คือเธอที่ปรารถนา

ตอนที่ 34 : ตอนที่ 33 แม่ทูนหัว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 612
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    6 พ.ย. 52

 ณ ท่าอากาศยานลอนดอนฮีทโธรว์โยทะกายืนอยู่ท่ามกลางผู้คนที่เธอเคยคุ้นมาก่อนด้วยท่าทางสุขุมและนิ่งเย็น

 โยทะกาในชุดเสื้อเชิ้ตพับตลบแขนขึ้นไม่เรียบร้อยนักกับกางเกงผ้าเดนิมเนื้อนุ่มที่ผ่านการใช้งานมาอย่างโชกโชนยังไม่ดึงดูดสายตาเท่ากับใบหน้าที่ปกปิดไว้ด้วยแว่นเลย์แบรนด์กว่าครึ่ง กับเส้นผมหยิกฟูที่ปล่อยให้พลิ้วไหวอย่างอิสระ มองราวกับหนุ่มอิตาเลี่ยนเจ้าสำอางค์

 หญิงสาวที่เดินผ่านไปมาล้วนแล้วแต่จ้องมองโยทะกาด้วยเข้าใจว่าเธอเป็นผู้ชาย แม้แต่ผู้ชายบางคนเองก็ยังอดมองเธอด้วยสายตาชื่นชมไม่ได้ว่าเธอช่างมีบุคลิกที่ชวนมองเหลือเกิน
 
 ท่วงท่าการเดินที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและความมั่นใจ กับใบหน้าที่มองนิ่งดิ่งตรงไปยังเบื้องหน้าไม่มีวอกแวกก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หลายคนพากันมองเธอด้วยความสนใจ

 การตกเป็นเป้าสายตาไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับโยทะกา เพราะตลอดมาเธอเองก็ตกเป็นเป้าสายตาของใครต่อใครมาโดยตลอด ดังนั้นเธอจึงไม่ได้รู้สึกประหม่าแต่อย่างใด แต่สิ่งที่เธอกำลังเป็นกังวลในเวลานี้คือ สถานที่ตรงหน้านี้ได้แปรเปลี่ยนไปมากเหลือเกินเมื่อนับจากวันที่เธอจากมา แต่จะมาทำท่าทางเลิกลักเป็นบ้านนอกเข้ากรุงก็ไม่ใช่ลักษณะที่เธอควรทำ สิ่งที่เธอทำจึงเป็นเพียงกวาดสายตามองหาป้ายที่พักผู้โดยสาร เพื่อติดต่อให้ใครสักคนมารับเท่านั้น

 เมื่อมองหาที่นั่งในเขตพักผู้โดยสารได้แล้ว โยทะกาจัดการติดต่อหาทนายส่วนตัวทั้งสองคนทันที

 คนแรกเป็นทนายที่ดูแลสินทรัพย์ทั้งหมดของฌอนรวมถึงดูแลผลประโยชน์ให้กับเธอในเวลาต่อมาคนๆ นั้น คือ ไทเกอร์ เสือเฒ่าที่มีแต่ความซื่อสัตย์ต่อไลลามานานปี

 ส่วนคนที่สองเป็นทนายส่วนตัวของโยทะกา จอห์น นักเรียนทุนไลลาที่ได้รับหน้าที่ดูแลงานเขียนของเธอในช่วงเวลาที่เธอพักการใช้ชื่อมาดามไลลา

 “สวัสดีจ๊ะพ่อเฒ่า”

 “มะ... มาดามหรือครับ”

 “ใช่ฉันเอง ฉันมาลอนดอนแล้วนะ มารับทีซี”

 “ดะ ได้ครับ โอย...”

 “อะไรกันตาเฒ่า มาบ่นโอดโอยได้ไง คุณยังไม่แก่ขนาดนั้นเสียหน่อย”

 “โธ่! มาดาม ที่ผมต้องถอนใจโอดโอยเนี่ยก็เพราะเป็นคุณโทรมาหรอก ผมดีใจเหลือเกินที่ได้ยินเสียงคุณอีกครั้ง ได้ยินอย่างนี้ผมค่อยสบายใจหน่อย คุณเล่นหายไปเลย”

 “ไม่ต้องเป็นห่วงฉันมากนักหรอก ตอนนี้ฉันสบายดี มีเรื่องอยากคุยด้วยเยอะเชียว เดี๋ยวค่อยคุยกันนะพ่อเฒ่า”

 “ครับมาดาม”

 โยทะกายิ้มให้กับโทรศัพท์ในมือ ซึ่งรอยยิ้มของเธอทำให้ผู้ชายที่บังเอิญมองเธอถึงกับสะดุดขาตัวเอง แต่เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นด้วยความรู้สึกที่รับรู้ได้ว่ามีคนมอง กลับพบว่าหลายคนที่อยู่บริเวณนั้นต่างพากันมองไปยังที่ต่างๆ กัน ซึ่งมันผิดธรรมชาติเหลือเกิน แต่เธอก็โยนความสงสัยทิ้ง ก่อนจะกดหาเลขหมายที่ต้องการต่อไป

 “คุณโย”

 จอห์นรับสายด้วยความรู้สึกดีใจอย่างมากเสียจน โยทะกาต้องยิ้มให้กับโทรศัพท์อีกครั้ง

 “โอ... ดีใจจังที่คุณโทรมา เมื่อวานนี้ภรรยาผมเธอเพิ่งคลอดลูกชายให้ผม ผมกำลังคิดอยู่เชียวว่าจะติดต่อคุณอย่างไรดี ก็พอดีคุณโทรมา”

 “งั้นเหรอ ดีจริง แล้วปลอดภัย แข็งแรงดีทั้งแม่ทั้งลูกนะ”

 “ครับทั้งคู่แข็งแรงดีครับ ว่าแต่คุณอยู่ที่ไหนทำไมเสียงข้างนอกมันฟังคุ้นๆ ชอบกล”

 ดูเหมือนว่าจอห์นจะเริ่มรู้สึกตัว จึงได้ถามออกไป

 “หูดีจริงๆ คุณพ่อ ฉันมาถึงลอนดอนแล้ว”

 “จริงหรือครับ”

 “จริงซี แล้วที่ฉันมาหนนี้ก็มีเรื่องที่จะต้องทำมากเชียวล่ะ ฉันเลยอยากขอร้องให้คุณช่วยฉันหน่อย แต่ตอนนี้ดูท่าว่าคุณกำลังยุ่ง”

 “ก็ยุ่งอยู่หรอกครับ แต่ว่าถ้าคุณต้องการความช่วยเหลืออย่างนี้ ผมก็ต้องช่วยคุณก่อน”

 “ไม่ได้หรอก อย่าพูดอย่างนั้น ว่าแต่ตอนนี้มิเชลอยู่ที่ไหนล่ะ กลับบ้านหรือยัง?”

 “ยังครับ ตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาล...”

 “ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวฉันจะไปหาที่โรงพยาบาลก็แล้วกัน”

 “จริงหรือครับมาดาม”

 “จริงสิ”

 น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นของจอห์นทำให้โยทะกาต้องยิ้มออกมาอีกครั้ง เธอไม่เคยได้ยินเสียงที่เต็มไปด้วยความสุขมากมายขนาดนี้จากจอห์นมาก่อนเลยสักครั้ง ทุกครั้งที่พูดคุยกันมันเต็มไปด้วยความสุภาพ ที่แม้ว่าเธอจะถูกดุให้พักผ่อนนอนหลับเสียบ้างมันก็ไม่เคยมีร่องรอยของความใกล้ชิดราวกับเป็นเพื่อนสนิทกันเช่นครั้งนี้ ยิ่งช่วงหลังที่จอห์นรู้ว่าเธอคือมาดามไลลา คนที่เลือกให้เขาได้รับทุนไลลาด้วยแล้ว เขายิ่งเพิ่มความสุภาพเกรงใจมากยิ่งขึ้นไปอีก

 เมื่อโยทะกามาได้ยินน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นดีใจที่จะได้พบเธอ เธอจึงรู้สึกบิกบานใจตามเขาไปด้วย แม้ว่าก่อนหน้านี้ไม่กี่ชั่วโมงเธอเพิ่งจะเสียน้ำตาไปกับความทุกข์ทรมานใจเสียจนต้องหลบมารักษาแผลใจให้ตัวเองไกลถึงค่อนโลกก็ตาม


 โยทะกาไม่ต้องรอนานเลย เพราะทันทีที่เธอวางสายโทรศัพท์จากจอห์น ไทเกอร์เสือเฒ่าที่ยังคงดูเนี๊ยบและแข็งแรงก็มาหยุดยืนยิ้มอยู่ตรงหน้าเธอแล้ว

 “ยินดีต้อนรับกลับบ้านครับมาดาม”

 น้ำเสียงที่ดังชัดเจนและท่าทางของเขานั้น เรียกร้องสายตาจากคนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ เธอทันที เพราะทุกคนที่นั่งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงต่างพากันเข้าใจว่าเธอเป็นผู้ชายที่ดูดีมากคนหนึ่ง แต่เมื่อมาได้ยินพ่อเฒ่าเรียกเธอว่ามาดาม ทุกคนจึงพากันมองเธอด้วยสายตาคาดไม่ถึง

 โยทะกาลุกขึ้นยืนเต็มความสูงของตัวเอง ซึ่งสูงกว่าพ่อเฒ่าไทเกอร์เสียด้วยซ้ำ เธอปาดแว่นขึ้นไว้บนกระหม่อมเปิดเผยใบหน้าและดวงตาที่ทอประกายอย่างอ่อนโยนแล้วส่งยิ้มอ่อนหวานให้กับชายสูงวัยตรงหน้าก่อนจะโผเข้ากอดรัดเหมือนเช่นที่เคยทำมาเมื่อครั้งอดีต ซึ่งเสือเฒ่าเองก็ยกแขนขึ้นกอดตอบโยทะกาเช่นกัน แม้ว่าเขาจะพยายามเก็บกิริยาอาการที่บอกว่าดีใจเหลือเกินที่ได้พบกับโยทะกาไว้อย่างเต็มกำลังก็ตาม มีเพียงดวงตาที่มัวลงตามวันเวลาเท่านั้นที่บอกความรู้สึกที่แท้จริงถ่ายทอดให้เธอได้รับรู้

 “คิดถึงจังค่ะ พ่อเฒ่า”

 “แล้วหายไปไหนมาเสียนานล่ะครับ”

 “ไปรักษาแผลใจมาค่ะ”

 “แล้วหายดีหรือยังครับ?”

 คำถามนั้นราบเรียบก็จริง แต่มันก็แฝงนัยแห่งความอาทรไว้อย่างเต็มเปี่ยม

 “ทีแรกก็เกือบหาย รึเปล่าก็ไม่รู้นะ แต่ว่ามันก็ดีขึ้นจนหนูลุกขึ้นมาเขียนงานได้ ดูแลตัวเองได้ แต่ก็เกิดเรื่องอีก หนูทนรับภาระหนักขนาดนั้นไม่ได้ หนูก็เลยหนีมาที่นี่ หนูตัดสินใจกลับมาเริ่มต้นใหม่ที่นี่อีกครั้ง”

 “แล้วมาดามว่าจะสำเร็จไหม?”

 โยทะกาส่ายศีรษะช้าๆ ด้วยความรู้สึกที่ยังคงกังวลกับเรื่องต่างๆ

 “พ่อเฒ่าต้องช่วยหนูนะ”

 “ผมรู้สึกเป็นเกียรติเสมอครับที่ได้รับใช้มาดาม”

 “ขอบคุณค่ะ”

 เสือเฒ่ามองใบหน้าโยทะกานิ่งนาน เขาจับมือเธอไว้ในอุ้งมือของเขาแล้วตบบนหลังมือเธอเบาๆ ด้วยอาการปลุกปลอบใจก่อนจะจับมือนั้นคล้องเข้ากับแขนที่ผอมเกร็งขึ้นของตัวเอง

 โยทะกาสังเกตเห็นความชราที่เพิ่มพูนมากขึ้นบนใบหน้าของไทเกอร์ แต่เธอก็ไม่ได้ถามไถ่ออกไป เพราะเธอถูกสายตาที่เต็มเปี่ยมไว้ด้วยคุณธรรมและความปราณีสะกดไว้

 “คุณเป็นผู้หญิงที่นายของผมรักอย่างสุดหัวใจ และคุณเองก็เป็นเด็กสาวที่ผมรักเช่นกัน ผมยินดีที่ช่วยประคับประคองคุณจนสุดความสามารถของผม อะไรที่ผมช่วยได้ ผมยินดีช่วยเต็มที่”

 “ขอบคุณค่ะ แต่ว่าตอนนี้เราไปโรงพยาบาลกันก่อนดีกว่า”

 โยทะกาเปลี่ยนเรื่องขึ้นมาอย่างกะทันหัน เพราะไม่ต้องการให้เสือเฒ่าพลอยรับรู้ถึงความรู้สึกเดือดร้อนใจของเธอ จนเป็นกังวลเหมือนเช่นที่เคยมา

 “ไปโรงพยาบาลทำไมกันครับ”

 “เอาน่าไปถึงก็รู้เองนั่นล่ะ”

 โยทะกาเดินควงแขนเสือเฒ่าไทเกอร์ไปยังรถคันหรูที่จอดรออยู่ โดยทิ้งให้สายตาหลายคู่ที่อยู่เบื้องยังคงเต็มไปด้วยความสงสัยต่อไป


 เมื่อโยทะกาและไทเกอร์ไปถึงโรงพยาบาลทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รายล้อมรอบตัวเธอก็ยังคงเหมือนเดิม ไม่ว่าเธอจะเดินไปที่ไหนล้วนแล้วแต่ดึงดูดสายตาคนรอบข้างได้ตลอดเวลา ซึ่งเธอไม่ได้รู้สึกอะไรเลยสักนิด ตรงข้ามกับเสือเฒ่าที่เริ่มรู้สึกแปลกๆ กับสายตาที่คอยทอดมองดูนายสาว จนเขาเกือบจะเข้าใจความหมายของคำว่าหวงลูกสาวในเวลานั้น

 โยทะกาเป็นคนเข้าไปติดต่อกับเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์และได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี รวมถึงได้รับการทอดไมตรีจากเหล่าพยาบาลที่เธอทำได้เพียงส่งยิ้มให้เท่านั้น

 จอห์นและมิเชลต่างประหลาดใจเมื่อได้พบโยทะกาจริงๆ เป็นครั้งแรก เพราะตลอดมาถึงแม้ว่าจอห์นจะเป็นคนที่ติดต่องานให้โยทะกาแต่เขาก็ไม่เคยนัดพบเธออย่างจริงจังมาก่อนเลยสักครั้ง จึงรู้สึกผิดคาดไม่น้อยที่พบว่าผู้หญิงที่ฌอนให้ความสำคัญที่สุดในชีวิต จะมีลักษณะสูงใหญ่และแต่งตัวราวกับหลุดออกมาจากบูติคบุรุษอย่างนี้

 แต่เมื่อทั้งคู่ได้เห็นรอยยิ้มจากเธอความสงสัยต่างๆ ก็หายไปในทันที เพราะรอยยิ้มของโยทะกามันบอกอะไรหลายอย่างได้เป็นอย่างดี

 “ในที่สุดเราก็ได้พบกันจริงๆ สักทีนะครับมาดาม”

 “ค่ะ แต่ว่าคุณเลิกเรียกฉันว่ามาดามเถอะค่ะ เรียกว่าโยตามเดิมน่ะดีแล้ว”

 โยทะกาจับมือกับจอห์น แต่สายตากลับเหลียวมองไปทางมิเชลที่ยิ้มให้เธอและเด็กน้อยในอ้อมแขนของมิเชล

 ดวงตาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดีทำให้ใบหน้าของโยทะกาเต็มไปด้วยความสุขและรื่นเริง ซึ่งเมื่อแรกมาทั้งจอห์นและมิเชลต่างลงความเห็นว่าเธอมีใบหน้าที่เรียบๆ ไม่โดดเด่นสะดุดตาอะไรเลย แต่เมื่อเธอยิ้มกลับทำให้บรรยากาศมีแต่ความสดใส และในนั้นสะท้อนความรู้สึกของเธอออกมาทั้งหมดราวกับเป็นกระจกเงาบานโต

 โยทะกาทักทายมิเชลที่ส่งยิ้มมีไมตรีมาให้แล้วยังเผื่อไปถึงทารกน้อยที่นอนหลับตาพริ้มและคอยแต่จะหาวอย่างเกียจคร้านอยู่ร่ำไป

 “อุ้มหน่อยไหมคะ?”

 ข้อเสนอของมิเชลทำให้โยทะกาตาโตด้วยความดีใจ เธออยากมีลูกเป็นของตัวเองมานานนักหนาแล้ว ถ้าตอนนั้นเธอจะเข้มแข็ง เธอก็คงไม่ต้องสูญเสียเด็กคนนั้นไป ดังนั้นเธอจึงไม่อาจคาดหวังได้ว่าจะมีโอกาสได้อุ้มเด็กอ่อนขนาดนี้ แต่มิเชลก็ได้ยื่นข้อเสนอที่เธอไม่มีทางปฏิเสธ

 ทันทีที่สองแขนของโยทะกาสัมผัสกับร่างกายนุ่มนวลของเด็กน้อย ความรู้สึกต่างๆ มากมายที่เคยถูกเก็บซ่อนไว้ได้หลั่งไหลออกมาผ่านดวงตาของเธอ กว่าโยทะกาจะรู้สึกตัวก็กินเวลาไปหลายนาที นานพอที่จะทำให้ทุกคนที่ตกใจในนาทีแรก สามารถรับรู้ถึงความรู้สึกของเธอได้

 โยทะกาอุ้มเด็กน้อยไว้แนบอก เธอแนบแก้มกับกระหม่อมเด็กชายในอ้อมกอดที่ไม่งอแงสักนิดด้วยความรักอย่างหมดหัวใจเลยทีเดียว เมื่อหันมาพบกับสายตาที่ทอดอ่อนโยนของทนายทั้งสองและมิเชลก็ทำให้เธอหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา

 “ขายหน้าจริงๆ”

 “ไม่หรอกค่ะ ฉันเข้าใจดี เด็กๆ มีพลังวิเศษที่สามารถเยียวยาจิตใจได้อย่างนี้เสมอค่ะ”

 มิเชลเป็นคนพูดขึ้นด้วยสีหน้ายิ้มละไม ในความเป็นแม่ทำให้เธอสามารถเข้าอกเข้าใจจิตใจของโยทะกาได้เป็นอย่างดี

 โยทะกาพูดเพียงว่าขอบใจกับทารกในอ้อมกอดก่อนจะส่งคืนให้กับมิเชล ดวงตาของเธอแม้มีแววอาวรณ์ แต่เธอก็รู้ดีว่าเด็กคนนี้เกิดมาเพื่อครอบครัวเล็กๆ ที่น่ารักนี้ ไม่ใช่ของเธอ

 “คุณจะกรุณาเป็นแม่ทูนหัวให้แกได้ไหมคะ?”

 มิเชลเป็นฝ่ายเอ่ยปาก แต่จอห์นเป็นฝ่ายพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย

 “จะดีหรือคะ?”

 “ดีสิคะ ดีมากๆ ด้วย คุณเป็นคนช่วยส่งเสริมให้จอห์นมีวันนี้ แล้วคุณก็รักแกด้วยใจจริง จะมีใครเหมาะสมเท่านี้อีกหรือคะ?”

 “ถ้าอย่างนั้นฉันก็ไม่ขัดข้อง กลับมาคราวนี้ดีเหลือเกิน ฉันมีความสุขเหลือเกิน”

 ระหว่างที่โยทะกากับมิเชลกำลังคุยกันกระหนุงกระหนิงอยู่นั่นเอง จอห์นซึ่งยืนมองและคิดทบทวนความคิดบางอย่างได้ตัดสินใจที่จะให้ลูกของเขามีชื่อที่มีความพ้องเสียงกับโยทะกาเขาจึงเอ่ยปากออกมา ซึ่งมิเชลเองก็เห็นด้วย

 “คุณโย ผมได้ชื่อลูกผมเดี๋ยวนี้เอง ตอนแรกผมอยากให้เขาชื่อ จอห์น จูเนียร์ แต่ตอนนี้ผมอยากให้เขาใช้ชื่อกลางว่าโยฮันมากกว่า คุณเห็นว่าเป็นไง”

 โยทะกายังไม่ทันได้พูดอะไรด้วยซ้ำเมื่อมิเชลกล่าวเสริมขึ้น

 “ดีค่ะที่รัก ฉันชอบ”

 แต่สำหรับโยทะกาแล้วมันยิ่งความดีใจเสียอีก เธอรู้สึกเป็นเกียรติเหลือเกินที่ครอบครับเล็กๆ นี้ได้ให้ความสำคัญกับเธอขนาดนี้ และที่สำคัญที่สุด เธอรักเด็กคนนี้ รักตั้งแต่เมื่อแรกได้เห็น เฉกเช่นเดียวกับที่เธอหลงรักมาร์ลาไคล์

*****************************************************************************************************************************

67 ความคิดเห็น