ผู้หญิงชั้นสิบแปด ผู้ชายชั้นสิบหก

ตอนที่ 11 : 6 | การเฉลิมฉลองที่เดียวดาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,108
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 75 ครั้ง
    31 ส.ค. 61

ลอดไฟที่ถูกติดระยิบระยับไปทั่วเมืองบ่งบอกชัดว่าเทศกาลปีใหม่ก็มาถึง แต่ปีนี้เสน่ห์จันทร์ไม่ได้กลับบ้าน เพราะแผนการต่างๆ ที่วางไว้รวนเรตั้งแต่ครึ่งปีที่ผ่านมา นอกจากนั้นถึงกลับไปก็ไม่มีใครอยู่เป็นเพื่อน พ่อไปทัวร์ต่างประเทศกับกลุ่มเพื่อนสนิท จริงๆ แล้วเธอจะตามไปสมทบด้วยก็ได้ แต่พวกท่านวางแผนไปเที่ยวครั้งนี้มาหลายเดือนแล้ว  เสน่ห์จันทร์รู้จักเพื่อนพ่อทุกคน และรู้จักครอบครัวพวกท่านด้วย แต่ไม่ได้สนิทสนมอะไร เลยไม่คิดจะเข้าไปแทรกเป็นยาดำทำให้ผู้ใหญ่หมดสนุก และก็ไม่คิดว่าตัวเองจะสนุกได้เต็มที่เหมือนกัน เวลาที่ต้องอยู่ท่ามกลางคุณลุงคุณป้ารุ่นใหญ่แบบนั้น เลยสมัครใจเคาน์ตดาวน์ที่กรุงเทพแทน

บอกตัวเองว่าปีที่ผ่านมาเป็นปีที่หนักสาหัสสำหรับตน ทั้งเลิกกับแฟน ยกเลิกงานแต่งงาน ไปฮันนีมูนคนเดียว ย้ายบ้าน เปลี่ยนงาน ถ้ามีเวลาว่างก็ควรพักให้มากๆ ชาร์ตพลังให้เต็มที่ การเคาน์ตดาวน์ที่ว่าเลยกลายเป็นการนอนอืดดูทีวีในห้องสลับกับท่องโลกโซเชียล

 แก้วกุดั่นที่เป็นสาวกรุงเทพไม่มีบ้านต่างจังหวัดให้กลับ และไม่ได้มีแผนไปเที่ยวไหน ทั้งยังไม่มีแฟน เพราะอ่อยเบอร์แรงแล้วไม่ติด ผิดกับเขมิกาที่ป่านนี้คงไปหน้าชื่นตาบานอยู่กับครอบครัวที่ภูเก็ตแล้ว เพื่อนรักเลยโทรศัพท์มานัดเธอให้ไปเคานต์ดาวน์ด้วยกันที่เซ็นทรัลเวิร์ล

“ไปนะแก พี่ก้ามกั้งก็ไปด้วย”

จริงๆ แล้วพี่ชายข้างบ้านของแก้วกุดั่นมีชื่อเล่นว่า กั้ง แต่แก้วกุดั่น ที่มีชื่อว่ากุ้งฝอย จัดแจงเรียกลับหลังเสียใหม่ว่า ก้ามกั้งนัยว่าจะได้เข้าคู่กับตนได้ราวพรหมเสกสรร เสน่ห์จันทร์ฟังทีไรก็หัวเราะขำทีนั้น คราวนี้ก็เช่นกัน หลังจากหัวเราะเสร็จเธอก็รีบปฏิเสธอย่างไม่ต้องคิด

“ไม่ละ ขี้เกียจไปเป็นก้างขวางคอแก”

“แล้วแกจะอยู่เหงาซึมเศร้าที่ห้องคนเดียวเนี่ยนะ” ฝ่ายนั้นถามอย่างไม่พอใจนัก

“ไม่เหงา ไม่ซึมเศร้าหรอก รับรองได้ ฉันมีอะไรดูเยอะแยะ”

“แต่ฉันอยากให้แกออกมา”
                “อะไรของแก” เธอชักขำ กับสุ้มเสียงจริงจังเกินจำเป็นของเพื่อนสนิท

แก้วกุดั่นเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนตอบเสียงแผ่ว เหมือนกลัวคนข้างบ้านจะได้ยิน

“ก็ถ้าแกไม่มา ฉันจะเอาข้ออ้างอะไรชวนพี่ก้ามกั้งไปเที่ยวละ”

เสน่ห์จันทร์ส่ายหน้าอ่อนใจ กับเหตุผลข้อนี้ เพราะนึกอยู่เหมือนกัน  เลยเสนอออกไป

“ก็ไปดูไฟ ไปเคาน์ตดาวน์ไง ไม่เห็นจะยาก”

“ยากโว้ย คนไม่ใช่แฟนกัน จะไปชี้ชวนกันชมไฟ ดูพลุ ไปนั่งนับถอยหลังเข้าปีใหม่ด้วยกันทำไม”

“ได้สิ ก็ไปเป็นเพื่อนกัน”

“ไม่อ่ะ พี่ก้ามกั้งไม่ไปกับฉันแน่ แกมาด้วยเถอะ”

เสน่ห์จันทร์ลอบผ่อนลมหายใจเฮือกโต อ่อนใจกับความขี้ตื้อของอีกฝ่าย

“กุ้งฝอย แกจะให้ฉันไปเป็นสะพานให้แกกับพี่กั้งแบบนี้ตลอดๆ ไม่ได้นะ”

“ก็ถ้าไปกันสองคน พี่ก้ามกั้งก็รู้สิ ว่าฉันแอบคลิกกับเขาอยู่”

“รู้แล้วยังไง แกออกเป็นสาวมั่น” เสน่ห์จันทร์ไม่เข้าใจ ในบรรดาพวกเธอสามคน แก้วกุดั่นเป็นคนที่ฉะฉาน ตรงไปตรงมา และดูมั่นอกมั่นใจ ไม่กลัวคน ไม่เกรงใจสายตารอบข้างมากที่สุด

“สาวมั่นก็กลัวหน้าแหกนะโว้ย...แล้วบ้านเราก็อยู่ติดกันด้วย เกิดอะไรขึ้น มองหน้ากันไม่ติด จะลำบาก อีกอย่าง พี่ก้ามกั้งเขาก็ชอบคุยกับแก ดังนั้นให้เขาเข้าใจว่าแกชวนเขาจะดีกว่า”

“เฮ้ย! ได้ไง” เธอร้องโวยวาย ก่อนรีบเสริมแทบไม่ทัน “แล้วเกิดเขาหันมาชอบฉันแทนแกล่ะ แกไม่แหกอกฉันตายรึ”

แก้วกุดั่นเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนบอกอย่างใจป้ำว่า

“ถ้าเป็นแก ฉันรับได้ นะจันทร์...ไปด้วยกันหน่อย”

เสน่ห์จันทร์พูดไม่ออก เพราะเธอนั่นละ ที่รับไม่ได้ ถ้าหนึ่งนทีจะหันมามองตนเข้าจริงๆ จะบอกว่าเขาไม่ใช่สเป็กของเธอก็ไม่ผิดนัก คงเพราะนายแพทย์หนุ่มเป็นคนสุภาพจัด ทั้งยังเจ้าระเบียบและรักความสะอาดไม่น้อย เคยเห็นกับตาว่าฝ่ายนั้นล้างมือคราวละสามนาที ซ้ำยังล้างถึงข้อศอกอยู่บ่อยๆ

ทว่าเสน่ห์จันทร์ไม่ใช่คุณนายเจ้าระเบียบและรักความสะอาด เธอถูบ้านกวาดบ้านวันเว้นวันหรือบางทีก็เว้นสองสามวัน มีเสื้อผ้าใส่แล้วกองเป็นตระกร้า รอซักพร้อมกันอาทิตย์ละครั้ง หรือบางทีก็สองอาทิตย์ครั้ง และถ้าวันไหนทำงานมาเหนื่อยๆ หญิงสาวก็สามารถคลานขึ้นเตียงทั้งชุดทำงานและถุงน่องพร้อมมาสคาร่าคาขนตาแล้วหลับได้ในพริบตา

เห็นชัดๆ ว่าคำยุของแก้วกุดั่นนั้นไม่มีวันเป็นจริงได้ แต่ความเกรงใจทำให้เสน่ห์จันทร์แบ่งรับแบ่งสู้

“ขอฉันดูก่อนนะ”

“ดูอะไรยะ ที่นอนดูทีวีมาสองวันนี้ยังไม่พออีกหรือ ไม่รู้ละ ฉันกับพี่ก้ามกั้งจะไปรอแกที่ลานเบียร์เซ็นทรัลเวิล์ดคืนสิ้นปี ถ้าแกไม่มาจะไปตามถึงคอนโดเลย”

แล้วคนพูดก็ตัดสายอย่างคนที่ชอบเอาแต่ใจตัวเอง

เสน่ห์จันทร์หน้ามุ่ย ทั้งๆ ที่รู้ว่าอีกฝ่ายไม่มีทางเห็น ยอมรับว่าเบื่อความเจ้ากี้เจ้าการของเพื่อนสนิท เพราะรู้ดีว่าฝ่ายนั้นเป็นห่วงที่เธอต้องอยู่คนเดียวในเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองนี้

ความปรารถนาดีข้อนี้ทำให้โกรธแก้วกุดั่นไม่ลง

เธอสนิทกับฝ่ายนั้นตั้งแต่เรียนมัธยม มาแยกจากกันตอนเสน่ห์จันทร์ไปทำงานที่บริษัทอิมพอร์ต เอ็กซ์พอร์ตที่ต่างจังหวัด แต่แก้วกุดั่นเลือกทำงานที่บริษัทนี้ ต่อมาพอเสน่ห์จันทร์พบมรสุมชีวิต คิดจะย้ายงาน เปลี่ยนที่อยู่ เพื่อนสนิทก็ช่วยหาทั้งงานและคอนโดให้ ทั้งยังสรรหากิจกรรมมาให้เธอทำ จะได้ไม่ต้องอยู่คนเดียว

แต่เสน่ห์จันทร์ยังอยากหลบเลียแผลใจสักพัก

การอยู่เงียบๆ ทำให้เธอได้มีเวลาไตร่ตรองเรื่องราวที่ผ่านมาได้มากขึ้น และได้ซ่อมแซมเรดาร์ในการคัดกรองหนุ่มๆ เพื่อจะได้ไม่ทำงานผิดพลาดอย่างคราวที่ผ่านมา เพราะแบบนี้หญิงสาวเลยนอนเอ้อระเหยต่อที่บนเตียง จนท้องเริ่มร้องจึงค่อยลุกขึ้น ตั้งใจจะต้มบะหมี่ซองกิน แต่นึกได้ว่ากินติดกันมาหลายมื้อแล้ว กลัวว่าผมจะร่วงหมดหัวเสียก่อน เธอยังไม่อยากเป็นลูกค้าวีไอพีของบริษัทตอนอายุแค่ยี่สิบห้า!

หญิงสาวเลยตัดสินใจว่าจะลงไปหาอะไรร้อนๆ กิน  

ถ้าจำไม่ผิดร้านที่พานพบซื้อมาฝากนั้น ใช้ได้ทีเดียว และคงเป็นร้านใหม่ที่เพิ่งเปิดเมื่อไม่กี่เดือนนี้เอง เพราะเธอยังไม่เคยไปลองกิน ได้แต่เดินผ่าน ส่วนร้านอื่นๆ นั้นเสน่ห์จันทร์เคยกินมาหมดแล้ว ทว่าทุกร้านล้วนผัดกระเพราใส่ถั่วฝักยาว บอกว่าไม่ให้ใส่ก็ใส่ แต่ร้านนั้นไม่ใส่ มิหนำซ้ำยังมีเห็ดฟางใส่มาด้วย ซ้ำไข่ดาวก็เป็นไข่เป็ดที่ถูกดาวมากรอบๆ  แบบที่เธอต้องการ

 

ร้านนั้นปิดไฟมืด เก้าอี้โดนยกขึ้นหมด และพอมองไปที่ประตูร้านที่เป็นกระจกใสก็เห็นป้ายกระดาษที่เขียนตัวหนังสือจิ๋วๆ บอกว่าร้านหยุดช่วงเทศกาลปีใหม่

เสน่ห์จันทร์เลยถอนหายใจเฮือกใหญ่ ลังเลระหว่างไปกินข้าวร้านอื่นที่เปิดอยู่หรือว่าสั่งอาหารผ่านไลน์แมนดี แต่แล้วจู่ๆ ตรงข้อเท้าก็มีอะไรที่อ่อนนุ่มคล้ายเส้นไหมมาถูไถ พอก้มมองไปก็เห็นแมวไทยสีดำปลอด จนมองเห็นแต่นัยน์ตาสีอำพันสุกสว่างจ้องมองมาอย่างออดอ้อน

“อีกา!

หญิงสาวอุทานอย่างดีใจ ก่อนย่อตัวลงนั่ง เกาคางให้มันอย่างรักใคร่ “แกหายไปไหนมาตั้งนานฮึ รู้ไหมฉันคิดว่าแกไปได้ดิบได้ดีเป็นกาในฝูงหงส์ไปเสียแล้ว”

อีกาส่งเสียงร้องเบาๆ พร้อมเอาหน้าถูไถมือเธอ ราวกับจะบอกว่าคิดถึงเธอเช่นกัน แต่เพียงครู่เดียวเท่านั้น มันก็ผละออก แล้วหันหลังให้ เดินแกว่งหางหนีไปต่อหน้าต่อตาอย่างสง่างาม

เสน่ห์จันทร์มองด้วยความแปลกใจ เพราะปกติแมวตัวนี้ชอบมานัวเนียคลอเคลียด้วยทีละนานๆ เธอเห็นมันมีกระพรวนห้อยคอ เลยคิดว่าน่าจะมีเจ้าของ แต่อาจโดนเลี้ยงแบบปล่อย เลยชอบหนีมาเที่ยวนอกบ้านเป็นประจำ หญิงสาวจึงนิ่งมองอยู่อึดใจหนึ่ง เจ้าอีกาเองก็หยุดเดินเหมือนกัน มันเหลียวหลังมามองก่อนจะวิ่งกลับมาหาอีกรอบ พร้อมเอาหัวถูต้นขาเธอใหม่ แต่พอเกาคางให้มันได้สักครู่ มันก็ผละหนีไปอีก แต่ก่อนไปคราวนี้มันร้องเสียงแปลกๆ ทำให้คนได้ยินขมวดคิ้ว

“แกอยากให้ฉันไปด้วย?

อีกาไม่ตอบ มันแค่มองเธอแล้วเดินจากไป ก่อนจะหยุดเดิน แล้วหันมามองอีกรอบ จนเสน่ห์จันทร์ตัดสินใจเดินตามมันไป

แล้วหญิงสาวก็พบว่าที่พุ่มต้นแก้วข้างหลังตึกมีลูกแมวสี่ตัวนอนซุกนางแมวสีขาวแต้มน้ำตาลอยู่ แม่แมวร้องเมี้ยวๆ ทักทายเจ้าอีกา ตอนที่มันตรงเข้าไปเลียลูกแมวที่นอนเรียงกันอย่างรักใคร่

เสน่ห์จันทร์เลยอมยิ้มออกมาอย่างขำขันระคนยินดี

“ฉันก็นึกว่าแกหนีไปเที่ยว ที่ไหนได้ หนีมามีเมียมีลูกนี่เอง” พูดจบก็เอียงคอมองครอบครัวเมี้ยวๆ ตรงหน้าอย่างครุ่นคิด

เห็นชัดว่าเรื่องเมียกับลูกนี้ เจ้าของกระพรวนที่ห้อยคอมันคงไม่รู้ไม่เห็นด้วย ดังนั้นช่วงที่ผ่านมาเจ้าอีกากับเมียคงลำบากไม่น้อย เพราะขนพวกมันไม่ขึ้นมันปลาบอย่างที่ควรจะเป็น ซ้ำเจ้าอีกาที่เคยอ้วนท้วนสมบูรณ์จนเธอเคยอยากคิดเปลี่ยนชื่อเป็นหมูป่า ก็ผอมจนซี่โครงขึ้น

เป็นพ่อ เป็นแม่ ไม่ว่าจะคนหรือแมวนี่มันยากจริงๆ

เสน่ห์จันทร์คิดพร้อมบอกพวกมันเสียงอ่อนโยนว่า

“เอางี้...ฉันจะเลี้ยงบุฟเฟ่ต์ปลาซาร์ดีนในน้ำแร่พวกแกสองตัวผัวเมียไม่อั้น เป็นของรับขวัญมิ้วน้อยพวกนี้นะ”

ไม่รู้มันฟังเข้าใจหรือเปล่า แต่เจ้าอีกากับเมียไม่ได้สนใจเธออีกแล้ว ตัวหนึ่งก้มหน้าก้มตาเลียขนให้ลูกที่เริ่มอ้าปากควานหานมแม่ อีกตัวก็นอนนิ่งให้ลูกๆ กินอาหารตามสบาย

หญิงสาวเลยรู้สึกตัวเองเป็นส่วนเกินแปลกๆ และลืมเรื่องความหิวไปหมดสิ้น เธอไปร้านสะดวกซื้อที่ใกล้ที่สุด แล้วจัดแจงซื้อปลากระป๋องในน้ำแร่ ที่ดูแล้วว่าปริมาณโซเดียมน้อยที่สุดในร้านมาสองกระป๋อง กับจานกระดาษแพ็คหนึ่ง แต่พอเสน่ห์จันทร์กลับไปถึงที่ซ่อนตัวของเจ้าแมวน้อยกลับเห็นร่างสูงโปร่งของใครคนหนึ่งกำลังนั่งยองๆ มองพวกมันอยู่ เบื้องหน้าเขามีจานกระดาษคล้ายๆ แบบที่เธอซื้อมา และบนนั้นก็มีปลาทูทอดซึ่งโดนอีกากับเมียกินไปบ้างแล้ว

เสน่ห์จันทร์จึงชะงักกึกอย่างคิดไม่ถึง

ไม่นึกว่านอกจากตนแล้วจะมีคนอื่นแอบให้อาหารเจ้าอีกาอีก

และ...

พานพบคือคนคนนั้น

เธอเลยไม่อยากรบกวนเขา ตั้งใจจะหลบออกไปให้เร็วที่สุด แต่ชายหนุ่มกลับหูดี เขาหันขวับมาทันทีที่เสน่ห์จันทร์ขยับตัว

สีหน้าที่เคยรื่นรมย์เป็นนิตย์ของฝ่ายนั้นปรากฎแววเคร่งเครียดขึ้นลางๆ คงเพราะที่คอนโดนี้มีกฎว่าห้ามเลี้ยงสัตว์ หมาจร แมวจร ต้องโดนกำจัดออกไปให้หมด ซึ่งคนส่วนมากในคอนโดก็ให้ความร่วมมือกับนิติฯ ส่วนรปภ.ที่เฝ้าตึกก็คอยสอดส่องอยู่เสมอ

เพียงแต่กฎเกณฑ์ต่างๆ มักมีช่องโหว่

โดยเฉพาะกับแมวที่มีความคล่องแคล่วว่องไว ฝีเท้าปราดเปรียวกว่าหมา จึงมีแมวจรมาหลบอาศัยอยู่บ้างในบางช่วงบางเวลา และถ้าแมวตัวนั้นเกิดโชคดี ได้เจอกับผู้อาศัยที่ไม่รังเกียจแมว มันก็จะมีโอกาสได้อิ่มท้องและได้ที่ซุกหัวนอนโดยไม่มีคนกวนไปอีกพักหนึ่ง

อย่างเช่นเจ้าอีกาเป็นต้น

ดังนั้นเสน่ห์จันทร์จึงยิ้มหวานส่งให้อีกฝ่ายอย่างประจบเอาใจ พร้อมถามเขาเสียงสดใสอย่างหมายจะบอกให้ชายหนุ่มรู้ว่าเธอไม่ได้ต่อต้านการกระทำนี้

“ฉันกะจะเลี้ยงบุฟเฟ่ต์เป็นของขวัญแต่งงานให้อีกากับแฟนเสียหน่อย แต่คุณกลับมาตัดหน้าไปเสียฉิบ แบบนี้ฉันก็ต้องติดหนี้มันข้ามปีสิคะ”

คำพูดนั้นทำให้สีหน้าของพานพบคลายความเครียดขึงลงไปอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่คิ้วข้างหนึ่งของเขาเลิกขึ้น

“อีกา?

เสน่ห์จันทร์หัวเราะเสียงแห้งอย่างขัดเขิน

“แมวดำนั่น ฉันตั้งชื่อมันว่าอีกา”

“อ้อ” เขาอมยิ้ม

“คุณเรียกมันว่าอะไร”

“ก็เรียกไอ้เหมียว”

หญิงสาวได้ยินแล้วก็ย่นจมูก ก่อนต่อว่าเสียงไม่จริงจัง

“ไม่มีจินตนาการเลย”

พานพบหัวเราะเบาๆ ออกมา และนี่เป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่เธอกล้ามองหน้าเขาตรงๆ แต่เป็นครั้งแรกที่เห็นฝ่ายนั้นหัวเราะเลยรู้สึกแปลกๆ เหมือนใบหน้าขาวสะอาดของอีกฝ่ายสว่างไสวเรืองรอง สะกดสายตาไม่ให้ละหนีไปไหน จนดวงตาหลังเลนส์ใสคู่นั้นจ้องมองมาพร้อมแววล้อเลียน และเสียงห้าวทุ้มเอ่ยขึ้น เสน่ห์จันทร์ถึงรู้สึกตัว

“แล้วต้องมีจินตนาการเบอร์ไหน ถึงจะเรียกแมวว่าอีกาได้” เขาพูดคล้ายจะล้อ

หญิงสาวทำแก้มป่อง มองค้อนเขานิดหนึ่ง

“คุณจะไปรู้อะไร เพื่อนฉันยังตั้งชื่อนกว่าปลาหมึก ตั้งชื่อหมาว่าไอ้ทุยเลย”

“เพื่อนคุณทำงานอะไร”

“วาดรูป”

ตอบจบก็รู้สึกใบหูทั้งสองข้างร้อนผ่าวขึ้นทันที เพราะจู่ๆ ความหิวที่ลืมไปชั่วคราวก็สะกิดเตือนอีกรอบ คราวนี้มันตักเตือนเธอด้วยการส่งเสียงร้องดังโครกครากอย่างน่าละอาย

รอยยิ้มแกมขบขันเลยระบายจางๆ บนใบหน้าขาวสะอาดของอีกฝ่าย

“จินตนาการคือมายา ข้าวปลาคือของจริง เคยได้ยินไหมครับ”

คำถามนั้นทำให้เสน่ห์จันทร์มองคนพูดงุนงง ชายหนุ่มเลยขยายความพร้อมพูดเสียงจริงจังกว่าเดิม ด้วยการตั้งคำถามต่อ

คำถามที่...เธอคิดไม่ถึง

“ไปกินข้าวกันไหมครับ”

“คะ?

“ไปไหมครับ...”  พานพบถามซ้ำ

ดวงตาชายหนุ่มทอประกายอบอุ่นแจ่มใส และเปิดเผยทำให้เสน่ห์จันทร์รู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจอย่างน่าประหลาด ที่สำคัญ...คือเธอเองก็หิวมากเหมือนกัน หญิงสาวเลยพยักหน้ารับคำในที่สุด

 

แต่คงเพราะเป็นตอนบ่ายแก่แล้ว ร้านอาหารแถวๆ นั้นจึงปิดเกือบหมด ไม่อย่างนั้นก็เหลือแต่ของดูแล้วไม่น่ากิน  พานพบเลยหันมามองหญิงสาวที่เดินมาด้วยอย่างครุ่นคิดก่อนเอ่ยปากถาม

“ไปหาอะไรกินที่เซ็นทรัลเวิร์ดกันไหมครับ”

เธอมองเขาคล้ายไม่เชื่อหูตัวเอง

“ถึงยังไงเราก็ต้องออกไปหาอะไรกินอยู่ดี นั่งรถไฟฟ้าเลยไปอีกหน่อย ก็จะได้ดูพลุ ฉลองสิ้นปี อีกอย่างเพื่อนผมทำลานเบียร์ มันชวนให้ไปหลายทีแล้ว แต่ผมไม่ว่างสักที”

เสน่ห์จันทร์หลุบตาลงอย่างลังเล

นี่มันเหมือนคำชวนไปเดต...กินข้าว ฟังเพลง ดูพลุ และฉลองขึ้นปีใหม่ด้วยกัน

แต่...นอกจากชื่อ กับที่ทำงานของอีกฝ่ายแล้ว เธอก็ไม่รู้จักอะไรเกี่ยวกับเขาเลย หญิงสาวเลยท้วงออกไป

“แต่ลานเบียร์ ตอนบ่ายสี่เนี่ยนะคะ”

เขาหัวเราะเบาๆ

“เราไม่ได้เป็นลูกค้า แต่เป็นเพื่อนกับเจ้าของด้วย ไปเร็วหน่อยไม่เป็นไรหรอก อีกอย่าง แม่ครัวร้านเพื่อนผมคนนี้ทำอาหารอร่อย ยิ่งพวกยำๆ ตำๆ ทำได้แซบมาก คุณน่าจะชอบ”

เสน่ห์จันทร์ขมวดคิ้ว นึกไม่ออกว่าทำไมพานพบถึงรู้ เขาเลยเฉลยในนาทีต่อมา

“ผมเจอคุณที่ตลาดนัดห้าครั้ง เห็นคุณกินยำขนมจีน หรือไม่ก็ส้มตำ เสียสี่ครั้ง”

“คุณจำได้ขนาดนั้น?” เธอเบิกตากว้าง มองเขาอย่างไม่อยากเชื่อ

ชายหนุ่มยักไหล่

“ไม่เห็นต้องใช้ความจำอะไรเลย”

“แล้วคุณไม่ต้องไปฉลองกับเพื่อนหรือครอบครัว?

“ผมฉลองกับเพื่อนก่อนหน้านี้มาหลายยกแล้ว ส่วนครอบครัว ปีนี้ไม่มีใครว่าง...” เขาตอบยิ้มๆ ก่อนกะพริบตาเหมือนนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “หรือถ้าคุณติดไปงานเลี้ยงกับเพื่อนก็ไม่เป็นไรนะครับ”

“ไม่ค่ะ คืนนี้ฉันไม่มีนัด”

เธอปฏิเสธลืมเรื่องที่แก้วกุดั่นโทรมาชวนไปเสียสนิท คงเพราะกำลังหิวมาก และได้พักผ่อนเต็มที่จนไม่นึกอยากทนอุดอู้อยู่ในห้องแล้ว เลยตกปากรับคำออกไป  

คิดว่าการได้ออกไปเปลี่ยนบรรยากาศกับคนแปลกหน้าเพื่อต้อนรับปีใหม่ที่กำลังมาถึงน่าจะทำให้ชีวิตที่เงียบเหงาปราศจากสีสันในช่วงหลายเดือนนี้ สดใสขึ้นมาบ้าง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 75 ครั้ง

137 ความคิดเห็น