[FanFic-BTS] I’m sick of you [JinKook & GaV Ft. ETC.] [END]

ตอนที่ 27 : +26+ : Weird

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 753
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    12 ก.พ. 61


         

       “มาแล้ว รอนานมั้ย”


เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นจากจอมือถือในมือก็พบกับสาวน้อยเพื่อนร่วมกลุ่มที่ยืนสะพายกระเป๋าสองใบในชุดนักเรียนเหมือนเดิมยืนอยู่ตรงหน้า เขาส่ายศีรษะพร้อมกับเก็บอุปกรณ์สื่อสารลงกระเป๋ากางเกง


“ไม่อะ ก็นั่งรองี้มาตลอดไม่เห็นว่าเธอจะเปลี่ยนเสื้อผ้าช้าลงตรงไหน”


ลิซ่าหัวเราะนิดหน่อยก่อนจะพยักหน้าให้อีกฝ่ายลุกตามมา ซึ่งเวลานี้โรงเรียนก็เลิกโดยแท้จริงแล้วเนื่องจากหมดคาบชมรม ทั้งสองคนเดินออกจากประตูด้านหน้าไปตามทางเดินอย่างที่พวกเขากลับมาตลอดสองปี และปีนี้ก็เป็นปีที่สาม...และเป็นปีสุดท้ายของทั้งคู่


“แบม ปีหน้าก็คงไม่ได้มาเดินแบบนี้แล้วเนอะ”

“....อะ...นั่นสินะ” เขาทำท่าเหมือนนึกขึ้นได้ก่อนจะยิ้มแห้งให้ตัวเองโดยยังไม่หันไปมองคนข้างๆ “จะไม่ได้รอเธอเปลี่ยนเสื้อผ้าหลังเลิกชมรมแล้วด้วย”

“นายจะต่อที่นี่มั้ยล่ะ หรือว่าจะกลับไทยเลย”

“ยังไม่แน่ใจเลย แต่อาจจะกลับก็ได้ ฉันไม่น่าสู้ทุนมหาลัยต่อไหวอะ หรือเธออยากอยู่นี่ต่อ”

“ห้าสิบห้าสิบแฮะ” เธอเงยหน้ามองด้านบนเล็กน้อยเพราะกำลังครุ่นคิดอยู่ ซึ่งความจริงมันไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องเรียนต่อเท่านั้น

“นายคิดว่าถ้าจะกลับไทย จะยังไปเรียนอยู่ที่เดียวกันมั้ย”

“...”


แบมแบมหยุดเดินแล้วหันมามองอีกฝ่ายด้วยแววตาสั่นไหวเล็กน้อยอย่างไม่มั่นใจ และยิ่งโดยเฉพาะยามที่ดวงตากลมสวยของลิซ่านั้นจ้องมองกลับมาราวกับว่ากำลังจะค้นคำตอบออกมาให้ได้จากความคิดข้างใน ทำให้เขาต้องรีบเบนสายตาหนีโดยไม่รู้ตัว แน่นอนว่าเด็กหนุ่มไม่เห็นสีหน้าของเพื่อนสนิทตนซึ่งแสดงออกว่าไม่ชอบใจนักแวบหนึ่ง


“ก็...ถ้าไปด้วยกันได้ก็ดี จะเลือกที่ไหนล่ะ” เขาพูดออกมาอย่างไม่ค่อยมั่นใจหลังจากพยายามควบคุมสติไว้ได้

“ไม่รู้สิ ไว้ค่อยมาคุยกันก็แล้วกันนะ”


ลิซ่าพูดทิ้งท้ายที่เหมือนตัดบทกลายๆไว้เช่นนั้นแล้วก็ออกเดินนำต่อแต่ไม่ได้ทิ้งระยะห่างมากนัก แต่นั่นก็มากพอแล้วที่จะทำให้มีอะไรบางอย่างที่ผิดปกติก่อตัวขึ้นอย่างไม่ได้ตั้งใจและไม่ได้คาดคิด

แต่เธอก็หวังเพียงว่าอีกฝ่ายจะเริ่มรู้สึกอะไรมากขึ้นเท่านั้นเอง


 

--


 

                ประตูห้องเช่าเล็กๆเปิดออกตามด้วยร่างโปร่งของเจ้าของห้อง เขาเดินเอาข้าวของทั้งหมดไปวางอยู่บนโต๊ะเล็กตัวเดิมที่เอาไว้ใช้ทำหลายๆอย่าง พลางทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงด้วยอารมณ์ที่ยังคิดไม่ตกกับสิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจ

สายเมื่อกลางวันทำให้จองโฮซอกประหลาดใจ

เขายังไม่ได้ให้คำตอบแก่คนที่ยังคอยอยู่ข้างๆมาตลอดชัดเจนนัก เพราะว่าตนเองก็ยังไม่มั่นใจเลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ จนไม่สามารถอธิบายเรื่องราวออกมาได้


[หึ ยังไงก็ยังรับสายฉันอยู่ดีสินะ]

“พ่อมีอะไรจะพูดกับผมก็พูดๆมาเถอะครับ”

[ฉันมีเรื่องจะคุยกับแก โฮซอก เสาร์นี้ฉันจะส่งคนไปรับมาจากห้องเช่าเน่าๆนั่น]

“หึ ยังใช้วิธีบังคับเหมือนเดิม”

[อย่างน้อยตอนนี้ก็เป็นวิธีเดียวที่แกจะทำตามที่ฉันสั่ง เตรียมตัวไว้ด้วย]


...เอาแต่ใจเสมอต้นเสมอปลายจริงๆ

แม้ว่าจะใช้คำสั่งเหมือนๆกับที่ผ่านมา แต่โฮซอกก็รู้สึกได้ว่ามันมีอะไรที่ไม่เหมือนเดิมอยู่หน่อยๆ ทางนั้นไม่บอกว่าต้องการจะทำอะไรเพียงแค่จะพูดคุยอะไรบางอย่าง ...คุยหรือ คนแบบนั้นใช้คำว่าคุยกับตัวเขาทั้งที่สิ่งที่เคยปฏิบัติกับลูกชายคนเดียวมาเกือบทั้งชีวิตคือการล่ามเชือกไว้กับแขนขาและลากดึงให้เป็นไปในทิศทางที่ต้องการ แม้ว่าเขาพยายามจะต่อต้านมันมาตลอดก็ตาม


เขาควรจะทำอย่างไรต่อไปดีนะ?

แต่ตลอดที่ผ่านตนพยายามต่อสู้ดิ้นรนตัวคนเดียวมาตลอด ถ้าหากตอนนี้อยากจะลองเปลี่ยนใจดูล่ะ?


อาจารย์จองหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาอีกครั้งและคาดคะเนเวลาในตอนนี้ว่าอีกฝ่ายจะกำลังทำอะไรอยู่ จนตัวเองตัดสินใจไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า นั่งกินมื้อเย็นจนกระทั่งเก็บจานเก็บโต๊ะจนสะอาดเรียบร้อย

เขากดโทรออกออกไปเมื่อเห็นว่าน่าจะเป็นช่วงเวลาอันสมควรแล้ว จนในที่สุดปลายสายก็ตอบสนองกลับมาในเวลาไม่นานนัก


[ว่าไงครับคุณโฮซอก]

“ตอนนี้ผมไม่ได้รบกวนคุณใช่มั้ย” เขาถามออกไปด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจนัก และพร้อมจะวางทันทีถ้าหากว่าทางนั้นไม่สะดวกที่จะคุยด้วยตอนนี้จริงๆ เพราะตนเองก็ยังรู้สึกแบบครึ่งๆกลางๆกับเรื่องที่อยากจะเล่าให้อีกฝ่ายฟัง


[คุยได้ครับ แต่เดี๋ยวอีกซักพักผมก็ต้องไปจัดการการบ้านเด็กต่ออีกนิดหน่อย]

“งั้นผมจะเข้าประเด็นเลยละกันครับ เอ่อ...เมื่อกลางวันพ่อผมโทรมา”

[ผมว่าแล้วเชียว ไม่งั้นหน้าคุณคงไม่ดูยู่ยี่ขนาดนั้น]

“ก็อย่างที่คุณเข้าใจ ...แล้วก็ พ่อผมบอกว่ามีอะไรจะคุยด้วย”

[หืม]

“เขาจะมารับผมเสาร์นี้ แต่ไปไหนผมก็ยังไม่รู้เหมือนกัน...อาจจะเป็นที่บ้านใหญ่ของผม”

[บ้านใหญ่? คุณหมายถึงบ้านที่กวางจู?]

“ประมาณนั้น”


โฮซอกตอบเสียงเครียด เขาไม่ได้ไม่ชอบบ้านที่นั่นหรอก จะเบื่อหน่ายก็แค่คนที่อาศัยอยู่ที่นั่นต่างหาก

อาจารย์หนุ่มจัดการเล่าเนื้อความที่พ่อของเขาโทรมาบอกโดยใจความหลักก็มีเพียงเท่านั้น แต่ที่เหลือก็คือเขารู้สึกทำตัวไม่ถูก แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าคราวนี้อย่างไรตนเองก็คงต้องไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


และการกลับไปที่นั่นก็คงไม่ได้ไปเพื่อคุยเสร็จแล้วก็กลับมาทันทีแน่ๆ อย่างน้อยก็อาจจะต้องค้างสักคืนประหนึ่งวันรวมญาติ ก็แน่ล่ะลูกชายคนเดียวทายาทเจ้าของบริษัทใหญ่กลับมาทั้งทีหลังจากที่หายออกไปใช้ชีวิตข้างนอกวงโคจรธุรกิจร่วมสิบปี โดยเมื่อก่อนนั้นตามข่าวในหนังสือพิมพ์ธุรกิจหรือหัวข้ออะไรราวๆนี้จะเห็นหน้าของโฮซอกบ้างประปรายในฐานะคนหนุ่มที่น่าจับตามองอยู่บ้าง จนกระทั่งหายไปพร้อมกับข่าวที่ว่าทายาทนักธุรกิจแอลกอฮอล์ชื่อดังได้ปฏิเสธที่จะเดินทางสายนี้อย่างสิ้นเชิงพร้อมกับเรื่องขัดแย้งกันภายในครอบครัว จนในที่สุดคนอื่นก็ลืมเลือนไปตามกาลเวลา แล้วยิ่งปกติสื่อแนวนี้สำหรับคนทั่วไปก็ไม่ได้กว้างขวางเท่าไหร่อยู่แล้วด้วย


จนเขากลับมาอีกครั้งในฐานะอาจารย์สอนภาษา...อาชีพที่จองโฮซอกใฝ่ฝันมาตลอด กับการที่เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ต้องมีหน้ามีตาไว้พบปะกับใครมากนักก็ได้

แต่สุดท้ายก็ยังคงหนีไม่พ้นเงาของคนคนนั้นอยู่ดี


[คุณอยากให้ผมไปรับมั้ย ถ้าคุณจะกลับมาโซล]

“ไม่ต้องลำบากหรอกครับคุณนัมจุน เดี๋ยวผมนั่งรถไฟกลับมาเองก็ได้ แล้วว่าแต่คุณขับมากวางจูถูกเหรอไง”

[ส่งโลเคชั่นมาสิครับ ผมไปถูกแน่]

“ไม่ต้องเลย อยู่บ้านไปเถอะครับ ไว้ค่อยคุยกันทีหลังก็ได้”

[คุณพูดแล้วนะครับ ถ้ากลับมาถึงแล้วก็โทรมาบอกด้วย]


โฮซอกหัวเราะเล็กน้อยก่อนจะรับคำและวางสายไปหลังจากที่ทิ้งท้ายบอกลากันเล็กน้อย และต่างคนต่างก็กลับเข้าสู่ภารกิจที่ยังไม่เสร็จสิ้นในวันนี้อีกครั้ง อย่างนัมจุนน่ะใช่ แต่ของตัวเขาวันนี้ก็ไม่มีอะไรให้ทำแล้วนอกจากนอน เพราะตนไม่ได้สั่งการบ้านเด็กทุกวันตั้งแต่เข้าช่วงใกล้สอบ เนื่องจากเขาอยากให้นักเรียนใช้ช่วงเวลานี้อ่านหนังสือทบทวนไม่ก็หาความรู้อะไรอื่นๆมากกว่ามานั่งสะสางงานงกๆจนกว่าจะเจียดเวลามาอ่านได้ก็ดึกดื่นเข้าไปแล้ว


แต่ถึงอย่างนั้นตอนนี้สิ่งที่อาจารย์หนุ่มนอนครุ่นคิดอยู่ก็มีเพียงเรื่องเดียว และหวังว่าถ้าวันนั้นมันมาถึงแล้วจะไม่มีอะไรที่เลวร้ายไปมากกว่านี้มากนัก


ถ้ากลับมาถึงแล้วก็โทรบอกด้วย


นี่คือการแสดงความเป็นห่วงโดยไม่ต้องบอกออกมาตรงๆว่าเป็นห่วงสินะ

บางทีอาจารย์จองก็คิดว่า...ถ้าตนเองไม่ได้ปฏิเสธอีกฝ่ายเสียตั้งแต่แรก ป่านนี้ก็คงมีคนที่น่าจะเข้าใจและยืนอยู่ข้างตนเองไปนานแล้วหรือเปล่านะ


แต่ว่าถ้าไม่ได้ขัดแย้งกันตั้งแต่แรก เขาก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าสุดท้ายจะกล้าบอกความกังวลในใจตัวเองที่สะสมมานานให้เจ้าตัวได้รับรู้หรือเปล่านี่สิ

สิ่งที่เรียกว่าโชคชะตามันก็แปลกดีเหมือนกันนะ

 


--


 

                ประตูรั้วบ้านในยามบ่ายแก่เปิดออกตามด้วยร่างของเด็กหนุ่มวัยสิบแปดที่เพิ่งกลับมาจากโรงเรียน

คุณแม่ของเขายังคงประจำอยู่ที่ครัว โดยในตอนนี้เธอกำลังทำความสะอวดอุปกรณ์ทำอาหารและพวกแม่พิมพ์ทำขนมต่างๆหลังจากที่เสร็จสิ้นการทำขนมขายในวันนี้ ก่อนจะเปลี่ยนไปเตรียมอาหารเย็นแทน


“อ้าว วันนี้กลับเร็วจังนะ”

“อ่อ...ใกล้สอบแล้วล่ะครับ ช่วงนี้ชมรมก็เริ่มปิด ผมเลยออกจากโรงเรียนมาเร็ว”

“สอบท้ายเทอมน่ะเหรอ”

“ครับ”


จองกุกวางเป้เอาไว้ข้างโต๊ะอาหารแล้วก็นั่งลงก่อนทั้งที่ปกติจะรีบเอาขึ้นไปเก็บที่ห้องแล้วค่อยลงมา แต่ก็เพราะวันนี้เขามีเรื่องที่อยากจะคุยกับฮเยซองเสียหน่อย


“จริงสิ ลูกอยากเรียนพิเศษอะไรเพิ่มรึเปล่า เดี๋ยวปีหน้าก็จะเข้ามหาลัยแล้วนี่เรา”

“เอ่อ.....”


เขาเผลออ้าปากค้างนิดๆด้วยความไม่มั่นใจ แต่ไม่ใช่ว่าไม่ได้อยากสอบเข้ามหาวิทยาลัย เพียงแต่ว่าสิ่งที่เขาอยากจะพูดมันก็เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน


“ทำไมเหรอ หรือว่าลูกจะไม่ต่อมหาลัยแม่ก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะ”

“ไม่...ไม่ใช่แบบนั้นครับ คือผมกำลังคิด...อ่า...ไม่สิ” จองกุกถอนหายใจหลังจากที่พยายามอธิบายความยุ่งยากในใจออกมา “ผมอยากคุยกับคุณอี”


คำพูดนี้นั้นทำให้ฮเยซองถึงกับหันมามองหน้าลูกชายที่กำลังมีสีหน้าที่กระอักกระอ่วนอยู่เหมือนกัน


“...ลูกจะคุยกับเขา?”


จองกุกพยายามสบตาเธออย่างมั่นคงที่สุดแม้ว่าภายในใจจะยังคงสั่นไหวอยู่ลึกๆกับการตัดสินใจก้าวสำคัญของตนเองในครั้งนี้


“คุณแม่ให้ความสำคัญกับการตัดสินใจของผมแล้วนี่ครับ เพราะงั้น ถ้าผมต้องการอะไรผมก็ควรจะบอกด้วยตัวเอง”

“จองกุก....”

“ผมโอเคแล้วล่ะ ตอนนี้ผมก็กล้าที่จะบอกคุณแม่แล้วด้วย”


หญิงวัยกลางคนเผยรอยยิ้มบางออกมาเมื่อได้ยินเช่นนั้น ดูเหมือนว่าการที่ทั้งสองคนได้มีโอกาสมานั่งคุยกันจริงจังเสียทีคล้ายจะเป็นการปลดล็อคอะไรสักอย่างที่ต่างคนต่างก็ไม่เคยรับรู้กันมาก่อนทั้งที่อยู่ใกล้ชิดกัน


กับรวมทั้งสิ่งที่ท้าทายยิ่งกว่า ก็คือการที่เริ่มกล้าที่จะคุยกับคนที่ตนเองอคติมาก่อน

มันเป็นความรู้สึกที่ประหลาดดีใช่ไหมล่ะ ทั้งที่เมื่อก่อนไม่แม้แต่อยากจะเห็นหน้าเลยแม้แต่น้อย


เขาแปลกใจตัวเองไม่น้อยเพราะไม่เคยนึกว่าจะมีสักวันที่มาถึงจุดนี้ได้ จองกุกคิดมาตั้งนานแล้วว่าตนจะไม่มีวันยอมรับผู้ชายคนนั้นที่หวาดกลัวว่าจะมาทำให้คุณแม่ของตัวเองเสียใจเป็นครั้งที่สอง รวมทั้งปฏิเสธทุกความรู้สึกที่จะนำพาไปสู่สภาพที่น่าสมเพชแบบนั้นด้วยเช่นกัน


ไม่ใช่เรื่องที่ผิดถ้าใครคนหนึ่งจะปิดกั้นตัวเองเพราะมันเป็นสิทธิ์ของคนคนนั้น เพราะแต่ละคนก็มีวิธีการจัดการกับปัญหาของตัวเองไม่เหมือนกันอยู่แล้ว ส่วนถ้าอยากจะเปลี่ยนแปลงอะไรที่มันเกินกำลังของตัวเองในตอนนั้น น้อยคนที่จะมีความกล้ามาจากภายในจิตใจด้วยตัวเอง ซึ่งจองกุกไม่เคยมีสิ่งนั้นอยู่ในความคิดเลย กระทั่งเกิดเรื่องราวที่เป็นจุดหักเหและตัวแปรสำคัญ


เป็นแค่อาจารย์ดูแลห้องพยาบาลแท้ๆ...

แต่สำหรับจองกุกในตอนนี้ ซอกจินก็คงเป็นอาจารย์คนเดียวที่จะสามารถสอนวิชาที่หลักสูตรการศึกษาไหนๆในโลกใบนี้ก็ไม่มีให้อย่างแน่นอนแล้วล่ะ



----------------


>>Talk

ตอนนี้มาสั้นหน่อยนะคะ ต้องขออภัยด้วยจริงๆ ;q; เพราะที่ไกด์เอาไว้ ตอนนี้ก็เป็นตอนที่เชื่อมจากจุดหักเหเปลี่ยนแปลงจากไคล์แม็กซ์ที่ผ่านมา เข้าสู่ช่วงสุดท้ายอย่างสมบูรณ์แล้วค่ะ แน่นอนว่าพาร์ทคลี่คลายไปจนตอนจบก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆแล้ว (ซึ่งน่าจะยาวกว่าตอนนี้แน่นอนค่ะ 555555555)

ขอบคุณสำหรับเฟฟ เมนท์ วิว แท็ก อะไรต่อมิอะไรเช่นเดิมนะคะ ส่วนตัวเล่มจะพยายามทำให้ออกมาทันช่วงปลายเดือนหน้า เตรียมหยอดกระปุกรอกันได้แล้วนะคะสำหรับคนที่อยากได้ อย่าปล่อยรต.เดียวดายกลางทางเลยนะคะ (ฮา)

เจอกันตอนหน้าค่า จุ๊บๆ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

417 ความคิดเห็น

  1. #385 asd222 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2561 / 05:07
    น้องกล้าเปิดใจแล้ววว แม่นกุกอย่างเราก็ดีใจๆๆๆๆ
    #385
    1
    • #385-1 Tsukihana(จากตอนที่ 27)
      9 มีนาคม 2561 / 03:51
      เจ้ากระต่ายน้อยกำลังเดินออกมาจากเซฟโซนแล้วค่ะ!!!
      #385-1
  2. #384 Nayhrp (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2561 / 00:13
    มาถึงจุดเปลี่ยนของแต่ละคนแล้ว. . .ขอให้มันไปในทางทีดีขึ้นนะคะะะ เอาจริงๆตอนนี้เห็นแววแค่ของกุกที่จะดีขึ้น ส่วนโฮซอกกะแบมลิซนั้น ฮื่ออออ สู้นะคะะ เราเชื่อว่าจะต้องดีขึ้นนนน

    รออ่านตอนต่อไปค่าาา
    #384
    1
    • #384-1 Tsukihana(จากตอนที่ 27)
      9 มีนาคม 2561 / 03:50
      ต้องรอลุ้นกันต่อไปค่ะแงงงงง แต่ในตอนหน้า ปัญหาบางอย่างของบางคนกำลังคลี่คลายแล้วค่ะ XD จะใช่คนที่ลุ้นเอาไว้ไหมนั้น รอเราก่อนนะคะ 555555
      #384-1
  3. #383 RMJHyun (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2561 / 20:51
    ว้าว ดูมีอะไรเปลี่ยนแปลงมากเลยในสำหรับทุกคู่ เป็นกำลังใจให้ทุกคนเลยค่ะ

    หวังว่าอาจารย์จองจะไม่เจออะไรที่แย่ไปกว่านี้นะคะ เป็นห่วงจังเลย T T

    อ.คิมห้องพยาบาลนี่ก็เริ่มได้คะแนนเยอะละ ดีใจด้วยค่ะ 55555555
    #383
    1
    • #383-1 Tsukihana(จากตอนที่ 27)
      12 กุมภาพันธ์ 2561 / 21:34
      แต่ละคนก็มีตัวแปรเป็นของตัวเองค่ะ และตัวแปรนี้เองจะทำพาไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน
      มารอดูผลกันนะคะว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ฮาาา
      #383-1
  4. #382 k_92 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2561 / 08:13
    จุดเปลี่ยนของแต่ละคนเลย
    #382
    1
    • #382-1 Tsukihana(จากตอนที่ 27)
      12 กุมภาพันธ์ 2561 / 17:07
      ใช่ค่า ตอนนี้ก็เป้นจุดหักเหสุดท้ายแล้วด้วย มาร่วมลุ้นไปกับพวกเขากันน้า~~
      #382-1
  5. #381 mayupong-111 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2561 / 07:41
    ม่อนโฮปคือละมุน เป็นกำลังใจให้โฮซอกเลย
    #381
    1
    • #381-1 Tsukihana(จากตอนที่ 27)
      12 กุมภาพันธ์ 2561 / 16:49
      อวยพรให้คุณจองกันนะคะ ><
      #381-1
  6. #380 tienin (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2561 / 06:00
    แบมจะทำอะไรก็รีบทำ อย่าปล่อยให้มันผ่านไป โฮซอกสู้ๆหวังว่าพ่อจะคุยดีดี จองกุกตัดสินใจแล้วสินะ
    #380
    1
    • #380-1 Tsukihana(จากตอนที่ 27)
      12 กุมภาพันธ์ 2561 / 16:04
      แบมก็อยากรีบอยู่ค่ะ ฮืออ แต่ตอนนี้กลายเป็นแบมผู้ไม่รู้อะไรเลยไปแล้ว /หื้ม
      ส่วนอีกสองคนที่เหลือนั้นถึงเวลาที่ต้องกลับไปเผชิญหน้าอีกรอบแล้วล่ะค่ะ
      #380-1