คือเธอที่ปรารถนา

ตอนที่ 39 : ตอนที่ 38 โรงเรียนศิลปะไลลา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 532
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    16 ธ.ค. 52

 โยทะการู้สึกคุ้นกับใบหน้าของอลันไม่น้อย แต่นึกอย่างไรก็นึกไม่ออก และไม่อยากทำให้นักเรียนทุนคนอื่นๆ เกิดการแปลกแยก จึงเริ่มพูดในสิ่งที่เธอต้องการทันทีอย่างตรงไปตรงมาที่สุด

 “เริ่มจากสิ่งที่ติดอยู่ในใจของฉันก่อนนะคะ ฉันอยากจะให้บ้านของฉันที่... ซึ่งตอนนี้เป็นโรงเรียนที่มีคุณลอร่าดูแลอยู่”

 โยทะกาหันไปมองลอร่าที่หน้าแดงจัดขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ด้วยสายตาอ่อนโยนและเต็มไปด้วยการให้กำลังใจ เพราะถ้าจะกล่าวไปแล้วภายในห้องประชุมนี้มีผู้หญิงเพีงสามคนเท่านั้น คือ โยทะกา ลอร่าและคริสติน่า ลอร่าเป็นนักเรียนศิลปะที่เรียนจบหลังโยทะกาสองปี และเป็นคนแรกที่เข้าไปเปิดปราสาทให้กลายเป็นโรงเรียนที่โยทะกาชื่นชม

 “ฉันได้ติดต่อไปยังท่านวุฒิสมาชิกแล้วเรื่องที่จะจัดการให้ที่นั่นกลายเป็นโรงเรียน และฉันขอเสนอให้ลอร่าเป็นครูใหญ่ประจำโรงเรียน”

 ลอร่าตกใจจนแทบสิ้นสติ เธอเกิดอาการตะกุกตะกักขึ้นมาในทันที

 “ตะ... แต่ว่าดิฉันไม่สามารถ”

 โยทะกาส่ายศีรษะช้าๆ พลางจับมือลอร่าที่เวลานี้เย็นเชียบด้วยความตื่นเต้นตกใจ เธอกวาดสายตามองทุกคนที่อยู่ในห้องประชุมนั้น แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสุขและน้ำเสียงรื่นเริง

 “ใครบอกว่าไม่สามารถ สิ่งที่คุณได้ทำมาตลอดสี่ปี คุณไม่ได้จัดการให้ที่นั่นระบบระเบียบหรอกหรือ แล้วก็คุณไม่ใช่หรือลอร่าที่จัดการให้ที่นั่นเป็นแหล่งรวมความรู้ด้านศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นศิลปะชั้นสูงอย่างที่พวกเราต้องเรียนกันอย่างเอาเป็นเอาตายกว่าจะผ่านพ้นกันมา หรือแม้แต่ศิลปะพื้นบ้านที่เหล่าแม่บ้านจากหมู่บ้านด้านล่างพร้อมเพรียงกันขึ้นมาให้ความรู้กับคนทั่วไป หรือว่าที่ฉันเห็นมันเป็นเพียงจินตนาการของฉันเอง”

 ลอร่าส่ายศีรษะไปมา มองดูแล้วราวกับกวางน้อยที่ตื่นกลัว กระทั่งเธอได้ยินน้ำเสียงที่อ่อนโยนของโยทะกา

 “มองฉันลอร่า”

 ลอร่าจำเป็นต้องเงยหน้าขึ้นเพื่อสบสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่น เธอส่งผ่านความเข้มแข็งมาทางดวงตาและจากอุ้งมือแสนอบอุ่น

 “คุณทำและทำได้ดีมาก เชื่อฉันคุณมีพลังเพียงพอที่จะทำให้ที่นั่นเป็นโรงเรียนที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความสุขได้”

 “คุณคิดว่าฉันทำได้หรือคะ?”

 โยทะกาส่ายศีรษะช้าๆ ริมฝีปากแย้มยิ้มอย่างจริงใจ
 
 “ไม่เลย คุณทำมันมาโดยตลอดต่างหาก”

 โยทะกาหันมองทุกคนแล้วจึงให้จูเนียร์เป็นคนชี้แจง โดยที่เธอยังคงกุมมือลอร่าไว้อย่างมั่นคง

 “ทุกท่านคะสำหรับในเรื่องนี้ฉันคงต้องบอกให้พวกคุณทราบว่าก่อนหน้านี้ฉันเกือบจะเสียสติไปครั้งหนึ่ง”

 โยทะกาเว้นวรรคเพื่อรวบรวมคำพูด ในขณะที่ทุกๆ ต่างพยักหน้าด้วยต่างรับรู้ถึงความเป็นไปของเธอกันทุกคน

 “เวลานั้นฉันป่วยหนักเหลือเกิน และบ้านของฉันก็ไม่มีใครดูแล มาร์ธาแม่บ้านเก่าแก่ที่ดูแลที่นั่นได้เขียนจดหมายหาฉันเพื่อบอกว่าบ้านของฉันเริ่มทรุดโทรมลง เพราะนายของมันไม่อยู่”

 โยทะกาหัวเราะที่เรียกตัวเองว่าเป็นเจ้านายของปราสาทหลังงาม

 “ฉันเห็นว่าในเมื่อฉันเองก็กลับไปที่นั่นไม่ได้ จึงได้ติดต่อไทเกอร์ให้จัดการทำให้บ้านหลังนั้นกลายเป็นโรงเรียนเสีย จะจัดการอย่างไรก็ได้สุดแล้วแต่จะเห็นสมควร ซึ่งเวลานั้นฉันเพียงแค่คิดเล่นๆ ว่าบ้านของฉันช่างใหญ่โตเหลือเกิน วิธีที่จะทำให้บ้านหลังนั้นถูกใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า ก็คงจะมีเพียงทำให้กลายเป็นที่สาธารณะ แต่ฉันไม่อยากให้ที่นั่นต้องกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ไป แล้วฉันก็อยากให้ที่นั่นเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความสุขจึงเลือกที่จะทำเป็นโรงเรียน ซึ่งสำเร็จเกินความคาดหมายจริงๆ เรื่องต่อจากนั้นคงต้องฟังจากจูเนียร์ เพราะเขาเป็นคนประสานงานเรื่องต่างๆ ทั้งหมด เชิญค่ะ”

 ไทเกอร์ จูเนียร์ลุกขึ้นยืนพร้อมกับเอกสารในมือ ลอร่ามองชายตรงหน้าไม่วางตา เธอเองก็เคยพบกับจูเนียร์มานับครั้งไม่ถ้วนด้วยเธอกับเขาจะต้องทำงานประสานกันในเรื่องต่างๆ มาโดยตลอด เธอรู้แต่เพียงว่าชายผู้นี้เป็นทนายที่มาดามส่งมาให้ดูแลปราสาท ซึ่งเขาคอยช่วยเหลือและให้คำชี้แนะเธอด้วยลักษณะของผู้ที่ทำงานร่วมกันเท่านั้น แต่ในวันนี้เธอกลับรู้สึกว่าสายตาของเขาที่ทอดมองเธอนั้นดูอบอุ่นอ่อนโยนอย่างเหลือเกิน ผิดกับที่แล้วมาที่เขามักจะมีร่องรอยของความคิดอยู่บนใบหน้าตลอดเวลา เขาพยักหน้าให้เธอเพียงเล็กน้อยก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เธอจดจำได้เป็นอย่างดี

 “ก็อย่างที่มาดามแจ้งให้ทราบนะครับ หลังจากที่ผมได้รับคำสั่งให้จัดการกับปราสาท ผมจึงไปดูที่แห่งนั้นด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ผมได้พบกับคุณลอร่าที่นั่น

 หลังจากที่คุณลอร่าทราบความประสงค์ของมาดาม เธอก็เริ่มจัดการเรียนการสอนให้กับเด็กๆ ทันที แรกเริ่มมีนักเรียนเพียงไม่กี่คน โดยค่าใช้จ่ายในการจัดซื้ออุปกรณ์ก็มีตามรายงานที่ผมได้แจ้งไว้

 ช่วงแรกไม่ค่อยมีค่าใช้จ่ายอะไรมากนัก กระทั่งโรงเรียนเริ่มเป็นที่รู้จัก แม่บ้านจะส่งลูกๆ ที่ว่างจากการเรียนมาเรียนศิลปะ แล้วก็มีนักเรียนจำนวนไม่น้อยที่สมัครใจมาเรียนเองแต่ต้องเลิกกลางคัน เพราะผู้ปกครองเห็นว่าการเรียนศิลปะไม่ช่วยให้ความเป็นอยู่ของพวกเขาดีขึ้น แล้วส่งเด็กๆ ไปทำงานแทน

 แต่ก็มีนักเรียนอีกจำนวนหนึ่งที่อยากเรียนมาก แต่ไม่กล้าเข้าไปเรียน เพราะกลัวว่าที่โรงเรียนจะเก็บเงินพวกเขา ซึ่งแน่นอนว่าเด็กๆ เหล่านั้นมาจากครอบครัวที่ยากจน แต่ในที่สุดคุณลอร่าก็ทำให้ทุกคนได้รู้จักโรงเรียน

 หลังจากนั้นค่าใช้จ่ายต่างๆ ในโรงเรียนจึงสูงขึ้นเกินกว่าเงินที่มาดามจัดสรรให้ ครูลอร่าจึงปรับปรุงโรงเรียนเพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ เพราะไม่ต้องการรบกวนเงินจากมาดามมากเกินความจำเป็น จึงได้เริ่มมีการประชุมถึงปัญหากับผู้ปกครองของนักเรียนอย่างจริงจัง

 คุณลอร่าเห็นว่าสิ่งที่แม่บ้านมีเป็นสิ่งมีค่าที่พวกเขาเห็นเป็นเพียงเรื่องธรรมดาที่ใครๆ ก็ทำเป็น แต่คุณลอร่ากลับส่งเสริมกระทั่งเกิดเป็นงานเป็นอาชีพที่พวกเขาไม่คิดว่าเกินกำลัง เพราะไม่ได้ทำเพื่อหวังผลกำไร แต่ทำเพียงเพื่อให้ครอบครัวของเด็กๆ มีรายได้จุนเจือครอบครัว ทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น เมื่อทุกคนได้ทำในสิ่งทำกันเป็นประจำและถนัดในสถานที่ที่เอื้ออำนวย จึงเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อ ทั้งเรื่องการถนอมอาหาร การสรรสร้างผลิตภัณฑ์ งานเย็บปักถักร้อยที่ได้รับการตอบรับจากนักท่องเที่ยวและเพื่อนบ้าน เมื่อมีคนต้องการมาเรียนรู้ จึงมีการเปิดสอนศิลปะการเรือนขึ้น โดยแม่บ้านเหล่านั้นเป็นผู้ให้ความรู้ นั่นเป็นวิชาที่สองที่โรงเรียนเปิด และเริ่มทำให้โรงเรียนมีรายได้

 แม้ว่าการเรียนการสอนจะไม่มีการเก็บค่าใช้จ่ายใดๆ แต่การที่มีวิชาการเรือนทำให้เหล่าแม่บ้านได้นำผลผลิตจากสวนของตัวเองเข้ามาเพิ่มเติมกับวัตถุดิบที่โรงเรียนมีให้ในแต่ละวันมาเรียนรู้ดัดแปลงเป็นอาหารหลากหลายชนิด ซึ่งได้ทำกันทุกวัน ตรวจสอบกันทุกวัน ที่สำคัญสามารถขายได้ทุกวันเช่นกัน รายได้ส่วนนี้จึงมีมาก

 และจากห้องนี้เองที่ทำให้เด็กๆ มีอาหารกลางวันที่ถูกสุขลักษณะและทำด้วยความเอาใจใส่ เด็กๆ ที่มาเรียนไม่เคยมีใครปฏิเสธผักแม้แต่คนเดียว กลับมีการลุ้นกันอยู่ทุกวันว่าวันนี้จะมีผักหน้าตาแบบไหนมาให้พวกเขา

 ต่อมาครูลอร่าได้ชักชวนเพื่อนๆ ที่อยู่วงการศิลปะมาช่วยที่โรงเรียน แต่ละคนก็อย่างที่พวกคุณทราบ นักเรียนศิลปะไม่ธรรมดากันสักเท่าไรนัก

 แต่ละคนล้วนมีสิ่งที่ถนัด เริ่มจากห้องเรียนศิลปะที่คุณลอร่าใช้สอนและดูแลเด็กเล็ก ห้องการเรือน แล้วก็เพิ่มขึ้นมาเป็นห้องดนตรี ห้องจัดเตรียมอาหาร ห้องหัตถกรรม ห้องร้องเพลง จนมาเป็นอย่างที่พวกคุณเห็น แต่ว่าโรงเรียนไม่ได้รับเฉพาะแต่เพียงเด็กๆ เท่านั้น จึงมีคุณแม่หลายคนที่อยากมาเรียนรู้ในวิชาต่างๆ ที่โรงเรียนมี แต่พวกเธอไม่สามารถละทิ้งลูกๆ เพื่อมาเรียนได้ จึงเกิดเป็นห้องอนุบาลเด็กเล็กเป็นห้องสุดท้าย

 พัฒนาการของโรงเรียนและห้องเรียนที่เพิ่มเติมขึ้นล้วนเกิดจากการผลักดันของคุณลอร่า และการช่วยเหลือของเพื่อนๆ คุณลอร่า ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนไม่ได้รับค่าตอบแทน ดังนั้นมาดามจึงเห็นควรว่าจะจัดการโรงเรียนให้เป็นระบบขึ้น
 
 แต่เดิมก็ไม่ได้เก็บค่าเล่าเรียนอะไรอยู่แล้ว แต่คุณครูที่มาสอนทุกคนล้วนตั้งใจถ่ายทอดความรู้กันอย่างจริงจัง จึงอยากจะให้คุณครูทุกคนมีรายได้ไว้เป็นกำลังใจสำหรับต่อสู้กับงานหนัก ซึ่งแน่นอนว่าหลังจากโรงเรียนได้เป็นที่รู้จักแล้ว พวกคุณครูทุกคนจะต้องมีงานที่หนักหนาเอาการรอพวกเขาอยู่

 สำหรับค่าใช้จ่ายในโรงเรียนส่วนใหญ่ก็เป็นพวกค่าอุปกรณ์การเรียน และค่าอาหารกลางวัน ซึ่งส่วนนี้ก็อยู่ในการเรียนของกลุ่มแม่บ้าน ส่วนพวกของหนักต่างๆ เช่น เครื่องดนตรี ก็ได้จัดซื้อกันตามควรแล้วก็มีของดั้งเดิมของมาดามช่วยเสริมบ้างบางชิ้น

 สรุปคร่าวๆ เรื่องค่าใช้จ่ายตลอดสี่ปีที่ผ่านมาผมได้แนบไว้ในเอกสารให้กับพวกคุณแล้ว เชิญตรวจสอบดูได้ครับ”

 หลังจากที่จูเนียร์บอกเล่าเรื่องราวของโรงเรียนให้กับทุกคนที่อยู่ในห้องประชุมทราบถึงรายละเอียด ซึ่งตัวลอร่าเองก็ยังนึกไม่ถึงเลยว่าคนที่เคยมาหาเธอตลอดช่วงระยะเวลาสี่ปีที่ผ่านมานี้ได้ให้ความสนใจกับงานที่เธอทำถึงเพียงนี้ เพราะว่าเธอไม่ได้ติดต่อกับจูเนียร์นอกเหนือไปจากเรื่องงานแม้แต่น้อย แต่ดูเหมือนว่าเขาจะรู้เรื่องราวต่างๆ ของเธอและโรงเรียนเป็นอย่างดี

 และเมื่อลอร่าได้รับฟังข้อมูลทั้งหมดจากจูเนียร์เธอเองก็ประหลาดใจขึ้นทันทีว่า ทั้งหมดที่เขากล่าวมานั้นเป็นฝีมือของเธออย่างนั้นหรือ เธอจำได้แต่เพียงว่าทุกครั้งที่เกิดปัญหาต่างๆ เธอทำแค่เพียงค่อยๆ ปลดแก้ปัญหาทีละอย่างไปอย่างช้าๆ เท่านั้น

 ดังนั้นสีหน้าที่แสดงความฉงนของเธอจึงเรียกรอยยิ้มจากโยทะกาได้เป็นอย่างดี

 “นั่นคือสิ่งที่คุณทำทั้งหมดค่ะครูลอร่า คุณทำเพียงคนเดียวเสียด้วย”

 “จริงหรือคะ? ฉันไม่รู้ตัวเลยค่ะ”

 คำตอบของลอร่าทำให้คณะผู้เข้าร่วมการประชุมพากันหัวเราะออกมาอย่างช่วยไม่ได้จริงๆ ผู้หญิงคนนี้ดูแล้วออกจะเรียบร้อย ซื่อๆ ขยันและตั้งใจทำงาน โดยไม่ได้พยายามโอ้อวด คนแบบนี้ถ้าอยู่ในสังคมเมืองก็คงจะถูกโขมยผลงานไปต่อหน้าโดยไม่มีโอกาสได้ต่อสู้เป็นแน่

 “แต่ว่าถ้าไม่มีทุกคนที่โรงเรียนฉันคงทำคนเดียวไม่ได้ดีขนาดนี้หรอกค่ะ”

 เสียงลอร่าที่พูดกับตัวเองดังหงุงๆ หงิงๆ แต่ก็พอฟังออกว่าเธอพูดอย่างไรทำให้คณะผู้เข้าร่วมการประชุมทั้งหมดคิดแต่เพียงว่า เธอเป็นคนที่เหมาะสมที่จะเป็นคุณครูใหญ่ของที่นั่นจริงๆ

 ผู้หญิงที่ซื่อสัตย์ ผู้หญิงที่มีความรักต่องาน และเห็นความสำคัญของเพื่อนร่วมงานทุกคน คนแบบนี้เหมาะสมแล้วที่จะเป็นหัวหน้าที่พึ่งพาได้

 มติจึงเป็นเอกฉันท์ว่าลอร่าจะดำรงตำแหน่งคุณครูใหญ่คนแรกของโรงเรียนศิลปะไลลา

 ซึ่งการตอบรับของทุกคนทำให้โยทะกาที่นั่งเป็นประธานอยู่นั้นต้องเปิดรอยยิ้มกว้างขวางขึ้น

 ‘อย่างที่คิดจริงๆ ทุกคนที่ฌอนคัดเลือกมาล้วนแล้วแต่มีในสิ่งที่ฌอนมี’

 เมื่อคำตอบเป็นไปอย่างที่โยทะกาคาดหวัง เธอจึงเริ่มเข้าสู่การประชุมในเรื่องต่อๆ ไป ทันที และเป็นอีกครั้งที่ทำให้คนอื่นๆ ต้องมองเธอด้วยความกังขาสงสัย ด้วยว่าเธอไม่ปรารถนาในทรัพย์ของสามี เธอไม่กอบโกยผลประโยชน์ ตรงข้ามเธอกลับพยายามส่งเสริมให้ผลประโยชน์ที่ควรเป็นของเธอโดยชอบธรรมเป็นของคนอื่นๆ ที่เธอไม่เคยรู้จัก ไม่เคยมีบุญคุณต่อกันด้วยความเต็มใจ

 “เอาล่ะค่ะ ตอนนี้เราก็ได้คุณครูใหญ่ที่จะดูแลโรงเรียนไลลาให้ยั่งยืนต่อไปแล้ว ต่อมาก็เป็นเรื่องของค่าใช้จ่ายในโรงเรียนทอมกับนิกได้จัดการร่างค่าใช้จ่ายไว้ทั้งหมดแล้ว ซึ่งฉันเองก็ได้จัดการกับพันธบัตรส่วนหนึ่งให้เป็นดอกผลของโรงเรียน ดอกผลของพันธบัตรส่วนนี้มีเพียงพอที่จะจัดการกับค่าใช้จ่ายเหล่านั้นได้ พวกคุณคิดว่าต้องเปลี่ยนแปลงตรงไหนหรือเปล่าคะ?”

 โยทะกาเงยหน้าจากบัญชีสินทรัพย์ที่เธอขีดด้วยปากกาเสียจนเลอะเทอะไปหมด เพื่อจะมองอลันให้ชัดเจน เวลานี้เธอต้องการความสามารถในด้านการจัดการของอลันมาช่วยยืนยันในการตัดสินใจของเธอ และเขาเองก็เคร่งเครียดเช่นกันเมื่อนำเอาค่าใช้จ่ายต่างๆ และดอกผลของพันธบัตรมานั่งคิดวิเคราะห์ควบคู่กัน

 “คุณคำนวณเรื่องภาษีแล้วหรือยัง?”

 “คะ?”

 “ภาษีครับ”

 เท่านั้นเอง โยทะกาหันมองหน้ากลุ่มทนายและสมุห์บัญชีทันที ซึ่งทุกคนต่างพากันส่ายศีรษะกันเป็นแถว ดังนั้นกลุ่มของทนายและสมุห์บัญชีจึงขอเวลานอกออกไปถกกันถึงเรื่องนี้อย่างเอาเป็นเอาตายที่โต๊ะรับแขกถัดออกไป ปล่อยให้คนที่เหลือคิดคำนวณถึงเรื่องการจัดทำมูลนิธิต่อไป

 โยทะกาโยนแว่นกรอบโตรุ่นโบราณของตัวเองไว้ทางหนึ่งแล้วเอนกายพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางเหนื่อยล้า เธอหลับตาลงแล้วพึมพำด้วยคำพูดที่คนเหลือได้ยินแล้วได้แต่พยายามเก็บซ่อนรอยยิ้ม

 “ให้ตายสิ เรื่องเงินๆ ทองๆ นี่มันวุ่นวายจริงๆ”

 ระหว่างที่โยทะกาพักสายตาแล้วคนอื่นๆ คอยดูเอกสารในมือเพื่อที่จะจัดการต่อไปให้เรียบร้อยนั้น เธอได้เผลอหลับไปอย่างช่วยไม่ได้

 ในความฝันนั้นโยทะกาเห็นเด็กชายเล็กๆ คนหนึ่งนั่งกอดเข่าร้องไห้หันหลังให้เธอ เมื่อเดินเข้าไปใกล้เธอได้พบว่าเด็กชายคนนั้นก็คือมาร์ลาไคล์

 “มาร์”

 เด็กชายหันมองโยทะกา สองตาเต็มเปี่ยมไปด้วยหยดน้ำตาและสายตาตัดพ้อ

 “พี่โยใจร้าย พี่โยไม่รักมาร์”

 โยทะกาพยายามสวมกอดเด็กชายไว้ในอ้อมแขน เธอกอดเขาปลอบประโลมขวัญเพื่อให้คลายความเศร้า

 “รักสิคะ พี่โยรักมาร์ที่สุด แต่พี่โยต้องจัดการเรื่องยุ่งๆ ของพี่ให้เรียบร้อยเสียก่อน แล้วพี่โยจะไปหา”

 “จริงนะครับ”

 “ค่ะ พี่โยสัญญา”

 นิ้วก้อยน้อยๆ ชูร่อนอยู่ตรงหน้าโยทะกา ซึ่งเธอเองก็เกี่ยวก้อยน้อยๆ นั้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ก่อนจะต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงเรียกเธอ

 “มาดาม”

 เมื่อโยทะกาได้สติตื่นเต็มที่เธอจึงได้พบกับสีหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเป็นห่วงของทุกคน สีหน้าเธอจึงดูเหรอหราขึ้นในทันที

 “คะ มีอะไรหรือคะ?”

 “คุณไม่เป็นอะไรนะครับมาดาม?”

 นั่นเป็นคำถามจากอลันที่มีสีหน้ากังวลไม่น้อย ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับโยทะกา คิ้วของเธอขมวดมุ่นขึ้นทันที เธอไม่เข้าใจว่าการที่เธอเผลอหลับไปทำไมทุกคนจึงดูเป็นห่วงเธอขนาดนี้ กระทั่งเธอได้รับผ้าเช็ดหน้าจากลอร่าและ คริสตินาที่หยิบยื่นให้เธออย่างพร้อมเพรียงกัน และเธอรับมาทั้งสองผืนด้วยความงุนงง

 “ให้ผ้าเช็ดหน้าฉันทำไมหรือคะ?”

 คริสตินาเป็นคนแรกที่หัวเราะขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้จริง ก็ใบหน้าในยามฉงนสนเท่ห์ของโยทะกาดูน่ารักน่าเอ็นดูเสียจนเด็กอย่างเธอยังอดไม่ได้ ถ้าไม่คิดว่าตรงหน้านี้คือผู้มีพระคุณที่เปรียบได้กับมารดาแล้วล่ะก็ เธอคงต้องคว้าโยทะกามากอดและระดมจูบด้วยความมันเขี้ยวเป็นแน่

 “ก็มาดามร้องไห้”

 “ร้องไห้?”
 
 เมื่อโยทะกายกมือขึ้นสัมผัสแก้มก็พบกับร่องรอยของความชื้น เมื่อเธอรับรู้เรื่องราวทั้งหมดจึงหัวเราะออกมาบ้าง

 “ฉันก็ไม่ได้ฝันร้ายอะไรสักหน่อย แต่ทำไมถึงมีน้ำตานี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ว่าฉันต้องขอโทษพวกคุณด้วยที่อยู่ๆ ก็มานั่งหลับแบบนี้”

 ทุกคนพากันถอนหายใจทันทีด้วยความโล่งอก แค่เดินกลับเข้ามาในห้องประชุมแล้วพบว่าประธานหลับก็สร้างความประหลาดใจพอแล้ว และเมื่อกำลังตัดสินใจว่าจะปลุก เธอกลับร้องไห้ออกมาเสียอีกก็ยิ่งพากันตกใจ แต่พอได้รับฟังเรื่องทั้งหมดแล้วก็ได้แต่ประหลาดใจและคาดไม่ถึง

 ผู้หญิงตรงหน้านี้เคยผ่านเรื่องราวร้ายกาจรุนแรงที่หากใครสักคนจะมีโอกาสได้พบสักครั้งก็แทบจะทานทนไม่ไหว แต่เธอคนนี้ก็สามารถผ่านมันมาได้ แม้จะด้วยความยากลำบาก แต่มันก็คงจะยังทิ้งร่องรอยเอาไว้อย่างแน่นอน

 แม้จะมีน้ำตา แต่ใบหน้าและดวงตากลับเต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มและคำพูดที่ทำให้คนอื่นๆ รู้สึกผ่อนคลายสบายใจ อย่างนี้แล้วจะไม่ให้นับถือน้ำใจกันก็คงจะไม่ได้แล้วกระมัง

 “ถ้าอย่างนั้นเราก็ปรับเปลี่ยนเรื่องพันธบัตรสำหรับโรงเรียนกันตามนี้ แล้วก็อลัน ฉันอยากให้คุณคอยเป็นที่ปรึกษาให้กับลอร่าหากว่าเธอติดขัด ทอมดูแลเรื่องบัญชีทั้งหมด แล้วก็จูเนียร์จัดการเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายทั้งหมด ตกลงตามนี้นะ”

 คำสั่งของโยทะกาทำให้ทุกคนพากันลอบยิ้มให้แก่กัน การตัดสินใจของเธอไม่มีตัวเธอเข้ามาเกี่ยวข้องแม้แต่น้อย ซึ่งทำให้อลันที่นั่งจับตามองดูเธอมาโดยตลอดเวลาอดออกปากถามในสิ่งที่เขากำลังสงสัยอยู่ไม่ได้

 “มาดาม คุณทำอย่างกับกำลังแบ่งมรดกอย่างไรพิกลนะ”

 “อ๊ะ! ถูกจับได้เสียแล้วสิ”

 โยทะกาหัวเราะ เธอถอดแว่นวางไว้บนโต๊ะสองมือประสานกันเป็นก้อนกลมด้านหน้า แต่เธอกลับเอนตัวลงผ่อนคลาย หลับตาลงและในที่สุดก็ลืมตาขึ้นด้วยสายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยการตัดสินใจ

 “ก็อย่างที่คุณพูดนั่นล่ะอลัน ฉันกำลังแบ่งมรดกของสามีให้เป็นไปในทิศทางที่เขาต้องการให้เป็นมากที่สุด เหมาะสมและเป็นธรรม พวกคุณทุกคนที่เป็นนักเรียนทุนไลลา ไม่ว่าก่อนหน้านี้คุณจะถูกเมินเฉยจากครอบครัวหรือจากสังคมแค่ไหน แต่เมื่อคุณเป็นนักเรียนทุนของเรา คุณคือครอบครัวของเรา และเมื่อเรามีความพร้อมที่จะหยิบยื่นโอกาสที่ดีเหมือนที่พวกคุณได้รับให้กับคนอื่น เราจึงอยากทำให้มันยั่งยืนที่สุด เพราะเวลานี้ฌอนก็จากไปแล้ว และฉันเองก็คงไม่อยู่ค้ำฟ้า ดังนั้นเวลานี้พลังเล็กๆ ของเรานี่ล่ะที่จะทำให้มรดกของฌอนอยู่อย่างยั่งยืน นั่นคือสิ่งที่ฉันคิด”

 “คุณพูดเหมือนคุณจะไปจากไลลา”

 “ก็ไม่เชิง แต่ใครจะรู้ ก็อย่างที่จูเนียร์พูดนักเรียนศิลปะไม่ค่อยธรรมดาสักเท่าไรหรอกนะ แล้วที่สำคัญฉันไม่ค่อยถนัดเรื่องการจัดการสักเท่าไร ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญอย่างพวกคุณจะเหมาะสมกว่า”

 โยทะกายิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ทุกคนหมดข้อกังขา ผู้หญิงคนนี้พร้อมที่จะทำในสิ่งที่ตั้งใจไว้ให้สำเร็จลุล่วงด้วยตัวเอง

 “เอาล่ะที่นี้ก็เรื่องกองทุนมูลนิธิ...”

 ท่าทางกระฉับกระเฉงของโยทะกาเรียกร้องรอยยิ้มจากทุกคนได้ไม่ยากนัก

*****************************************************************************************************************************
ปล. อาจจะแว๊บไป แว๊บมานะคะ เพราะช่วงนี้งานท่วมหัวเลยค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

67 ความคิดเห็น

  1. #44 ไวท์เลเบิล (@whitelabel) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2552 / 22:45
    +100
    ka

    #44
    0
  2. #43 WtfL_รอรัก (@nrpan76) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2552 / 16:23
    reading with crying ieieieieiei love u Lila and waiting for next chapters
    #43
    0