คือเธอที่ปรารถนา

ตอนที่ 28 : ตอนที่ 27 อดีต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 691
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    1 ต.ค. 52

 โยทะกาค่อยๆ ได้สติขึ้นมาทีละน้อยเมื่อได้ยินเสียงฮำเพลงที่ฟังแล้วมีความสุข เธออยากเห็นหน้าคนที่ทำเสียงเพลงขึ้น ขณะเดียวกันก็ได้รับรู้ว่าร่างกายของเธอถูกพันธนาการไว้อย่างแน่นหนา ด้วยสติอันลางเลือนเธอรู้เพียงว่าสิ่งที่พันธนาการตัวเธอไว้ไม่ใช่โซ่ตรวจอย่างแน่นอน

 สติที่ค่อยๆ ฟื้นคืนมาทำให้เธอค่อยจดจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาได้อย่างเนิบช้า

 ขณะที่สามสาวเตรียมตัวจะกลับเข้างาน ทั้งแพรวาและโยทะกากลับถูกรั้งตัวไว้หน้าห้องแต่งตัวติดกับห้องน้ำนั่นเอง ทั้งสองคนมีสีหน้าแสดงความประหลาดใจ แต่ยังไม่ทันได้ถามไถ่ โยทะกาก็รับรู้ได้ถึงอ้อมแขนแข็งแรงที่รัดรอบร่างเธอกับผ้าเช็ดหน้ากลิ่นหอมเอียนที่ทำให้เธอหมดสติไปอย่างรวดเร็ว เธอจึงไม่มีโอกาสได้เห็นสีหน้าของจิรภาแม้แต่น้อย

 ผิดกับแพรวา เธอไม่ได้ถูกโปะยาสลบ หากแต่ถูกมัดมือและผูกปากอย่างรวดเร็วแล้วลากให้ติดตามจิรภาและพีทที่มีโยทะกาไม่ได้สติในอ้อมแขนออกสู่งานเลี้ยงตรงขึ้นรถด้านหลังโรงแรมไปโดยไม่มีใครทันสังเกต

 เมื่อโยทะกาได้สติเต็มที่และได้เห็นสภาพของตัวเองในกระจกเงาก็ทำให้เธอรู้สึกราวกับถูกราดรดด้วยน้ำเย็นจัด ทั้งเนื้อทั้งตัวเธอมีเพียงชุดราตรียาวที่ใส่อยู่เท่านั้น ส่วนเครื่องประดับหรือแม้แต่กระทั่งวิกผมก็ถูกปลดออกไปไว้ที่ใดนั้นก็สุดจะคาดเดา และเมื่อได้เห็นสีหน้าของจิรภาที่เต็มไปด้วยความคลั่งใคล้มองตรงมาที่เธอก็ยิ่งทำให้อาการหนาวสั่นทวีมากขึ้นไปอีก

 ภาพเหตุการณ์เมื่อครั้งที่เธอถูกเจฟฟรี่เพื่อนของฌอนปลุกปล้ำปรากฏขึ้นในห้วงคำนึงอีกครั้ง ดวงตาที่เต็มไปด้วยความหลงใหลนี้ช่างเหมือนกันอย่างเหลือเกิน

 ดวงตาที่มองเธอราวกับเป็นประติมากรรมหินอ่อนล้ำค่ามากกว่าจะเป็นมนุษย์ผู้มีชีวิตจิตใจ

 เมื่อโยทะกามองกวาดสายตาไปทั่วทั้งห้อง สิ่งที่โยทะกาค้นพบอีกอย่างกลับกลายเป็นแพรวาที่เวลานี้นั่งมองเธอด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความตื่นกลัวและใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยการเก็บกลั้นอารมณ์

 จิรภามองเห็นทุกอย่าง เธอเห็นการฟื้นคืนสติของโยทะกา เห็นดวงตาแสดงความห่วงใยของแพรวาที่แม้ว่าจะตื่นกลัว แต่ก็ยังคงมีความเป็นห่วงอยู่อย่างเต็มเปี่ยม

 “ไม่ต้องพูดกันด้วยสายตาแบบนั้นก็ได้”

 “คุณจี”

 โยทะกายังไม่เข้าใจอะไรสักอย่างเดียว เธอไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดคุณจีผู้แสนดีของเธอจึงมีสีหน้าที่เหมือนกับเจฟฟรี่ในเวลานั้นเหลือเกิน แล้วทำไมจึงต้องพูดกับเธอแบบนั้น แล้วที่สำคัญทำไมแพรวาจึงอยู่ในสภาพเช่นนั้นอีก สภาพที่เนื้อตัวดูยับยุ่งราวกับเกิดเหตุต้องต่อสู้กัน ทรงผมที่จัดแต่งมาเป็นอย่างดีหลุดลุ่ย ที่สำคัญทำไมเธอกับแพรวาจึงถูกพันธนาการในขณะที่จิรภากลับยืนดื่มเครื่องดื่มรสแรงอย่างสบายใจ

 สายตาของโยทะกาบอกทุกสิ่งทุกอย่างแทนคำพูดหมดแล้ว สีหน้าของจิรภาจึงแปรเปลี่ยนเป็นเคลิ้มฝันขึ้นมาแทนที่ เธอทิ้งกายลงนั่งเคียงโยทะกาที่นอนตะแคงข้าง สัมผัสใบหน้าของโยทะกาด้วยท่าทางเคลิบเคลิ้ม ก่อนจะเล่าย้อนกลับไปถึงเมื่อครั้งที่เธอเป็นนักเรียนที่อังกฤษ

 
 “นี่คุณเป็นคนไทยใช่ไหม?”

 น้ำเสียงตื่นเต้นดีใจที่ทักทาย ทำให้จิรภาในวัย 18 หันกลับไปมองต้นเสียงด้วยความสงสัยจับใจ ใบหน้าตื่นตระหนกของสาวน้อยร่างเล็กที่หน้าตาเรียบร้อยทำให้สองสาวที่สูงกว่ามากพากันหัวเราะ

 “ไม่ต้องตกใจหรอก เราแค่อยากรู้ว่าเธอรู้จักไลลาหรือเปล่า?”

 “ใครกันคะ? ไลลา”

 “นั่นไง ไม่รู้จักจริงๆ ด้วย”

 สองสาวเข้าสู่โลกส่วนตัวที่ไม่มีจิรภายืนอยู่ตรงนั้นอีกครั้ง แต่ก่อนที่ความสงสัยของจิรภาจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นไปกว่าเดิม สองสาวกลับมีท่าทางเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด น้ำเสียงแสดงความตื่นเต้นดีใจที่ได้พบใครสักคนที่ดูสำคัญมากทำให้จิรภาต้องเหลียวมองตาม และสิ่งที่เธอได้เห็นตรงหน้าก็ทำให้เธอยืนนิ่งตะลึงงันเช่นกัน

 “นั่นไงไลลา”

 แล้วทั้งสองสาวก็รีบวิ่งไปหาคนที่พวกเธอตามหากันในทันที จิรภาเองก็ราวกับถูกสะกด เมื่อได้เห็นผู้หญิงที่มองอย่างไรก็เป็นสาวไทยอย่างแน่นอน แต่สิ่งที่เป็นข้อกังขาอย่างมากก็คงเป็นความสูงที่ทัดเทียมหรืออาจจะมากกว่าสาวทรงยุโรปหลายคน

 ทันทีที่สาวร่างสูงโปร่งผมหยิกยาวเป็นลอนสยายเต็มแผ่นหลังในชุดเชิ้ตขาวกับกางเกงแสลคสีครีมลงจากรถสปอร์ตคันหรู พร้อมกันสารถีหนุ่มที่แต่งตัวสไตล์เดียวกัน นักศึกษาหลายคนที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างพากันมองภาพตรงหน้าและรีบกรูเข้าหาราวกับทั้งสองคนเป็นบุคคลผู้มีชื่อเสียง

 “คุณไลลาหันมาทางนี้หน่อยค่ะ”

 เมื่อฌอนหันไปตามเสียงเรียก แสงแฟลชก็วูบวาบขึ้น นอกจากฌอนจะไม่รีบร้อนพาโยทะกาหลบหนีไปแล้ว เขากลับยิ่งกระชับวงแขนที่โอบกอดเธอแน่นยิ่งขึ้นเพื่อบอกนัยแห่งความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่

 ในเวลานั้นจิรภาเพิ่งได้เห็นว่าคนที่กรูกันเข้าหาครอบครัวไลลาล้วนเป็นนักข่าวสายงานศิลปะทั้งนั้น แล้ววงถัดออกมาก็คือบรรดานักเรียนศิลปะผู้คลั่งใคล้งานของฌอน กว่าวงล้อมจะเคลื่อนตัวเข้าสู่ห้องศิลปะได้จึงใช้เวลาพอสมควร

 จิรภาที่ยืนอยู่ด้านหน้าทางเข้าที่ทั้งโยทะกาและฌอนต้องเดินผ่านตื่นตะลึงกับภาพที่เห็นตรงหน้าราวกับถูกสะกด จึงไม่ทันได้ขยับตัว เมื่อคณะของไลลาเดินผ่าน เธอจึงถูกเบียดและคงจะล้มลง ถ้าไม่เป็นเพราะโยทะกาจะตาไวและโผเข้าประครองไว้ได้อย่างทันท่วงที ก็อาจเป็นได้ว่าจิรภาจะล้มและถูกกองทัพนักข่าวเหยียบเอาได้

 “ขอบคุณค่ะ”

 “ไม่เป็นไรใช่ไหม?”

 “ค่ะ ขอบคุณ”

 นั่นเป็นครั้งแรกที่จิรภาได้พบกับโยทะกาและสายตาของเธอก็ถูกตรึงไว้ที่หญิงสาวร่างสูงที่แม้จะมีใบหน้าเรียบๆ ไม่ได้สวยบาดตา แต่กลับมีพลังที่ทำให้ทุกคนต้องเหลียวมอง ยิ่งเมื่อเธอยืนเคียงกับฌอนผู้เป็นสามีก็ยิ่งส่งให้ใบหน้าเรียบๆ นั้นเต็มไปด้วยความสุขและความสุขนั้นมีอำนาจมากพอที่จะทำให้เธอดูสวยจับจิตเหลือเกิน

 จิรภาเล่าเรื่องที่โยทะกาจำไม่ได้สักนิดให้ทั้งโยทะกาและแพรวาฟัง สองสาวได้แต่มองหน้ากันนิ่ง และโยทะกาทำได้เพียงส่ายศีรษะช้าๆ เพื่อบอกเพื่อนสาวว่าเธอจำไม่ได้สักนิด

 จิรภารู้ดีว่าเธอก็คงจะเป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่บังเอิญผ่านเข้าไปในชีวิตช่วงที่โยทะกากำลังมีความสุข และสิ่งที่โยทะกาเห็นในเวลานั้นมีเพียงฌอนผู้เป็นสามีเท่านั้น เธอจึงเป็นเหมือนคนแปลกหน้าเมื่อได้พบกันอีกเป็นครั้งที่สอง

 
 เหตุการณ์ที่พบกันครั้งแรกนั้นเองที่ทำให้จิรภาเกิดความสนใจในตัวโยทะกาเธอเฝ้าจับตามองและคอยสืบหาข่าวคราวต่างๆ ของเธอ ซึ่งสิ่งที่ได้ฟังนั้นไม่ใช่แค่เพียงความชื่นชมเท่านั้น มีคนไม่น้อยที่เห็นว่าการแต่งงานของโยทะกากับฌอนไม่ใช่เรื่องของความรัก ทั้งคุณวุฒิ ทั้งวัยวุฒิที่ทั้งคู่ต่างกันมากทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนัก แต่ก็ไม่มีใครกล้าที่จะพูดกับทั้งคู่ตรงๆ และดูเหมือนว่าโยทะกาจะไม่สนใจกับข่าวลือเหล่านั้นแม้แต่น้อย

 ในที่สุดข่าวลือที่ไม่อาจทำอะไรคนทั้งคู่ได้จึงค่อยๆ ซาไป พร้อมกับหัวใจของจิรภาที่ยิ่งเทิดทูนผู้หญิงตัวสูงใหญ่มากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม

 โยทะกาในเวลานั้นเป็นดั่งดวงอาทิตย์เจิดจ้าที่ทำให้จิรภาที่กำลังหดหู่กับการใช้ชีวิตในต่างแดนเพียงลำพังมีกำลังใจขึ้น จิรภามองโยทะกาเป็นเป้าหมาย เธอตั้งใจเรียนเพื่อให้ได้คะแนนทัดเทียมกับโยทะกา เธอชื่นชมกับภาพที่โยทะกาเขียนขึ้น แม้ว่าเธอจะเรียนทางด้านบริหาร แต่ก็สามารถรับรู้ถึงงานเขียนของโยทะกาได้ และยิ่งเพิ่มความหลงใหลลึกซึ้งมากขึ้นไปอีก

 บ่อยครั้งที่จิรภาอดไม่ได้จึงส่งดอกไม้ไปเพื่อแสดงความยินดีเมื่อยามที่โยทะกาออกแสดงผลงาน ซึ่งเธอไม่ได้คาดหวังแม้แต่น้อยว่าจะได้รับการ์ดแสดงความขอบคุณตอบกลับมา ซึ่งการ์ดทุกใบเธอได้เก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี และคิดอยู่เสมอว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด หากโยทะกาต้องการเธอคอยสืบเสาะหาให้


 ในปลายปีการศึกษาปีแรกนั้นเองที่น้องใหม่ทุกคนจะต้องร่วมเต้นรำหมู่เพื่อหาเงินเข้ากองทุนการกุศลของมหาวิทยาลัย และด้วยความสูงของโยทะกาทำให้เธอดูโดดเด่นอย่างมากและเพราะความสูงของเธออีกเช่นกันที่ทำให้เธอเป็นน้องปีหนึ่งเพียงคนเดียวที่ได้เต้นรำคู่กับรุ่นพี่ปีสามที่ครองแชมป์หนุ่มป๊อปแห่งปีมาตลอดสามปี ทำให้คู่ของโยทะกากลายเป็นที่จับตามองตลอดทั้งงาน

 เวลานั้นภาพความประทับใจครั้งนั้นยังคงตราตรึง ผู้หญิงหน้าตาเรียบๆ ที่ได้รับการตบแต่งใบหน้าและทรงผมอย่างดีได้กลายเป็นนางหงส์ไปเสียแล้ว และเพราะความสวยแปลกตาของโยทะกานี่เองที่ทำให้รุ่นพี่หลายคนต่างแสดงตัวตนออกมาว่าสนใจ ซึ่งทุกคนต่างถูกเธอปฏิเสธกันไปถ้วนหน้า

 “ขอโทษนะคะ แต่ดิฉันมีสามีแล้ว”

 นั่นเป็นคำตอบที่ทุกคนได้รับ จริงอยู่ว่ารุ่นพี่ หรือใครอื่นหลายคนจะล่วงรู้อยู่ก่อนแล้วว่าโยทะกาแต่งงานแล้วกับฌอน ไลลา จิตรกรผู้มีชื่อเสียง แต่ไม่มีใครสักคนเชื่อว่าการแต่งงานนี้เป็นการแต่งงานที่เกิดจากความรัก

 ภาพการเต้นรำครั้งนั้น สายตาที่โยทะกาใช้ทอดมองรุ่นพี่หนุ่มเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความรื่นรมย์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าเธอเพิ่งแต่งงานและมีฌอนคอยให้กำลังใจอยู่ไม่ห่างนั่นเอง แม้ในงานฌอนก็คงอยู่ แม้ว่าจะคนละสถานะกันก็ตาม

 ฌอนไม่ได้อยู่ดูแลโยทะกาอย่างใกล้ชิดอย่างเช่นเคย ในวันนั้นฌอนนั่งอยู่ในกลุ่มศิษย์เก่าและผู้ให้การอุปถัมภ์มหาวิทยาลัย เขาคอยส่งสายตาทอดมองดูโยทะกาที่อยู่ในกลุ่มเพื่อนด้วยความภูมิใจ ใครหลายคนต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันถึงความสดใสน่ารักของโยทะกา ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ความสูงของเธอไม่ก่อให้เกิดปมในใจดังเช่นที่เคย

 จิรภาที่เคยเซื่อมซึมหงอยเหงาด้วยความคิดถึงบ้านเมื่อแรกมาเรียนกลับค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นสดใสขึ้นก็เพราะได้รับแรงบันดาลใจจากโยทะกาเช่นเดียวกับนักศึกษาพลัดบ้านอีกหลายคน

 ทุกคนต่างรู้ดีว่าโยทะกาต้องใช้ความพยายามมากขนาดไหนที่จะไม่ให้ใครๆ ดูหมิ่นเอาได้ เธอแสดงให้ทุกคนเห็นว่างานเขียนของเธอทุกชิ้นเกิดจากฝีมือของเธออย่างแท้จริง ไม่ใช่เกิดจากฝีมือของฌอนผู้เป็นสามี เธอไม่เคยนำงานกลับไปทำที่บ้านแม้แต่ชิ้นเดียว ขณะเดียวกันฌอนก็ไม่เคยเข้าใกล้หรือเฉียดห้องเก็บภาพที่งานของเธอวางอยู่

 เสียงเหยียดหยามของฝีมือที่ไม่ได้รับการยอมรับเมื่อแรกมาค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นทึ่งจัด และได้แต่พูดปากต่อปากว่าฌอนเก่งที่สามารถค้นพบเพชรเม็ดงามที่สามารถเจียรไนจนอาจส่องประกายได้ทัดเทียมหรือมากกว่าตัวเขา

 จากเด็กสาวที่เคยต้องเผชิญกับวาจาร้ายกาจอย่างมากกลับได้รับคำชมเชยในที่สุดและความมานะอดทนของเธอที่ถูกใครต่อใครดูแคลนได้กลายเป็นแรงใจให้กับเหล่านักศึกษาที่พยายามปรับตัวใช้ความพยายามความอดทนของเธอเป็นแบบอย่างรวมทั้งจิรภา

 จึงไม่ใช้เรื่องแปลกนักที่จะเห็นว่าเวลานั้นสายตาที่จิรภาใช้มองโยทะกาจะเต็มเปี่ยมไปด้วยความศรัทธาเชื่อถือ ซึ่งนักเรียนหลายคนก็ได้มองโยทะกาเป็นไอดอลของตัวด้วยกันทั้งสิ้น


 จิรภาหัวเราะออกมาเสียดื้อๆ เรียกร้องแววตาสงสัยจากโยทะกาและแพรวา เธอวางแก้วเครื่องดื่มรสแรงไว้ข้างตัวมองโยทะกาด้วยสายตารักใคร่หลงใหล เธอสัมผัสใบหน้าโยทะกาที่เหมือนกับโยธินราวกับแกะ แล้วอยู่ๆ สีหน้าที่มีความสุขพลันแปรเปลี่ยนเป็นทุกข์หนักขมขื่นเมื่อเล่าเหตุการณ์ย้อนหลังต่อไป

 “แล้วอยู่ๆ คุณก็เปลี่ยนไปทันทีหลังจากเขาตาย คุณกลายเป็นคนอมทุกข์ ฉันอยากเข้าไปช่วยเหลือปลอบโยน แต่คุณก็มีคนคอยยืนอยู่เคียงข้างมากเหลือเกิน เวลานั้นฉันยังไม่เคยเห็นโยหรือผู้หญิงคนนี้ แต่ฉันสาบานว่าจะไม่ยอมให้คุณต้องทุกข์นาน แต่ดูเหมือนว่าฉันกับคุณจะยิ่งห่างไกลกัน ยิ่งฉันพยายามเข้าหาคุณ คุณก็ค่อยๆ จากไป กระทั่งข่าวของคุณฉันก็ไม่ได้รับรู้อีกเลย”

 จิรภานึกถึงเมื่อครั้งที่เธอเฝ้าวนเวียนอยู่หน้าบ้านของโยทะกานานหลายเดือน แต่ไม่มีข่าวคราวใดๆ ความเจ็บปวดและเป็นห่วงทำให้เธอตัดสินใจปีนเข้าไปในปราสาทแห่งนั้นและได้พบกับความจริงที่ว่าโยทะกาได้หลบหนีออกไปจากปราสาทนานแล้ว

 เวลานั้นจิรภาเคว้งคว้างและว่างเปล่าเหมือนกับถูกกระชากเอาดวงใจไป ความเจ็บปวดและทุกข์ทรมานคราวนั้นทำให้จิรภากลายเป็นคนกร้าวและแกร่งขึ้นอย่างไม่รู้ตัว เธอกลายเป็นปีศาจบ้างาน

 การงานเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เชื่อมตัวเธอกับความมุมานะของโยทะกาในช่วงเวลาที่ต้องต่อสู้กับสายตาดูแคลน ความทรงจำของจิรภาหยุดลงเพียงภาพความพยายามของโยทะกาเท่านั้น

 ดังนั้นจิรภาจึงเปรียบเสมือนพระเจ้าสำหรับบรรดานายแบบหลายคนที่เธอสามารถทำให้พวกเขาก้าวขึ้นสู่ความสำเร็จในวงการแบบได้ ด้วยความเข้มงวดและระมัดระวังในการรับงาน

 เมื่อจิรภามาอยู่ในสังกัดของทินกรเธอยังคงทุ่มเทกับงานอย่างเสมอต้นเสมอปลายและเป็นที่ไว้วางใจของทินกรอย่างมาก กระทั่งเมื่อสองปีก่อนทินกรได้แนะนำให้เธอรู้จักกับนายแบบหนุ่มสองคนซึ่งเธอจะเป็นผู้จัดการส่วนตัวให้กับทั้งสองคน

 คนหนึ่งนั้นคือพีทและอีกคนโยธิน

 ครั้งแรกที่ได้พบกันนั้นความรู้สึกทั้งมวลกลั่นตัวออกมามากมายทั้งดีใจและประหลาดใจระคนกัน เธอลืมเลือนนามสกุลที่แท้จริงของโยทะกาจึงไม่คิดฝันว่าโยธินจะเป็นส่วนหนึ่งของโยทะกาผู้หญิงที่เป็นผู้จุดประกายไฟในตัวเธอนั่นเอง

 ทุกครั้งที่ได้มองโยธินมันเหมือนกับว่าจิรภาได้กลับไปอยู่ในช่วงวัยเมื่อครั้งเป็นนักศึกษาและเธอสับสนและในที่สุดภาพอันบิดเบี้ยวได้ทำให้เธอคิดว่าโยธินตรงหน้าคือไลลาของเธอ

 จิรภามองข้ามเพศของคนสองคนที่หน้าตาเหมือนกันมากและรู้สึกเจ็บปวดรุนแรงทุกครั้งที่โยธินพูดถึงแฟนสาวที่เธอไม่รู้จัก แม้ว่าฉากหน้าเธอจะทำดีกับทุกคนอย่างเสมอภาค แต่ในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เธอสามารถจดจำเรื่องของโยธินได้เป็นอย่างดี

 ดังนั้นแผนการขั้นต้นของเธอจึงเริ่มขึ้น ไลลาที่เธอรู้จักจะต้องไม่มีคนรัก เธอจะเป็นคนที่ทำงานอย่างหนักเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากทุกคนที่เฝ้ามอง

 จิรภาว่าจ้างให้เด็กสาวคนหนึ่งเข้ามาวนเวียนในกองถ่ายและในที่สุดแผนของเธอก็สำเร็จ โยธินเมามายและหลับสนิท การจัดฉากจึงเริ่มขึ้น


 ทั้งโยทะกาและแพรวาต่างเบิกตากว้างขึ้นด้วยความคาดไม่ถึง

 โยทะกาพูดออกไปด้วยน้ำเสียงเบาหวิวสายตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก เวลานี้เธอมองจิรภาราวกับเป็นคนแปลกหน้าที่เธอไม่รู้จักสักนิด แต่จิรภากลับยิ้มอ่อนหวานและกระถดตัวยกศีรษะโยทะกาวางบนตักเธอแต่เบามือ พลางลูบเส้นผมนุ่มด้วยความรู้สึกรักใคร่เทิดทูน ดวงตามองย้อนกลับไปยังอดีตอันยาวนานห่างไกล


 แผนของจิรภาประสบความสำเร็จอย่างงดงามโยธินถูกตัดขาดจากแพรวาทันที เธออ่านความรู้สึกของโยธินออกและในวันหนึ่งโยธินที่เมามายเพราะทนกับความหมางเมินจากแพรวาไม่ได้ จิรภาจึงได้ใช้โอกาสนั้นพาเขาไปส่งที่บ้านและในวันนั้นเธอได้พบกับโยทะกา

 อาการตื่นเต้นเต็มที่เกิดขึ้นทันทีที่ได้พบ จิรภาแน่ใจในวินาทีนั้นว่าคนตรงหน้าคือมาดามไลลาของเธออย่างแน่นอน เพราะในวันนั้นโยทะกาใส่เพียงเสื้อสายเดี่ยวกับกางเกงกุยเฮงผ้าดิบมัดย้อมเป็นดอกดวง และที่สำคัญทั้งแผ่นหลังของเธอมีสิ่งที่เป็นนามบัตรของมาดามไลลาประทับอยู่

 โยทะกาในวันนั้นแตกต่างจากมาดามไลลาที่จิรภารู้จักเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จากหญิงสาวที่ผมยาวจรดบั้นเอวกลับตัดสั้นเสียจนเกือบคล้ายกับผู้ชาย ใส่แว่นกรอบโตทรงโบราณที่ไม่อาจปิดบังอาการเศร้าลึก และผ่ายผอมไปกว่าเดิมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่โดยรวมแล้วผู้หญิงร่างสูงที่ยืนกอดน้องชายผู้ไร้สติก็ยังคงเป็นมาดามไลลาของเธออยู่ดี

 โยทะกาหันมายิ้มให้กับจิรภากล่าวขอบคุณและแนะนำตัวเองด้วยความสุภาพอย่างจริงใจ

 “ขอบคุณนะคะที่พาน้องชายมาส่ง ฉันโยทะกา ชยากร เป็นพี่ของโยค่ะ”

 “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันจิรภา เป็นผู้จัดการส่วนตัวของโยค่ะ”

 เวลานั้นจิรภาตื่นเต้นเสียจนแม้แต่นามสกุลตัวเองก็ลืมบอกไป ส่วนโยทะกาก็ไม่ได้ใส่ใจจะสอบถาม เพราะเห็นว่าไม่สำคัญอะไร แม้ว่าจิรภาจะมีท่าทางตื่นตกใจที่เห็นเธอ เธอก็ไม่ได้ติดใจสงสัยด้วยคิดว่าจิรภาคงจะตกใจเพราะมาเห็นพี่ที่หน้าตาเหมือนโยธินมากก็เท่านั้น

 โยทะกาไม่ได้รู้ตัวเลยสักนิดว่าในวันนั้นเองที่จิรภาเริ่มร่างแผนการบางอย่างไว้ภายใต้ใบหน้ายิ้มละไม

*****************************************************************************************************************************

67 ความคิดเห็น

  1. #21 WtfL_รอรัก (@nrpan76) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2552 / 18:14
    ho...so bad woman and she was crazy
    #21
    0