[GOT7/BTS/17] Divine service [GyeomKook & MinWon Ft.JinGa]

ตอนที่ 7 : 6 : Wingless angel

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 54
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    22 พ.ค. 61


  

              หลังจากวันนั้นเอง เอ็กโซซิสต์จอนใช้เวลาร่วมอาทิตย์เพื่อที่จะสืบเสาะหาที่กบดานหรือที่อยู่ของมินกยู จนเป็นเหตุที่ทำให้ครานี้เจ้าตัวต้องหยุดเรียนไป สำหรับวัยมหาวิทยาลัยนั้นการขาดเรียนเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วเมื่อนักเรียนได้รับอิสระว่าจะมาหรือไม่มาก็ได้เพราะมันขึ้นอยู่กับวิธีการรับผิดชอบชีวิตของแต่ละคน แล้วยิ่งอย่างจองกุกเขาเข้ามาที่นี่ไม่ได้เพื่อมาเรียน แต่มาทำงาน ชีวิตในมหาวิทยาลัยก็เป็นอะไรที่แทบจะไม่ต้องใส่ใจยกเว้นว่าจะมีลูกหลานแวมไพร์เรียนอยู่ด้วยก็เท่านั้น


แต่ตอนนี้คิมยูคยอมไม่ใช่เป้าหมายหลัก ขืนใส่ใจไปพร้อมกันรังแต่จะทำให้ตอนนี้แผนการหยุดยั้งภัยร้ายเฉพาะหน้ามีแต่จะล่าช้า มินกยูไม่หยุดเพียงแค่นี้แน่แม้ว่าจองกุกจะยังไม่ทราบความสามารถที่แน่ชัดของผู้ชายอีกคนที่อยู่ด้วยกัน เพราะตอนที่ลงมือจะไม่พบอีกฝ่ายแต่ก็ยังไม่อยากประมาท แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นคนที่เจ้าแวมไพร์นั่นให้ความเชื่อฟังอยู่พอสมควร ถึงเลือกที่จะไม่ฆ่าตนตามคำร้องห้ามได้


แต่ถึงไม่ฆ่านักบวช แต่ก็ใช่ว่ามันจะไม่ฆ่ามนุษย์


เริ่มมีการพบศพการตายที่แปลกประหลาด ไม่เพียงแค่มันเป็นเรื่องลึกลับจากอาการคลุ้มคลั่งที่แสนพิลึกพิลั่นจากปิศาจชั้นต่ำเข้าสิงสู่ดังก่อน แต่ความหวาดกลัวพวกนั้นเองก็เริ่มจะครอบงำจากผลงานที่เจ้านั่นกำลังสร้าง มีการออกข่าวที่ยังไม่ครึกโครมมากนักเพราะคำเรียกที่พวกนักข่าวใช้ ถึงจะดึงดูดความสนใจ แต่ขณะเดียวกันก็ดูน่าขันถึงการตายแบบถูกผีดูดเลือดสูบเลือดไปจนหมด แต่ถ้าเกิดหนักข้อมากกว่านี้ทางศาสนจักรเองก็ต้องย่อมเริ่มระแคะระคาย และความเดือดร้อนอาจจะพุ่งมาที่ตัวเขาและจินยองที่เป็นเสมือนนักบวชพี่เลี้ยงแถมยังประจำอยู่เขตนี้เป็นหลักก่อนได้


และแน่นอนว่าจองกุกจะไม่ยอมให้มันเป็นเช่นนั้น


เขาใช้เวลาทั้งหมดที่หยุดเรียนไปเพื่อตระเวนไปทั่วในบริเวณเขตที่อาศัยอยู่โดยอ้างอิงจากขอบเขตที่พบศพเป็นหลัก พบว่ากินพื้นที่ไม่กว้างมากนักซึ่งทำให้ไม่ต้องประสานงานไปยังเขตอื่นๆ แต่ยังสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือจากพวกบาทหลวงที่ประจำอยู่ในโบสถ์คริสต์ได้บ้าง พวกเขาไม่ได้เป็นเอ็กโซซิสต์แต่ก็มีความเกี่ยวข้องกันเพราะอย่างไรก็สังกัดเดียวกันแต่คนละหน้าที่


จนได้พบกับบ้านหลังหนึ่งที่ท่าทางน่าสงสัยมากที่สุด มันเป็นบ้านที่คล้ายจะมีคนอยู่เนื่องจากสภาพไม่ได้เก่ามากและมันยังได้รับการดูแลอยู่เพราะมันไม่ได้ดูรกร้างเหมือนถูกทิ้งขว้าง ทว่ากลับมีกลิ่นอายบางอย่างที่สัมผัสได้ว่าที่นี่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยของมนุษย์อีกต่อไป พลังอำนาจที่เข้มข้นเสียจนผีสางตนไหนก็ไม่สามารถทนอยู่ได้คือคำตอบเดียวที่แน่ใจได้มากที่สุดว่าที่นี่คือที่ที่เจ้าแวมไพร์ตระกูลคิมคนนั้นอยู่ไม่มีผิดแน่


และคืนนี้ก็จะเป็นวันตายของมัน จองกุกตรวจเช็กอุปกรณ์ที่จำเป็นทั้งหมด เพื่อที่จะมั่นใจได้ว่าไม่มีสิ่งใดขาดตกบกพร่องไปแม้ว่าจะมีเพียงไม่กี่อย่าง อาวุธของเอ็กโซซิสต์ได้รับการปรับปรุงมารุ่นสู่รุ่นเพื่อได้ของที่มีประสิทธิภาพและไม่ต้องพกพาไปมากมายเกินความจำเป็นอีกต่อไป ทั้งนี่ก็เพื่อคนที่ลงพื้นที่ได้เคลื่อนไหวสะดวกมากที่สุด


มือปราบหนุ่มอธิษฐานต่อพระผู้เป็นเจ้าเพื่อเป็นกำลังใจก่อนที่จะออกจากบ้านของตนในยามวิกาล ตอนนี้จินยองก็เข้านอนแล้วตามปกติเนื่องจากเป็นผู้เฝ้าดูในกะกลางวัน พวกเขาจะไม่มีฤกษ์ยามเป็นพิเศษ ขอเพียงแค่สภาพแวดล้อมเหมาะสมต่อการจัดการก็เพียงพอ


จองกุกออกเดินทางไปในความมืดซึ่งเป็นเวลาเร็วกว่าตอนที่ตัวเองออกมาเดินตรวจตามปกติ ทั้งนี้เพราะเผื่อเวลาเอาไว้ เส้นทางทุกอย่างถูกจดบันทึกในหัวข้อสำคัญและข้อสังเกตของสถานที่เอาไว้หมดแล้ว และโชคดีที่ยังมีเวลามากพอที่ทำให้ตัวเองวางแผนถึงเส้นทางที่ใช้ในการกลับมาที่บ้านตนให้เร็วที่สุดด้วย


คืนนี้มีเมฆค่อนข้างหนา อาจจะลำบากเล็กน้อยหากต้องพึ่งพาแสงจันทร์ ทว่าก็ไม่ใช่อุปสรรคหลักในเมื่อเขาเองก็ทำงานภายใต้ความมืดมิดยามเดือนดับมานักต่อนัก แต่สำหรับในคืนสำคัญเช่นนี้ทำให้ต้องยิ่งระมัดระวังมากกว่าเดิม ถึงจะขัดใจอยู่บ้างเพราะแต่เดิมการที่ตนถูกส่งมาที่นี่ก็เพื่อสืบข่าวเกี่ยวกับเอ็กโซซิสต์รุ่นพี่เพียงเท่านั้น แต่หน้าที่ของตนที่เพิ่มมาอย่างไม่ได้คาดคิดนั้นก็แค่เพราะว่าเกตุร้ายมันดันบังเอิญเกิดขึ้นในเขตที่ดูแลอยู่เท่านั้นเอง และคนที่ทำหน้าที่นี้ได้ก็มีเพียงแค่จองกุก ...เขาไม่อยากรบกวนจินยองเท่าไหร่นัก และไม่อยากให้ผู้ที่ตนเองเคารพรักต้องเจอกับอันตรายเช่นนี้


ใช้เวลาอยู่พักใหญ่ จองกุกก็มาถึงบ้านสองชั้นสีเทา เมื่อมองในตอนกลางคืนก็อาจยากที่จะเดาเรื่องสีแต่ด้วยลักษณะที่ถ่ายภาพบันทึกเอาไว้แล้ว บวกกับเลขที่บ้านที่จำได้ก็พบว่าหลังนี้ไม่ผิดแน่ และตอนนี้หน้าต่างบ้านที่เห็นอยู่ด้านหน้าก็ท่าทางจะปิดสนิททุกบานจนยากที่จะเดาว่าตอนนี้จะยังมีใครอยู่ในบ้านหลังนี้ไหม แต่สิ่งที่สัมผัสได้ก็พอจะรู้อยู่ว่าตราบใดที่ยังมีกลิ่นอายของมันอยู่ที่นี่ แสดงว่าก็ยังไม่ไปไหนง่ายๆ อย่างน้อยก็อาจจะยังไม่ถึงเวลาที่จะไปออกล่า ถ้าเช่นนั้นก็เป็นโอกาสเหมาะแล้ว


เอ็กโซซิสต์หนุ่มลอบปีนเข้าบ้านนั้นไปเงียบๆและระวังมากที่สุด ใช้เวทมนต์ลบตัวตนที่ให้ผลชั่วคราวเพื่อกลบกลิ่นอายของตัวเองเพื่อไม่ให้ถูกจับได้ขณะที่กำลังทำการสำรวจรอบบ้านอย่างรวดเร็ว ด้วยความที่ไม่ใช่ย่านที่อยู่อาศัยในโซลหรือส่วนเมืองที่แน่นขนัด ทำให้แต่ละบ้านยังสามารถมีพื้นที่ใช้สอยเหลืออยู่บ้างแต่ก็ยังไม่กว้างขวางเท่าใดนัก แต่ก็มากพอที่จะเดินดูรอบๆได้และตอนนี้ยังไม่มีอะไรผิดสังเกต ก่อนจะลอบเข้าประตูทางด้านหลังที่ไม่ได้ล็อคกุญแจไว้ ตรงนี้เองที่ทำให้จองกุกรู้สึกไม่ชอบมาพากลเข้าแล้ว


สายตาที่พอคุ้นชินในความมืดทำให้เจ้าตัวมองเห็นลางๆว่าสภาพในบ้านตอนนี้เป็นเช่นไร จากจุดประตูด้านหลังที่เข้ามาตอนนี้เมื่อมองไปที่ขวามือของตนก็น่าจะเป็นจุดไว้ซักล้าง พอเดินเข้าไปจนสุดห้องที่มีบานประตูอยู่ ก็พบว่าเป็นห้องน้ำอีกห้องที่อยู่ด้านหลังบ้านนี้ แต่ก็ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษเนื่องจากไม่มีเวลาพอที่จะมาสนใจว่ามันมีไว้เพื่ออะไร


เขาละจากมันแล้วไปต่อโดยเปิดประตูเข้าไปด้านใน ในห้องนี้มีพื้นที่กว้างหน้าจะเท่ากับหน้ากว้างทั้งหมดของตัวบ้าน มีพื้นที่ว่างอยู่ซีกหนึ่งและอีกซีกเป็นเคาน์เตอร์มีอุปกรณ์ทำครัว ส่วนซีกพื้นที่ว่างนั้นมีห้องน้ำอยู่ด้านหลังประตู ส่วนโซนที่เป็นครัวกลับมีที่กั้นเพียงแค่เป็นม่าน โดยพอแหวกม่านเปิดมาแล้วจะเป็นส่วนทานอาหารและต่อยาวไปยังส่วนที่เป็นห้องนั่งเล่น


ชั้นล่างเท่าที่ตรวจสอบดูยังไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรแต่ก็ประมาทไม่ได้ ในเมื่อศัตรูมีถึงสองก็ไม่มีเหตุผลที่พวกมันจะรออยู่ที่เดียวกันแม้ว่าอาจจะเป็นไปได้ แต่ก็ยังไม่วางใจอะไรตอนนี้เสียดีกว่า


จองกุกพบบันไดขึ้นชั้นสองด้านซ้ายมือ แต่ถ้าหากมองจากหน้าบ้านเข้ามามันจะอยู่ทางด้านขวา โชคดีนักที่บันไดถึงจะเป็นพื้นไม้ที่ขัดมันแต่ก็พบว่ามันถูกวางทับโครงสร้างที่เป็นปูนอีกที เวลาเดินจึงไม่มีเสียงเอี๊ยดอ๊าดเป็นสัญญาณบอกถึงการมาถึงของผู้บุกรุก แต่ถ้าสำหรับเจ้าของบ้านธรรมดาอาจไม่ชอบใจเท่าไหร่หากผู้มาเยือนเป็นโจร


ทุกย่างก้าวในแต่ละขั้นเริ่มหนักอึ้ง รู้สึกตัวถึงแรงกดดันที่ไม่ธรรมดาที่กำลังรอคอยอยู่เบื้องบน แต่ก็ตัดสินใจและเตรียมใจมาอย่างดีแล้วว่างานนี้ไม่ว่าจะต้องเจออะไร เขาจะต้องทำให้ทุกอย่างลุล่วงไปให้ได้มากที่สุดแม้ว่ามันจะบ้าบิ่นมากก็ตาม การที่เคยปะทะกับมินกยูมาก่อนหน้าก็เป็นบทเรียนที่ดีว่าแวมไพร์คิมนั่นไม่ใช่สิ่งที่จะปรามาสในฝีมือได้ หากแต่ก็ไม่ควรเอามายกย่องหรือตีค่าสูงเกินไป


เมื่อมาถึงชั้นบนแล้ว สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเยื้องไปด้านซ้ายเล็กน้อยคือประตู ถัดเข้าไปอีกก็เป็นประตู และพอมองไปด้านขวาเป็นทางเดินลึกเข้าไปข้างในมากกว่าก็พบประตูสองบานคนละฝั่งที่เอียงเข้าหากันดูเป็นโครงสร้างที่แปลกดี


มือปราบจอนย่างเข้าไปสำรวจประตูที่ใกล้ตนมากที่สุดในตอนนี้ก็คือข้างหน้า และพบว่ามันเป็นห้องน้ำใหญ่กว่าด้านล่างเนื่องจากว่ามันมีพื้นที่วางอ่างอาบน้ำด้วย แต่ในเมื่อมันไม่มีอะไรตอนนี้ก็ต้องออกไปสำรวจห้องอื่นต่อ โดยเป้าหมายถัดไปก็คือห้องที่อยู่ถัดจากห้องน้ำนี้เอง


และแล้วเมื่อห้องภายในขนาดใหญ่อยู่ในสายตาหลังประตูบานที่เปิดออก ก็พบว่านี่คงจะเป็นห้องนอนหลักของบ้าน เฟอร์นิเจอร์ทุกอย่างยังคงเรียบร้อยดีไม่เหมือนบ้านที่ถูกทิ้งร้างเอาไว้จริงๆ มือของจองกุกกำที่ด้ามปืนรีโวลเวอร์แน่นจนเส้นเลือดขึ้น บ่งบอกถึงความตึงเครียดในภาวะอารมณ์ที่ร่างกายรับรู้ได้ในตอนนี้ เตียงกว้างที่จัดชิดริมห้องด้านขวายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ส่วนห้องน้ำด้านซ้ายยังไม่มีอะไร จนกระทั่งเขาเคลื่อนกายเข้ามาลึกมากพอจนถึงกลางห้อง


ประตูไม้ด้านหลังเอ็กโซซิสต์หนุ่มงับปิดดังปัง
!


จองกุกสะดุ้งสุดตัวและหันไปชักปืนเล็งด้วยปฏิกิริยาอัตโนมัติ และรู้สึกตัวอีกทีเมื่อพลังงานเข้มข้นกำลังก่อตัวเป็นรูปร่างอยู่ที่ข้างหลังของเขาพร้อมเสียงกระซิบอันน่าขนลุก


“ยินดีต้อนรับ มาหาถึงที่แล้วก็อย่าทำให้ผิดหวังนะเอ็กโซซิสต์”

“แก!!


มือปราบหนุ่มเหวี่ยงตัวหันกลับไปโดยอาศัยแรงหมุนจากแขนที่ถือปืนร่วมด้วยแต่ก็ยังไม่ทันการ และโชคดีที่ตนยังไม่ได้ลั่นไกออกไปจึงไม่เสี่ยงที่จะเสียกระสุนเงินโดยใช่เหตุ แม้จะไม่ต้องกังวลเรื่องเสียงระเบิดรังเพลิงในเมื่อปืนของเอ็กโซซิสต์ทุกคนที่ได้รับจะถูกออกแบบและสร้างขึ้นเพื่อเก็บเสียงกว่าปืนทั่วไปถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์ เสียงที่ออกมาจึงไม่ได้ดังพอที่จะสร้างความตกใจต่อคนรอบข้างได้ นั่นทำให้พวกเขาปฏิบัติงานตอนกลางคืนได้อย่างไม่อึกทึก


เงาสีดำวูบไหวไปตามห้องยั่วยุโทสะนักบวชอีกครั้งหนึ่ง จองกุกเปลี่ยนอาวุธจากปืนโดยเสียบกลับเข้าซองและดึงมีดเงินออกมาแทน เขาตั้งสมาธิร่ายเวทเสริมสมรรถนะการมองเห็นของตนจนดวงตากลมโตสะท้อนประกายแสงสีฟ้าวูบหนึ่ง ภาพในความมืดแจ่มชัดขึ้นรวมทั้งการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายที่ตนจับทิศทางได้มากขึ้น มือปราบจอนตั้งท่าเตรียมตั้งรับและพร้อมโจมตีสวนกลับยามที่มันพุ่งเข้ามาหาตัวเขา ลมแหวกอากาศด้านหน้าทำให้จองกุกเอี้ยวตัวหลบไปด้านซ้าย ย่อตัวเอียงกลับมาทางด้านขวาสลับเปลี่ยนมีดในมื้อซ้ายแทงสวนเข้าไปเบื้องหน้า มวลอากาศสีดำทะลุเป็นรูแต่นั่นยังไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง ร่างลวงของมินยูสลายหายไปและก่อตัวขึ้นใหม่ จองกุกสลับมีดเข้ามาอยู่ในมือขวาอีกครั้งและสะบัดฟันไปด้านข้างประทะเข้ากับกรงเล็บจนเสียงดังแคร้ง เรี่ยวแรงด้วยมือข้างเดียวของเขาไม่อาจทะลวงเข้าถึงจุดตายด้านในได้ แต่ถ้าใช้สองมือเขาก็จะไร้การป้องกัน


เอ็กโซซิสต์หนุ่มจึงตัดสินใจถอยเท้าออกมาตั้งหลักหนึ่งก้าวเพื่อรับการโจมตีสวน ทันทีที่กรงเล็บแหลมคมสีดำฟาดฟันเข้ามา โล่เวทมนต์ที่ตนร่ายใส่แขนซ้ายตัวเองจึงได้ใช้งานในตอนนี้ เขาไม่รอช้าเงื้อมีดลงสับเข้าที่ท่อนแขนของปีศาจร้ายจนมันขาดสะบั้นลง แต่ก็ไม่ได้ย่ามใจที่โจมตีมันได้ เพราะรู้อยู่เต็มอกว่าต่อให้มินกยูบาดเจ็บจากการสูญเสียอวัยวะก็ไม่ได้หมายความว่าพิษสงจะลดลงไปกว่าครึ่ง เพราะถ้าจองกุกจะแน่ใจ ก็ตอนที่เด็ดหัวมันแล้วเท่านั้น
!


“นายใช้มีดแล้วเข้าท่ากว่าเยอะ”


เขาไม่สนการพูดคุยยั่วยุในการต่อสู้ที่เคร่งเครียดขณะที่ตัวเองกำลังใช้สมาธิหาทั้งช่องว่างและต้องระวังตัวเองให้มากขึ้น เพราะสิ่งที่ตนเข้าใจมันเป็นจริงเมื่อแขนที่ขาดไปข้างนั้นก็เหมือนกับสิ่งลวงตา แวมไพร์หนุ่มงอกมันขึ้นมาใหม่จากมนต์ดำของตนเอง และดูเหมือนความบ้าคลั่งจะทวีขึ้นเป็นกอง มินกยูกลับสนุกขึ้นเมื่อปราศจากการตอบโต้ด้วยถ้อยคำและทุ่มสุดตัวในการต่อสู้


เขาไม่ได้ออกแรงและเจอคู่มือที่พอฟัดพอเหวี่ยงเช่นนี้มานานแล้ว นอกจากวอนอูที่ทำให้เขาพึงพอใจ กับยูคยอมที่เป็นญาตินั่นเป็นข้อยกเว้นเพราะมันทำให้ตนไม่สบอารมณ์ และหมอนั่นดูออกว่าตนจงใจฝึกซ้อมด้วยโทสะ ทำให้สุดท้ายก็ไม่มีใครอยากจะปะทะด้วยแม้ว่าถ้าในแง่ฝีมือก็อยากจะจัดยูคยอมเอาไว้เป็นลำดับต้นๆอยู่หรอก


สำหรับมนุษย์แล้วจองกุกเป็นผู้ที่ยอมรับได้อยู่ว่าเป็นคนที่เก่งกาจ อีกฝ่ายสามารถใช้เวทมนต์สนับสนุนการโจมตีประชิดได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้ว่าจะติดขัดในช่วงแรก ก็คงเพราะไม่เคยได้ต่อสู้จริงจังขนาดนี้ จนน่าสงสัยเสียจริงว่าตอนที่เจอกับญาติของตนก่อนหน้า ทั้งสองคนมัวทำอะไรกันอยู่ ถ้าให้เดา เจ้ายูคยอมนั่นมันคงเอาแต่เล่นตามนิสัยของมันเป็นแน่แท้


แต่มนุษย์ก็คือมนุษย์ ต่อให้ฝึกฝนมาดีแค่ไหน ถ้าต้องใช้แรงติดต่อกันเป็นเวลานานก็ย่อมเหนื่อยล้าเร็วกว่าอยู่แล้ว ถึงแม้ว่ามินกยูจะเอาจริงเอาจังในการต่อสู้ครั้งนี้ก็จริง ทว่าก็ออกแรงไปไม่เท่าไหร่เลยด้วยซ้ำ แต่กับเอ็กโซซิสต์หนุ่มเริ่มตึงมือ มันยาวนานมากกว่าตอนที่เจอกันข้างนอกคราวนั้นและตอนนั้นตนยังเตรียมตัวมาไม่ดีพอ ทำให้เสียท่าโดยง่าย แต่ถึงครั้งนี้จะมั่นใจแล้วว่าไม่ประมาท แต่ก็เหมือนกับยิ่งยื้อเวลาจนตัวเองรู้สึกแล้วว่าถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ใช่ผลดีต่อตัวเองอย่างแน่นอน


จองกุกสลับมีดลงอักขระไว้ในมือซ้าย แม้ว่าจะถนัดไม่เท่าอีกมือแต่ก็สามารถใช้มันได้ไว้แก้สถานการณ์ชั่วคราว ส่วนมือขวาก็ชักปืนออกมาจากซองอีกครั้งหลังจากใช้มีดปักตรึงเข้าที่หัวไหล่ของศัตรู ก่อนที่จะเหนี่ยวไกจ่อร่างสูงไม่ยั้งที่กลางอกจนหมด ความที่เป็นปืนลูกโมอัตโนมัติทำให้มันหมุนสับเปลี่ยนช่องใส่กระสุนได้ในทันทีหลังยิงนัดแรกเสร็จ


และในขณะที่มือปราบจอนถอนมีดออกมาหลังจากที่ยิงจนอกพรุนและเลือดสีแดงข้นทะลักเปื้อนเต็มเสื้อชุดนักบวช หมายมั่นจะใช้มีดบั่นคอเสียในทีเดียวเพื่อปิดฉากการสำเร็จโทษนี้เสียที ด้วยเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ทั้งหมด


ทว่าความจริงมันไม่ได้ง่ายเพียงนั้น


แวมไพร์คิมที่คิดว่าหัวใจในอกเป็นแค่เศษเนื้อไปแล้วกลับคว้าข้อมือจองกุกแล้วบีบเค้นอย่างแรงจนมีดในมือหลุดร่วงลงท่ามกลางความฉงนและตกใจของเจ้าตัว จะเป็นไปได้อย่างไรกันในเมื่อความเสียหายนี้ไม่ใช่น้อยๆ และกระสุนเงินเองก็มีพิษร้ายเมื่อมันผ่านเข้าไปในร่างของพวกมันไม่ใช่หรือ


“เสียใจด้วยนะ เอ็กโซซิสต์ แต่นายคงจะอยากรู้ล่ะสิว่าทำไม”


มินกยูหยัดยิ้มทั้งที่เลือดสีเข้มยังคงไหลออกมาจากรูกระสุนและมุมปาก แน่นอนว่าแผลฉกรรจ์เช่นนี้ก็ถือว่าบาดเจ็บหนักและเจ็บปวดใช้ได้ แต่เมื่อเทียบกันแล้วสิ่งที่อยู่ในใจที่ค้างคาตนเองมาตลอดมันหนักหนากว่ามากนัก


และอีกอย่าง จุดที่อีกฝ่ายจ่อยิงนั้นมันไม่ได้มีของที่ว่านั่นหรอก

เขาสับเปลี่ยนตำแหน่งของหัวใจไปไว้ที่อื่นในร่างกายแล้วอย่างไรล่ะ


แน่นอนว่าในทางกายภาพมันเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าไม่ได้อาศัยเวทมนต์ช่วย และมันไม่ใช่เวทสายขาวอย่างที่พวกนักบวชใช้กัน จะเป็นอย่างไรอื่นไปได้อีกเมื่อความสามารถอีกอย่างที่ตนเองเชี่ยวชาญก็คือเวทสายมนต์ดำที่เหล่าผู้คนรังเกียจกันหนักหนา


“ก...แก”

“นายเองคงจะเหนื่อยมากแล้วด้วยสินะ อยากพักผ่อนมั้ยล่ะ”


“แกจะฆ่าฉันไม่ได้หรอก” จองกุกขบฟันอย่างแค้นใจ พยายามจะร่ายเวทอีกครั้งอย่างระมัดระวังแต่ก็ถูกหมัดจากมือข้างที่ว่างของแวมไพร์คิมต่อยเข้าที่กลางท้องแรงเสียจนต้องงอร่างด้วยความจุก


“ดูสารรูปตัวเองก่อน เอาเถอะ แต่ความจริงตอนนี้ฉันเองก็ฆ่านายไม่ได้”

“...”


“ขอบใจที่มาเป็นเพื่อนเล่นของฉันในคืนนี้นะ ฉันสนุกมากจริงๆ” มินกยูเดินย่างสามขุมเข้ามาใกล้กับมือปราบหนุ่มที่กำลังยันกายลุกขึ้น เขายื่นมือไปจับที่ใบหน้านักบวชจอนก่อนจะร่ายเวทบางอย่างส่งผ่านมือข้างนั้น จนจองกุกรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่แสนหนักอึ้งมากมายกำลังไหลทะลักเข้าสู่ร่างกายตนอย่างควบคุมไม่ได้แม้แต่จะอ้าปากร้องระบายความเจ็บปวด เสียงก็เหมือนกับว่ามันจุกอยู่ที่คอหอยไม่สามารถเปล่งออกมาได้


“อ...อั่ก แก แกทำอะไร”


ตอนนี้ร่างของจองกุกเริ่มอ่อนเปลี้ย เขามั่นใจว่าต่อให้สูญเสียพลังเวทและเหนื่อยล้ามากแค่ไหนอาการก็ไม่หนักถึงขั้นนี้  แต่นี่แม้แต่จะยืนยังแทบไม่ไหวเลย


“ของขวัญเล็กน้อย”


ดวงตากลมที่ยังคงมีประกายมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้เหลือบมองที่มือทั้งสองข้างของตนเองที่เริ่มมีความรู้สึกร้อนวูบ ก่อนจะถกแขนเสื้อเชิ้ตสีขาวที่เป็นเครื่องแบบขึ้น พบว่าที่รอบข้อมือนั้นมีรอยดำเป็นเส้นพาดอยู่รอบราวกับรอยเชือก ซึ่งอีกข้างก็เป็นแบบนี้

...หรือว่านี่มัน...........

เอ็กโซซิสต์หนุ่มรู้สึกแบบเดียวกันที่ข้อเท้าทั้งสองข้าง พร้อมกับรอบคอที่แสบร้อนจนพูดอะไรไม่ออก ก็ปรากฏรอยเส้นสีดำขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน


“น่าเสียดาย ถ้านายเป็นมนุษย์โง่เง่าธรรมดาฉันคงดูดเลือดหมดตัวไปแล้ว”


นัยน์ตาสีเทาส่องประกายวูบวาบเมื่อหิ้วคอเสื้อของจองกุกขึ้นมาพิจารณาใบหน้าที่กำลังทรมานนั้นใกล้ๆ


“และวอนอูเองก็ไม่อยากให้ฉันฆ่านักบวชตอนนี้ซะด้วย มันน่าเบื่อมากเลยรู้มั้ย”

“...งั้นแกจะทำอะไร”

“นั่นสิ ทำอะไรดีนะ”


เขามองจองกุกอย่างพินิจอีกครั้ง ใบหน้าหมดจดที่น่ารักและยังดูอ่อนเยาว์ก็ยังไม่สะดุดใจเท่ากับดวงตาคู่สวยที่มักจะมองกลับมาอย่างไม่เป็นมิตรและมีแต่ความอวดดีเสมอจนอยากจะทำให้แววตานั้นกลายเป็นความหวาดกลัว


ริมฝีปากสีเรื่อที่กำลังขยับอยู่ก็คงไม่พ้นคำสาปแช่งต่างๆนานาที่แสนน่ารำคาญก็อยากจะทำให้เงียบเสียงไปเสีย

ไม่ก็ทำให้กรีดร้องอ้อนวอนขอชีวิตจากเขา

แต่พอคิดๆไปแล้ว ความจริงจะฆ่าทิ้งก็เสียของไม่น้อย


มินกยูแลบลิ้นเลียปากตัวเองหลังจากที่ตัดสินใจอะไรบางอย่างได้แล้ว แม้ว่าจะปลิดชีวิตศัตรูของตนไม่ได้ในตอนนี้เพราะข้อห้ามเรื่องการก่อเรื่องเข่นฆ่านักบวช แต่ถ้าหากจะฝากฝังความทรมานให้ปวดร้าวไปทั้งกายและใจนั้นก็เป็นตัวเลือกที่ไม่เลวนัก


เขาลุกขึ้นและเหวี่ยงร่างที่ไร้เรี่ยวแรงขัดขืนของมือปราบหนุ่มไปที่เตียงอย่างแรงจนดังอั้ก ก่อนที่จะกระโจนตามขึ้นไปพร้อมกับกดทับอีกฝ่ายไว้แม้จะมีโอกาสน้อยมากที่ทางนั้นจะหนีไปได้


“ออกไป! ออกไปเดี๋ยวนี้!!


แวมไพร์หนุ่มกลับฉีกยิ้มจนเห็นเขี้ยว


“ถ้านายยังไม่เคยลงนรก ฉันจะพาไปก็ได้ หรือว่าความจริงแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์ก็ไม่รู้นะ”

!!!


วินาทีนั้น และนับจากนี้เป็นต้นไป จองกุกไม่ได้รู้เลยว่าตอนนี้ตนเองกำลังเผชิญอยู่กับอะไรกันแน่ ประสาทสัมผัสที่มืดบอดกับจิตใจที่กำลังถูกบดขยี้จนแทบแหลกสลายเป็นผุยผงทำให้เขาไม่อาจรู้สึกถึงตัวตนของตนได้แล้ว

พร้อมๆกับปีกที่ถูกฉีกกระชากอย่างโหดร้าย

เทวทูตหรือ... ตอนนี้จองกุกก็แค่เป็นนกน้อยที่ยังไม่อาจบินได้อีกในเร็ววัน ก็เท่านั้นเอง......


---------------


>>Talk

กลับมาแล้วค่ะ กลับมาแบบไม่รู้ว่ามีใครรอมั้ย(ฮา) แต่เห็นจากยอดวิวแล้วก็เฟฟที่เพิ่มขึ้นแสดงว่ายังพอมีคนสนใจอยู่บ้างสินะคะ ขอบคุณมากค่ะ

ยังไงไว้เจอกันตอนหน้าแล้วกันนะคะ~~

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10 ความคิดเห็น

  1. #10 Ichii_munii (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2562 / 00:10
    คิดถึงไรท์มากนะคะT_T
    #10
    1
    • #10-1 (จากตอนที่ 7)
      17 กุมภาพันธ์ 2562 / 00:26
      ตกใจ แง 5555555555 หายไปไหนมาคะ!!!! /หล่อนก็ด้วยนังรต.--
      สารภาพว่าไฟมอดค่ะ ไม่ค่อยมีกำลังใจต่อเลยทั้งที่เรื่องทั้งหมดถูกวางไว้จนจบแล้ว
      แต่ก็อยากต่อให้จบจริงๆ อาจจะไม่เร็วเท่าไหร่แล้วล่ะค่ะ
      ขอบคุณที่เข้ามาบอกกันนะคะ
      #10-1