[FanFic-BTS] I’m sick of you [JinKook & GaV Ft. ETC.] [END]

ตอนที่ 29 : +28+ : Leave

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 664
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 29 ครั้ง
    15 มี.ค. 61



                ถึงจะเรียกว่าบ้านใหญ่ แต่ความจริงมันก็ไม่ได้ถึงกับหรูหราโอ่อ่าเป็นคฤหาสน์พระราชวังในเนื้อที่กว้างๆแบบบ้านหรูในต่างประเทศ แต่ก็มีบริเวณพื้นที่กว้างที่จะสามารถจัดแต่งสวนหย่อมไว้นั่งเล่นเพลิดเพลินได้ตามประสาคนมีเงินที่สามารถซื้อที่ดินไว้สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีในรั้วบ้านตัวเอง

ทันทีที่เขาเหยียบย่างเข้าภายในตัวบ้าน คุณแม่บ้านที่ชายหนุ่มเกือบจะจำหน้าไม่ได้แล้วนั้นก็เดินเข้ามาทักทายด้วยรอยยิ้มที่ดูแปลกใจระคนยินดี


“คุณท่านบอกว่าคุณหนูกลับมาวันนี้ค่ะ ไม่ได้เจอตั้งนาน ผอมลงไปรึเปล่าคะนี่”

“....ก็คงงั้นล่ะครับ งานเยอะนิดหน่อย” โฮซอกยิ้มอย่างกระอักกระอ่วนตอบไปเมื่อไม่รู้จะตอบอย่างไร เขาก็ไม่ได้สังเกตตัวเองขนาดนั้นเสียด้วย

“งั้นทานอะไรมารึยังคะคุณหนู”

“ผมกินขนมปังกับนมรองท้องมาแล้วน่ะครับ”

“ว้าย แค่นั้นเองเหรอคะ เดี๋ยวตามมาที่ห้องอาหารเลยนะคะ มีอาหารเช้าเตรียมไว้อยู่พอดีเลยค่ะ”


เธอออกเดินนำไปโดยที่อีกฝ่ายเดินตามมาอย่างแคลงใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่อยากติดใจอะไรมากนักเพราะของกินแค่นั้นไม่น่าพอสำหรับอยู่ได้ไปจนเที่ยง ปกติวันไปทำงานตนก็มักจะไปกินที่โรงอาหารโรงเรียนแบบนี้เสมอ


เมื่อมาถึงห้องอาหารที่น่าจะกว้างเท่ากับห้องทั้งห้องเช่าที่ตัวเองอยู่ได้ก็รู้สึกไม่ชินและแปลกที่ขึ้นมาทันที ทั้งที่สมัยตนเองยังเด็กๆก็เคยเห็นอยู่ทุกวันแท้ๆ บัดนี้มันราวกับสถานที่ที่ตัวเองไม่รู้จักอีกต่อไป โฮซอกนั่งลงที่ฝั่งใกล้ประตูโดยที่ไม่นานนักคุณแม่บ้านก็ยกอาหารหน้าตาน่าทานมาให้ อาหารที่ทำขึ้นเฉพาะคนในบ้านหลังนี้เป็นมื้อๆที่ไม่ใช่อาหารจำนวนมากที่ทำไว้ให้ใครต่อใครกิน...


“เดี๋ยวคุณหนูทานเสร็จแล้วไปพบคุณท่านที่ห้องทำงานชั้นบนได้เลยนะคะ ป้าบอกท่านไว้เรียบร้อยแล้วค่ะ”

“อ่อ ครับ ขอบคุณมากนะครับ”


พอรู้ว่าจะเจออะไรต่อไปก็พาลกินไม่ลงขึ้นมาเสียดื้อๆ ทั้งที่ยังกินไปไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำโดยที่ปริมาณจริงก็ไม่ได้มากจนไม่สามารถกินหมดโดยที่แน่นเกินไป อาจารย์หนุ่มเลยไม่รู้จะทำอย่างไรดีนอกจากลดความเร็วการกินตัวเองลงจนเหมือนกับเด็กที่พยายามประท้วงด้วยวิธีสันติ แต่เหมือนยิ่งยืดเวลาก็ยิ่งไม่ใช่ผลดีเพราะมันทำให้เขาคิดฟุ้งซ่านมากกว่าเดิม


เมื่อมื้อเช้าในเวลาสายหมดลง โฮซอกก็จัดการตัวเองให้เรียบร้อยก่อนจะขึ้นไปพบผู้เป็นพ่อของตัวเองในห้องทำงานชั้นบนด้วยใจที่ว้าวุ่นอยู่หน่อยทว่ามันก็ไม่มีประโยชน์อีกแล้วเมื่อตัดสินใจเคาะประตูและเปิดเข้าไปหลังจากที่ลังเลกับมันไม่ถึงนาที


“เป็นไงบ้างล่ะ”


แม้จะเหมือนคำถามที่ไว้ถามสารทุกข์สุขดิบทั่วไป แต่คนลูกก็รู้สึกเหมือนกับว่าถูกถามไปตามมารยาทเท่านั้นเอง


“...ก็เหมือนเดิมล่ะครับ แต่ตอนนี้เด็กใกล้สอบกันแล้ว ผมก็ต้องออกข้อสอบ”

“งั้นเรียกมาแค่นี้คงไม่เสียเวลางานหรอกใช่มั้ย”


...เหอะ


“เคยสนใจผลประโยชน์ของคนอื่นด้วยเหรอครับ”


คุณจองไม่ได้พูดอะไรนอกจากกระตุกยิ้มมุมปาก เขาเอนตัวเข้าพิงพนักเก้าอี้ล้อเลื่อนคุณภาพดีท่าทางดูสบายๆ แต่โฮซอกก็มองด้วยสายตาที่ไม่ค่อยไว้ใจนักว่าพ่อเขาจะพูดอะไรอีก


“ท่าทางจะไม่เลิกง่ายๆสินะ”

“ผมเคยบอกพ่อตอนไหนว่าผมจะเลิก ผมเหนื่อยก็จริงแต่นั่นมันก็เป็นสิ่งที่ผมเลือกเอง”

“เหรอ”

“พ่อต้องการอะไรก็บอกผมมาเลยดีกว่า แต่ถ้าเป็นเรื่องเดิมๆ ผมก็ไม่จำเป็นต้องคุยกับพ่ออีกแล้ว”


แม้คำพูดของโฮซอกนั้นราวกับอารมณ์ของตนเองเดือดพล่านอยู่ในที แต่กิริยาและน้ำเสียงของจองคนลูกกลับนิ่งและใจเย็นกว่าที่เคย เพราะเขามั่นใจแล้วว่าหนักแน่นในแนวทางของตัวเองพอที่จะอยู่กับมันมาได้ตั้งแต่เลือกเรียนสายนี้จนได้ทำอาชีพอย่างที่ต้องการมาได้อีกหลายปี จะให้มาล้มเลิกหรือเปลี่ยนใจเอาตอนนี้มันก็ทำไม่ได้อย่างแน่นอนอยู่แล้ว


“แกพูดเหมือนกับว่าฉันไม่เหนื่อย”

“งานของพ่อผมไม่ยุ่งหรอก แต่การที่พ่อยังดันทุรังจะบังคับผมเนี่ยน่าคิด”


คุณจองส่ายศีรษะเบาๆอย่างไม่ถือสาคำโต้ตอบ เขาโน้มตัวเข้ามาประสานมืออยู่บนโต๊ะและจ้องหน้าของลูกชายผู้ซึ่งมีใบหน้าได้เค้าโครงของภรรยาตนมากว่าครึ่ง ทว่ามีบางสิ่งที่ทั้งเขากับลูกนั้นเหมือนกันอยู่


“แกนี่มันดื้อตั้งแต่เด็กจนโต”

“ผมบอกแล้วว่ามีอะไรก็บอกผมมาเถอะ ปกติพ่อไม่ใช่คนชอบพูดอะไรยาวๆก่อนจะเข้าเนื้อหานี่ครับ”

“ขอบใจที่ยังอุตส่าห์จำได้ ที่เรียกมาวันนี้เพราะว่าฉันมีทางเลือกหนึ่งให้แก”


โฮซอกถึงกับเลิกคิ้วประหลาดใจ เพราะเป็นสิบกว่าปี ชายหนุ่มไม่ได้เคยได้ยินคำว่าทางเลือก หรือว่ามีอะไรให้เลือกออกมาจากปากผู้ชายคนนี้เลย...คนที่ดีแต่บังคับอยากให้เขาทำโน่นทำนี่ตามความต้องการของตัวเอง


“หนึ่ง ดิ้นรนตามยถากรรมของแกต่อไป กับสอง รับข้อเสนอของฉัน”


โอเค เขาหวังมากเกินไปหน่อยสินะ


“ข้อเสนอ?”

“ก็คือเลิกทำอะไรโง่ๆที่เห็นแล้วน่าสมเพชซักที ให้ตายแกก็ไปไหนต่อไม่ได้หรอกถ้ายังดักดานอยู่แค่นั้น”

“ผมต้องนั่งฟังพ่อด่าผมอีกนานแค่ไหนกว่าจะเข้าเรื่องครับ” โฮซอกเริ่มมีน้ำเสียงติดเหวี่ยงขึ้นมาเล็กๆ มันเสียเวลาที่จะใส่ใจมากเกินไปแล้ว


ชายสูงวัยกระแอมไอเสียงเข้มก่อนจะพูดต่อ


“ไปเพิ่มมูลค่าให้ตัวเองซะ อวดเก่งนักหนาก็แสดงให้ฉันเห็นว่าแกทำได้ถึงที่สุดแค่ไหน และอยากได้เท่าไหร่ก็บอกมา ฉันจะเซ็นเช็คให้”

“...”

“ว่าไงล่ะ เพราะเดิมแกลงทุนได้แค่นั้นไม่ใช่เหรอไง กำไรถึงไม่สมตัวขนาดนี้”


คราวนี้โฮซอกอึ้งจนพูดไม่ออกโดยแท้จริง สิ่งที่เขาเคยต้องการและหวังอยู่ลึกๆเมื่อสิบกว่าปีก่อนกำลังอยู่ตรงหน้าของตัวเอง

อาจารย์จองมีความสุขกับความฝันที่ตัวเองพยายามกับมันมาตลอด เขาไม่ได้รู้สึกไม่ดีที่สอนเด็กมัธยม เพียงแต่ถ้าหากขอบเขตการเรียนรู้ตนเองกว้างกว่านี้ล่ะก็ ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวอะไรมาต่อยอดได้อีกเยอะ นั่นคือสิ่งที่ตนเองต้องการอย่างแท้จริง


และใช่ว่าตนจะไม่มีเงินเก็บเอาไว้อยู่เลย ทว่าถ้าเทียบกับค่าใช้จ่ายอื่นๆแล้วอย่างไรก็ไม่พอที่จะเรียนได้เต็มที่แน่

แน่นอนว่าถ้าหากมีทางเลือกที่ดีกว่าเห็นๆ เขาก็ไม่จำเป็นต้องกระเสือกกระสนขนาดนั้นทั้งที่ถ้าหากจะทำจริงๆก็ทำได้


“ฉันจ่ายให้แกก่อนห้าสิบล้านวอน แล้วก็ไปหาที่ทางเอาเองว่าจะไปต่อที่ไหน”

“...พ่อ”

“อย่าทำให้ฉันผิดหวัง อ้อ ไม่สิ ถ้าพลาด คนที่จะทรมานก่อนก็คือแก เพราะงั้นแกคงไม่ทำมันพังหรอกใช่มั้ย”


ไม่ได้ฝัน...นี่ไม่ได้ฝันแน่ๆ

แต่เขาก็ได้ยินเรื่องที่เหลือเชื่อโดยไม่คาดคิดจนอยากจะยอมรับว่านี่คือความจริงแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ดีก็ตาม


ร่างโปร่งลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างช้าๆราวกับกำลังตกอยู่ในภวังค์หรือคนที่ยังไม่สร่างเมาโซจูดีนัก แม้ว่าจะได้ยินทุกคำที่คนตรงหน้าพูดอย่างชัดเจนจนไม่อาจตีความเป็นอื่นได้ เศษเสี้ยวหนึ่งของความคาดหวังที่ริบหรี่ถูกเติบเต็มอย่างฉับพลันอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน


“ขอบคุณครับ”


นั่นคือความรู้สึกทั้งหมดสำหรับคนที่อยู่ในภาวะความสัมพันธ์ทางครอบครัวที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย คำบางคำที่เรียบง่ายนั้นจึงสามารถส่งผ่านความตั้งใจออกไปได้ดีกว่า


โฮซอกไม่ได้ต้องการอะไรไปมากกว่านี้จริงๆ



 

--



 

                “คุณนัมจุน...ไม่ถึงกับต้องเอารถออกมาก็ได้มั้ง”


ชายหนุ่มวิ่งเข้าไปยื่นหน้าคุยตอบหลังจากคนในรถเลื่อนกระจกฝั่งที่นั่งข้างคนขับลงมาหลังจากที่เห็นว่าอีกฝ่ายยกมือเคาะไปสองสามที


“บ้านผมอยู่ลึกกว่าห้องเช่าคุณอีก ผมไม่อยากให้คุณเดินไกล เพราะผมเองก็ไม่มีจักรยานด้วยสิ”


อีกฝ่ายกล่าวตอบอย่างอารมณ์ดีเห็นได้จากสีหน้าที่ยิ้มแย้มจนบางทีโฮซอกก็อดหมั่นไส้อยู่นิดๆไม่ได้ แต่ก็ไม่ว่าอะไรหรอกในเมื่อเขาเองก็กำลังจะพูดคุยเรื่องที่น่ายินดีของตนเองตามที่ได้สัญญากันไว้ก่อนหน้า และตอนนี้อาจารย์จองก็ได้กลับมายังห้องเช่าตัวเองในโซลอีกครั้งหลังจากค้างที่บ้านใหญ่ไปหนึ่งคืน


“กลับมาแล้วเหรอครับ สวัสดีครับอาจารย์โฮซอก”


แทฮยองที่เปิดบ้านให้ทักทายอย่างร่าเริง ซึ่งฝ่ายอาจารย์หนุ่มเองก็ยิ้มให้และแอบทำตัวไม่ถูกอยู่กลายๆเนื่องจากว่าแม้เด็กคนนี้จะเป็นหลานของเพื่อนร่วมงานแต่ก็เป็นทั้งลูกศิษย์ด้วยเหมือนกัน และการเจอกันนอกเวลาเช่นนี้ก็เป็นครั้งแรก


“คุณอาบอกว่าวันนี้อาจารย์จะมา ดีใจจังครับ”

“ขนาดนั้นเลยเหรอ แล้วนี่ไม่ได้กวนเวลาอ่านหนังสือใช่มั้ย จะสอบแล้วนะ”

“อ๋อ ไม่หรอกครับ พอดีช่วงนี้เป็นช่วงพักพอดีเลยอยู่รอเจออาจารย์ด้วย เดี๋ยวก็ขึ้นห้องแล้วล่ะครับ”

“อื้ม พยายามเข้านะ อย่าฝืนตัวเองมากไปด้วยล่ะ เห็นเด็กหลายคนหลายบ้านแล้วเป็นห่วง”


เขาตอบรับอาจารย์จองอย่างสุภาพแล้วก็เอาพวกขนมของว่างมาไว้ให้ที่ห้องนั่งเล่นให้ทั้งสองนั่งคุยกัน ก่อนจะปลีกตัวขึ้นไปอ่านหนังสือแล้วก็เก็บพวกแบบฝึกหัดมาทำทบทวนต่อเพราะตนเองต้องเตรียมไว้สอบเข้ามหาวิทยาลัยในปีหน้าแล้ว ซึ่งเป็นการสอบที่เด็กๆมัธยมปลายต่างก็รู้กันดีว่ามันมีความสำคัญจนแข่งขันกันสูงมากขนาดไหน และถ้ายิ่งมหาวิทยาลัยดีๆด้วยแล้วนั้นใครต่อใครก็ตั้งใจจะไปเป็นธรรมดา


“ว่าไงครับคุณโฮซอก ไปคุยกับพ่อคุณมาเป็นยังไงบ้าง”

“...ไม่อยากเชื่อ ผมไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆคุณ”


โฮซอกเล่าให้อีกฝ่ายฟังอย่างกระชับว่าถึงจริงๆจะไม่ได้ออกหน้าออกตา แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าพ่อของเขาจะยินยอมให้เขานั้นต่อยอดของความฝันได้แล้ว โดยการให้ทุนมาเพื่อเรียนต่อ


“แล้วต่อจากนี้คุณจะต่อที่ไหนล่ะ”

“ผมยังไม่แน่ใจเท่าไหร่เลย” อาจารย์จองเลียริมฝีปากเล็กน้อยพลางครุ่นคิด “ผมอาจจะต้องคุยกับฮเยริน...เอ้อ เพื่อนสนิทผมสมัยมหาวิทยาลัยเองแหละครับ เขาสอนอยู่ในม.ใหญ่ คอนเน็คชั่นน่าจะเยอะแล้วก็คงช่วยดูที่ทางให้ผมได้มากกว่า”

“แต่ถ้าคุณอยากเรียนต่อต่างประเทศคุณก็ปรึกษาผมได้นะครับคุณโฮซอก”

“ฮ่าๆ ผมไม่ลืมหรอกครับ ถ้าเกิดว่ามันจำเป็นต้องไปนะ”

“ไม่จำเป็นก็ไปได้นะครับ เทคคอร์สสั้นๆซักเทอมเพิ่มประสบการณ์”

“เอางั้นเหรอคุณ กะจะเป็นที่ปรึกษายาวๆเลยใช่มั้ยแบบนี้”

“ถ้าคุณต้องการ ตลอดชีวิตผมก็ให้ได้”

“จะหยอดผมทุกครั้งที่มีโอกาสเลยใช่มั้ยครับคุณนัมจุน”


โฮซอกหรี่ตามองคนที่นั่งอยู่ข้างๆแต่ไม่มีนัยยะรำคาญอะไร แค่รู้สึกขำมากกว่าเพราะอายุตัวเองก็ไม่ได้น้อยแล้ว แต่ก็ไม่ได้ถือว่าเยอะจนมากเกินจะเรียกว่าคนหนุ่ม


“ก็เรื่อยๆจนกว่าคุณจะปฏิเสธ”

“ถ้าผมปฏิเสธตอนนี้เลยล่ะครับ”


“โอ้โห ขอเวลาผมเตรียมตัวก่อนก็ได้นะ” นัมจุนแกล้งทำเป็นทำหน้าตาตื่นแล้วก็สูดหายใจลึกๆ “อะ พร้อมแล้วครับ ถ้าคุณไม่โอเค”


“จะไม่ขอเวลาเยอะกว่านี้หน่อยเหรอครับ”

“แล้ว...ถ้าขอ คุณโฮซอกจะให้เท่าไหร่ดีล่ะ”


คุณอาจารย์สอนภาษาจองนั้นมองด้วยตาหวานๆแถมยังยิ้มแหย่ เล่นเอาอีกฝ่ายเผลอรู้สึกแปลกๆแอบเขินจนเผลอหลบตาไปชั่วขณะราวกับว่าตอนนี้ตัวเองยังคงเป็นเด็กมัธยม


Always

 



--



 

                เมื่อเสียงออดคาบเสริมสุดท้ายของมัธยมปลายปีสามดัง เด็กนักเรียนทุกคนต่างก็เก็บของอย่างรู้งาน เนื่องจากกว่าค่อนห้องนั้นมีคิวต้องรีบไปต่อที่โรงเรียนสอนพิเศษตามเวลาที่ลงสมัครเอาไว้ ส่วนบางส่วนที่ไม่ได้ลงเรียนพิเศษก็ต้องรีบกลับบ้านไปอ่านหนังสือต่อ แต่ก็มีอีกส่วนน้อยเช่นกันที่เลือกจะไปเที่ยวปลดปล่อยให้ผ่อนคลายหลังจากเรียนมาทั้งวัน


“แบมแบม”


เด็กหนุ่มหันไปตามเสียงเรียกของเพื่อนร่วมชาติของตนเองที่เดินตามมา นึกแปลกใจนิดหน่อยที่วันนี้เหมือนจะจับความจริงจังในน้ำเสียงของเธอได้


“มีไรเหรอลิซ่า แต่อย่าเพิ่งถามเรื่องเรียนวันนี้เลยนะ มึนไปหมดแล้ว” เขาทำท่ากุมหน้าผากของตัวเองเพราะรู้สึกตามนั้นจริงๆ เรียนที่ไทยยังไม่ดุเดือดขนาดนี้ แม้ว่าก่อนสอบที่นี่จะเป็นแบบนี้ทุกเทอมทว่าด้วยความที่เป็นปีที่นักเรียนทุกคนจะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัย ก็เลยจำเป็นต้องเคี่ยวอย่างหนักกว่าครั้งไหนแม้ว่าจะเป็นแค่ก่อนสอบไฟนอลเทอมแรกก็ตาม


“ฉันไม่ได้กะจะถามนายเรื่องเรียนอยู่แล้วล่ะน่า” สาวน้อยส่ายศีรษะเบาๆ ก่อนจะพูดประโยคหลังออกมาเป็นภาษาไทย “นายช่วยมาคุยกับฉันหน่อยได้มั้ย”

“หือ...?”


แม้ว่าจะสงสัยที่จู่ๆลิซ่าก็พูดภาษาไทยใส่เขา แต่ก็ยอมเดินตามไปแต่โดนดีโดยที่พวกเขาเลือกมาคุยนั้นคือตรงบริเวณหอประชุมที่ไม่มีคนอยู่แล้วเพราะทุกคนต่างก็ออกจากโรงเรียนกันแทบจะทันที


“ทำไม?”


คำถามจากปากแบมแบมยิ่งทำให้เด็กสาวขมวดคิ้วมากกว่าเดิม แต่เธอก็พยายามใจเย็นไว้และพูดต่อไป


“...ฉัน..อาจจะถามนาย ว่ามีอะไรอยากจะพูดรึเปล่า”

“อะไรของเธอเนี่ย มาแปลกนะ”


“โอเค ขอโทษ ฉันไม่รู้จะเริ่มยังไง แต่ฉันรู้เรื่องหมดแล้วนะแบม” ลิซ่าหยิบเอากระดาษที่พับไว้มาคลี่ออกแล้วยื่นให้อีกฝ่าย ซึ่งทันทีที่เด็กหนุ่มเห็นมันก็ถึงกับตาโตและเผลอซ่อนกระดาษนั่นอัตโนมัติ


“ช้าไปแล้ว นายคิดว่าฉันจะไม่ได้อ่านเหรอไง”

“.....คือ........”

“จะไม่พูดมันออกมาจริงๆเหรอ”

“...มัน....เอ่อ เธอคิดว่าฉันควรจะพูดออกไปงั้นเหรอ”


แบมแบมหลบตามองพื้นอย่างที่ทุกอย่างมันตีรวนกันในสมองไปหมด เขาตกใจจนจับอะไรไม่ถูก ไม่นึกว่าจดหมายนั่นจะถูกเห็นเข้าเสียแล้ว


จดหมายที่เขาเขียนความในใจถึงลิซ่าที่ใส่ไว้ในกระบอกรูปภาพ

จดหมายที่นึกขึ้นได้ว่าลืมเอาออกตอนที่ยกรูปนั้นให้เธอ


“แล้วทำไมนายต้องรอจนถึงวันจบการศึกษาของพวกเราด้วย? นายคิดว่าบอกไปจะได้ไม่เจอกันอีกงั้นเหรอ”

“...”

“แบบนั้นมันเพื่ออะไรอะ ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วตลอดที่ผ่านมานายทำไปเพื่อตัดขาดกันแค่นั้นใช่มั้ย! ใช่มั้ยแบม!


เธอเริ่มพูดใส่อารมณ์พร้อมกับยกกำปั้นตีที่อกของคนตรงหน้าจนแบมแบมต้องรีบคว้าข้อมือบอบบางทั้งสองข้างนั้นไว้ด้วยสองมือ แต่ลิซ่าก็ยังคงดึงดันจะออกแรงยื้ออยู่อย่างนั้น


“พอแล้ว! พอแล้ว แป๊ก ไม่ใช่แบบนั้น ฉันไม่ได้...ไม่ได้อยากให้เป็นแบบนั้นนะ” เขาตัดสินใจดันร่างบางให้ออกห่างอย่างสุภาพแทนที่จะผลักออก “แล้วก็ไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้ด้วย”

“แล้วที่นายต้องการ มันควรจะเป็นยังไงล่ะ”

“...ฉันหวัง ..มันก็แค่ความหวัง คิดว่าคำตอบรับของเธอมันจะเป็นความจริง เรื่องปกติทั้งนั้น”

“....”

“เธอเองก็ยังตอบฉันไม่ได้เลยนะว่าเธอจะเอายังไง อย่ามาคาดคั้นเรื่องที่มันตอบยากในเวลาสั้นๆเลย”


แบมแบมพูดด้วยสีหน้าลำบากใจ เขาไม่อยากจะใช้คำพูดที่ดูเย็นชาแบบนี้เลยสักนิด แต่ตอนนี้มันจะมีประโยคไหนที่จะชัดเจนได้มากกว่านี้อีก ดีไม่ดี พูดอะไรกำกวมทุกอย่างมันคงแย่ลงกว่าเดิม


“ฉัน...ไม่ได้ทำเพื่อให้มันตัดขาด ฉันแค่อยากมีเวลาทำใจกับการสูญเสียเท่านั้นเอง ขอโทษที่ฉันไม่มีความกล้าพอที่จะทำอย่างที่เธอกำลังต้องการให้ฉันทำในตอนนี้ และอีกอย่าง ทั้งหมดก็เพื่อฉันจะได้แน่ใจว่าฉัน...ฉันชอบเธอมากกว่าสถานะของพวกเราเข้าจริงๆไม่ใช่แค่ความรู้สึกชั่ววูบ ถ้าเป็นแบบนั้นแล้วทุกอย่างพลิกไปหมด คนที่จะเสียใจก็คงเป็นเธอ”


“แล้วการที่นายทำแบบนี้มาตั้งนานโดยไม่ได้พูดอะไรออกมามันจะต่างอะไรกันล่ะ”

“ก็ต่างกันที่มันเป็นของจริงไง”

“...”


ทั้งสองคนเงียบลงไป บรรยากาศยิ่งฉุดให้ทุกสิ่งรอบข้างดูหมองมัวเนื่องจากยังไม่มีใครพูดอะไรกันตอนนี้

พวกเขาเหลือบมองกันไปมา เห็นสีหน้าปั้นยากของลิซ่าเช่นนั้นแล้วก็ราวกับว่าเด็กหนุ่มได้ทำเรื่องเลวร้ายที่ไม่น่าให้อภัยลงไปเสียแล้ว


“ขอโทษนะ... ฉันคงพูดไม่รู้เรื่องเท่าไหร่”


แบมแบมตัดสินใจลองพูดออกมาโดยที่ไม่รู้ว่าจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นไหม


“ถ้ามันทำให้เธอไม่โอเคจริงๆ จะลืมมันไปก็ได้ และฉันก็จะถือว่านั่นเป็นคำปฏิเสธแล้วกัน เราจะได้สบายใจกันซะที”


แน่นอนว่ามันก็เหมือนคำปฏิเสธแก่ตัวเองด้วยเช่นกัน มันไม่ง่ายเลยที่จะพูดมันออกมา และไม่ใช่ว่าแบมแบมจะไม่รู้สึกแล้วที่พูด แต่เพราะว่าเขารู้สึกมากเกินกว่าจะปล่อยทิ้งไว้ เขารับมันไม่ไหวจริงๆ และขอตัวเดินออกมาจากที่แห่งนั้น


เด็กหนุ่มรู้ว่าเรื่องจริงมันไม่มีทางสวยงามเหมือนกับเรื่องแต่งบางเรื่อง บทเพลงบางเพลง แต่สิ่งเหล่านั้นอย่างน้อยก็ทำให้ตนเองมีความหวังและความฝันที่มีความสุขในชั่วระยะเวลาหนึ่ง จนสามารถมีกำลังใจที่จะทำอะไรที่พิเศษเล็กๆน้อยๆเพื่อเธอคนนั้น

และตอนนี้ก็ไม่รู้ว่ามันคือตอนจบไหม เพราะว่าไม่มีตอนจบของใครที่เหมือนกัน


“นาย....ตัดสินใจแบบนี้แล้วใช่มั้ย”


ลิซ่าพูดขึ้นมาโดยที่สายตายังมองไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย เสียงของเธอหยุดฝีเท้าเขาไว้ได้อีกครั้ง


“แค่ตอนนี้” อีกฝ่ายเว้นประโยค “แต่ไม่รู้ว่าจะนานอีกแค่ไหน”

“งั้นเหรอ”


--


สายลมพัดผ่านคั่นกลางแผ่วเบา พัดพาความอบอุ่นที่กำลังจะเปลี่ยนผ่านจากฤดูใบไม้ผลิเข้าสู่ฤดูร้อนเต็มตัว ราวกับกับตอกย้ำความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญครั้งนี้เช่นฤดูถัดไปที่กำลังมาเยือน


“ต่อจากนี้อีกห้าปี”

“....?”


เด็กสาวขยับตัวหันกลับไปช้าๆ โดยที่นัยน์ตาที่วาวคล้ายรื้นน้ำใสๆยังไม่อาจส่งผ่านความรู้สึกออกมาได้ชัดเจนเท่าไหร่


“อีกห้าปี ถ้าพวกเรายังไม่มีใคร ถึงตอนนั้นจะเริ่มใหม่ได้มั้ย”


เพราะฤดูร้อนครั้งนี้อาจจะยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่พวกเขาต้องการ


“ฉันตามใจเธอตลอดแหละแป๊ก” เขากล่าวตอบด้วยรอยยิ้มบางที่ชวนปวดใจเล็กน้อย


แต่อย่างน้อยความหวังท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเย็นก็ขอให้ยังส่องประกายไปจนถึงฤดูร้อนห้าปีข้างหน้าด้วยเถอะนะ...


-----------


>>Talk

ในที่สุดบทสรุปของสองคู่นี้ก็จบสิ้นในตอนนี้แล้วนะคะ ฮือ ตามลุ้นกันมาตั้งนาน สำหรับแบมลิสมันก็อาจจะเป็นเส้นทางที่ยังต้องเตรียมอีกมาก กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียวเช่นความสัมพันธ์ของคนเรา ยังไงก็เอาใจช่วยต่อไปเนาะ

ตอนหน้าน่าจะจบแล้วนะคะ (หรือถ้าไม่สุดอาจมีบทส่งท้าย555 เดี๋ยวดูอีกทีค่ะ)

ขอบคุณสำหรับเมนท์ เฟฟ วิว แท็ก ที่มีให้กันเสมอมานะคะ เจอกันตอนหน้าค่ะ ขอตัวก่อนนะคะ ไม่ไหวแล่ววว ง่วงจนปวดหัวค่า แง้ T__T


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 29 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

417 ความคิดเห็น

  1. #401 นับเงินนับดาวนับตะวัน (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 16 มีนาคม 2561 / 23:55
    ใจก็อยากรู้บทสรุปของแบมลิซเลยนะคะ555555
    #401
    0
  2. #400 RMJHyun (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 16 มีนาคม 2561 / 13:56
    อ้าว ตอนหน้าจะจบแล้วเหรอ แง ยังต้องลุ้นคู่อ.ห้องพยาบาลกับน้องกุกต่อใช่มั้ยคะ
    รอบทสรุปว่าสองคนนี้จะลงเอยเหมือนคู่อื่นรึเปล่า
    #400
    1
    • #400-1 Tsukihana(จากตอนที่ 29)
      16 มีนาคม 2561 / 14:47
      ดูก่อนค่ะ 5555 ถ้าสามารถจัดการอะไรได้ทั้งหมดตอนหน้าก็คือจบจริงๆแล้ว แต่ก็น่าจะมีบทส่งท้ายแถมค่ะถ้ายังไม่สมบูรณ์อะไรงี้ (แต่ก็หวังว่าจะจบได้เลยในตอนหน้าเหมือนกันค่ะ แอแอ)
      #400-1
  3. #399 k_92 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 16 มีนาคม 2561 / 08:48
    ฟิลต่างกันสุดดดดเเ
    #399
    1
    • #399-1 Tsukihana(จากตอนที่ 29)
      16 มีนาคม 2561 / 09:27
      เป็นความหลากหลายทางสถานการณ์เรื่องหัวใจค่ะ ฮา
      #399-1
  4. #398 tienin (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 16 มีนาคม 2561 / 07:30
    อาจารย์จีบกันแบบนี้เลยหรออออออออออออ >< โฮซอกสู้ๆๆๆๆๆ แบมลิซ นั้นค่อยๆเนอะหลังจากนี้อาจจะดีก็ได้
    #398
    1
    • #398-1 Tsukihana(จากตอนที่ 29)
      16 มีนาคม 2561 / 09:05
      จีบกันแบบนี้ล่ะค่า 555555 เวลาไม่ค่อยท่า เรื่องของหัวใจก็เช่นกัล
      ส่วนแบมลิสต้องมองกันใหม่ค่ะ อย่างน้อยตอนนี้ก็รู้แล้วว่าเป็นยังไง
      #398-1
  5. #397 mayupong-111 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 16 มีนาคม 2561 / 01:43
    เขินๆๆๆๆ เขินจนไม่รู้จะทำไงแล้วค่ะ แงงงงงง้ ปาหัวใจจจจ
    #397
    1
    • #397-1 Tsukihana(จากตอนที่ 29)
      16 มีนาคม 2561 / 06:52
      คู่คูมคูสอนภาษาใช่มั้ยคะ อิอิอิ จริงๆก็เป็นคู่ที่ดูกันมานานสุดในเรื่องเลยค่ะ แม้ก่อนนั้นพิฮปยังไม่อยากสนใจก็ตาม //-//
      #397-1