[FanFic-BTS] Bad Partner [JinKook Ft. MinV]

ตอนที่ 7 : REPORT 06 : เปิดใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 334
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 36 ครั้ง
    4 พ.ย. 61


    ที่ประชุมเคร่งเครียดเหมือนเคย เนื่องจากพวกเขาพยายามทุ่มเทกับงานให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพราะเกรงว่านี่จะเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะได้ทำแล้ว ... ใช่ หัวหน้าจองเริ่มใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดในการทำงานนี้กับพวกเขาเมื่อองค์กรกำลังอยู่ในสถานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เขาต้องบอกกับลูกน้องทุกคน ทุกฝ่ายให้รู้เรื่องเพื่อจะได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาและดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งมาตรการที่ว่านั้นก็ไม่มีอะไรมาก ก็แค่โฟกัสกับงานราวกับว่าพรุ่งนี้พวกเขาจะโดนเด้งออก พร้อมกับหน่วยงานที่ล่มสลาย และถ้าใครไม่ไหวจริงๆที่จะยอมถวายตัวเพื่อความอยู่รอดของพวกพ้องและบ้านหลังที่สองก็สามารถยื่นเรื่องขอลาออกได้ตั้งแต่เนิ่นๆเพื่อจะได้จัดการเรื่องที่ทางได้อย่างรวดเร็ว

ที่น่ามหัศจรรย์คือไม่มีใครออกแม้แต่คนเดียวหลังจากที่เกิดเหตุการณ์นี้

นับว่ายังเป็นเรื่องราวดีๆที่ยังเหลืออยู่ โฮซอกก็เคยแอบใจเสียเหมือนกันถ้าหากผู้ใต้บังคับบัญชาตนเกิดพร้อมใจกันขอย้ายหมดองค์กรก็คงทำอะไรไม่ได้ ดีที่มันเป็นแค่ฝันร้ายในบางคืน แต่ตอนนี้เขาไม่ได้ห่วงเรื่องนั้นอีกต่อไป

หัวหน้าจองห่วงข้อมูลใหม่ที่ได้จากการดักฟังเมื่อคราวก่อนที่สายลับทั้งสี่ลอบเข้าไปที่โรงแรมมากกว่า

ที่ประชุมกำลังตั้งข้อสังเกตเรื่องประเด็นที่ได้ยินมา ระหว่างนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่และผู้นำตระกูลมินที่กำลังมีธุรกิจอันทรงอิทธิพลอยู่ในขณะนี้

ในขณะที่ฝ่ายตาแก่นั่นพยายามหว่านล้อมและปะเหลาะเต็มที่ แต่ยุนกิกลับตอบหยั่งเชิงและเพลย์เซฟอย่างฉลาด ทำให้เกิดข้อสงสัยที่แอบคิดไม่ตก เพราะหลักฐานที่เคยได้มานั้นมีสิ่งบ่งชี้ว่าการพยายามแฮ็คเครือข่ายองค์กรสำคัญๆเพื่อนำข้อมูลไปข่าย มีแนวโน้มว่าเทคโนโลยีของมิลคอร์ปจะสามารถทำได้มากที่สุด แต่จีซูก็แย้งว่าเธอเคยตรวจสอบการเข้ารหัสและไอพีต่างๆนานาตามเอกสารที่มีอยู่ พบว่าโลเคชั่นที่แท้จริงมันอยู่ในเกาหลีนี่เอง และไอพีพวกนั้นเป็นไอพีปลอม ก็แค่ซ้อนทับด้วยการใช้ VPN เท่านั้นเองไม่มีอะไรซับซ้อนเลย

ถ้าพยายามจะแฮ็คบลูเฮาส์ แต่ดันอยู่ในเกาหลี ถ้าเป็นมิลคอร์ปทำจริงนี่มันเป็นอะไรที่โง่มาก

 

“เท่าที่ฉันสังเกตนะคะ ระดับมิลคอร์ปต้องมีลูกเล่นที่น่าตื่นเต้นมากกว่านี้ และฉันว่าพวกเขาคงไม่ชอบใจถ้าใช้ลูกไม้ตื้นๆขนาดนั้น”

 

เอเยนต์วันวันพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง แม้ว่าหลายครั้งที่การประชุมจะผ่อนคลายและพูดคุยตลกโปกฮากันได้บ้าง แต่ยามที่จะต้องโฟกัสก็ต้องไม่วอกแวกและออกความเห็นชวนไขว้เขว

 

“แต่ก็ไม่แน่ พวกเขาอาจจะใช้วิธีแบบนี้เพื่อไม่ให้เราคิดว่าเป็นมิลคอร์ปนั่นแหละ เป็นการกลบร่องรอยตัวเองน่ะ”

“ไม่อะ ไม่ใช่ มันไม่ใช่การพยายาม มันถูกตรวจสอบได้ในเวลาไม่นานนะ ยกเว้นว่าพวกนั้นอยากจะซ้อมมือแฮ็คบลูเฮาส์ แฮ็คกรมตำรวจ แฮ็คธนาคารแห่งชาติเล่นฆ่าเวลาตอนรอเครื่องซักผ้าอัตโนมัติปั่นเสร็จ”

 

เธอตอบเพื่อนร่วมทีมอีกคนที่อยู่คนละส่วนกับฝ่ายอุปกรณ์และเทคโนโลยีอย่างฉะฉานชัดเจนเพื่อให้อีกฝ่ายเข้าใจมากขึ้น

 

“อา.. ช่วยไม่ได้ จะกล่าวหาพวกตำรวจก็หลักฐานไม่พอ และถ้าฟังจากคลิปเสียง เหมือนท่าทางนายมินนั่นไม่ค่อยอยากเล่นด้วยเท่าไหร่เลยแฮะ”

“งั้นก็อาจหมายความว่า พวกเขาต้องพยายามเสนอผลประโยชน์บางอย่างหลังจากที่อับจนหนทางแล้ว? แต่มันแปลกมากเลยนะ เมื่อปีก่อนมีรายงานเรื่องพวกลูกน้องของพวกมาเฟียมินโดนจับอยู่บ้างแต่ก็เป็นพวกปลายแถวอะ แล้วทำไมทีงี้ถึงต้องการอะไรซักอย่างจากหมอนั่นกัน แบบนี้ทางนั้นจะไม่อยากจอยก็ไม่แปลกนะ”

“บางทีเผลอๆที่จับไปแต่แรกก็เพราะอยากต่อรองมั้ง”

“ตำรวจข่มขู่มาเฟียงั้นเหรอครับ เป็นโพสิชั่นที่ผิดที่ผิดทางยังไงก็ไม่รู้สิ”

 

ซอกจินที่นั่งฟังพลางประมวลผลไปด้วยพูดขึ้นมาเรียบๆด้วยใบหน้ายิ้มละไมอย่างที่เคยทำ

 

“ข่มขู่?.... ทำไมคุณถึงคิดแบบนั้น รู้เหรอว่าพวกเขาคิดจะทำอะไร” จองกุกเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ถ้าจะใช้วิธีจับปลาซิวปลาสร้อยเพื่อต่อรองที่จะคุมพวกตระกูลมินให้อยู่ได้ ผมว่ามันเป็นการลงทุนที่ไม่เข้าท่า”

 

นายคิมอัลปาก้าดีดนิ้วเปาะอย่างชอบใจ

 

“หลักแหลมมากคุณซีกอล ทุกคนลองคิดตามดูนะครับว่าตรงไหนต่างจากพวก”

 

คำพูดของเพื่อนร่วมงานคนใหม่ทำให้คนอื่นๆในที่ประชุมเริ่มเงียบลงและครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้ของรูปแบบสถานการณ์นี้จากการอธิบายที่เผยให้เห็นถึงการกระทำขัดแย้งอยู่เนืองๆ

 

 

“จริงๆเรื่องนี้มันก็สรุปไม่ยากหรอกนะครับ เพราะว่าคนร้ายที่แท้จริงมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น”

 

คนอื่นๆยังเงียบอยู่แม้ว่าจะเป็นซอกจิน(อีกแล้ว) ที่เป็นคนพูดออกมา บางคนมีสีหน้าที่แสดงออกว่าไม่อยากจะเชื่อ แต่นั่นก็เป็นปฏิกิริยาที่นายอัลปาก้าค่อนข้างพอใจ เพราะหมายถึงว่าคนคนนั้นพอจะจับทิศทางของสถานการณ์ที่แท้จริงออกแล้ว

เกือบทุกคนหันไปมองหน้าบอสใหญ่ที่นั่งขมวดคิ้วอยู่ ซึ่งสายตาของโฮซอกกลับกำลังมองไปที่ลูกทีมคนใหม่

 

“เอาล่ะ ความจริงก็คือตอนนี้ เป้าหมายที่เราต้องมุ่งความสนใจเป็นอันดับแรกก็คือพวกตำรวจกลุ่มนี้ ที่กำลังหาเรื่องอะไรซักอย่างกับเราอยู่ ซึ่งเราๆก็รู้ว่ามันมีปัญหากันมานานแล้ว”

 

คำพูดของบิ๊กบอสได้เน้นย้ำ ซึ่งเรียกสติให้หลายคนกลับมาอีกครั้งพร้อมกับคนที่คอยนั่งสรุปรายงานการประชุมด้วย

 

“ที่นายพูดมาน่าสนใจดีซอกจิน ดีเหมือนกัน พวกฉันจะได้จัดกำลังและวางแผนต่อไปได้ชัดเจนมากขึ้น แต่ก็ใช่ว่าฉันจะละทิ้งหลักฐานแวดล้อมอื่นในตอนนี้หรอกนะ”

 

โฮซอกปรายตามองด้วยความจริงจังก่อนกล่าวสรุปและจบการประชุมของวันนี้ ที่เหลือเป็นหน้าที่ของหน่วยคลังข้อมูลเรื่องหลักฐานหรือข่าวสารเพิ่ม ส่วนหน่วยอื่นที่ยังไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีงานอะไรโดยเฉพาะพวกลงพื้นที่ก็จะได้พักผ่อนต่อไป

 

.

.


...จบซะที ภารกิจตรงนั้น

สายลับจอนนอนมองพื้นเตียงชั้นบนในความมืดที่ไม่สนิทดี แสงสว่างจางๆยิ่งกลับทำให้ทั้งห้องดูมัวหมองแต่ก็เป็นเรื่องปกติของกลางคืน

นี่เป็นมิชชั่นลงพื้นที่ครั้งแรกสำหรับเคสที่ต้องตาม ซึ่งมันจะเป็นเคสสุดท้ายที่ได้ทำหรือเปล่าก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าทุกอย่างมันรอไม่ได้ ความจริงพวกเขาก็เหมือนทำทุกเคสให้เหมือนเป็นงานสุดท้ายที่จะได้ทำ จึงต้องทุ่มเทกับมันให้เต็มที่ พวกเขาคิดเกือบตลอดเวลาเหมือนโดนสะกดจิตอย่างไรก็ไม่รู้ นี่เขาเองก็ยังไม่เคยบอกที่บ้านเลยว่าทำงานอะไรอยู่ ถ้าเกิดรู้เข้าโดยเฉพาะแม่ต้องคร่ำครวญปานจะขาดใจและพยายามทุกวิถีทางให้ตนเปลี่ยนงานให้จงได้แน่ๆ ...ถึงจะไม่ค่อยอยากคิดเรื่องบุพการีตอนนี้แล้วก็เถอะ

มีสิ่งหนึ่งที่สำคัญกว่า สิ่งที่รบกวนจิตใจเกินจะเป็นเรื่องของแผนการต่อไปที่ยังมาไม่ถึง หรือคู่หูเดิมที่ยังหาตัวไม่พบ แต่มันคือสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุดในตอนนี้ เหนือขึ้นไปที่เตียงชั้นบน ...นายคิมอัลปาก้านั่นเอง

ใช่ว่าเรื่องในรถตู้จะหลุดออกไปจากสมองหลังจากที่ภารกิจเสร็จสิ้นสมบูรณ์ หนำซ้ำทำให้เขายิ่งมองอีกฝ่ายอย่างเคลือบแคลงเข้าไปอีก คล้ายกับว่าสัญชาตญาณแห่งการระแวดระวังภัยมันถูกปลุกให้ตื่นเข้าแล้ว

...นายเป็นใคร ก่อนหน้านายเคยทำอะไรมากันแน่

ประวัติอาชญากรรมไม่อาจปลอมแปลงได้อยู่แล้วถ้าลงมือทำงานคนเดียว มันก็เลยเป็นจุดที่รู้สึกติดค้างอย่างยิ่งใหญ่

ในที่สุดเรื่องนี้ก็มาถึงช่วงเวลาจริงจังแล้วสินะ

 

“เฮ้ จองกุกซอนแบนิมครับ”

“เว้ย!!!

 

นายจอนผงะตกใจจนเกือบเด้งตัวลุกขึ้นจากเตียงเมื่อเห็นคู่หูใหม่ห้อยหัวลงมาจากเตียงชั้นบน จีซัส! มืดๆแล้วมีแต่หัวโผล่ลงมามันน่ากลัวนะโว้ย

ไม่น่าเผลอคิดเลยว่ามันเป็นช่วงเวลาจริงจัง

 

“ยังไม่หลับจริงด้วย แต่ผมก็รู้อยู่แล้วล่ะว่าคุณยังไม่หลับ”

“นั่นมันใช่เรื่องมั้ยคุณ! ชะโงกลงมาแบบนี้ไม่กลัวตกรึไง” แม้ว่าอันที่จริงจองกุกก็แอบคิดอยู่ว่าขอให้แม่งตกลงมาคอย่น

“แหะ ไม่คิดว่ามันน่าอนาถเหรอครับ ทีโรยตัวจากตึกสูงเป็นสิบๆชั้นไม่ตก แต่มาตกเตียงสองชั้นในห้องพักแบบเนี้ย” น้ำเสียงหยอกล้อที่ดูเหมือนจะเป็นสิ่งเดียวที่พอจะจับสีหน้าได้ในความมืดทำให้คนอ่อนกว่าพ่นลมหายใจดังพรืด “แต่ก็ขอบคุณนะครับที่เป็นห่วง ดีใจจัง นานๆทีคุณจะเป็นห่วงผม”

“เปล่า ผมกลัวหัวหน้าลำบากหาคู่หูใหม่ให้ผม”

 

ซอกจินหัวเราะเบาๆ ก่อนจะถามอีกคำถาม

 

“คืนนี้ผมอยากนอนข้างคุณน่ะ ได้มั้ย”

“ไม่ได้”

“ก่อนปฏิเสธเนี่ยคุณคิดแป๊บนึงก่อนก็ได้”

 

“คิดแล้ว” คิดมาดีตั้งนานแล้วด้วยเฟ้ย

“คิดใหม่ตอนนี้ก็ยังทันนะครับ” ซอกจินยกตัวกลับขึ้นไปข้างบนเตียงอย่างเดิม ก่อนจะค่อยๆปีนบันไดปลายเตียงลงมาที่ชั้นล่าง

 

“ก็ผมบอกว่าไม่ได้ไง จะลงมาทำไมเนี่ย”

“น่า ก็คืนนี้ผมรู้สึกเหงานี่ เห็นคุณนอนไม่หลับเหมือนกันก็เผื่อว่าจะชวนคุยซักนิดจะได้เพลินๆไง”

 

“ผมไม่ได้เหงาแล้วก็ไม่ต้องการนอนคุยให้หลับด้วย” จองกุกตอบด้วยเสียงขุ่นเคืองแต่ก็ยังไม่ละสายตาจากทางนั้นที่ดันเข้ามาหย่อนก้นนั่งลงบนเตียงชั้นล่างที่ตนนอนอยู่เฉยเลย!

 

“แต่ผมอยากคุยนี่ ผมมีเรื่องที่ต้องคุยน่ะ”

“....เรื่องอะไร”

 

คิมอัลปาก้าหันหน้าไปมองใบหน้าฉาบแสงมืดมัวแต่ก็คงเดาได้ไม่ยากว่าคู่หูรุ่นพี่กำลังแสดงท่าทีอย่างไร

 

“เรื่องของผม ที่ท่าทางจะทำให้คุณยังนอนไม่หลับไง”

“ยังไง...”

“ไม่ต้องมาบ่ายเบี่ยงหรอก ผมรู้นะว่าคุณเอาแต่คิดถึงผมตลอดเวลาเลย”

“พูดให้มันชัดๆหน่อย นี่คุณทำให้ผมไม่อยากพูดด้วยมากกว่าเดิมอีก”

“โอเคๆ ผมไม่เล่นละ” ชายหนุ่มโบกมือไปมา “ผมเองก็คิดว่า ถ้าเราได้นอนคุยเปิดใจกันซักครั้ง บางทีเราน่าจะสนิทใจมากขึ้นก็ได้ มันสำคัญกับการทำงานเป็นทีมอย่างพวกเรานะครับ”

“...” จองกุกขมวดคิ้วมองในความมืด แต่ก็เลือกที่จะไม่โต้เถียงอะไรออกไป

“ผมรู้ว่าคุณไม่ไว้ใจผม อย่างน้อยก็ตอนนี้”

 

ก็แน่สิวะ ใครจะไปไว้ใจโจรกันเล่า – นายซีกอลตอบอยู่ในใจ

 

“เอาเป็นว่าถ้าคุณยังลำบากใจ แต่ผมก็อยากให้โยนเรื่องนั้นทิ้งไปก่อน คิดซะว่าตอนนี้ยังไงเราก็ทำงานร่วมกันแล้ว คุณเองที่ให้ความสำคัญกับหน้าที่อันดับหนึ่งก็หวังว่าจะเข้าใจดีนะ”

“...ผมเข้าใจอยู่แล้ว” เขาทอดเสียงตอบทั้งที่ยังเจือความลังเล “เอาล่ะ คุณมีอะไรก็ว่ามา จะได้จบๆแล้วก็แยกย้ายกันนอนซะที”

 

ซอกจินยิ้มหยีพลางกระเถิบคลานเข้ามาเบียดนอนอยู่ข้างๆโดยไม่ฟังเสียงทักท้วง โชคดีที่ไม่มีกิริยาคุกคามหรือยั่วโมโหอะไรไปมากกว่านี้ไม่อย่างนั้นบทสนทนาก็คงล่มไม่เป็นท่าแน่นอน

 

“เข้าเรื่องเลยละกันนะครับ ผมคิดว่า... เรื่องในรถตู้ตอนที่เรากลับมาจากโรงแรมน่าจะกวนใจคุณพอตัวเลยสินะ”

ดวงตาโตเหลือบมองไปข้างกายก่อนจะขยับแขนขึ้นมากอดอก “ใช่ คุณพูดถูก”

 

มันไม่มีประโยชน์จะโกหกอะไรในเมื่อถ้ายกความสำคัญให้กับเรื่องงานมาเป็นอันดับแรก การแยกความรู้สึกส่วนตัวกับหน้าที่นั้นเป็นสิ่งที่มืออาชีพพึงทำ และจองกุกก็ไม่ต้องการจะเป็นเด็กในสายตาใคร

 

“ความจริงผมก็ไม่น่าพูดกับคุณแบบนั้นด้วยแหละ แต่ตอนนั้นผมก็ไม่รู้จะหยุดคุณยังไง”

“...ไม่รู้จะหยุดยังไง? ใช่เหรอ ผมว่าอย่างคุณน่าจะมีศิลปะการพูดที่ดีกว่านี้นะ ไม่งั้นคงไม่หลอกเอาเงินใครต่อใครเขามาได้ขนาดนี้หรอก”

“แหม ตอนนั้นผมทำก่อนที่พวกเขาจะโกรธนี่ รู้ตัวอีกทีผมก็หนีไปไหนๆแล้ว แต่พอต้องมายืนโดนพายุซัดเข้าจังๆแบบนี้ผมก็กลัวตายเป็นนะ”

“ห๊ะ กลัวตาย ตลกละ ผมจะไปทำอะไรคุณได้กัน”

“ทำได้สิครับแหม อย่างน้อยผมก็รู้ว่าเวลาคุณโมโหจริงจังแล้วระเบิดตูมตามไม่หยุด”

“...”

“แต่ช่างเถอะ ผมคิดว่ายังไงคุณก็รู้จักตัวเองดีพออยู่แล้ว ก็แค่อยากบอกว่าผมไม่ได้มีเจตนาจะให้คุณกังวลหรือคิดมากกับคำพูดพวกนั้นขนาดนี้เลยนะ”

“นั่นเพราะคุณไม่รู้หรอกว่าการทำงานเป็นทีมภายใต้ความเสี่ยงเพราะต้องร่วมกันแบกรับองค์กรมันต้องรู้สึกยังไง”

 

จองกุกเริ่มพูดขึ้นบ้าง ทั้งน้ำเสียงและการหายใจของชายหนุ่มเริ่มสงบลงแล้ว

 

“อา.. ใช่ ผมไม่รู้หรอก เพราะผมทำงานคนเดียว แผนการที่วางไว้ก็เพื่อตัวผมเองคนเดียว”

“...คุณแน่ใจนะว่าทำงานคนเดียว”

“แน่สิ เช็กประวัติก็ได้น่าว่าผมหัวเดียวกระเทียมลีบแค่ไหน”

 

สายลับจอนถอนหายใจออกมาสั้นๆ “ตอนนี้เราทำงานด้วยกันแล้ว และพวกเราก็ไม่ได้เป็นโจร เราไม่ได้เสี่ยงชีวิตในรูปแบบอาชญากร เพราะงั้นตอนนี้ก็ช่วยรับรู้และเข้าใจด้วย ถ้าลำบากใจก็อดทนจนกว่างานจะจบแล้วกัน ผมเองก็ไม่ได้อยากระแวงคุณนักหรอก แค่เรื่องจะโดนลวนลามเมื่อไหร่ก็ไม่รู้มันก็มากพอแล้ว รู้มั้ยเนี่ย”

“ฮ่าๆ อันนั้นผมรู้แล้ว ก็ผมชอบคุณนี่นา”

“หา?”

“ไม่รู้สิ ก็ผมชอบที่คุณเป็นคู่หูผมอะ บรรยายไม่ถูก”

“ปากบอกชอบผม แต่การแสดงออกคุณเนี่ยมันไม่เห็นจะส่งเสริมให้ผมรู้สึกดีด้วยเท่าไหร่เลยนะ”

 

“คุณไม่คิดว่า....” ซอกจินทิ้งเสียงพลางสอดมือเข้าไปใต้ผ้าห่มแล้วลูบแขนอีกฝ่ายจนจองกุกรีบชักแขนหนีเพราะขนลุก ปฏิกิริยาแบบนั้นทำให้เขาขำคิกคักอยู่ในลำคอ “ภาษากายเองก็เป็นการสื่อสารที่ยอดเยี่ยมอย่างนั้นเหรอ”

“ไม่! ถ้าคุณเป็นคนเริ่ม” ร่างของคนเด็กกว่าเขยิบถอยหนีแถมยังรวบผ้าห่มไว้กับตัวจนเป็นก้อน

 

“อ๋ออออ ชอบเริ่มก่อนหรอกเหรอครับ โธ่ แล้วก็ไม่บอก”

“ไม่! ไม่ใช่แบบนั้น หมายถึงถ้าเป็นคุณต่างหาก!

“.... งั้นถ้าเป็นคู่หูเก่าคุณก็จะไม่ว่าสินะ..”

 

“เขาไม่เคยทำ(โว้ย)” จองกุกกัดฟันกรอดจนใบหน้าเริ่มแดงเพราะอารมณ์ฉุนเฉียว “มีคนปกติที่ไหนเขาชอบให้คนอื่นจับโน่นจับนี่ตามใจชอบห๊ะ! ถามจริง นอกจากต้มตุ๋นแล้วเคยมีประวัติทำอนาจารมั้ยเนี่ย”

 

“ผมเคยทำซะที่ไหนกัน อยากเป็นเจ้าทุกข์คดีผมคนแรกมั้ยล่ะครับ”

“ถ้าผมจะเป็น ผมขอโดนข้อหาฆาตกรรมเพื่อนร่วมงานดีกว่า”

“โหด”

“บอกโหดแล้วก็ช่วยกลัวด้วย อย่าเข้ามาใกล้ผม” เขายื่นแขนออกมายกฝ่ามือเป็นเชิงห้าม แต่ให้ตายเถอะ สำหรับซอกจินนี่มันตลกมาก แล้วก็น่าเอ็นดูมากๆด้วย

คนโตกว่ายื่นมือเข้าไปทาบกับฝ่ามืออีกฝ่าย และงอนิ้วสอดเข้าไปประสานกับนิ้วทั้งห้าที่เจ้าของมันยังอยู่ในความตกใจจนทำอะไรไม่ถูกอยู่หน่อยๆ

สัมผัสนั้นไม่ได้บีบเค้นจนเจ็บมือ แต่ก็ไม่ได้หลวมเสียจนแผ่วเบาเกินรู้สึก แต่มันเป็นความแนบแน่นที่พอดี

 

“ลองจับมือผมสิ จองกุก”

“...”

 

เจ้าตัวยังคงนิ่งอย่างไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายที่ไม่ใช่เรื่องงาน ยอมรับเลยว่าเขาแอบไปไม่เป็นเข้าจริงๆ

 

“จับอย่างที่ผมจับมือคุณแบบนี้ แค่งอนิ้วลงเอง”

“...”

“ผมไม่เข้าใกล้คุณมากกว่านี้ก็ได้ แค่คุณจับมือผมไว้ โอเคมั้ย”

 

ดวงตากลมใสหรี่ลงอย่างเคลือบแคลง แต่ก็ลองทำตามที่ซอกจินพูดอย่างไม่ค่อยมั่นใจเช่นกัน นิ้วทั้งห้าของชายหนุ่มค่อยๆงุ้มลงประสาน ปลายนิ้วแตะที่ด้านหลังมือราวหยั่งเชิง

มันเป็นความรู้สึกที่แสนประหลาดที่ยากจะบรรยาย เหมือนนี่จะเป็นครั้งแรกนอกเหนือเวลางานที่จองกุกยอมรับฟังและทำตามคนพี่ในเรื่องที่ดูอย่างไรก็ไม่อาจไว้ใจได้ แต่ในขณะเดียวกันพอได้จับมือไว้แบบนี้แม้ว่ามันจะเป็นสถานการณ์ที่สรุปที่มาที่ไปไม่ได้ ก็ราวกับว่ามีกลิ่นอายของความสงบระหว่างพวกเขาอย่างแท้จริงที่ไม่เคยมีมาก่อน

 

“รู้สึกดีใช่มั้ย แบบนี้แหละที่ผมชอบ”

“...ถ้าแค่มือผมก็พอเข้าใจได้” เพราะถ้าเป็นนมกับก้นจองกุกก็ไม่เข้าใจอยู่ดีนั่นแหละ! (ไม่อยากเข้าใจด้วยเถอะ)

 

“แหะๆ งั้นคราวหน้าเราลองกอดกันดูบ้า.......อะ โอ๊ย!!” ซอกจินร้องโอดโอยขึ้นมาทันใดเมื่ออีกฝ่ายงอนิ้วเข้าบีบกดที่หลังมือจนปวดจี๊ด จะชักมือกลับก็ไม่ได้เนื่องจากโดนนิ้วของสายลับจอนล็อคไว้อย่างแน่นหนา

ยอมรับเลยว่าประมาทไปนิด ลืมไปว่ากล้ามแขนตลอดท่อนแขนแข็งแรงอันน่าหลงใหลเป็นสิ่งที่ใช้งานได้จริง และใช้งานได้ดีด้วย ...อา พ่อแม่ของเจ้าหนูนี่น่าจะภูมิใจแน่ๆที่ลูกชายของเขาเติบโตได้ดีแถมแข็งแรงขนาดนี้

 

“อย่าลืมว่าผมก็มีสิทธิ์ตอบโต้คุณได้เหมือนกัน ยิ่งนอกเวลางานแล้ว และโดยเฉพาะตอนผมจะนอน!

“เข้าใจแล้วครับ ปล่อยก่อน ไม่งั้นผมจะไม่ไปไหนนะ จะนอนกับคุณท่านี้นี่แหละ หรือไม่ก็...ท่าอื่น”

 

ซอกจินลดเสียงลงพร้อมกับขยับตัวให้เห็นว่า ต่อให้ทางนั้นจะพยายามโจมตี แต่จากตรงนี้แล้วอย่างไรมืออีกข้างของตนก็ยังเป็นอิสระ รวมทั้งร่างกายเกือบทั้งหมดด้วย

แน่นอนว่าจองกุกไหวตัวทันเช่นเคย เขาปล่อยมือคู่หูป้าย(ยัง)แดงของตนทันทีเพราะสัญญาณคุกคามที่จับได้จากความเจนสนาม และไม่อยากเสี่ยงด้วยประการทั้งปวง อย่างไรเขาก็ตระหนักดีถึงฝีมือของซอกจินอย่างไม่สามารถปฏิเสธได้

 

“หวังว่าตอนนี้คุณน่าจะหลับได้เร็วขึ้นแล้วล่ะนะ ผมว่า”

“ครับ ผมก็หวังว่าคุณก็จะนอนซะทีจะได้ไม่ต้องมากวนใคร”

 

“ฮะๆ ถ้างั้นราตรีสวัสดิ์อีกรอบนะครับ” ร่างสูงกล่าวลาก่อนจะถอยลุกออกจากเตียงแล้วทำท่าจะปีนขึ้นไปชั้นบน “แล้วก็... ขอบคุณนะที่อย่างน้อยเราก็ได้คุยกันบ้าง หมายถึงคุยกันอย่างจริงจังซักครั้งน่ะ”

“ครับ ขอบคุณที่อย่างน้อยผมก็ไม่ต้องทะเลาะกับคุณทุกเวลาไม่นับตอนนอน”

“แหม จองกุกก็พูดเกินไปน่า” ซอกจินหัวเราะก่อนจะปีนบันไดกลับขึ้นไปเหมือนเดิม ปล่อยให้นายจอนกระเถิบตัวเข้ามานอนเตียงตัวเองได้อย่างเต็มพื้นที่อีกครั้งหนึ่ง

 

แม้ว่าความสงสัยจะเจือจางลงไปบ้าง แต่ก็ยังคงพยายามบอกตัวเองเอาไว้ว่าต้องมีสติให้มากกว่านี้ ไม่ว่าจะตอนไหนๆก็ตาม

นี่มันเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น ที่สำคัญ ตอนนี้มันหมดเวลาวอร์มอัพหรือโหมด Tutorial สำหรับพวกเขาทั้งคู่แล้ว


TBC


>>Talk
แอ่ กลับมาแล้วค่า มาอัพหลังจากฟื้นฟูสมองตัวเองจากการสอบแล้ว (55555) ขออภัยที่หายไปนานนะคะ!
แต่หลังจากตอนหน้าก็จะหายไปอีกแล้วค่ะเพราะครบตามเป้าหมายที่วางไว้ในช่วงนี้ OTL แต่ตอนนี้เนื้อเรื่องก็เดินหน้าแล้วเหมือนกันค่ะ ภารกิจที่ผ่านมาก็แค่น้ำจิ้ม //เอ๋--
เขาทั้งสองจะดีกันแบบนี้ได้ตลอดรอดฝั่งไปอีกหรือไม่ หรือจะมีอะไรมาเป็นจุดหักเหอีกหรือเปล่า ไว้เจอกันตอนต่อๆไปค่า 
ขอบคุณสำหรับเฟฟ เมนท์ วิว และแท็กนะคะ จุ๊บ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 36 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

92 ความคิดเห็น

  1. #61 kuychai (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 เมษายน 2562 / 01:24
    ลูกกกกกก เอ็นดู
    #61
    0
  2. #46 เขยตระกูลควอน (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 / 11:50
    พี่เอ๊ยยยยยยย ย ยย นี่ขนาดคุยกันจริงจังยังไม่วายกัดกันตีกันอีก พี่จินนี่จะคุยดีๆ โดยไม่ลวนลามน้องสักตอนบ้างมั้ยน่ะฮะ!!!!!!!!
    #46
    0
  3. #41 _Neferu_ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2561 / 02:45
    รุกแรงกว่านึ้ไม่มีอีกแล้ว5555555555555555555 คุณอัปปาก้าาาาา อยากจะแหมมมมมมมมมมมมมให้ถึงห้องเลยจองกุกเป็นเรานะ เราถีบตกเตียงไปนานแล้ว คนน้องก็ยอมทำตามอย่างว่าง่าย55555555 อ่านชื่อโค้ดเมนทีไรทำไมหยุดหลุดขำไม่ได้นะ ฮ่าๆๆ
    #41
    0
  4. #38 RMJHyun (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2561 / 05:28
    ตลกจับปลาสร้อยปลาซิว 555555555555 องค์กรเบี้ยน้อยหอยน้อยจะลงทุนทั้งทีต้องขอถอนทุนเยอะหน่อย เพราะซีกอลกินเก่ง เอ๊ะ---
    พี่จินนี่ขนาดจะเปิดใจกับน้องยังต้องมีน้ำตา อยากให้ดูคูมป๊าคเป็นตัวอย่าง เราต้องไม่เจ็บตัวฟรี 5555555
    #38
    1
    • #38-1 (จากตอนที่ 7)
      10 พฤศจิกายน 2561 / 21:12
      ที่แท้งบหายไปกับค่ากินน้องซีกอลนี่เอ-------------
      55555555555 คืนกำไรให้จกุกนิสนึงค่ะ พี่เขาดอยไปเยอะแร้ว จะมาเลเวลคูมป๊าคเลยก็สงสารน้องเขานะคะ :'D (หรือจะสงสารพระเอกหลักดี อาจตายก่อนจบ /แค่ก)
      #38-1
  5. #37 mookie952 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2561 / 21:13
    ก็ยังคงคอนเซปต์ตีกันทุกสถานการณ์555555555 ชอบเขาก็บอกเขาดีๆนะอิพี่
    #37
    1
    • #37-1 (จากตอนที่ 7)
      4 พฤศจิกายน 2561 / 21:28
      555555555555 อย่างน้อยพิเขาก็ไม่ถูกถีบออกจากเตียงนะคะ--
      #37-1