คือเธอที่ปรารถนา

ตอนที่ 16 : ตอนที่ 15

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 631
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    2 มิ.ย. 52

 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่กลุ่มของโยทะกาเท่านั้นที่เกิดความไม่สบายใจ แม้แต่อเมทิสต์เองก็ไม่อาจนิ่งนอนใจได้เช่นกัน เขาเรียกหาหัวหน้ารักษาความปลอดภัยทันที

 “มีใช่ไหม เทปวงจรปิดชั้นที่เกิดเหตุและบริเวณใกล้เคียง”

 “มีครับ”

 “เอามาให้ผม”

 “ครับ”

 หัวหน้างานรักษาความปลอดภัยของโรงแรมดังรีบปฏิบัติการตามคำสั่งทันที และสิ่งที่ได้มานั้นทำให้อเมทิสต์ได้แต่ขบกรามแน่นด้วยความขัดใจ

 ในเมื่อภาพที่ปรากฏบนจอภาพขณะเกิดเหตุนั้นไม่สามารถระบุตัวคนร้ายได้ เพราะนอกจากจะแต่งกายด้วยชุดสีดำมิดชิดที่ดูก็รู้ว่าขนาดใหญ่กว่ารูปร่างจริงมากแล้วยังยกปกเสื้อขึ้นปิดใบหน้ากว่าครึ่ง ใบหน้าส่วนที่เหลือก็ถูกปิดบังด้วยแว่นตาถูกๆ ที่มีขนาดใหญ่เสียจนบังใบหน้าเสียมิด แม้แต่ทรงผมที่มองดูก็รู้ว่าเป็นผมปลอม

 อเมทิสต์ทิ้งตัวลงอย่างแรงด้วยความอ่อนใจ ทั้งๆ ที่ตรงหน้านี้เป็นภาพของผู้ร้ายที่คิดจะทำร้ายโยทะกาอย่างเห็นได้ชัด เริ่มตั้งแต่มาดักรอ ซึ่งใช้เวลาไม่นานนักก็เริ่มปฏิบัติการโดยใช้กระถางต้นไม้ที่มีอยู่ทั่วไป เจ้าคนร้ายเพียงแค่ผลักกระถางต้นไม้ลงตรงบริเวณที่โยทะกาและจิรภาเดินผ่านเท่านั้น

 แต่เมื่ออเมทิสต์ดูภาพที่ปรากฏซ้ำไปซ้ำมาเขากลับพบข้อกังขาขึ้นในหัวใจทันที

 ‘ทำไม มันรู้ว่าโยทะกาจะออกมาเวลานี้ ’

 ‘ทำไม ถึงรู้ว่าโยทะกาจะเดินไปทางซ้ายไม่ใช่ขวา ในเมื่อห้องที่เธอพักไม่ใช่ห้องริม’

 อเมทิสต์นั่งมองภาพในมอนิเตอร์ด้วยความรู้สึกสับสนไม่น้อย เขาไม่อยากคิดว่าคนที่จ้องเล่นงานโยทะกาจะเป็นคนในกองถ่าย เพราะทุกคนที่มานั้นล้วนแล้วแต่มีความห่วงใยให้กันไม่น้อย แต่ถ้าไม่ใช่คนในกองจะรู้ได้อย่างไรว่าโยทะกาจะไปที่ไหน เวลาใด

 อเมทิสต์ไม่รู้ว่าตัวเองนั่งมองภาพตรงหน้านั้นอยู่นานเพียงใด กระทั่งเขารู้สึกได้ถึงแรงกระตุกที่ต้นขาเมื่อก้มลงมองจึงพบว่าลูกชายตัวน้อยกำลังดึงกางเกงเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย

 อเมทิสต์สามารถพักเรื่องคับข้องใจได้ในทันที เขาปิดเทปแล้วหันมาอุ้มลูกชายที่เวลานี้ปากกับจมูกแทบจะรวมเป็นชิ้นเดียวกันเสียแล้วด้วยอาการงอน

 “พ่อขอโทษ พ่อดูงานเพลินไปเท่านั้นเอง”

 “ไม่รู้ล่ะ”

 “พ่อขอโทษแล้วไง”

 มาลาไคท์มองหน้าบิดาที่แต่ก่อนหน้าที่เขาเรียกเห็นได้อย่างชัดเจนว่าใจจดจ่ออยู่กับจอมอนิเตอร์ตรงหน้าและสีหน้านั้นก็เต็มไปด้วยความหงุดหงิดไม่ชอบใจทั้งสิ้น เมื่อเขาลองเรียกอย่างกล้าๆ กลัวๆ เพื่อจะขออนุญาตไปหาพี่ลิลลี่คนสวยก็ปรากฏว่าบิดาทำท่าว่าจะไม่รับรู้ถึงการเรียก จนเมื่อเขาออกแรงมากเข้าก็ยังไม่รู้สึก จากแต่เดิมที่ยังกลัวๆ กล้าๆ กลายเป็นเริ่มโมโหที่บิดาไม่สนใจเขาจนเริ่มลืมไปเสียแล้วว่าเขามาหาบิดาด้วยเรื่องใด

 แต่แล้วเมื่อได้รับคำขอโทษจากอเมทิสต์ในครั้งที่สองรวมกับสีหน้าแสดงความรับผิดอย่างจริงจังของบิดา มาลาไคท์ก็ยกโทษให้บิดาทันที

 จากที่หน้าที่งองุ้มเป็นจวักค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองบิดาอย่างเต็มตาแล้วคำพูดแบบเด็กๆ ที่ยังแสดงให้เห็นว่างอนนั้นก็หลุดออกจากปากเด็กน้อย

 “ก็ปาป๊าไม่สนใจมาร์เลย”

 “พ่อขอโทษ พ่อดูนี่เพลินไปหน่อย”

 มาลาไคท์มองตามสายตาของอเมทิสต์ที่ทอดมองบนจอมอนิเตอร์ที่ไม่มีภาพปรากฏขึ้นอีกครั้ง

 “ไม่เห็นมีอะไรเลยนี่ฮะ”

 “พ่อปิดไปแล้ว ว่าแต่มาหาพ่อมีอะไรหรือเปล่า?”

 มาลาไคท์มีสีหน้าแสดงความงุนงงเพียงเล็กน้อย เนื่องจากลืมเลือนไปเสียแล้วว่าตั้งใจมาหาบิดาด้วยเรื่องใด ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นนึกขึ้นได้แล้วพูดด้วยท่าทางเขินอายจนอเมทิสต์ทั้งมันเขี้ยวทั้งเอ็นดูแต่ก็ได้แต่เก็บไว้ไม่แสดงออกมากจนเกินไป

 “ผมจะมาขออนุญาตไปหาพี่ลิลลี่ฮะ”

 อเมทิสต์มองใบหน้าที่ร่าเริงสดใสของลูกชายแล้วก็พลอยพาลหัวเราะไปด้วยกัน

 “ยังเรียกพี่เขาอย่างนั้นอยู่อีกหรือลูก”

 “ฮะ เฉพาะเวลาอยู่กะปาป๊าสองคน”
 
 “ทำไมล่ะ?”

 “ก็... “

 มาลาไคท์พยายามหาคำที่เหมาะสมจึงทำให้ใบหน้าเล็กๆ สีชมพูนั้นยับยู่ขึ้น

 “ก็ผมชอบเรียกแบบนี้ เรียกแล้วคิดถึงพี่สาวคนสวยในรูปฮะ”

 “ชอบพี่ลิลลี่ขนาดนั้นเชียว”

 “ฮะ ให้มาเป็นแม่ผมอีกคนก็ยอม”

 แล้วมาลาไคท์ก็ยิ้มแป้นด้วยรอยยิ้มสดใสที่ทำให้อเมทิสต์คิดว่าไม่ว่าเรื่องอะไรหากเจ้าตัวเล็กตรงหน้านี้ต้องการล่ะก็ เขาจะพยายามหามาให้ได้ แล้วยิ่งเรื่องนี้บังเอิญว่าเขาเองก็มีใจอยู่ก่อนแล้วจึงเริ่มคิดว่าบางทีเจ้าตัวเล็กนี้อาจจะทำให้โยทะกาหันมามองเห็นเขาก็เป็นได้ เขามองรอยยิ้มลูกชายแล้วพูดด้วยน้ำเสียงไม่จริงจังนัก

 “แล้วไม่ไปรับแม่ด้วยกันหรือ”

 
 หลังจากผ่านมื้อเช้าที่เต็มไปด้วยความเครียดเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อเย็นวานทำให้โยทะกาคิดอยากจะหาตัวคนร้ายด้วยตัวเอง เธอจึงแอบไปติดต่อหาอเมทิสต์ที่ประชาสัมพันธ์ตามลำพัง

 “สวัสดีครับ”

 “ค่ะ มีอะไรให้รับใช้คะคุณโย”

 “คือ ผมจะพบคุณลูวโคได้ที่ไหนครับ”

 “ขอโทษนะคะ คุณจะติดต่อกับคุณลูวโคเรื่องอะไรคะ?”
 
 สีหน้าของพนักงานเปลี่ยนไปเล็กน้อย เพราะการที่โยทะกาต้องการพบอเมทิสต์ที่เป็นเจ้าของโรงแรมมันมีนัยหลายอย่างที่คาดเดาได้ว่าต้องเกี่ยวข้องกับโรงแรมแห่งนี้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็ไม่แคล้วเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบริการ แต่สิ่งที่เธอได้ยินกลับกลายเป็นเรื่องอื่นไปเสีย

 “คือจริงๆ แล้วผมอยากพบลูกชายเขามากกว่า น้องมาร์น่ะครับ”

 “อ๋อ ค่ะ สักครู่นะคะ”

 พนักงานสาวติดต่อถึงผู้จัดการโรงแรม ซึ่งเขาได้โทรบอกอเมทิสต์และได้ลงมารับโยทะกาด้วยตัวเอง

 ผู้จัดการเดินตรงมาหาโยทะกาพลางสังเกตตัวเธอไปด้วย แล้วเขาก็ได้คิดว่าโยธินตรงหน้านี้ดูตัวเล็กกว่าที่เห็นในภาพมาก อีกทั้งดวงหน้าติดจะคมคายอย่างผู้หญิงเสียมากกว่าจะเรียกว่าหล่อเหลา แล้วยิ่งได้เห็นรอยยิ้มที่เธอเปิดขึ้นทักทายเขาก็ยิ่งทำให้เขาไขว้เขวหนักมากขึ้นไปกว่าเดิม

 “สวัสดีครับคุณโย คุณลูวโคให้ผมมารับคุณ”

 “ขอบคุณครับ ความจริงบอกทางผมไปก็ได้ไม่เห็นต้องยุ่งยากเลย”

 “ไม่ได้หรอกครับเป็นคำสั่งของท่านน่ะครับ”

 “ครับ ถ้าอย่างนั้นผมก็เข้าใจ”

 โยทะกาเดินตามผู้จัดการสูงวัย ระหว่างทางเขาก็ขอโทษเรื่องอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น

 “มันเป็นอุบัติเหตุครับ อย่าใส่ใจเลย ผมเองก็ยังปลอดภัยดี แล้วพนักงานที่นี่ทุกคนก็ดูแลผมเต็มที่ไม่บกพร่องเลย”

 ผู้จัดการเดินมาส่งโยทะกาถึงหน้าห้องหนึ่ง บานประตูนั้นทั้งใหญ่โตและดูหนาหนัก ซึ่งก็เป็นเช่นนั้น เพราะเมื่อเธอผลักบานประตูเข้าไปก็พบว่ามันหนักเอาการอยู่เหมือนกัน ถ้าไม่มีระบบผ่อนแรงเธอเองก็คงจะไม่สามารถเปิดประตูได้เป็นแน่

 เมื่อโยทะกาปรากฏตัวขึ้นในห้องพักรับรองส่วนตัวของอเมทิสต์เธอเองก็อดไม่ได้ที่จะทอดสายตาสำรวจสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในห้อง สายตาของเธอปะทะเข้ากับพ่อลูกลูวโคที่นั่งอยู่ด้วยกันที่เก้าอี้ทำงานตัวใหญ่

 ทันทีที่อเมทิสต์มองเห็นเธอ เขารีบแสร้งทำเป็นเคร่งขรึมทันทีทั้งๆ ที่เมื่อสักครู่ก่อนตอนที่รู้ว่าโยทะกากำลังเดินทางขึ้นมาพบนั้นยังพูดจาหยอกล้อกับลูกชายในอ้อมกอดอยู่

 อเมทิสต์ลุกขึ้นและวางมาลาไคท์ลง ทันทีที่เจ้าตัวเล็กเท้าแตะพื้นก็ไม่รอช้าที่จะวิ่งเต็มฝีเท้าแล้วกระโจนเข้ากอดรัดโยทะกาด้วยความดีใจ

 “ดีใจจังเลยพี่โยขึ้นมาหามาร์ถึงที่นี่เลย”

 โยทะกาไม่ตอบคำถาม เพราะกำลังรับมือกับมือและเท้าน้อยๆ ที่กอดรัดเธอแน่นด้วยความคิดถึง

 ผู้จัดการเองเมื่อเห็นอาการของมาลาไคท์ก็ได้แต่ส่งยิ้มให้ก่อนจะเร้นกายหายไป
 
 โยทะกาค่อยๆ แกะมือปลาหมึกของเจ้าตัวเล็กออกจากตัวแล้วพูดไม่กี่คำก่อนจะเดินตรงไปหาอเมทิสต์ที่ยืนคอยรอรับเธออยู่ที่โต๊ะนั่นเอง

 “มาร์ครับ พี่โยมีธุระต้องคุยกับคุณพ่อ มาร์นั่งเล่นตรงนี้ก่อนนะครับ คุยธุระเสร็จแล้วเดี๋ยวเราค่อยมาเล่นกัน”

 “ครับ”

 แม้จะเสียดายว่าไม่ได้เล่นกับพี่โย แต่การที่ถูกเลี้ยงดูด้วยเหตุผลทำให้มาลาไคท์ยอมรับข้อเสนอของโยทะกาแต่โดยดี เขาผละห่างออกจากโยทะกาแล้วไปนั่งวาดรูปเล่นที่โต๊ะเตี้ยชุดรับแขก ซึ่งโยทะกาอดไม่ได้จึงเดินตามไปจูบกระหม่อมเบาๆ

 “เด็กดี แล้วพี่โยจะให้รางวัล”

 มาลาไคท์ยิ้มแป้นตอบรับคำพูดของโยทะกาแล้วหันไปสนใจสีบนโต๊ะแทน

 โยทะกาผละจากมาลาไคท์แล้วก็เห็นว่าลูวโคคนพ่อนั้นเฝ้ามองดูเธออย่างไม่คลาดสายตา ในดวงตาคู่นั้นมันมีความนัยบางอย่างที่เธอไม่เข้าใจนัก และเมื่อตั้งใจสังเกตก็พบว่าเขาพยายามปิดบังอำพรางความนัยนั้นตลอดเวลา

 “สวัสดีครับคุณโย”

 “ครับคุณลูวโค”

 “ถ้าให้ผมเดาคุณคงมาหาผมเรื่องอุบัติเหตุ”

 “ครับ”
 
 โยทะกาตอบรับแต่โดยดี

 อเมทิสต์เลื่อนเก้าอี้ให้โยทะกานั่งฝั่งเดียวกับเขาเพื่อดูเทปที่บันทึกไว้ด้วยกัน ซึ่งโยทะกาเองก็มีอารมณ์ไม่ต่างกับเขาเมื่อดูเทปจนจบ

 “แย่ที่สุด”

 “ครับ ผมเองนั่งดูมาจนหมดแล้วก็จนปัญญาจะบอกจริงๆ ว่าคนร้ายเป็นใคร”

 “ใช่แย่มาก”

 โยทะกานั่งพิงเก้าอี้ที่เวลานี้วางเบียดกับเก้าอี้ของอเมทิสต์ เมื่อเธอเอียงตัวเพื่อนั่งเอนตัวทิ้งน้ำหนักลงที่แขนบนพนักแขนฝั่งเดียวกับอเมทิสต์ให้สบายตามแบบที่เธอชอบ จึงกลายเป็นว่าโยทะกานั่งเอี้ยวตัวจนเกือบจะซบไหล่ของอเมทิสต์อยู่รอมร่อ
 
 เมื่ออมทิสต์หันกลับไปเพื่อจะพูดคุยด้วยจึงชะงัก เพราะกระหม่อมของโยทะกาอยู่ห่างจากปลายจมูกเขาเพียงนิดเดียวเท่านั้น

 ระหว่างที่อเมทิตย์ยังตกตะลึงกับภาวะชิดใกล้นี้อยู่ๆ โยทะกาก็เงยหน้าขึ้นและได้พบกับสีหน้าที่เต็มไปด้วยความตกใจของอเมทิตส์เข้าจนเธอเผลอหัวเราะออกมา

 “ผมขอโทษ ผมคงทำให้คุณตกใจ”
 
 “ก็นิดหน่อย”

 ดวงตาของโยทะกาที่เคยขุ่นมัวเมื่อนาทีที่แล้วพลันสว่างสุกใสขึ้นเมื่อเห็นอาการตกใจของอเมทิสต์ เธอคิดว่าลูวโคซีเนียร์นี่น่ารักดี ถึงจะไม่ช่างพูด ช่างออดอ้อนอย่างเจ้าตัวเล็ก แต่ก็มีอะไรหลายอย่างในสิ่งที่ไม่ช่างพูดนั้นที่เธอเห็นว่าน่ารัก
 
 “แล้วอย่างนี้คุณจะตัดสินใจทำอย่างไรต่อไป”

 คำถามของอเมทิสต์ทำให้ดวงหน้าที่ยังมีร่องรอยของความรื่นรมย์นั้นเปลี่ยนเป็นคิดหนักและกรุ่นโกรธขึ้นมาแทนที่จนเขาอยากกัดลิ้นตัวเองเสียนักที่รีบร้อนถามออกไป

 “ก็คงต้องรอให้มันลงมือครั้งต่อไปน่ะครับ”

 อเมทิสต์เผลอคว้าแขนทั้งสองข้างของโยทะกาและบีบเสียแรง จากดวงหน้าตื่นตกใจเมื่อครู่ก็แปรเปลี่ยนเป็นดุกระด้างขึ้นมาในทันที

 “ไม่ได้นะ คุณจะเอาตัวเองมาเสี่ยงอย่างนี้ได้อย่างไรกัน”

 “คุณลูวโค ผมเจ็บนะ แล้วมีวิธีอื่นอีกไหมเล่า”

 อเมทิสต์ได้สติก็รีบปล่อยมือออกและกล่าวขอโทษเบา ขณะเดียวกันในหัวของเขาก็คิดถึงลูกน้องคนสนิทขึ้นมาทันที สงสัยว่างานนี้เขาต้องเรียกการ์ดส่วนตัวให้มาทำหน้าที่ต่างหูต่างตาเขาเสียแล้วกระมัง

 ความคิดของอเมทิสต์และความสงสัยในการกระทำของโยทะกาถูกขัดจังหวะด้วยเสียงกรีดร้องของโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโยทะกา

 “ฮะ ผมโยพูด”

 “คุณโยคุณอยู่ที่ไหน”

 “ผมอยู่กับคุณลูวโค”

 “ขอบคุณพระ ฉันตกใจแทบแย่ นึกว่าคุณถูกใครทำร้ายแล้วไปนอนเจ็บที่ไหนเสียอีก”

 น้ำเสียงแสดงความห่วงใยของจิรภาเรียกรอยยิ้มจากโยทะกาได้ไม่ยากเลย เธอเอนตัวลงพิงพนักพิงด้วยท่าทางสบายๆ สายตาเหม่อมองไปไกลและราวกับลืมว่าเธอนั่งติดกับอเมทิสต์ซึ่งกำลังมองเธอไม่วางตา

 “ว่าแต่คุณโทรมานี่มีธุระอะไรหรือเปล่า?”

 “มีสิคะ อีกครึ่งชั่วโมง เครื่องบินของออลิเกลจะลงที่สนามบินแล้วเราต้องไปรับเธอนะคะ”

 “มาแล้วหรือ”

 “ค่ะ”

 “ถ้าอย่างนั้นคุณจีช่วยเตรียมดอกไม้ให้ผมด้วย”
 
 “ดอกไม้? อะไรหรือคะ?”

 “คาร์เนชั่นสีชมพู จะชมพูอ่อนหรือเข้มก็ได้ หรือถ้ามีโทนสีนี้หลายสีก็เอามาจัดรวมช่อให้ผมที”

 “คะ?”

 น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัยทำให้โยทะกาอดหัวเราะไม่ได้ และเมื่อเธอหันไปพบสายตาของอเมทิสต์เธอก็จงใจยิ้มให้เขาด้วยลักษณะของเด็กซน

 “จัดตามที่ผมบอกก็แล้วกัน”

 “ค่ะ”

 ระหว่างที่คุยผ่านเครื่องมือสื่อสารโยทะกาก็เดินตรงไปหามาลาไคท์ที่เริ่มเบื่อสีบนโต๊ะเต็มที เมื่อวางสายไปแล้วเธอจึงทิ้งตัวลงนั่งเคียงมาลาไคท์และเมื่อเธอวางมือทั้งสองลงข้างตัวเด็กน้อยพร้อมทั้งวางคางลงบนบ่า จึงเหมือนกับว่าเธอกำลังกอดมาลาไคท์อยู่กลายๆ

 “วาดอะไรครับ”

 “พี่โย”

 โยทะกามองภาพที่อยู่บนกระดาษก็พบภาพวาดคนบิดๆ เบี้ยวๆ แต่ก็มีสัญลักษณ์บางอย่างที่ทำให้พอรู้ว่าเป็นเธออยู่บ้าง จึงกล่าวชมเชยและชวนไปสนามบินด้วยกัน

 “สวยจังเลยครับ มาร์ไปสนามบินกับพี่โยไหม?”

 “ต้องถามปาป๊าก่อนฮะ”

 โยทะกาและมาลาไคท์หันไปมองอเมทิสต์เพื่อขอคำตอบด้วยกันทั้งคู่และภาพที่เห็นก็ทำให้หัวใจของอเมทิสต์กระตุกวูบขึ้นทันที

 “ความจริงเราก็กำลังจะไปสนามบินเหมือนกันครับ”
 
 อเมทิสต์เดินตรงมาหาคนตัวเล็กและตัวโตที่นั่งกอดกันกลมกับพื้น

 “คุณจะไปรับใครหรือฮะ”

 โยทะกาปากไวจึงถามออกไปแล้วก็แทบอยากกัดลิ้นตัวเองที่ถามคำถามที่เป็นส่วนตัวขนาดนั้น และอเมทิสต์เองก็รับรู้ได้ว่าเธอรู้สึกเสียหน้าที่ถามออกไป เขาจึงยิ้มและยื่นมือให้ เพื่อช่วยฉุดให้ลุกขึ้น

 “แม่ของมาร์น่ะครับ วันนี้เธอมาพร้อมครอบครัว”

 “แม่ของมาร์”

 โยทะกาทวนคำงงๆ เธอค่อยๆ ลำดับความคิด

 แม่ของมาร์ พร้อมครอบครัว

 แล้วโยทะกาก็ตาโต เธอเห็นว่าอเมทิสต์กำลังจะหัวเราะแต่เขาก็เก็บสีหน้าสงบนิ่งไว้ได้ก่อนที่จะพยักหน้ารับความคิดของเธอ

 “เราแยกกันตอนมีมาร์แล้ว คาเรนกลับไปแต่งงานกับคนรักแล้วก็มีลูกแฝดด้วยกัน น้องของมาร์ชื่อเจมี่กับอาเบล”

 โยทะกามองไม่เห็นความเศร้าในดวงตาสีน้ำทะเลคู่นั้นเลยแม้แต่น้อย มันเหมือนการกล่าวถึงเพื่อนเก่าแก่มากกว่าจะพูดถึงอดีตภรรยา แต่เธอก็ไม่ได้ถามอะไรออกไป

*****************************************************************************************************************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

67 ความคิดเห็น