คือเธอที่ปรารถนา

ตอนที่ 43 : ตอนที่ 42 ครอบครัวไลลา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 659
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    5 ก.พ. 53


อเมทิสต์ได้ยินเสียงกระซิบและเสียงหัวเราะเบาๆ ที่ข้างหูได้สักพักก่อนจะรับรู้ถึงแรงบีบที่ปลายจมูก ด้วยความอึดอัดเขาจึงวาดมือปัดสิ่งที่กำลังขัดขวางการหายใจของเขาอยู่ และพบว่าเสียงหัวเราะกลับยิ่งดังมากขึ้น

“ไม่ตื่นฮะ”

“ถ้างั้นก็อย่ากวนคุณพ่อเลย ไปอาบน้ำกันดีกว่า”

เสียงที่สองนี่เองที่ทำให้อเมทิสต์ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองและพบกับใบหน้าที่เขาเก็บเอาไปฝันทั้งคืน แต่เวลานี้ใบหน้านั้นกลับล้อมกรอบไว้ด้วยเส้นผมที่ยุ่งฟูไร้ระเบียบ แต่ก็ยังดูน่ารักน่าปรารถนาสำหรับเขาอยู่ดี

“ตื่นแล้วครับ”

อเมทิสต์ตะแคงตัวใช้แขนข้างหนึ่งเป็นหลักแล้วเอื้อมมือคว้าเอาหญิงสาวที่นั่งมองเขาเข้ามาใกล้ ทั้งๆ ที่ลูกชายยังนั่งมองคนทั้งคู่ตาแป๋ว แต่เขาก็จูบโยทะกาไปแล้วต่อหน้าลูกชาย

เมื่อทั้งคู่ผละห่างออกจากกันมาร์ลาไคล์สังเกตเห็นว่าพี่ลิลลี่ของเขาหน้าแดงจัดและบิดาของเขามีรอยยิ้มที่ไม่ได้เห็นบ่อยนักประดับบนใบหน้า

“อรุณสวัสดิ์”

“ค่ะอรุณสวัสดิ์”

ความเก้อกระดากคงจะเกิดขึ้นต่อไปเป็นแน่ ถ้าไม่เป็นเพราะมาร์ลาไคล์จะพูดด้วยน้ำเสียงติดจะมีแง่งอนขึ้นมาเสียก่อน

“ผมยังอยู่นะปาป๊า”

อเมทิสต์หันไปมองหน้าลูกชายที่เวลานี้นั่งหน้างอแก้มป่องกอดอกแน่น โยทะกาที่ไม่เคยเห็นท่าทางแบบนี้ของมาร์ลาไคล์มาก่อนก็เกิดอาการตกใจ เธอหันมองอเมทิสต์เพื่อขอความช่วยเหลือก็พบกับสายตาที่เต็มไปด้วยความขบขันและเอ็นดูเสียมากกว่าจะเดือดร้อนใจ

อเมทิสต์ยกมือขึ้นวางบนศีรษะลูกชายแล้วลุกขึ้นนั่ง เขาหอมแก้มลูกชายเบาๆ ด้วยความรักแล้วกอดเขาไว้แน่นๆ

“หายงอนยัง”

“ยัง”

มาร์ลาไคล์ยังคงกอดอกแก้มป่องอยู่อย่างนั้น ทำให้อเมทิสต์ประหลาดใจ เพราะทุกครั้งที่มาร์ลาไคล์งอนเขาเพียงแค่หอมแก้มแล้วกอดแรงๆ แบบที่ทำอยู่เด็กคนนี้ก็จะหายงอน แต่ครั้งนี้ดูท่าจะยาก แต่อเมทิสต์ไม่ต้องคิดนานเลย เมื่อมาร์ลาไคล์เสนอในสิ่งที่เขาเองก็ชอบเช่นกัน

“ผมหายงอนก็ได้ แต่พี่ลิลลี่ต้องทำเหมือนปาป๊า”

โยทะกาที่เฝ้าจับตามองสองพ่อลูกถึงกับหลุดหัวเราะออกมาอย่างช่วยไม่ได้จริงๆ เธอเขยิบตัวเข้าใกล้พ่อลูกลูวโคหอมมาร์ลาไคล์แรงๆ ด้วยความมันเขี้ยวแล้วกอดเขาไว้ ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่อเมทิสต์เองก็กอดทั้งเธอและมาร์ลาไคล์ไว้ เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นก็พบกับดวงตาและรอยยิ้มอบอุ่นของเขากับเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของมาร์ลาไคล์

“พี่ลิลลี่จะมาเป็นแม่ให้ผมใช่ไหมฮะ”

โยทะกามองหน้ามาร์ลาไคล์ทันทีด้วยความตกใจ แต่ดวงหน้าของเด็กชายกลับเต็มไปด้วยความคาดหวังเสียจนเธอไม่กล้าปฏิเสธ

“แต่มาร์มีคุณแม่อยู่แล้วนี่คะ”

“แต่ว่าแม่อยู่กับน้องแฝดกับลุงเคนนี่ฮะ”

“มาร์ก็เลยจะให้พี่โยมาเป็นแม่”

มาร์ลาไคล์พยักหน้ารับด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความคาดหวัง ขณะเดียวกันเขาก็หันไปยิ้มกับบิดาที่มีรอยยิ้มไม่ต่างกัน

“ถ้าอย่างนั้นมาร์คงต้องถามคุณพ่อก่อนแล้วล่ะ ว่าอนุญาตหรือเปล่า...”

มาร์ลาไคล์ไม่ต้องถามเสียด้วยซ้ำไป เพราะอเมทิสต์ตอบกลับมาก่อนที่โยทะกาจะทันได้พูดจบประโยคเสียด้วยซ้ำ

“ผมอยากให้คุณมาอยู่กับเราที่นี่ มาเป็นภรรยาของผม เป็นแม่ของมาร์จะได้ไหม?”

โยทะกาทำหน้าไม่ถูกเอาจริงๆ เพราะขณะนี้สองพ่อลูกกำลังรอคอยคำตอบเอาจากเธอ ซึ่งเป็นภาพที่น่าประทับใจเหลือเกิน ในเมื่อคนตัวโตกับคนตัวเล็กมีดวงตาที่เหมือนกันออกขนาดนี้ ถึงแม้ว่าคนตัวโตกว่าตอนนี้จะดูไม่ค่อยได้ด้วยหนวดเคราที่รกรุงรังก็ตามที

“ค่ะ”

สิ้นเสียงขานรับ โยทะกาก็ต้องรับแรงกระโจนเข้ากอดรัดด้วยความดีใจของมาร์ลาไคล์ ยังดีว่ามีร่างกายแข็งแรงของอเมทิสต์คอยกันอีกชั้นหนึ่งไม่อย่างนั้นเธอคงต้องล้มกลิ้งตกเตียงอย่างแน่นอน

“ใจเย็นๆ จ๊ะมาร์”

“โอ๊ย... ดีใจจัง ถ้างั้นผมเรียกพี่ลิลลี่ว่ามาม๊าได้ไหมฮะ”

มาร์ลาไคล์หยุดดิ้นแล้วจ้องหน้าโยทะกาด้วยสีหน้าจริงจัง ถ้าไม่เป็นเพราะแรงสั่นสะเทือนเบาๆ ด้วยอาการเก็บกลั้นเสียงหัวเราะของอเมทิสต์ โยทะกาคงจะสะเทือนใจไม่น้อยที่เด็กชายตัวเท่านี้ต้องมาเรียกร้องหาแม่ใหม่เอาเองอย่างนี้ เธอจึงหันไปเอ็ดอเมทิสต์เบาๆ

“คุณนี่”

“แล้วได้ไหม มาร์เรียกคุณว่ามาม๊าได้ไหม?”

“แล้วคาเรนล่ะคะ”

โยทะกายังคงมีสีหน้ายุ่งยากอยู่นั่นเอง ซึ่งอเมทิสต์ก็เข้าใจ เขาหยุดหัวเราะแล้วกอดทั้งสองคนไว้แนบอก

“คาเรนก็ยังคงเป็นแม่ของมาร์ลาไคล์อยู่นั่นเอง แต่คุณก็เป็นคนที่มาร์รักและเต็มใจที่จะเรียกคุณแบบนั้น เพราะฉะนั้นไม่เป็นไรหรอก”

โยทะกามองหน้ามาร์ลาไคล์ เธอส่งยิ้มอ่อนโยนให้เขาและลูบศีรษะเขาแต่เบามือ

“พี่โยไม่ได้มาเป็นตัวแทนคุณแม่ของมาร์ใช่ไหม?”

มาร์ลาไคล์พยักหน้า

“พี่โยไม่ได้เป็นตัวแทนฮะ คุณแม่ก็คือคุณแม่ แต่พี่โยคือมาม๊า มาม๊าจะดูแลผมดูแลปาป๊า ผมอยากให้มาม๊าอยู่กับผมตลอดไป”

“ถ้าอย่างนั้นก็จ๊ะ”

“เย่! ดีใจจังเลย”

มาร์ลาไคล์ลุกขึ้นกอดโยทะกาแล้วหอมแก้มเธอซ้ายทีขวาทีก่อนจะหันไปทำแบบเดียวกันกับบิดา

โลกที่เคยเงียบเหงาเศร้าซึมมาตลอดหลายปีของโยทะกาได้รับการปลอบประโลมจากเด็กชายตัวน้อย เธอสามารถรักเขาได้อย่างไม่มีเงื่อนไข และพร้อมที่จะดูแลเขาต่อไป

เมื่อเหตุการณ์ตึงเครียดผ่านพ้นไป อเมทิสต์ก็กลับมาเป็นคนเดิมที่ดูแลตัวเองให้เนี๊ยบอยู่เสมอ ผิดจากเดิมบ้างก็คงเป็นรูปร่างที่ซูบลงไปกว่าเดิม และรอยยิ้มที่มีมากขึ้นกว่าก่อน

ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้คนในบ้านได้แต่พากันประหลาดใจ เพราะไม่เคยมีครั้งใดเลยที่อเมทิสต์จะสามารถยิ้มได้อย่างเต็มที่อย่างที่เป็นอยู่ อย่างมากก็เพียงแค่นยิ้ม คล้ายกับคนมีเรื่องในใจ

“อเมทิสต์คะ”

โยทะการ้องเรียกอเมทิสต์ไว้ก่อน เมื่อเขาเดินผ่านหน้าห้องที่เธอกำลังเล่นกับมาร์ลาไคล์

เสียงร้องเรียกและฝีเท้าซอยถี่ที่ดิ่งตรงมาหาอเมทิสต์ ทำให้เขาได้เห็นท่าทางราวกับเด็กเล็กๆ ของโยทะกา ซึ่งขัดกับร่างกายสูงใหญ่เธอสร้างความขบขันไม่น้อย แต่เขาก็ไม่ได้หัวเราะออกไป ติดจะเอ็นดูท่าทางน่ารักของเธอเสียด้วยซ้ำ

“มีอะไรหรือ ทำไมต้องวิ่งด้วย เดี๋ยวล้มไปทำไง”

ปากบ่นแต่มือกลับคว้าไหล่ของโยทะกาไว้ก่อนแล้ว เมื่อมองเข้าไปในห้องก็พบว่ามาร์ลาไคล์กำลังยิ้มแป้นเลยทีเดียวที่เห็นอเมทิสต์ยืนกอดโยทะกากลายๆ อย่างนี้

“ขอโทษค่ะ ไม่ได้ตั้งใจเสียงดังเลย แต่เพิ่งนึกออกค่ะ”

“ครับ?”

“คือ วันจันทร์โยมีประชุมสำคัญ...”

สีหน้าของอเมทิสต์ที่ร่าเริ่งอยู่เมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นตึงเครียดขึ้นมาทันที เขาไม่อยากปล่อยให้โยทะกาอยู่ห่างสายตาเขาอีกแล้วและความคิดของเขาก็มีผลทำให้เกิดแรงบีบที่ต้นแขนของเธออย่างช่วยไม่ได้

“อเมทิสต์คะ โยเจ็บ”

“ผม... ขอโทษ”

อเมทิสต์ปล่อยโยทะกาทันทีพร้อมกันนั้นก็ปรากฏสีหน้าแสดงความเป็นเดือดเป็นร้อนกับความเจ็บปวดของเธอ

“ไม่เป็นไรค่ะ แต่ฟังโยพูดให้จบก่อนสิคะ”

“ผมขอโทษ”

โยทะกายกมือขึ้นสัมผัสแก้มอเมทิสต์ทั้งสองข้าง และโดยคาดไม่ถึงเธอคลึงฝ่ามือกับแก้มเขาราวกับเห็นเขาเป็นมาร์ลาไคล์และท่าทางของเธอก็เหมือนกับว่ามันเขี้ยวเขาอย่างเหลือเกิน

“ทำไมคุณสองคนนี่เหมือนกันจัง”

“ฮืมห์”

“เปล่าค่ะ ว่าแต่ฟังโยก่อนนะคะ”


“ครับ มีอะไร”

“คือว่าโยต้องประชุมวันจันทร์”

“แล้ว?”

“ความจริงโยต้องกลับไปประชุมที่วิลล่าของไทเกอร์...”

“บ้านเราก็มี ทำไมต้องกลับไปอีก ผมไม่ให้คุณไปหรอก ห้องหับที่นี่ก็มีตั้งเยอะ...”

“ก็เพราะทราบไงคะ ว่าคุณต้องพูดกับโยแบบนี้ก็เลยจะมาขออนุญาตใช้ห้องประชุมเล็กของคุณสักหน่อยได้ไหมคะ”

ทั้งสองคนแทบจะแย่งกันพูดเลยทีเดียว แต่เมื่อจับใจความแล้วทั้งคู่ต่างก็มีความคิดเหมือนกันจึงได้แต่มองหน้ากันแล้วพากันหัวเราะออกมา

“เจ็บมากไหม ผมขอโทษ แต่ผมควบคุมตัวเองไม่ได้จริงๆ ผมไม่อยากให้คุณจากผมไปไกลๆ”

“ค่ะ แต่คุณก็น่าจะฟังโยก่อนสิคะ”

อเมทิสต์ถอนหายใจยาวเหยียด เขาดึงโยทะกาเข้าสู่อ้อมกอดของตัวเองและกอดไว้อย่างนั้น

“รู้ไหม กว่าจะได้คุณมาอยู่กับผมอย่างนี้มันนานเหลือเกิน ผมได้แต่เฝ้ารอ แล้วผมก็กลัวไปสารพัดว่าความสุขนี้จะอยู่กับผมไม่นาน”

“คุณนี่คิดมาจัง ตอนนี้ถึงไล่โยก็ไม่ไปง่ายๆ หรอกค่ะ”

โยทะกาหัวเราะจนดวงตาของเธอยิบหยีลง

“แต่ว่าขอบคุณนะคะ”

“ครับ?”

“ก็คุณพูดว่าบ้านเรา โยดีใจจัง”

“ก็คุณเป็นเมียผม เป็นแม่ของลูกผม คุณก็ต้องมีสิทธิ์ในบ้านนี้เหมือนกันสิ”

กว่าโยทะกาจะได้แจ้งข่าวให้จูเนียร์รับทราบก็ใช้เวลาไปพอสมควร เพราะเวลานี้พ่อลูกลูวโคต่างก็พากันออดอ้อนเอากับเธอทั้งสองคน แม้ว่าจะเหนื่อยเพียงใด แต่เธอก็มีความสุข

การได้อยู่กับอเมทิสต์เพียงวันเดียวก็สามารถบอกความรู้สึกของเขาและโยทะกาได้เป็นอย่างดี ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ทั้งคู่ได้อยู่ด้วยกันอย่างเปิดเผย และคนทั้งบ้านต่างรับรู้ว่าเธอคือนายหญิงคนใหม่ของบ้านอย่างแน่นอน

แม้ว่าจะยังไม่ได้พูดคุยอย่างเป็นทางการกับคณะคนรับใช้ในบ้าน แต่ทุกคนต่างก็พากันลงความเห็นว่าโยทะกาเหมาะสม เพราะเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ทำให้นายของพวกเขายิ้มและหัวเราะได้อย่างเต็มที่ นับเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน ยิ่งกับนายน้อยด้วยแล้วแทบจะเรียกได้ว่าตัวติดกัน จะแยกกันก็เพียงเวลานอนเท่านั้น แต่นั่นก็กินเวลาไปกว่าครึ่งคืนแล้ว

เมื่อเช้าวันจันทร์มาเยือนโยทะกาเดินไปส่งอเมทิสต์ที่รถและกลับมาจัดการเตรียมห้องสำหรับประชุมด้วยตัวเองร่วมกับแม่บ้านที่พูดแล้วพูดอีกไม่ให้เธอทำ แต่เธอก็อยู่ช่วยทุกคนจนงานสำเร็จอย่างรวดเร็ว

ห้องประชุมที่ใช้นี้มีประตูทางเชื่อมไปอีกห้องหนึ่ง ซึ่งเป็นห้องเล็กๆ ที่เวลานี้มาร์ลาไคล์กำลังนั่งเล่นและมองผ่านช่องประตูมาก็เห็นโยทะกาเดินไปเดินมาในห้อง

“อีกเดี๋ยวก็เรียบร้อยแล้ว มาร์หิวยังคะ?”

“อีกเดี๋ยวก็ได้ฮะ มาร์อยากทานมื้อเช้ากับมาม๊า”

“จ๊า”

เมื่อจูเนียร์เดินทางมาถึงพร้อมกับเสือเฒ่าและสองสาวลอร่ากับคริสตินาเธอจึงบอกแผนวันนี้คร่าวๆ ให้ทั้งหมดฟัง แล้วขอตัวไปดูแลมาร์ลาไคล์

“มาค่ะ ไปอาบน้ำกัน หรือว่าจะกินก่อนดี”

“อาบน้ำ”

“งั้นก็ไปอาบน้ำกัน”

กลับออกมาอีกครั้งทั้งโยทะกาและมาร์ลาไคล์ก็ดูมีหน้าตาที่สดชื่นขึ้น ทั้งคู่เชิญให้แขกที่มาถึงก่อนเวลาร่วมรับประทานด้วยกัน

สายตาทุกคนที่ทอดมองโยทะกาและมาร์ลาไคล์ต่างมีรอยยิ้มประดับอยู่ เพราะเพียงแค่มองก็สามารถรับรู้ได้ถึงความรักความผูกพันที่คนทั้งคู่มีต่อกัน กว่าสมาชิกผู้เข้าร่วมประชุมมาครบก็สายจัดทีเดียว ดังนั้นโยทะกาจึงพอมีเวลาที่จะจัดการกับเจ้าตัวเล็ก

“มาร์ครับ”

“ครับ”

“เดี๋ยวมาม๊าประชุมอยู่ห้องข้างๆ มองจากตรงนี้ก็เห็น”

มาร์ลาไคล์พยักหน้ารับ เขายิ้มอยู่ในหน้า เพราะเขาเห็นแล้วว่าความกังวลใจของโยทะกาอยู่ที่ไหน

“ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกฮะ ผมจะไม่ซน ไม่ทำให้มาม๊าเป็นห่วง ปาป๊าก็ชอบให้ผมนั่งรอแบบนี้เหมือนกัน”

พอได้ยินอย่างนี้โยทะกาก็อดไม่ได้ เธอเข้ากอดเด็กชายเล็กๆ ไว้ในอ้อมกอด พลางคิดว่าพ่อเขาสอนกันมาดีเหลือเกิน เธอไม่เคยต้องเหนื่อยใจกับเด็กคนนี้เลยสักครั้ง

“ถ้าอย่างนั้นมาม๊าประชุมก่อนนะ”

ก่อนไปโยทะกาจูบแก้มมาร์ลาไคล์อีกครั้ง ซึ่งในสายตาแม่บ้านที่ยืนมองอยู่คิดว่าคนที่งอแงเป็นเด็กๆ น่าจะเป็นโยทะกาเสียมากกว่าจะเป็นมาร์ลาไคล์เป็นไหนๆ

โยทะกาปรับเปลี่ยนสีหน้าทันทีที่เข้าห้องประชุม เธอเริ่มเรื่องการปรึกษาหารือกันในเรื่องของโรงเรียน ซึ่งกำหนดวันเปิดโรงเรียนคืออีกสองสัปดาห์ข้างหน้า ส่วนวันเปิดมูลนิธิเธอเลือกให้ตรงกับวันครบรอบวันตายปีที่7ของฌอน ซึ่งก็เหลือเวลาอีกประมาณเดือนเศษ

“เรื่องเอกสารที่ให้จัดการเรียบร้อยแล้ว เรื่องแผนการจัดสร้างมูลนิธิเรียบร้อย อืม... รายละเอียดปลีกย่อยเรียบร้อยแล้ว ทีนี้ก็เรื่องสถานที่จัดตั้งบริษัท”

โยทะกาเงยหน้าขึ้นมองหลุยส์และเสือเฒ่า

“โยจำได้ว่าบ้านที่... ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรใช่ไหมคะ?”

“ครับ”

“เดี๋ยวนะ ที่นั่นไม่น่าจะเหมาะ...”

โยทะกานั่งหมุนเก้าอี้เล่นด้วยท่าทางใจลอย ซึ่งเป็นอีกอิริยาบถหนึ่งที่คนอื่นๆ นอกเหนือไปจากไทเกอร์ หลุยส์และจูเนียร์ไม่เคยเห็นจึงได้แต่มองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสนใจ เพราะนอกจากเธอจะหมุนเก้าอี้เล่นแล้วยังเอนตัวยกแขนขึ้นข้างหนึ่งเพื่อจะยกกำปั้นมารองรับใบหน้ายุ่งๆ ของตัวเอง ปากก็พึมพำด้วยท่าทางเลื่อนลอย

“นึกออกแล้ว”

อยู่ๆ โยทะกาก็ตะโกนออกมาเสียงดัง ทุบกำปั้นกับฝ่ามือของตัวเอง แล้วมองทุกคนด้วยดวงตาวิบวับราวกับเด็กเล็กๆ เมื่อยามได้ของเล่นถูกใจ

คนอื่นๆ ในห้องต่างพากันตกใจ รวมถึงมาร์ลาไคล์ที่หยุดเล่นตัวต่อแล้วมองข้ามห้องมาดูมาม๊า ที่มีสีหน้าดีใจเหมือนเด็กๆ ด้วยสายตาไม่เข้าใจ

“มาเรีย มาม๊าเป็นอะไร?”

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ”

แล้วมาเรียก็พยายามสกัดเสียงหัวเราะอย่างสุดกำลัง เธอไม่เคยเห็นใครสามารถแสดงสีหน้าและอารมณ์ได้อย่างตรงไปตรงมาเช่นโยทะกามาก่อนเลย ที่สำคัญทั้งที่ตัวโตพอๆ กับคุณผู้ชายแต่กลับมองยังไงก็ยังคงเป็นผู้หญิงอยู่นั่นเอง

“บ้านที่ชานเมืองไง หลุยส์ บ้านหลังนั้นเอาไปทำอะไรแล้วหรือยัง?”

หลุยส์เปิดรอยยิ้มกว้างขวางขึ้นมาทันที เพราะแม้ว่าปากของโยทะกาจะบอกว่าทรัพย์สินของเธอมีมากมาย แต่ดูเหมือนว่าเธอจะจดจำทั้งหมดได้เป็นอย่างดี

“ยังครับ”

“งั้นก็ดีเลย ตกลงเอาที่นั่นละกัน”

หลายสายตามีแต่คำถามส่งมอบมาให้โยทะกาด้วยกันทั้งนั้น เพราะไม่เข้าใจถึงสถานที่ที่เธอเลือกแม้แต่น้อย หลุยส์เองก็ได้เตรียมการมาแล้วเป็นอย่างดี จึงฉายภาพรวมถึงแปลนบ้านหลังดังกล่าวให้ทุกคนได้เห็น ซึ่งทุกคนต่างพากันทึ่งกับการเตรียมความพร้อมของหลุยส์ แต่โยทะกาเพียงแต่ยิ้มแล้วก็หัวเราะเสียงดัง

“รอบคอบเหมือนเดิมนะคะ”

“ไม่ได้หรอกครับ เพราะไม่รู้ว่ามาดามจะถามถึงอะไรตอนไหน ผมก็ต้องเตรียมข้อมูลให้พร้อมไว้ก่อน เดี๋ยวอารมณ์เสียแล้วจะหาคนปราบยาก ยิ่งตอนนี้ทั้งฌอนทั้งคุณลูวโคไม่มีใครอยู่สักคน”

“แหม อย่าพูดเสียจนฉันเหมือนปีศาจแบบนั้นสิคะ”

โยทะกายกฝ่ามือขึ้นกางปิดใบหน้าข้างหนึ่งด้วยความเขินอาย และแน่นอนเป็นท่าทางที่ไม่มีใครได้เห็นบ่อยนักเช่นกัน

ขณะที่คนอื่นๆ กลับมองหลุยส์เป็นดังอาจารย์ เพราะไม่มีอะไรที่โยทะกาถามเกี่ยวกับงานในหน้าที่ที่เขาไม่รู้ เขามีข้อมูลทุกอย่างเตรียมมาเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเรียกเวลาใดก็ได้รับคำตอบในทันที ซึ่งนักเรียนทุนทุกคนต่างพากันมองหลุยส์ด้วยสายตานับถืออย่างจริงใจที่สุด

“ถ้าอย่างนั้นก็พรุ่งนี้เราไปดูสถานที่กัน ไปด้วยกันหมดนี่ล่ะ ไปดูด้วยกันจะได้ช่วยกันคิดว่าเราจะปรับปรุงเป็นสำนักงานและมูลนิธิได้ยังไง”

โยทะกาสรุปงานกับเหล่าสมาชิกไลลาทุกคนด้วยท่าทางกระตือรือร้น เธอไม่ทันได้หันไปมองที่ห้องข้างๆ เสียด้วยซ้ำ เมื่อมาร์ลาไคล์เลิกเล่นตัวต่อแล้วลุกขึ้นเดินหายไปจากระยะสายตาของเธอ

มาร์ลาไคล์ยิ้มด้วยความดีใจเมื่อเห็นบิดาเดินยิ้มเข้ามาหาเขาพร้อมกับยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปากเป็นสัญญาณให้มาร์ลาไคล์ไม่ส่งเสียงดังออกไป

มาร์ลาไคล์เองก็ยกมือทำกิริยาเดียวกับบิดาแล้วเดินไปหาอเมทิสต์พร้อมกับหอมแก้มฟอดใหญ่ด้วยความรัก

“วันนี้ปาป๊ากลับบ้านเร็วจังฮะ”

“ปาป๊าจะมากินกลางวันกับเราไง”

“ดีจังฮะ แต่ว่ามาม๊ายังทำงานไม่เสร็จเลย”

“แต่พ่อว่าเสร็จแล้วล่ะ ปะ ไปชวนมาม๊ากินข้าวกันดีกว่า”

อเมทิสต์ยิ้มบางๆ ให้กับลูกชายแล้วอุ้มเขาเดินตรงไปหาโยทะกาที่พูดสรุปการประชุมเสียงดัง เขาอยู่ในสายตาของคณะไลลาทุกคนยกเว้นโยทะกา หลายคนพากันอมยิ้ม แต่ดูเหมือนว่าโยทะกาจะยังไม่รู้สึกตัว ดังนั้นเธอจึงสะดุ้งสุดตัวเมื่ออเมทิสต์เดินเข้าประชิดตัวแล้วขโมยหอมแก้มเธอต่อหน้าสมาชิกทุกคน

“พักได้แล้วมาดาม เลยเวลามานานแล้ว”

“คะ  ค่ะ”

โยทะกาหน้าตาแดงขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้จริงๆ เธอรู้ว่าอเมทิสต์คนนี้รักเธอและเขาก็แสดงให้เธอเห็นอยู่ทุกครั้งที่มีโอกาส แต่สำหรับการแสดงออกอย่างโจ่งแจ้งในที่สาธารณะเช่นนี้นับเป็นครั้งแรก และดูเหมือนว่าเขาจะไม่เดือดร้อนเลยที่ได้แสดงออกถึงความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขา

“โยก็กำลังจะไปค่ะ แต่ว่าคุณมาก่อน เอ้อ! คุณมาก็ดีแล้ว ทุกคนคะ นี่คือคุณอเมทิสต์ ลูวโคคู่รักของโยค่ะ อเมทิสต์คะนี่ครอบครัวของโยค่ะ สมาชิกไลลา”

โยทะกาพูดด้วยน้ำเสียงรื่นเริงและเต็มไปด้วยความสุข เธอแนะนำแต่ละคนให้อเมทิสต์ได้รู้จัก โดยที่เธอไม่รู้ตัวสักนิดว่าการที่เธอแนะนำไปว่าอเมทิสต์คือคู่รักของเธอนั้นมีค่าเพียงใด และด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มนั้นทำให้เขารู้สึกอบอุ่นในหัวใจเหลือเกิน

แม้แต่คนอื่นๆ ที่ได้รับการแนะนำว่าเป็นครอบครัวของโยทะกาก็ได้แต่เก็บความรู้สึกขอบคุณเอาไว้ เพราะนักเรียนทุนทุกคนที่อยู่ในห้องนี้ล้วนแล้วแต่เคยเป็นเด็กที่ไม่เคยมีใครต้องการ เป็นเด็กที่ถูกสังคมมองข้ามกระทั่งได้มารับทุนนี้ ได้รู้จักโยทะกา พวกเขาจึงได้รู้จักกับคำว่าครอบครัวเป็นครั้งแรก ทำให้สองสาวพากันตาแดงๆ แต่มีรอยยิ้มที่สดใสที่สุดมอบให้ผู้หญิงตรงหน้า

“เอาล่ะค่ะทุกคนที่นี่เราก็ไปหาอะไรทานกันก่อนดีกว่า”

โยทะกาเดินเคียงไปกับอเมทิสต์ที่อุ้มลูกชายไว้นำคนทั้งหมดเข้าสู่ห้องจัดเลี้ยงย่อมๆ ที่นั่นอาหารพร้อมแล้วและบรรดาคนรับใช้ต่างปฏิบัติกับทุกคนด้วยท่าทางนอบน้อมให้เกียรติอย่างเต็มที่

“ทุกคนตามสบายนะครับ ขอให้คิดว่าพวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน”

อเมทิสต์พูดขึ้นด้วยใจจริง เขารู้ว่าทุกคนที่อยู่ตรงหน้านี้คือครอบครัวที่สำคัญของผู้หญิงที่เขารัก และเขาปรารถนาจะให้เธอได้พบกับความสุขสมหวังที่สุดในชีวิต ดังนั้นเขาจึงไม่คิดที่จะทำอะไรให้เป็นที่กระเทือนจิตใจของเธอ เขาให้คำมั่นสัญญากับตัวเองในใจ

*****************************************************************************************************************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

67 ความคิดเห็น

  1. #52 august (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553 / 20:17
    เยี่ยมมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ



    อ่านไป ก็ยิ้มไป......มีความสุขไปด้วย



    ต่อเร็วๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆนะจ๊ะ
    #52
    0