คือเธอที่ปรารถนา

ตอนที่ 21 : ตอนที่ 20

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 638
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    9 ก.ค. 52

 โยทะกาไม่ได้รับรู้เลยสักนิดว่ารอบกายเธอนั้นเต็มไปด้วยคนที่คอยให้การช่วยเหลือและคุ้มครอง แม้ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะเข้าใจว่าเธอเป็นโยธินก็ตาม

 สิ่งที่โยทะกานึกถึงเวลานี้เป็นคนเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะหาสิ่งที่เธอต้องการได้

 ดังนั้นเมื่อถึงเวลาเลิกกองโยทะกาจึงต่อโทรศัพท์สายตรงถึงอเมทิสต์ทันที ซึ่งเหล่าพนักงานหน้าฟร้อนท์ทั้งหลายต่างเห็นเป็นเรื่องปกติเสียแล้ว จึงไม่มีใครติดใจสงสัยอะไรแล้วยังคอยอำนวยความสะดวกให้เสียด้วย นอกจากนี้ความชื่นชอบชื่นขมในความเป็นกันเองของโยธินกลับมากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม

 พนักงานหลานคนที่เคยคิดอยากทอดสะพานให้โยธิน เมื่อได้คุยได้พบได้เห็นความเป็นตัวของตัวเองของโยธิน รวมถึงได้รับรู้ข่าวการพยายามลอบทำร้าย พวกเธอเหล่านั้นจึงแปรเปลี่ยนความรู้สึกที่อยากจะเป็นเจ้าของมาเป็นคอยชื่นชม ให้กำลังใจและเอาใจช่วย รวมถึงช่วยกันภาวนาให้ปลอดภัย

 ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างโยธินและเหล่าพนักงานจึงแปรเปลี่ยนกลายเป็นเพื่อนไปเสียหมด เมื่อโยทะกาต้องการติดต่อกับอเมทิสต์ก็ได้รับการติดต่อทันทีโดยไม่มีการสอบถามใดๆ

 “คุณลูวโค”

 “ครับ”

 “ผมมีเรื่องรบกวน”

 “ได้ ขึ้นมาเลย”

 อเมทิสต์บอกรหัสผ่านในการใช้ลิฟต์ส่วนตัวของเขาเพื่อตรงขึ้นไปที่ห้องทำงานชั้นบนสุดของโรงแรมรวมถึงเป็นเพนท์เฮาส์ของเขาที่กินอาณาเขตตลอดทั้งชั้นบนสุดนั้น

 เมื่อโยทะกาเปิดประตูหนาหนักบานเดิม เธอได้พบกับชายคนเดิมที่สายตาของเขาแฝงไว้ด้วยร่องรอยบางอย่างที่เขาพยายามอย่างมากที่จะปิดบังซ่อนเร้น แต่ดูเหมือนว่ามันจะเด่นชัดมากขึ้นทุกขณะเสียจนโยทะกาไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเอง แต่ดูเหมือนว่าคนตรงหน้านี้จะไม่รู้ตัวว่าได้บอกอะไรผ่านสายตามาบ้าง

 แม้ว่าขณะนี้โยทะกาเริ่มจะไม่ไว้ใจอเมทิสต์ดังเช่นที่เคย และเริ่มรู้สึกระแคะระคายว่าเขาอาจจะล่วงรู้ความลับของเธอแล้วก็เป็นได้ แต่ในเมื่อเขายังไม่พูด แล้วยังได้เห็นสายตาของเขาอย่างนี้เข้า จะด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ เธอกลับรู้สึกใจอ่อนกับเขาไม่ได้ เธอจึงไม่คิดจะพูดออกไปเช่นกัน

 ดังนั้นเมื่อโยทะกาได้มาพบอเมทิสต์อีกครั้งเธอจึงแสร้งทำตัวเป็นโยธินดังเช่นเดิม เพื่อปิดบังซ่อนเร้นว่าเธอเองก็เริ่มรู้แล้วแล้วเขารู้ว่าเธอเป็นใคร และเขาเองก็ยังคงความสุภาพนุ่มนวลกับเธอเหมือนเดิม

 “มีเรื่องอะไรให้ผมช่วยหรือ?”

 “ฮะ ผมทราบว่าคุณมี”

 “มี?”

 “เทปภาพวงจรปิดเหมือนคราวก่อน”

 “ใช่ ผมมี แล้วก็กำลังดูเช็คทีละชั้นในช่วงเวลาที่มันบุกห้องคุณ”

 “แล้ว?”

 “ไม่มีอะไรเลย ไม่พบอะไรสักอย่าง แต่ผมว่าคราวนี้เราน่าจะตัดอะไรออกไปได้หลายอย่าง”

 “ตัด ที่ว่านั่น เรียกว่าอะไรหรือครับ”

 อเมทิสต์ทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางอ่อนแรง เขาหลับตาลงด้วยความเหนื่อยและเพลีย

 เพียงแค่มองโยทะกาก็สามารถบอกได้แล้วว่าเขาคงจะดูภาพจากกล้องวงจรปิดมาเป็นเวลานานมาก และคงจะไม่ได้พักผ่อนเลย ความรู้สึกหวาดกลัวที่เคยมีจึงค่อยๆ ถูกลบเลือนไป เธอเริ่มพิจารณาถึงสิ่งที่อเมทิสต์ทำ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะทำเพื่อเธอหรือเพื่อรักษาชื่อเสียงให้กับโรงแรม เขาก็ทุ่มเทเหลือเกิน ทุ่มเทเสียจนเธอเริ่มรู้สึกหวั่นไหวกับความรู้สึกที่เขามีให้

 เมื่ออเมทิสต์ลืมตาขึ้นมองอย่างกะทันหันเขาจึงพบดวงตาที่จดจ้องใบหน้าเขาไม่วางตา เขาเพียงแต่ส่งยิ้มปลอบใจให้โยทะกาเท่านั้น แต่ก่อนที่จะพูดอะไรออกไป เขาก็ถอนใจเสียยาวเหยียดอีกครั้ง

 “โชคไม่ดีเลย เมื่อคืนนี้กล้องเสียไปสี่ตัว ซึ่งแปลกมาก แต่ผมบอกให้ช่างจัดการแล้ว คราวนี้ล่ะเราจะได้เปิดโปงตัวคนร้ายกัน ถ้ามันพักอยู่ที่นี่แล้วก็หวังจะเล่นงานคุณอีกครั้งล่ะก็”

 “คุณคงเหนื่อยน่าดู”

 โยทะกาพูดออกไปในที่สุด แม้ว่าเธอจะพยายามควบคุมน้ำเสียงแล้ว แต่ก็ฟังได้ว่ามีร่องรอยของความห่วงใยแฝงอยู่ไม่น้อย อเมทิสต์เองก็สามารถรับรู้ได้โดยง่ายถึงกระแสเสียงนั้น เขาชะงักไปเพียงเล็กน้อยก่อนจะสบตาโยทะกาแน่วนิ่ง ชั่วเวลาหนึ่งเขาแทบจะสาบานได้เลยว่าเขาได้เห็นมาดามไลลานั่งอยู่ตรงหน้าและเขาเองก็เกือบจะคว้าตัวเธอมากอดเสียแล้ว ถ้าไม่เป็นเพราะเธอจะขยับตัวเสียก่อน เขาจึงทอดเสียงขึ้นขัดความรู้สึกของตัวเอง พลางหันหน้ามองไปทางอื่นก่อนที่ความรู้สึกของเขาจะขายเขาออกมา

 “ก็เหนื่อยอยู่หรอก แต่เพื่อชื่อเสียงของโรงแรม”

 แม้ว่าอเมทิสต์จะพูดออกไปอย่างนั้น แต่โยทะกากลับสามารถรับรู้ความนัยได้ไม่ยากเย็นนัก เธอเลือกที่จะไม่พูดโต้ตอบอะไรไปมากกว่านั้น

 “แล้วมาร์ล่ะครับ”

 อเมทิสต์ยิ้มทันทีที่ได้ยินชื่อลูกชาย เขาอาจจะไม่รู้ตัว แต่ทุกครั้งที่พูดถึงมาลาไคท์ โยทะกาจะสามารถมองเห็นความรักในดวงตาของเขา และบ่อยครั้งที่เธอจะยิ้มตามเขาไปด้วย รวมถึงครั้งนี้ด้วย

 “ไปเล่นกับน้องๆ คุณไม่ต้องห่วงหรอก คาเรนดูแลเด็กๆ เป็นอย่างดี”

 ทั้งสองต่างมอบรอยยิ้มให้แก่กัน เมื่อทั้งสองต่างนึกถึงความน่ารักน่าเอ็นดูของมาลาไคท์

 
 ในที่สุดโยทะกาก็เลือกที่เชื่อมั่นในตัวอเมทิสต์ เพราะนับตั้งแต่ได้รู้จักกันมาแม้จะอยู่ในภาพของโยธิน เขายังไม่เคยแสดงอาการคุกคามหรือพยายามที่จะทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัว ตรงกันข้ามเขากลับพยายามคอยให้การช่วยเหลือเธออยู่ตลอดเวลา แม้ว่าเขาจะไม่แสดงตัวออกมาอย่างเต็มที่ เพราะทุกครั้งที่เธอต้องการอะไรมักจะพบว่าเขาได้จัดการไว้ก่อนล่วงหน้าราวกับล่วงรู้ถึงความต้องการของเธอ

 อเมทิสต์เองเมื่อได้มาพบกับโยทะกาในภาพของโยธินเช่นนี้ก็มีบ่อยครั้งที่เขาเริ่มรู้สึกว่าความรักที่เขามีต่อเธอนับตั้งแต่เมื่อครั้งที่เธอเป็นมาดามไลลากลับยิ่งเพิ่มนับเท่าพันทวี

 แม้ว่าโยทะกาจะไม่ได้แสดงท่าทางราวกับนางหงส์ดังเช่นที่อเมทิสต์เคยเห็น แต่ความเป็นตัวของตัวเองขณะนี้ก็มีเสน่ห์ไม่แพ้กัน อีกทั้งยังสามารถเข้าใกล้จิตวิญญาณความเป็นตัวตนของเธอได้มากกว่าที่เคยเสียด้วยซ้ำ เขาจึงไม่คิดที่จะเปิดเผยตัวตนออกไป

 จะมีก็เพียงครั้งแรกที่พบกับโยทะกา อเมทิสต์ไม่อาจเก็บกลั้นความรู้สึกไว้ได้ทันจึงได้ส่งลิลลี่สีขาวช่อโตไปให้ แต่ในวินาทีสุดท้ายเขาเลือกที่จะใช้ชื่อจริง แทน AL อย่างเคย ในเมื่อเขายังไม่เห็นร่องรอยความสงสัยในดวงตาของเธอ เขาเลือกที่จะไม่แสดงตัวออกไป แม้ว่าจะมีอยู่หลายครั้งเขาอยากจะคว้าตัวเธอมากอดเพื่อปลอบโยนก็ตาม

 “ว่าแต่วันนี้ผมได้ข่าวมาว่ามีอุบัติเหตุในกองอีกแล้วหรือครับ”

 “ครับ”

 โยทะกาทำหน้าเซ็งขึ้นมาในทันทีที่นึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วจึงเล่าเหตุการณ์ต่างๆ ให้เขาฟัง ซึ่งเมื่อเล่าจบทั้งคู่ต่างพากันถอนหายใจอย่างหนักหน่วง

 กิริยาที่ทั้งคู่แสดงต่างก็เหมือนกันอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อทั้งคู่ถอนหายใจแล้วต่างก็พากันเอนตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างแรง ดวงตาเต็มไปด้วยความรู้สึกคลางแคลงสงสัยในสิ่งที่คนร้ายต้องการ

 “ผมว่าคนร้ายมันต้องรู้เรื่องของคุณเป็นอย่างดี”

 “ผมก็ว่างั้น ไม่อย่างนั้นคงเลือกเวลาและการลงมือไม่เจาะจงอย่างนี้หรอก”

 “แล้วคุณเป็นอะไรมากหรือเปล่า?”

 “ก็นิดหน่อย ดีว่าตอนวางเท้าไม่ได้ลงเต็มแรง ไม่งั้นก็อาจต้องเย็บ หรือถ้ามากกว่านั้นก็คงเดินไม่ได้ไปนานเลย แล้วงานก็คงต้องมาล่าช้า ค่าตัวออลิเกลก็ไม่ใช่น้อยแล้วยังมาเจอเรื่องแบบนี้เข้าไปอีก พูดก็พูดนะคุณ ผมว่าเราต้องรีบลงมือหาตัวคนร้ายให้พบก่อนที่มันจะทำให้คนอื่นที่นอกเหนือจากผมเป็นอันตราย”

 น้ำเสียงของโยทะกาบอกถึงความมุ่งมั่นอย่างมากและอเมทิสต์เองก็เห็นด้วยความคิดนี้ ทั้งสองนั่งปรึกษาหารือกันไม่นานก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงโทรศัพท์และเสียงเล็กๆ แสดงความดีใจของมาลาไคท์

 “พี่โย”

 มาลาไคท์พุ่งตัวเข้าหาโยทะกาพลางตะเกียกตะกายขึ้นนั่งตักเธอแล้วปล้ำจูบเป็นพัลวัน ภาพที่ปรากฏตรงหน้านั้นทำให้คาเรนที่เดินตามมาพบเข้าถึงกับต้องหัวเราะและปราบเบาๆ

 “เบาๆ จ๊ะมาร์ พี่โยกำลังคุยโทรศัพท์อยู่”

 มาลาไคท์หยุดหอมแล้ว แต่ยังกอดรัดโยทะกาไว้แน่นด้วยความคิดถึง

 โยทะกาเองก็กอดมาลาไคท์ไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง เธอส่งยิ้มให้เด็กชาย แต่เพียงครู่เดียวสายตาของเธอพลันแปรเปลี่ยนไป

 “ฮะ ผมจะรีบไปหาเดี๋ยวนี้เลย”

 โยทะกาวางโทรศัพท์แล้วแต่ดูเหมือนว่าน้ำเสียงของเธอนั้นจะทำให้ผู้ใหญ่ที่รายล้อมรอบตัวเธอพากันจ้องหน้าเธอเพื่อขอคำตอบ

 “มีคนเข้าห้องผมอีกแล้ว”

 “อะไรนะ”

 คราวนี้กลายเป็นอเมทิสต์เสียเองที่มีสายตาเกรี้ยวกราด มาลาไคท์ที่อยู่บนตักโยทะกาพลันชะงัก เขาเคยเห็นสีหน้าของบิดาแบบนี้มาก่อน ซึ่งทำให้เขาเริ่มกลัว เพราะเวลาบิดาของเขาโกรธเป็นภาพที่น่ากลัวมากสำหรับเด็กอย่างมาลาไคท์

 ดังนั้นมาลาไคท์จึงดิ้นลงจากตักของโยทะกา เมื่อเธอรู้สึกตัวจึงปล่อยเขาลงแล้ววางมือสัมผัสมืออเมทิสต์ด้วยอาการปลอบใจ

 “ใจเย็นๆ ฮะ ไม่มีอะไรเสียหาย แต่ดูเหมือนว่าคนของคุณจะเสียขวัญไม่น้อย”

 “คนของผม?”

 “ค่ะ เมทที่ดูแลห้องผมถูกทำร้าย”

 “งั้นไปกัน”

 “เดี๋ยวฮะ”

 “อะไร?”

 อเมทิสต์หันมองหน้าโยทะกาซึ่งเวลานี้เธอยังคงจับมือเขาไว้แน่นและบีบเบาๆ เพื่อเตือนสติเขา

 “คุณใจเย็นลงอีกนิดเถอะครับ ถ้าลงไปทั้งยังเป็นฟืนไฟแบบนี้ ลูกน้องคุณได้หัวหดกันหมด ดูสิขนาดมาร์ยังกลัวลานวิ่งหนีไปเลย”

 โยทะกาลืมตัวไปเสียแล้ว เธอเผลอดุเขาต่อหน้าอดีตภรรยาที่ยืนดูเหตุการณ์ด้วยสายตาสนใจ ไม่เคยเลยสักครั้งที่คนอย่างอเมทิสต์จะหยุดพายุอารมณ์ของตัวเองได้ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ แม้แต่คาเรนเองก็ไม่เคยหยุดเขาไว้ได้เลยสักครั้ง

 “คุณแม่”

 มาลาไคท์โผเข้ากอดคาเรน ซึ่งเธอได้กอดเขาไว้และปลอบใจ

 “ไม่มีอะไรหรอกลูกคุณพ่อเครียดเรื่องงานเฉยๆ”

 อเมทิสต์ที่เห็นลูกตกใจกลัวจึงรีบเข้าไปปลอบโยน และโยทะกาจึงถูกกันออกคล้ายกับเป็นคนนอก

 “มาร์”

 อเมทิสต์คุกเข้าลงตรงหน้าลูกชายแล้วพยายามอธิบายถึงสาเหตุที่ทำให้เขามีอารมณ์เกรี้ยวกราดรุนแรงเช่นนี้

 “ไม่กลัวพ่อนะลูก”

 “ฮะ”

 มาลาไคท์ค่อยคลายความหวาดกลัวแล้วจึงกอดรัดบิดา

 “ผมไม่ชอบเวลาคุณพ่อเป็นแบบนี้เลย”

 “ครับ พ่อขอโทษ”

 มาลาไคท์จับใบหน้าบิดาที่อยู่ในระดับเดียวกับสายตาของเขาแล้วมองดวงตาอ่อนโยนที่มีไว้เฉพาะเขาแล้วจึงยิ้มให้ เมื่อมองเยื้องไปทางด้านหลังแล้วเขาก็ยิ้มเผื่อแผ่ไปยังโยทะกา ซึ่งเธอเองก็ยิ้มตอบกลับมาให้เช่นกัน


 คาเรนมีโอกาสได้มองสีหน้าและการแสดงออกของโยทะกาที่มีต่ออเมทิสต์แล้วก็ได้แต่คาดเดาด้วยความรู้สึกสับสนในใจ เพราะเท่าที่เธอรับรู้มาชายตรงหน้านี้เป็นน้องชายของผู้หญิงที่ผูกใจอเมทิสต์ไว้ แต่ทำไมการกระทำหลายอย่างของอเมทิสต์จึงทำให้เธอเข้าใจไปได้ว่าเขามีความผูกพันอยู่กับชายหนุ่มหน้าสวยที่ยืนอยู่ตรงหน้าได้

 ยิ่งคิดคาเรนก็ยิ่งสับสน เธอไม่คิดว่าอดีตสามีจะมีรสนิยมชอบผู้ชายด้วยกัน แต่สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้ทำให้เริ่มไม่แน่ใจ แต่เธอก็ไม่คิดที่ถกเถียงหรือถามสิ่งที่เธอสงสัยออกไป เพราะอเมทิสต์เคยบอกกับเธอว่า เมื่อถึงเวลาเธอจะรู้เรื่องทั้งหมด รวมถึงแม่สาวคนที่เขาหลังรักมาอย่างเนิ่นนานคนนั้น ดังนั้นเธอจึงปล่อยวางความสับสนและสนใจกับคนที่อยู่ตรงหน้าเธอ ผู้ชายรูปหน้าสวยที่กำลังยิ้มให้กับลูกชายของเธอด้วยความรักใคร่ดุจเดียวกับเธอ

 หลายครั้งที่คาเรนรู้สึกประหลาดใจในความสนิทสนมที่มาลาไคท์ลูกชายมีต่อพี่โย เพราะมาลาไคท์ไม่ใช่เด็กช่างออดอ้อน จะมีบ้างบางโอกาสเท่านั้นที่เขาจะอ้อนบิดา แต่ไม่ใช่ทุกขณะที่ได้พบเจอกับโยธินเช่นที่เธอได้เห็นมา

 คาเรนมีความรู้สึกว่าลูกชายดูท่าจะติดใจพี่ชายคนนี้อยู่มาก แม้เมื่ออยู่กันตามลำพังก็ยังคงเล่าเรื่องของพี่โยให้น้องๆ ฟัง และดูเหมือนว่าเจ้าแฝดของเธอเองก็นิยมชมชอบชายผู้นี้อยู่มากเช่นกัน

 แต่จากเหตุการ์วันสองวันที่ผ่านมานี้ทำให้คาเรนไม่อาจให้ลูกๆ ของเธอลงไปพบกับโยธินตามลำพังได้ เพราะสิ่งที่กำลังพัวพันกับเขานั้นอาจจะทำให้ลูกน้อยของเธอได้รับบาดเจ็บ ซึ่งโยธินเองก็เป็นคนออกปากเรื่องนี้เอง

 “ช่วงนี้ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากให้คุณดูแลเด็กๆ อย่างใกล้ชิดแล้วก็อย่าให้พวกแกมาอยู่ใกล้ผมนัก ผมไม่แน่ใจว่าศัตรูของผมมันจะทำร้ายพวกแกด้วยหรือเปล่า”

 คาเรนจำได้ว่าวินาทีที่เธอได้ยินคำพูดประโยคนั้นจากปากของโยธิน เธอเองก็ตกใจไม่น้อย แล้วเมื่อได้ถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาจากอดีตสามีและได้รับการยืนยันก็ยิ่งทำให้เธอเริ่มรู้สึกกลัว แต่สายตาของชายหนุ่มที่ทอดมองลูกๆ ของเธอด้วยความรัก ทำให้เธอไม่อาจพรากเอาความสุขของลูกๆ จากชายตรงหน้าไปได้ เธอจึงเพียงเพิ่มความระมัดระวังและมีกำหนดเวลาที่เด็กๆ จะมาเล่นกับพี่โย หรือถ้าจะกล่าวให้ถูกต้องก็ต้องบอกว่าเวลาที่พี่โยจะมาหาเด็กๆ ได้กำหนดไว้

 

 คาเรนคิดอะไรเพลินไปจึงไม่ได้ยินเสียงอเมทิสต์ที่เรียกเธอแล้วเมื่อมองสีหน้าของโยธินที่ยืนเยื้องอยู่เบื้องหลังที่แสดงความเป็นห่วงต่อตัวเธอ ก็พลันทำให้เธอรู้สึกเก้อกระดากไป เธอส่งสายตาที่บอกว่าตัวเธอไม่เป็นไรตอบกลับไปหาชายทั้งสอง

 เมื่อทั้งหมดยืนอยู่ในลิฟต์โยทะกาแอบกระซิบบอกกับคาเรนแค่พอได้ยินกันสองคน เพราะอเมทิสต์กำลังคุยกับลูกชาย พร้อมกับจับมือเธอบีบกระชับเพิ่มความมั่นใจ

 “ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องของผมจะเรียบร้อยในไม่ช้า”

 คาเรนพยักหน้ารับ คลื่นบางอย่างที่ถ่ายทอดจากมือของโยทะกาสู่มือของคาเรนทำให้เธอรู้สึกราวกับได้รับการปลุกปลอบใจจากพี่สาวเสียมากกว่าจะเป็นสัมผัสจากชายหนุ่ม ซึ่งทั้งสองคนต่างไม่รู้สึกเลยว่าเงาสะท้อนของภาพนั้นได้ถูกบันทึกไว้ความทรงจำของอเมทิสต์ที่มีรอยยิ้มในหน้าปรากกฎเพียงชั่วเสี้ยววินาที ก่อนที่ทั้งหมดจะออกจากลิฟต์ไป

 
*************************************************************************************************************************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

67 ความคิดเห็น