คือเธอที่ปรารถนา

ตอนที่ 26 : ตอนที่ 25 ริษยา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 617
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    14 ส.ค. 52

 อเมทิสต์รู้สึกราวกับถูกมือยักษ์จับเหวี่ยงไปมาเมื่อได้รับโทรศัพท์จากโยธินที่เขารู้อยู่แล้วว่าเป็นโยทะกา แม้จะดีใจที่เห็นว่าเธอไว้วางใจในตัวเขา แต่คำพูดของเธอนั้นกลับทำให้เขาทั้งงุนงงและสับสนไม่น้อย

 “สวัสดีครับคุณลูวโค”

 “ครับ มีอะไรหรือครับ?”

 “คือ ผมคิดว่าวันนี้มีคนสะกดรอยตามผม”

 “สะกดรอยตาม?”

 “ครับ ตอนนี้ผมอยู่ที่ชั้น 5 ดูเหมือนว่าคนร้ายจะมายืนตรงที่ผมยืนอยู่ไม่นาน แล้วตอนนี้ถ้าผมคาดไม่ผิดก็น่าจะปะปนกับแขกคนอื่นที่ชั้น 1”

 “คุณแน่ใจขนาดนั้น”

 “ครับ สายตาที่เขามองผมรุนแรงมาก”

 “แล้วตอนนี้คุณยังอยู่ที่นั่นหรือเปล่า? แล้วอยู่กับใคร?”

 “ผมยังอยู่ที่เดิม อยู่คนเดียว”

 “คนเดียว! คุณรีบไปอยู่รวมกับผู้คนเดี๋ยวนี้เลย ส่วนเรื่องที่เหลือผมจะจัดการเอง”

 “ครับ คุณลูวโค”

 “ครับ”

 “ผมอยากให้คุณช่วยดูแลคู่หมั้นผม ผมเป็นห่วงเธอ”

 “ได้ ไม่ต้องเป็นห่วง ผมจะจัดการให้”

 “คุณลูวโค”

 “ครับ”

 “ขอบคุณมาก”

 “...”

 โยทะกาได้ยินเสียงถอนหายใจอย่างหนักหน่วงของอเมทิสต์ ก่อนจะได้ยินเสียงที่ทอดอ่อนโยนขึ้น

 “ดูแลตัวเองให้ดีนะครับ”

 “ครับ”

 โยทะกาแน่ใจแล้วว่าอเมทิสต์ร่วงรู้ความลับของเธอ และพยายามคอยให้การช่วยเหลือเธออย่างเต็มกำลัง ซึ่งเธอเองก็เชื่อมั่นอย่างประหลาดว่าเขาจะคุ้มครองเพื่อนและน้องชายของเธอให้ปลอดภัยได้


 ในห้องพักที่เคยเรียบร้อยค่อยๆ แปรเปลี่ยนไปตามแรงอารมณ์ที่เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดรุนแรงของผู้เป็นเจ้าของ

 ตั้งแต่เห็นโยทะกาเดินโอบแพรวาไปส่งที่ห้องพักพร้อมกับมาดามไลลาตัวปลอมที่รู้อยู่เต็มอกนั้นทำให้ใบหน้าที่เคยสงบนิ่งค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นเดือดดาลด้วยความไม่พอใจ

 แม้ว่าจะพยายามทำใจว่าสิ่งที่โยทะกาทำลงไปนั้นเป็นเพราะว่าเธอต้องการแสดงให้สมบทบาท แต่เมื่อได้เห็นภาพที่แพรวาออกมาส่งแล้วแสดงอาการออดอ้อนราวกับคนรักกลับทำให้เส้นด้ายบางๆ ทั้งคั่นกลางระหว่างความมีเหตุผลขาดสะบั้นลง

 สายตาที่ทอดมองคู่รักทั้งสองจึงเต็มไปด้วยร่องรอยของความริษยาและความเป็นอริจนผู้ที่ถูกมองสามารถรับรู้ได้จนเหลียวมามอง ยังดีว่าหลบได้ทันโยทะกาจึงยังมองไม่เห็น

 “ทำไมถึงต้องกอด ต้องจูบกันด้วย”

 เรี่ยวแรงที่มีอยู่ไม่ว่าเท่าไรก็หมดไปกับการจับเหวี่ยงฉีกทึ้งข้าวของที่อยู่ในห้องพักของตัวเอง ริมฝีปากบิดเบี้ยวไปด้วยแรงริษยาและโทษะแรงของผู้เป็นเจ้าของยิ่งทำให้ดวงหน้าที่แสนจะธรรมดาพลันเปลี่ยนไปเป็นน่าเกลียดน่ากลัว

 “อย่าคิดนะ ว่าฉันจะยกคุณให้ใคร คุณต้องเป็นของฉันคนเดียว”

 เจ้าของดวงตามุ่งร้ายจ้องตรงเขม็งไปยังปกนิตยสารที่มีรูปของโยธินเปิดหลาไว้

 “ถ้าไม่มีคุณเสียคน คุณโยจะต้องมาเป็นตัวแทนคุณ แล้วฉันจะเป็นคนที่ใกล้ชิดที่สุดยายแพรวาอะไรนั่นก็มาแทรกไม่ได้”

 แม้ว่าดวงหน้านั้นจะเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชังแพรวา หากแต่เมื่อได้เห็นแขนเสื้อเชิ้ตเนื้อหนาหนักที่เป็นเสื้อของโยทะกา เจ้าของดวงตาแค้นเคืองกลับแปรเปลี่ยนเป็นดวงตาที่เต็มไปด้วยความสิเน่หา เมื่อเปิดตู้หยิบเสื้อตัวนั้นออกมาก็กอดจูบลูบไล้เนื้อผ้าที่มีกลิ่นกายของโยทะกาแทรกอยู่

 “ฉันเฝ้ารอคุณมาตั้งนาน เรื่องอะไรจะปล่อยคุณไป คุณโย”


 ตลอดทั้งวันในการถ่ายทำแบบวันสุดท้ายคู่กับออลิเกลไม่เกิดปัญหาใดเลยสักครั้ง ตรงข้ามมันกลับราบรื่นมากจนทำให้งานออกมาเป็นที่น่าพอใจ แม้แต่เคยังออกปากชม

 ดวงหน้าที่เต็มไปด้วยความพอใจของเคทำให้โยทะกาเผลอยิ้มรับออกไปบ่อยครั้ง ทำให้ออลิเกลอดถามไม่ได้

 “คุณชอบคุณเคหรือคะ?”

 “ครับ พี่เคน่ารักดี”

 “ไม่ใช่ค่ะ ชอบของฉันหมายถึง...”

 “อ๋อ... พี่เคกับผมน่ะรักกันแบบพี่น้อง อาจจะมากกว่าพี่น้องคู่อื่นนิดหน่อย แต่รับรองว่าไม่ใช่แบบชู้สาวแน่นอน”

 ออลิเกลหัวเราะขบขันกับคำตอบของโยทะกา เธอเองก็พอมองออกอยู่ว่าเคนั้นมีความรู้สึกเช่นไรกับโยธินตรงหน้า และโยธินเองก็ชัดเจนเหลือเกินว่าความรักทั้งหมดนั้นมีไว้เพื่อแพรวาคู่หมั้นเท่านั้น

 “ก็เพราะมีคุณแพรวาอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง?”

 “คุณพูดก็ถูก”

 แล้วทั้งคู่ก็พากันหัวเราะออกมาเสียงดัง ซึ่งภาพที่ออกมานั้นก็ทำให้เคพอใจอย่างมาก

 “ดี สวย เยี่ยม”

 เมื่องานจบลง ออลิเกลที่ยังยืนชิดโยทะกาอยู่ก็มองเธอด้วยสายตาเต็มไปด้วยความประทับใจและความสุข สองมือยังคงประสานแน่น

 “ดีใจจังที่รับงานนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้มาพบคุณ”

 “ผมก็ดีใจที่ได้พบคุณ”

 “ปากหวานเสียจริง อย่างนี้คุณแพรวาจะไปไหนได้”

 “เห็นอย่างนี้เธอเคยทิ้งผมมาแล้วนะครับ”

 “แหม... ฉันน่าจะมาหาคุณตั้งแต่ตอนนั้นนะคะ ไม่แน่ว่าคุณอาจจะรักฉันก็ได้”

 โยทะกาส่ายศีรษะช้าๆ เธอตบมือลงบนมือออลิเกลแต่เบามือ

 “ไม่หรอกครับ สำหรับผู้หญิงคนอื่น ผมมีเพียงความเป็นเพื่อนมอบให้เท่านั้น”

 ออลิเกลไม่ได้พูดอะไรอีก เธอเพียงแต่ยิ้มอ่อนหวานแล้วในที่สุดเมื่อทั้งคู่จนด้วยถ้อยคำแห่งการกล่าวลา ออลิเกลจึงชะโงกใบหน้าแล้วประทับจุมพิตมุมปากโยทะกาด้วยท่าทางอ่อนโยน

 “จูบลาสำหรับเพื่อนคนสำคัญค่ะ พบกันที่ไหนอย่าลืมทักทายกันนะคะ”

 “ครับ ไม่ลืม”

 โยทะกาไม่ลืมมารยาทที่ฌอนเคยสอนไว้ เธอจึงลดใบหน้าลงแล้วจุมพิตเบาๆที่มุมปากออลิเกลเช่นกัน

 ภาพคู่รักในโฆษณาที่อยู่นอกเหนือจากในสคลิปทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องหลายฝ่ายต่างพากันมองตากันเองด้วยสายตาไม่เข้าใจและกังวลใจไปพร้อมกัน เพราะอีกด้านหนึ่งที่ริมหาดแพรวายืนมองฉากนั้นด้วยท่าทางนิ่งสงบ

 ออลิเกลเป็นฝ่ายผละห่างออกมาจากโยทะกา เธอจับจูงมือโยทะกาพาเดินเรื่อยๆ เข้าไปสมทบกับแพรวาพร้อมกับส่งยิ้มอ่อนหวานของเพื่อนให้แพรวา ซึ่งแพรวาเองก็ส่งยิ้มที่มีร่องรอยของความขบขันอยู่ไม่น้อยตอบกลับไป

 “ฉันพาเขามาคืนค่ะ”

 “ขอบคุณค่ะ”

 “คุณโชคดีมากที่ได้เขาเป็นแฟน เห็นเขาบอกว่าคุณเคยทิ้งเขาไปหรือคะ?”

 คำถามนั้นทำให้ทั้งโยทะกาและแพรวาพากันสะดุ้งอย่างช่วยไม่ได้ ด้วยไม่นึกว่าออลิเกลจะพูดถึงเรื่องนี้ ซึ่งมันเป็นรอยด่างในชีวิตรักระหว่างโยธินและแพรวา หากแต่เมื่อได้เห็นสีหน้าที่ยังคงยิ้มแย้มอ่อนหวานไม่มีร่องรอยแสดงเจตนาเป็นอื่น จึงพากันมองหน้าออลิเกลเพื่อขอคำตอบ

 “อย่าให้ฉันรู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์นั้นอีกนะคะ ไม่อย่างนั้นฉันจะมารับเขาไปแน่ๆ”

 เมื่อเข้าใจความหมายเย้าแหย่ของออลิเกลทั้งแพรวาและโยทะกาต่างพากันหัวเราะออกมาอย่างช่วยไม่ได้

 “รับรองเลยค่ะ คราวก่อนฉันยอมแพ้ง่ายเกินไป แต่ถ้ามีครั้งหน้ารับรองเลยว่าใครก็อย่ามาแตะ ฉันเอาตายเชียวค่ะ”

 “แหม... คุณๆ ทั้งสองรุมกันเชียวนะ”

 แล้วออลิเกลและแพรวาต่างพากันหัวเราะด้วยท่าทางของผู้ที่รู้ความนัยเพียงสองคน

 ขณะที่กลุ่มของโยทะกายังอยู่ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสุข กลับมีคนไม่ชอบใจในบรรยากาศนั้นอยู่ ทั้งคู่มองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

 คนหนึ่งโกรธขึ้นในความสัมพันธ์ที่เห็น

 อีกคนโกรธเกรี้ยวที่คนที่ยืนตรงนั้นไม่ใช่ตัวเอง

 “คืนนี้ว่าไง”

 “ตกลง เอาไงเอากัน”

 สายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความชิงชังของคนหนึ่ง กับสายตาริษยาของอีกคนไม่ได้ทำให้โยทะการับรู้ได้เลย เพราะว่าเวลานี้เธออยู่ในสถานที่ที่มีคนพลุกพล่านมากเหลือเกิน


 ในขณะที่คนอื่นๆ มีความสุขกับการทำงานที่สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีกลับมีชายสองคนที่กำลังปวดหัวอย่างหนักกับข้อมูลใหม่ที่เพิ่งได้รับ

 “เอซ”

 “ครับ”

 “มาที่ห้องผมด่วน ผมมีเรื่องให้คุณช่วย”

 “ครับ”

 เอซรีบไปหาอเมทิสต์ที่ห้องพักชั้นชนสุดของโรงแรมทันทีและเมื่อได้เห็นสีหน้าของเจ้านายก็ทำให้เขารู้สึกได้ถึงความเคร่งเครียดอย่างช่วยไม่ได้

 “มีอะไรหรือครับคุณลูวโค”

 “มาดูนี่สิ”

 เอซเดินอ้อมโต๊ะตัวโตมองภาพที่ปรากฏขึ้นบนจอมอนิเตอร์ด้วยสายตาพิจารณา

 “มีอะไรหรือครับ?”

 “ก็อย่างที่เห็น ก่อนที่โยธินจะเดินมาที่นี่ดูเหมือนว่าจะมีคนมายืนอยู่ก่อน นั่นไง”

 อเมทิสต์ฉายภาพให้ช้าลง แต่แล้วทั้งคู่ต่างพากันถอนหายใจด้วยความเคร่งเครียดเสียแทน

 “ดูเหมือนว่าคนร้ายจะระวังตัวมากเชียวครับ”

 “ใช่ ขนาดว่าเตรียมฮูดมาแบบนี้คงไม่ธรรมดาแล้วล่ะ ว่าแต่นายพอจะมองออกไหมว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย”

 เอซมองหน้าอเมทิสต์ เพราะเขาเองก็ปักใจเชื่อไปเสียสนิทใจแล้วว่าคนที่จ้องจะทำร้ายนายแบบหนุ่มเป็นผู้ชาย แต่เมื่ออเมทิสต์ถามออกมาเช่นนี้ก็ทำให้เขาเริ่มสงสัยเช่นกัน

 “ผมจะลองดู ว่าแต่เจ้านายไม่มีกล้องในลิฟต์หรือครับ”

 “มีสิ เห็นว่ามีปัญหา หัวหน้า รปภ. ยังไม่เอามาให้เลย ผมก็กำลังรออยู่”

 “ถ้าอย่างนั้นผมจะลองดูจากชั้นอื่นๆ ก่อน คุณก็ไปพักเสียหน่อยสิครับ”

 “ขอบใจ”

 เอซไม่เข้าใจสักนิดว่าเพราะเหตุใดเรื่องของนายแบบหนุ่มที่ชื่อว่าโยธินจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากเสียจนนายของเขาต้องลุกขึ้นมาจัดการด้วยตัวเองเช่นนี้ ทั้งที่ปกติแล้วเจ้านายของเขาจะปล่อยให้หน้าที่ต่างๆ ที่กำลังทำอยู่นี้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี

 
 พลเองก็กำลังปวดหัวอย่างหนักกับสิ่งที่เพิ่งได้รับรู้มาเช่นกัน

 หลังจากที่กองถ่ายทำภาพยนตร์โฆษณาเก็บกองไปแล้วและทุกคนแยกย้ายกันกลับไปที่ห้องของตน พลได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการทางนิติวิทยาศาสตร์ว่า มีเลือดจำนวนหนึ่งซึ่งกำลังตรวจสอบหาลายพิมพ์รหัสพันธุกรรม ซึ่งเวลานี้ระบุได้แค่เพียงว่าเป็นผู้หญิงแต่ยังไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นของใคร ทำให้สิ่งที่พลเคยตั้งสมมติฐานไว้เริ่มเกิดความเรรวน ในเมื่อคนที่เข้าข่ายที่จะทำร้ายโยธินคือพีท แต่กลับมีเลือดปริศนาที่ระบุตัวบุคคลได้ว่าเป็นผู้หญิง ทำให้พลเริ่มเกิดอาการมืดแปดด้าน

 “นายแน่ใจแล้วหรือ?”

 “ก็เออสิวะ ตอนที่เด็กๆ ในทีมตรวจเจอเล่นเอาพวกเราอึ้งกันทั้งแถบ แกรู้ไหม ว่าเจ้าเลือดนี้น่ะมันมีปริมาณน้อยเหลือเกิน แต่เจ้าเอมันก็ดันตาไวเห็นว่าเป็นเลือดที่น่าจะหยดไม่นาน แต่มันก็เก่ากว่าเลือดของนายโยเขา เจ้านั่นมันก็ลองเอามาตรวจดู แต่แกเอ๋ย ขนาดว่าเจ้าเอนี่มันเป็นคนละเอียดรอบคอบ ทำซ้ำแล้วซ้ำอีก ผลมันก็ยืนยันออกมาว่าเป็นผู้หญิง แกคิดเอาแล้วกันว่าไอ้เชือกเส้นนั้นมันจะไปถูกเลือดของผู้หญิงตอนไหนกันวะ”

 “เออนั่นสิ แกว่าเลือดนั่นมันใหม่ แต่ก็เก่ากว่าเลือดของโย”

 “ใช่ พวกเราก็เลยลองทำเลียนแบบดู ก็พอกะเวลาคร่าวๆ ได้ ข้าว่าไอ้คนที่ตั้งใจทำให้ไอ้แผงไฟนี่หล่นใส่หัวนายโยนี่ต้องเป็นคนไปตัดเชือกเองตอนที่มันอยู่ด้านบนแหงเลยว่ะ”

 “อะไรนะ?”

 “เออ แกฟังไม่ผิดหรอก”

 “เฮ่ย! แต่ว่าไอ้แผงไฟนั่นมันสูงตั้งเกือบห้าเมตรเชียวนะแกแล้วผู้หญิงที่ไหนจะบ้าทำ ที่สำคัญตอนมันตกลงมาต้องมีคนมองขึ้นไปบ้างล่ะ จะไม่เห็นตัวคนร้ายเลยหรือไงวะ”

 “อันนี้ข้าก็ไม่รู้ว่ะ แต่ผลมันยืนยันออกมาเป็นอย่างนี้ ตอนนี้ก็บอกได้แค่ว่าเลือดนั่นเป็นของผู้หญิงก็เท่านั้น ส่วนลายพิมพ์ดีเอ็นเอ คงต้องใช้เวลาอีกหน่อย ที่สำคัญ ถึงรู้ก็บอกไม่ได้อยู่ดีว่าเป็นของใคร ในเมื่อบ้านเรายังไม่มีการทำบันทึกลายพิมพ์ดีเอ็นเอระบุตัวบุคคลเสียหน่อย”

 “อย่างนี้ก็งานช้างสิวะ แล้วแบบนี้จะจับมือใครดมได้”

 “แล้วนายไม่ได้สงสัยผู้หญิงคนไหนเลยหรือไงวะ”

 “ก็จะให้สงสัยใคร ในคณะนี้ก็มีผู้หญิงอยู่แค่...”

 “เป็นอะไรไปวะ อยู่ๆ ก็หยุดพูด”

 “ไม่จริงน่า”

 พลอุทานออกมาด้วยความคาดไม่ถึงและได้แต่ภาวนาว่าสิ่งที่คิดนั้นจะไม่จริง

 “เฮ่ย! อย่าเงียบสิวะ”

 “ขอบใจว่ะ แค่นี้ก่อนแล้วกันนะ ถ้าเป็นอย่างที่คิดล่ะก็ยัยนั่นล่ะแสบที่สุดในเรื่องนี้เชียวแกเอ๋ย”

 “เฮ่ย เดี๋ยวก่อนสิวะ อย่ารู้เรื่องคนเดียวได้ไหม? เดี๋ยวพ่อก็ไม่ช่วยเลย”

 “ขอโทษทีว่ะ ยังพูดอะไรไม่ได้ แต่รับรองเลย เรื่องนี้ต้องจบเร็วๆ นี้แน่นอน คอยดูก็แล้วกัน”

 พลวางสายจากเพื่อนไปนานแล้ว เขาเองก็ยังไม่แน่ใจในสิ่งที่ตัวเองคิดสักเท่าไรนัก เขาไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ตัวเองเพิ่งจะนึกออก และหากเป็นจริงอย่างที่คิดขึ้นมาเขาก็ยังนึกไม่ออกเลยว่าผลมันจะเป็นอย่างไร

 “ขออย่าให้เป็นอย่างที่คิดเลย”

*****************************************************************************************************************************

67 ความคิดเห็น