบขายขาด”

“ใครบอกว่าพี่จะเช่าหรือซื้อฮึ” นิศาชลชี้นิ้วใส่เธอก่อนตอบเสียงเคลิบเคลิ้มว่า “พี่จะย้ายไปอยู่กับคุณพบต่างหาก”

หญิงสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่ตอนได้ยินคำตอบนั้น

“บอกตรงๆ นะว่าจันทร์ไม่เข้าใจเล้ย ว่าทำไมพวกพี่ถึงได้อยากมีผัวเป็นช่างฟิตกันนักนะ”

“หือม์?” คราวนี้เขมิกาอุทานเสียงยาว ซ้ำยังมองเธอเหมือนตกใจนิดๆ “แกว่าใครเป็นช่างฟิต”

“ก็คุณพานพบไง” เธอตอบเสียงจริงจัง

นิศาชลเบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อหู ส่วนเขมิกาถึงกับกุมขมับ และแก้วกุดั่นก็ยกมือทาบอก ทำปากพะงาบพะงาบอยู่นานกว่าจะเปล่งเสียงออกมาได้

“ไอ้จันทร์ แกจะบ้าหรือ คุณพบเขาเป็นช่างฟิตที่ไหนกัน”

“เขาเป็นช่างของศูนย์ซ่อมรถหลังตึกนี่ไง...”เธอตอบอย่างมั่นใจ คราวนี้เหมือนได้ยินใครบางคนในกลุ่มเพื่อนพนักงานที่ฟังอยู่ถึงกับเรอเอิ้กอ้ากออกมาทีเดียว เสน่ห์จันทร์เลยขมวดคิ้ว กวาดตามองเพื่อนๆ อย่างแปลกใจ “หรือเขาประจำที่ศูนย์อื่น”

“ไม่ใช่โว้ย เขาไม่ใช่ช่างฟิต”

แก้วกุดั่นถึงกับลืมตัวตะเบ็งเสียงใส่ ทำให้เขมิกาโผมาอุดปากไว้แทบไม่ทัน เพราะถึงจะเป็นเวลาเลิกงานแล้ว แต่ตอนนี้ยังมีเจ้านายชาวญี่ปุ่นอีกสองคนนั่งทำงานอยู่ด้านใน

“แก! ใจเย็น เบาๆ หน่อย เดี๋ยวอาซาโน่ซังก็ออกมาด่าเอาหรอก”

“ก็แกดูมัน คนอะไรตาต่ำยิ่งกว่าตาปลาที่เท้าซ้ายฉันอีก” ประชาสัมพันธ์คนสวยของบริษัทครวญคราง

เสน่ห์จันทร์ทำหน้ามุ่ย มองคนพูดอย่างไม่พอใจ

“ฉันไม่ได้ตาต่ำ แกแหละเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า”

“กุ้งฝอยไม่ได้เข้าใจผิดหรอก แต่จันทร์นั่นแหละที่เข้าใจผิด คุณพบเขาทำงานกับบริษัทรับวางระบบไอทีที่ชั้นสิบหกนี่ต่างหาก” ปะการัง สาววัยโสดวัยสามสิบกว่า ที่ชอบทำตัวเป็นเจ๊ใหญ่ของทุกคนร้องบอก

“หือ?

“เจ๊เขาจะบอกหนูว่า คุณพบเป็นคนไอทีจ้ะไม่ใช่ช่างฟิต” นิศาชลขยายความ ทำให้เสน่ห์จันทร์อ้าปากค้างจนเห็นไปถึงลิ้นไก่อยู่เกือบห้านาที

เธอกวาดสายตามองเพื่อนร่วมงานอย่างไม่อยากเชื่อหูตัวเอง

“แน่ใจนะ ว่าที่พูดมานี่มุก ไม่ใช่เปลือกหอย”

“มุกมิกิโมโตะ เกรดพรีเมี่ยมเลยย่ะ” แก้วกุดั่นชิงตอบ ก่อนมองเธออย่างเหยียดหยามไม่ปิดบัง “ถามจริงเหอะ ไอ้จันทร์ ทำไมแกถึงคิดไปได้ว่าคิวต์บอย สีลมอย่างคุณพบจะเป็นช่างฟิตที่อู่ซ่อมรถ”

“ก็...เขาใส่เสื้อชอป แล้ว...ฉันก็เห็นว่าที่ชั้นล่างนี้มีโชว์รูมรถอยู่”

“เสื้อชอปน่ะ มันเป็นยูนิฟอร์มพนักงานบริษัทญี่ปุ่นด้วย แกไม่รู้หรือ” เขมิกาทำท่าอ่อนใจ

เสน่ห์จันทร์ยิ้มแหย

“ก็พอรู้อยู่หรอก...แต่ใครจะคิดว่าบริษัทเขาจะให้พนักงานใส่เสื้อชอปมาทำงานออฟฟิศ ฉันคิดว่ามีเฉพาะให้หนุ่มโรงงานใส่เสียอีก ดูอย่างพวกเราก็ทำงานบริษัทญี่ปุ่นเหมือนกัน แต่ยังไม่ต้องใส่ เหมือนพวกที่ทำงานในโรงงานที่นวนคร” เธอค้านเสียงอ่อย

“เจ้ได้ยินมาว่า คุณพบเขาอยู่ฝ่ายขายหรือไงเนี่ย มีหน้าที่เป็นตัวแทนของบริษัทคอยเอนเตอร์เทนลูกค้า เลยต้องใส่ยูนิฟอร์มบ่อยกว่าเพื่อน”

“ทำนองเป็นหน้าเป็นตา เป็นราศีให้บริษัทและเพื่อนร่วมงานไงแก” แก้วกุดั่นเสริม ก่อนจุปากอย่างนึกขึ้นได้ “จริงสิ เขาเพิ่งให้นามบัตรแกไม่ใช่หรือ แกไม่ได้ดูเลยหรือไง”

“ดูแล้ว แต่ดูผ่านๆ” เธอตอบเสียงอ้อมแอ้ม

ยอมรับว่านึกไม่ถึงจริงๆ ว่าพานพบจะไม่ใช่ช่างฟิตประจำศูนย์ซ่อมรถยุโรปราคาแรง

แต่ไม่ว่าเขาจะเป็นอะไร ก็เปลี่ยนแปลงความจริงข้อที่ว่าฝ่ายนั้นต้องสวมเสื้อชอปสีกรมท่าเข้มที่ชวนขนลุกไม่ได้...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 82 ครั้ง

137 ความคิดเห็น

  1. #11 khwankhaws (@khwankhaws) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2561 / 20:48
    ช่วยพรูฟคำผิดนะคะ “เป็นห่วงเป็นใย” จ้า
    #11
    1
  2. #10 khwankhaws (@khwankhaws) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2561 / 20:48
    ช่วยพรูฟคำผิดนะคะ “เป็นห่วงเป็นใย” จ้า
    #10
    0