[SEVENTEEN] :;All17Story

ตอนที่ 4 : SF:: Something I need :; Suga x Jeonghan #1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 101
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    10 พ.ย. 59


SF :: Something I need….

Suga x Jeonghan

Music: One step – Hyorin Ft.Jay Park

Word : 3,728

 

คุณว่าบางทีเราก็ควรต้องเลือกมั้ย? ว่าเราควรเดินเข้าไป หรือว่าเราควรถอยออกมา กลับไปเป็นอย่างที่เป็นอยู่ หรือยอมที่จะเดินต่อถึงแม้รู้ดีว่าไม่สมควร...หรือมีทางเลือกที่ดีกว่านี้?

 

ก๊อก ก๊อก...

 

เสียงเคาะประตูจากหน้าห้องเรียกให้ผมที่กำลังรินนมใส่แก้วทรงสูงลายสวยต้องหยุดชะงักมือลงและค่อยๆเดินไปเปิดประตูหน้าห้องด้วยความสงสัยที่ว่าจะมีใครยังไม่ได้นอนถึงได้เคาะประตูหน้าห้องในเวลาแบบนี้กัน?

 

เมื่อผมเอื้อมมือไปปลดโซ่คล้องประตูและเปิดประตูออกก็พบกับพี่ชายที่เป็นลูกพี่ลูกน้องคนสนิทยืนส่งยิ้มให้ด้วยใบหน้าร่าเริงสุดชีวิตที่ต่างจากใบหน้าของผมตอนนี้ที่ทั้งง่วงและงุนงงกับการปรากฏตัวของคนตรงหน้า

 

ทิ้งความสงสัยทั้งหมดไว้และเชิญให้คนด้านนอกเดินเข้ามาในห้องเพื่อเริ่มบทสนทนาที่น่าสงสัยแต่แปลกที่คราวนี้พี่ชายยอมพาเพื่อนที่เขาเพิ่งเคยเห็นหน้าครั้งแรกมาที่ห้อง ทั้งๆที่เมื่อก่อนนี้ปฏิเสธเพื่อนทุกคนเพราะเกรงใจและเพื่อปกป้องผม ปกป้องด้วยการไม่แนะนำผมให้เพื่อรู้จักเลยสักคน

 

“ลมอะไรหอบมาเนี่ยพี่ซอกจินร้อยวันพันปีไม่เห็นจะอยากกลับห้อง”

 

“ลมความคิดถึงอ่ะดิ...ว่าแต่เหมือนจะอ้วนนะ ดูกลมขึ้นเยอะเลยนะตรงนี้”

 

ว่าแล้วก็แกล้งแหย่คนถามด้วยคำถามสุดกวนพร้อมด้วยส่งมือไปจิ้มตรงนู่นทีตรงนี้ทีก่อนที่จะได้รับคำตอบแทนเป็นค้อนวงโตที่ผมส่งไปให้จนพี่ชายที่ชื่อจิน หรือ ซอกจินต้องส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ

 

“นี่คำทักทายเหรอ?”

 

“แหม...ก็มันจริง ก็เธอดูกลมขึ้นจริงๆนี่หน่า...”

 

“จะไม่อ้วนได้ยังไงกันเล่า ก็ไม่ได้ออกไปไหนเลยนี่ กลับจากเรียนก็มากินข้าวอาบน้ำนอน”

 

ผมหันไปตอบกลับพี่ชายไปและทำหน้ามุ่ยขัดใจให้ไปอีกครั้งจนพี่ชายตัวใหญ่ขี้แกล้งต้องมากอดปลอบซึ่งดูเหมือนว่าจะไม่ได้สนใจคนที่พามาด้วยเลยแม้แต่นิดเดียวจนคนที่นั่งฟังบทสนทนาอยู่ต้องส่งเสียงกระแอมกระไอขัดจังหวะผมกับพี่ชายที่คุยกันไม่เกรงใจเขาเลย

 

“อะแฮ่มม...ขอโทษนะ”

 

“อ่อ อ้าวเออ ลืมไปเลยๆ มานี่สิจองฮันอา พี่จะแนะนำเพื่อนให้รู้จัก”

 

ตัวผมถูกลากให้เดินตามแรงจูงมือของพี่ชายเข้าไปหาเพื่อนที่ตนเองพามา ชายหนุ่มตรงหน้าจดจ้องผมไม่วางตาจนผมเองต้องเป็นฝ่ายหลบตาไปเสียก่อนและหันกลับไปสนใจพี่ชายของตัวเองดังเดิม

 

“นี่เพื่อนพี่เอง...ชื่อยุนกิ เพื่อนสมัยเรียนอ่ะ เธอจำมันไม่ได้หรอกไม่ได้เจอนานแล้ว”

 

“อ่อ...ครับ จองฮันครับ ยุนจองฮัน” ผมค้อมตัวเล็กน้อยเพื่อทำการทักทายส่งไปให้คนตรงหน้าที่ทำเพียงส่งยิ้มกลับมาเท่านั้น

 

“อีกเรื่องนึงที่สำคัญมากๆเลยนะจองฮัน...คือพี่จะขอให้เพื่อนเข้ามาอยู่ที่นี่สักพัก”

 

“ห้ะ!!!!” เสียงร้องดังลั่นของจองฮันทำให้คนทั้งคู่ต้องตกใจ ดวงตากลมโตมองพี่ชายด้วยคำถามมากมายที่ต้องการคำตอบ

 

“พี่...มาคุยกันให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้เลย...พี่ยุนกิทำตัวตามสบายนะครับ”

 

ไม่ว่าเปล่ายังลากพี่ชายของตัวเองเข้าไปในห้องนอนพร้อมกับปิดประตูห้องอย่างเร่งรีบและหันไปมองเจ้าพี่ชายตัวแสบที่ทำเพียงยิ้มส่งมาให้ มือเล็กกุมที่ขมับตัวเองเล็กน้อยและทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงช้าๆ

 

“พี่...ทำไมอยู่ๆพี่จะให้เขามาอยู่ที่นี่ ทั้งที่เมื่อก่อนนี้เพื่อนแม้แต่คนเดียวก็ไม่เคยพามา”

 

“เพราะพี่ไว้ใจมันไงจองฮัน...เอาหน่าถือว่าช่วยพี่สักครั้งนะ มันเพิ่งเข้ามาโซลยังหาห้องไม่ได้ พี่สงสารมัน”

 

“แต่พี่ก็ต้องสงสารชั้นด้วยสิ...ชั้นต้องอยู่กับคนที่ชั้นไม่รู้จักนะ”

 

ผมเอ่ยขึ้นอย่างไม่พอใจกับคำพูดของพี่ชายที่ปกป้องเขามาตลอด จินทำเพียงถอนหายใจอยู่เพียงครู่หนึ่งก่อนจะนั่งคุกเข่าลงไปตรงหน้า มือหนาเอื้อมไปกุมมือเล็กของผมเอาไว้เพื่อเรียกให้คนตรงหน้าหันมาสบตากับเขาซึ่งนั้นก็ได้ผล

 

“จองฮันอ่า...มันไว้ใจได้ เชื่อพี่สิ ไม่งั้นพี่ไม่พามันมาอยู่กับเราหรอกนะ พี่ยังปกป้องเราอยู่เสมอไม่ต้องกลัวนะ เพราะพี่จะไม่ทำพลาดอีก”

 

“...”

 

“นะจองฮัน...ช่วยมันสักครั้งเถอะ พี่สัญญาถ้ามันหาที่พักได้แล้วพี่จะพามันย้ายออกไป”

 

หลังจากที่จินเกลี่ยกล่อมผมอยู่สักพัก ตัวผมเองก็ทำได้เพียงแค่พยักหน้าไปให้เท่านั้น พี่ชายตัวสูงดึงตัวของผมเข้ามากอดหลวมๆเป็นการขอบคุณที่ยอมให้เพื่อนมาอยู่ที่นี่ได้ในระยะหนึ่งซึ่งก็ยังถือว่าดี

 

“โอเค งั้นก็ตามนี้นะ...คิดซะว่ามันเป็นพี่ชายอีกคนก็แล้วกัน”

 

“ครับ...เพราะพี่มาขอร้องเถอะนะชั้นเลยยอม”

 

พี่จินยิ้มให้ผมและส่งมือไปยีผมยาวสวยของผมเสียยุ่งเหยิงและดึงตัวเข้ามากอดอีกครั้งพลางถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะผละออกจากอ้อมกอดและจูงมือผมให้เดินตามออกมานอกห้องนอนเพื่อพบกับบุคคลที่สามอีกครั้ง

 

“ยุนกิ งั้นมึงนอนห้องกู ส่วนของที่เหลือค่อยว่ากัน”

 

ชายหนุ่มตัวขาวทำได้เพียงพยักหน้ารับเท่านั้นไม่มีคำพูดใดออกมาเลยแม้แต่น้อยจนผมเองก็ได้แต่คิดในใจว่าเพื่อนพี่ชายคนนี้คงเป็นมนุษย์ที่ปฏิสัมพันธ์เข้าหายากเกินไปจนน่ากลัว และมันคงเป็นอย่างนั้นจริงๆ

 

พี่จินพาพี่ยุนกิไปเดินดูที่ห้องก่อนจะพูดคุยกันอยู่สักพักพี่ชายตัวสูงก็ขอตัวก่อนเพราะแฟนโทรตาม บรรยากาศภายในห้องตอนนี้ที่เหลือกันเพียงสองคนมันช่างน่าอึดอัดซะเหลือเกินยิ่งคนขี้อายมาอยู่กับคนไม่พูดแบบนี้แล้วด้วยยิ่งสร้างความเงียบให้คนทั้งคู่ได้ไม่ยาก อย่าเงียบแบบนี้ดิ ไม่ชินเลย อยู่คนเดียวแล้วเงียบมันไม่เท่าไหร่ แต่นี่มีสองคนแล้วเงียบ

 

มันน่ากลัวอ่ะ

 

“เอ่อ...คือ ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว พี่ไปพักเถอะครับ”

 

“แล้ว....” พี่ยุนกิถามขึ้นเพียงคำๆเดียวก่อนจะเปลี่ยนเป็นชี้มาทางเขาแทนการพูดประโยคต่อไป เออ ผมเข้าใจแล้วว่าจะหมายถึงอะไร

 

“อ่อ...ผมต้องทำงานต่อน่ะครับ... พี่นอนเถอะครับ”

 

“งั้น...ราตรีสวัสดิ์นะ”

 

ผมทำเพียงแค่พยักหน้าส่งไปให้พี่ชายคนใหม่ที่ตอนนี้เดินหันเข้าห้องและปิดประตูห้องนอนไปแล้ว ทำได้แค่ถอนหายใจออกมาและทิ้งตัวลงบนโซฟาอย่างแรงอย่างเหนื่อยล้า สถานการณ์แบบนี้เป็นเรื่องที่ไม่ดีเอาเสียเลยสำหรับผม ทำได้แต่ทิ้งความคิดนั้นเอาไว้และรีบเร่งไปพิมพ์งานต่อให้เสร็จโดยที่ไม่ลืมจะหยิบนมจากในห้องครัวไปด้วย

 

[08.30 น.]

 

เวลาในช่วงเช้าในฤดูหนาวเป็นเวลาที่ผม ยุนจองฮันคนนี้ไม่เคยอยากจะลุกขึ้นจากที่นอนเลย และยิ่งเมื่อเป็นช่วงที่เพิ่งได้ล้มตัวลงนอนเมื่อไม่นานมานี้แล้วด้วย การบังคับเปลือกตาให้ลืมขึ้นมันช่างยากเหลือเกิน ยากเกินไปสำหรับยุนจองฮันจอมนอนแผ่

 

ใช้เวลาในการทำใจลุกจากเตียงเพื่อเข้าไปอาบน้ำเตรียมตัวไปเรียนอยู่สักพักหนึ่ง และเดินออกมาพร้อมกับชุดยูนิฟอร์มหาลัยเรียบร้อยพร้อมกับกระเป๋าเป้ใบโปรดที่พี่ชายเป็นคนซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิด

 

เดินลัดเลาะเข้าไปในโซนเล็กๆที่เป็นห้องครัวก็พบแต่กระดาษโน้ตแปะทิ้งไว้ที่หน้าตู้เย็นเป็นลายมือที่ค่อนข้างอ่านยากพอสมควร เป็นข้อความสั้นๆใจความว่าออกไปข้างนอกเพียงเท่านั้นทำให้ผมเพียงแค่หัวเราะออกมาเบาๆเท่านั้น

 

ก็ถ้าจะพูดน้อยจนขนาดโน็ตก็ต้องเขียนสั้นขนาดนี้ล่ะก็นะ....

 

หลังจากที่กินข้าวเช้าเป็นที่เรียบร้อย ก็พาตัวเองมาขึ้นรถไปมหาวิทยาลัยอย่างเร่งรีบเพื่อที่จะเอารายงานที่เมื่อคืนนั่งพิมพ์ไปให้เพื่อนดูก่อนจะส่งไปให้อาจารย์ในวอาทิตย์ถัดไป ในระหว่างที่กำลังเดินไปที่ป้ายรถเมล์เพื่อขึ้นรถไปโรงเรียนกลับเหลือบเห็นพี่ชายร่วมห้องเดินอยู่อีกฝั่งหนึ่งของถนน

 

ใบหน้าที่ดูเหนื่อยล้ากับเป้สะพายหลังที่เหมือนกับแบกอะไรสักอย่างไว้ทำให้ร่างบางที่มองอยู่ต้องหมวดคิ้วอย่างสงสัย ทำไมเหมือนรุ่นพี่ร่วมห้องมีท่าทีรีบร้อนแบบนั้น แล้วอีกอย่างมีธุระแต่เช้าแบบนี้มันเป็นธุระประเภทไหนกันล่ะ?

 

พอนึกไปนึกว่าก็รู้สึกว่ามันไม่ได้เป็นเรื่องของตัวเองเลยสักนิด ได้แต่สะบัดหัวไล่ความคิดต่างๆต่อเพื่อนพี่ชายและแอบหัวเราะกับความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองถ้าจะสงสัยขนาดนี้ก็วิ่งไปถามเลยดีมั้ยเล่าจองฮันเอ๊ย แต่พอหันมองรถอีกทีมันก็ขับมาจอดตรงหน้าซะแล้วทำให้ต้องรีบวิ่งไปขึ้นรถเมล์ที่เพิ่งขับจอดเมื่อครู่นี้ก่อนที่มันจะขับออกไป

 

เมื่อถึงมหาวิทยาลัย ก็เดินไปหากลุ่มเพื่อนที่นั่งรวมกันอยู่ที่โต๊ะใต้ตึกคณะ เสียงคุยโหวกเหวกลั่นไปทั่วตึกจนตัวเข้าเองก็อดจะอุดหูก่อนจะเดินไปหย่อนตัวนั่งไม่ได้ นับวันยิ่งทำตัวน่ารำคาญต่อสังคมมากขึ้นจริงๆเพื่อนเขา

 

“มาแล้วเหรอแม่นางฟ้ายอดยาหยี”

 

ผมหันไปมองเพื่อนที่เข้ามานั่งข้างๆพร้อมทิ้งหัวลงบนไหล่เขา พิงกันยังไม่พอยังเอาหัวมาถูไถไปมาชวนหัวเราะออกมาบวกกับคามรำคาญเล็กน้อยด้วยเหอะก่อนจะเอามือดันหัวอีกคนออกเป็นการแกล้ง ส่วนเจ้าคนโดนแกล้งก็ทำได้เพียงหน้ามุ่ย และก็ยังกลับมาทำแบบเดิมอีก

 

แทฮยองอ่า มันจั๊กจี้นะ ออกไปเลย”

 

“ทำตัวน่ารำคาญได้ตลอดเลยเหอะ!

 

เพื่อนอีกคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามกับเจ้าเพื่อนตัวดีเอาเศษกระดาษปาใส่หน้าเจ้าแทฮยองเพื่อนตัวป่วน มีเหรอที่ไอแทฮยองมันจะยอม มันก็แกล้งคืนสิครับอย่าไปรอ และพอแกล้งกันไปแกล้งกันมาก็งอนกันซะอีก ให้ตายเหอะ สาบานเลยว่ามันต้องมีอะไรในก่อไผ่

 

อ่อ...เพื่อนคนนี้ชื่อ จองกุกครับ...

 

ผมเรียนรุ่นเดียวกับเด็กปี ’96 ครับ เพราะผมเกิดปลายปี เพื่อนๆส่วนใหญ่ก็เป็นเพื่อนรุ่นนี้หมดมีผม แทฮยอง จีซูแค่นี้แหละที่เกิดปี ’95 นอกนั้นเกิด ’96 รวมๆก็หลายคนอยู่ครับทั้งซูนยอง วอนอู จุนและจองกุก ก็เลยไม่ต้องสงสัยว่าทำไมมันถึงได้เสียงดังรบกวนโสตประสาทผู้คนขนาดนี้

 

“เออ..จองฮันที่บอกในกลุ่มว่ามีคนมาอยู่ร่วมห้องด้วยนี่ใครว่ะ?”  

 

“นั้นดิ พี่ชายยอมให้อยุ่ร่วมห้องด้วยเหรอ แม่งแปลกๆว่ะ”

 

อย่าว่าแต่พวกมันแปลกใจเลย ขนาดผมเป็นน้องพี่จินผมก็ยังอดแปลกใจไม่ได้เลย ทำไมอยู่ๆเอาเพื่อนที่ผมแทบจำไม่ได้มาอยู่ร่วมห้องกับผมทั้งๆที่เคยบอกกับผมว่าจะไม่ยอมให้เพื่อนคนไหน หรือสนิทมากแค่ไหนมาเจอผมเด็ดขาด ด้วยเหตุผลน่ารักที่ว่า...

 

พี่ไม่ชอบให้เพื่อนพี่มารู้จักเธอ เพราะกลัวมันชอบเธอ พี่ไม่โอเคที่มีเพื่อนเป็นน้องเขย

 

ก็อย่างที่บอกอ่ะแหละ พี่จินไม่อยากให้เพื่อนมาเจอผมเพราะกลัวเพื่อนพี่เขาจะชอบผม ก็เอาเถอะนะ แค่ได้ยินชื่อคงนึกหน้ากันออกมั้ง ว่านี่ไง ยุนจองฮัน น้องของคิมซอกจิน คุฯคิดว่าจะมีคนรู้จักผมป่ะล่ะ

 

“อย่าว่าแต่พวกนายสงสัยเลย...นี่ก็ยังสงสัยพี่ตัวเองอยู่เหมือนกัน”

 

“แล้วพี่เค้าไม่กลัวเพื่อนเขาแอบชอบเธอไงว่ะ?” ซูนยองเอ่ยถามต่อ ที่พูดมันก็มีเหตุผลนะ แต่พี่ยุนกิเนี่ยนะจะมาชอบผม ไม่มีทางหรอก คุยกันแค่กี่คำเอง...พี่ยุนกิอ่ะ ไม่ใช่ผม

 

“แต่พี่ยุนกิเค้าดูไม่ค่อยมีมนุษย์สัมพันธ์อ่ะ เรื่องนั้นตัดไปเหอะ...”

 

“มันก็ไม่แน่ป่ะว่ะ...ซึงชอลมันยังไม่ค่อยมีมนุษย์สัมพันธ์ มันยังชอบเธอเลย โอ๊ย-“

 

เสียงร้องดังขึ้นเมื่อมือพิฆาตตีรัวเข้าที่ไหล่ของซูนยอง ผมก้มหน้าลงเมื่อได้ยินชื่อนั้น แทฮยองที่ตอนนี้เหมือนจะดีกับจองกุกแล้วหันมาโอบไหล่ผมเอาไว้เหมือนเป็นการปลอบใจและเอามือปิดหูผมเอาไว้เป็นเชิงไม่ต้องไปฟังในสิ่งที่ซูนยองพูด

 

“อย่าไปฟังมันพูด...นี่ก็พูดไม่รู้จักเวล่ำเวลา ขอแช่งให้จีฮุนเกลียดมึง”

 

แทฮยองเอ่ยบอกก่อนจะปาเจ้าเศษกระดาษชิ้นเดิมใส่ซูนยองที่ทำหน้าเหมือนสำนึกผิดอย่างมากในตอนนี้ แล้วมีเหรอผมจะโกรธลง ผมโกรธไม่ลงหรอก แต่ตอนนี้มันรู้สึกเศร้าแปลกยังไงไม่รู้พอได้ยินชื่อนี้ทีไรแล้วมันเหมือนจะเฉาตายทุกที

 

ผมก็ไม่ได้อยากจะเล่าสักเท่าไหร่ แต่ก็กลัวว่าทุกคนจะสงสัยกัน ผมเคยมีแฟนครับ แฟนเก่าผมชื่อ ชเวซึงชอล เป็นคนที่ไม่ค่อยมีมนุษย์สัมพันธ์กับคนอื่นในระดับหนึ่ง เป็นคนไม่ค่อยพูดครับ หรือที่เรียกว่าถามคำตอบคำนั้นแหละ

 

ก่อนคบกันพี่จินเห็นว่าซึงชอลดูไม่น่ามีพิษมีภัยอะไรก็เลยยอมให้คบกัน ตอนที่มาบอกชอบผมก็มาบอกต่อหน้าพี่จินด้วยหล่ะครับ คบกันแรกๆมันก็ดีไปซะทุกอย่าง แต่พอนานวันเข้าซึงชอลเริ่มดูแปลกไปทุกที แปลกไปในทางที่ไม่ดีเสียด้วยสิ


เราทะเลาะกันบ่อยมาก อย่างที่บอกว่าซึงชอลเขาไม่ค่อยพูด แต่ตอนที่ทะเลาะกันสารพัดคำพูดมากมายเลยล่ะครับ ตอนนั้นผมยอมรับว่าตกใจมาก เหมือนเขาเป็นคนล่ะคนเลยครับ ยิ่งไปกว่านั้น เราก็เริ่มห่างกันไปทุกที ห่างจนสุดท้ายเราก็เลิกกันไป

 

จบด้วยดีมั้ย...ไม่ดีเลยสักนิด เพราะผมรู้ว่าเขามีคนอื่นตอนที่ยังคบกับผมอยู่...

 

“ไปเหอะไปเรียนกัน...นี่อีกห้านาทีอาจารย์จะเข้าแล้ว นี่ไม่อยากเข้าสายล่ะนะ เดี๋ยวหมดสิทธิ์สอบ”

 

แทฮยองเอ่ยฝ่ากลางคันขึ้นมาทำให้เพื่อนที่เหลือก้มมองนาฬิกาข้อมือก่อนจะรีบลุกขึ้นเตรีมตัวขึ้นห้องเรียนไปพร้อมกัน ที่รีบนี่ไม่ใช่อะไรนะครับ เข้าห้องสายนาทีเดียวนี่...อาจจะหมดสิทธิ์สอบเลยเถอะครับ งั้นเราหยุดพักเรื่องซึงชอลไปนะครับ...ถือว่าแค่นี้ก็คงพอแล้ว

 

สองชั่วโมงผ่านไปอย่างเชื่องช้า ก่อนอีกห้านาทีจะหมดคาบเรียน ผมกับเพื่อนก็ทำได้แค่เท้าคางมองสไลด์ตรงหน้าด้วยตาที่ระห้อยสุดฤทธิ์ วิชานี้เป็นวิชาที่ค่อนข้างน่าเบื่อบวกกับที่ผมไม่ชอบด้วยนั้นแหละ สองชั่วโมงที่นั่งเรียนนี่อย่างทรมานเลยเถอะ...เฝ้ารอเวลาให้หมดไปเร็วๆ อยากไปกินข้าวแล้ว

 

ในที่สุดความฝันก็เป็นจริง เวลาหมดลงพร้อมกับสไลด์สุดท้ายบนหน้าจอมอนิเตอร์ ผมกับเพื่อนรีบเก็บประเป๋าและเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่พวกผมจะหยุดที่โรงอาหารประจำคณะที่ดูคนมันช่างแออัดยัดเหยียดเหลือเกิน


“แน่ใจนะว่าจะกินนี่...ดูคนดิอย่างกะหนอน”

 

“แล้วมีที่อื่นให้ไปหรือไงกันว่ะ...กินนี่แหละไปเหอะ ไปหาโต๊ะนั่ง”

 

ซูนยองและแทฮยองที่เถียงกันเสร็จเรียบร้อยก็ทำได้แค่เดินนำไปหาที่นั่ง และเมื่อได้ที่นั่งเรียบร้อยก็พากันแยกย้ายไปซื้ออาหารที่แต่ล่ะร้านแถวยาวเป็นหางว่าวเห็นแบบนั้นกำได้แค่ถอนหายใจออกมาเท่านั้น ผมยืนต่อแถวรอซื้ออาหารก่อนจะกวาดสายตาไปรอบๆก่อนจะสะดุดกับใครบางคนที่นั่งอยู่ห่างออกไป

 

พี่ยุนกิเหรอ?...มาทำไรที่นี่? หรือว่าไม่ใช่? แล้วนั้นอยู่กับใคร?

 

ผมเพ่งมองอย่างตั้งใจเพราะความอยากรู้อยากเห็น ที่ว่ามีธุระนี่มาที่นี่เหรอ? หรือว่ามาหาแฟน? พี่ยุนกิมีแฟนด้วยเหรอ? ในขณะที่ใช้เวลาในการเพ่งมองจนไม่ได้ดูแถวที่ต่ออยู่จนคนที่ต่อจากผมต้องหันมาสะกิดผมให้หันไปสั่งอาหารทำให้ต้องละสายตาออกมา

 

ผมเดินกลับมาที่โต๊ะด้วยความสงสัยขั้นสุด แต่ก็นะ พี่ยุนกิเขาจะทำอะไรมันก็เรื่องของพี่เขาล้วนๆเลยเราจะเข้าไปยุ่งทำไม ผมหย่อนตัวนั่งลงข้างๆวอนอูที่นั่งรอเพื่อนมาให้ครบและดูเหมือนจะเหลือผมคนเดียวที่มีช้าสุด

 

“ครบล่ะ กินข้าวไป ลุย!” เสียงของแทฮยองประสานกับจองกุกก่อนจะลงมือกินอาหารรวมถึงผมด้วย แต่มีแค่คนเดียวที่เหมือนนั่งมองอะไรสักอย่างอยู่ตอนนี้ ดูตั้งใจมากซะด้วย นั้นคือ ควอนซูนยองนั้นเอง

 

“ซูนยองไม่กินข้าวอ่ะ?” ผมเอ่ยถามซูนยองที่มันทำหน้าสงสัยก่อนจะหันมามองผมก่อนพยักเพยิดหน้าให้ผมมองตามไป พบคนสองคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามกันคนที่หันหน้ามาทางนี้คือ ลีจีฮุน หวานใจที่ซูนยองมันแอบชอบ

 

“นั่นใช่จีฮุนป่ะ...กินข้าวกับใครว่ะไม่ใช่เพื่อนอ่ะ” ไอตาตี่มันเอ่ยถามออกมาทำให้คนอื่นๆต้องหันไปมองกันเป็นตาเดียว เออ สามัคคีกันมากสินะ...โดนจับได้ก็แบบนี้แหละ

 

“พี่ชายป่าว...ไม่มีไรหรอกมั้ง กินข้าวเหอะ”

 

“แต่จีฮุนมันไม่มีพี่ชายนะ...”

 

ซูนยองมันตอบกลับมาด้วยใบหน้ากังวล ผมเพิ่งเคยเห็นหน้าตาแบบนี้ของซูนยองครั้งแรกสาบานได้ ซูนยองชอบจีฮุนมาก พยายามเดินเข้าไปคุยไปทักตลอด แต่จีฮุนกลับทำเฉยและดูไม่ค่อยสนใจมันเลยสักนิดจนมันก็อดท้อใจไม่ได้...แต่ถ้าไม่มีแฟนก็ไม่น่าจะนิ่งขนาดนี้นะ แต่ก็ไม่เคยเห็นแฟนจีฮุนเลยเถอะ

 

ซูนยองยอมละสายตาจากการจับจ้องจีฮุนเป็นลงมือกินข้าวโดยที่จุนเป็นคนบังคับ ผมเองก็ลงมือกินข้าวเช่นกัน จะว่าไปผู้ชายที่นั่งหันหลังอยู่ก็เหมือนพี่ยุนกิเหมือนกันนะ แต่ก็คงไม่อ่ะ เพราะเมื่อกี้มองแล้วเหมือนไม่ใช่จีฮุนอ่ะ ไม่ใช่แน่ๆ

 

ผมมีเรียนแค่คาบเช้าวิชาเดียวทำให้ช่วงบ่ายที่ไม่มีเรียนเป็นช่วงเวลาที่ดีมากในการที่ผมจะกลับห้องไปนอนและนอน เพราะเมื่อเช้าผมต้องลืมตาตื่นแต่เช้าทั้งๆที่ขี้เกียจสุดชีวิตก็เถอะ ผมแยกย้ายกับเพื่อนที่หน้ามหาลัยและรีบขึ้นรถเมล์กลับห้องทันที

 

“ไงจองฮัน...เรียนเป็นไงมั้ง?”

 

คุณลุงผู้ดูแลหอเอ่ยทักผมในขณะที่ผมกำลังจะวิ่งเข้าไปในตึกผมหันมองคุณลุงและค้อมหัวลงเป็นการทักทายแถมด้วยรอยยิ้มหวานที่ลุงแกชอบบอกว่าน่ารักไปหนึ่งที

 

“ก็...น่าเบื่อดีครับ ฮ่าๆๆๆ”

 

“เฮ้อออ เด็กๆสมัยนี้นี่นะ เบื่อง่ายจริงๆ”

 

“ฮ่าๆๆๆ ก็มันน่าเบื่อจริงๆนะครับ...งั้นผมขอตัวก่อนนะครับลุง”

 

ผมตัดบททิ้งเพราะเปลือกตาอันหนักอึ้งในตอนนี้ ร่างกายเองก็อยากจะทิ้งตัวลงบนที่นอนใจจะขาด รีบวิ่งเข้าลิฟต์อย่างรวดเร็วและกดไปที่ชั้นของตัวเองทันที ตอนนี้ง่วงจนอยากจะทิ้งตัวล้มลงไปเลยเหลือเกิน

 

ผมไขกุญแจเข้าไปในห้องก็พบเพียงความเงียบ แต่ในความเงียบกับมือผู้ชายบางคนนั่งอยู่ที่โซฟาในห้องเงียบๆ ใส่หูฟังอยู่ในโลกส่วนตัว บนตักมีแม็คบุ๊คเครื่องหรูอยู่ ผมเดินอย่างเงียบๆเข้าไปช้าๆก่อนจะถูกเอ่ยทักขึ้นซะก่อน

 

“กลับมาแล้วเหรอ?” พี่ยุนกิเอ่ยถามทั้งๆที่สายตาแทบจะไม่ได้มองมาที่ผมเลยแม้แต่น้อย แถมมือก็ยังกดแป้นพิมพ์อยู่เรื่อยๆอีกด้วย

 

“อ่อครับ...แล้วพี่กลับมานานแล้วเหรอครับ?”

 

ไม่มีคำตอบใดนอกจากการพยักหน้าเท่านั้น ผมแค่พยักหน้ารับและไม่รู้ว่าควรพูดอะไรต่อ จะถามว่าอะไร หรือชวนคุยดี...แต่ก็ช่างมันเหอะ เราควรไปนอนนะจองฮันนะ

 

“ถ้างั้นผมขอตัวนะครับ...”

 

“อื้ม...”

 

ตอบสั้นขนาดนี้แค่พยักหน้าก็พอเถอะ...เฮ้อ ปวดหัวกับพี่เขาเหลือเกิน

 

-To be Continue-

 

Let's Talk : อะฮิ้ง ทิ้งระเบิด / วิ่ง

เป็นคู่ใหม่ที่เราคิดเองแหละ 5555555


ชูก้าจองฮัน เป็นไงล่ะๆ 5555555

อ่านแล้วช่วยเม้นท์ด้วยนะคะแฮะๆ 

หรือสกรีมแท็ก #All17Story

 



O W E N TM.

5 ความคิดเห็น

  1. #4 sirilaknaksuk321 (@sirilaknaksuk321) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 / 11:52
    รอวันที่พี่ก้าคุยกับจองฮันเกิน10คำ
    #4
    0