คือเธอที่ปรารถนา

ตอนที่ 11 : ตอนที่ 10

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 667
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    1 เม.ย. 52

 แสงสีเงินยวงทอประกายสุกปลั่งลอดกระจกลงทาบทับใบหน้ายามหลับใหลของโยธิน ทำให้ดูสงบอ่อนโยนเป็นดวงหน้าที่โยทะกาหลงรักหนักหนา

 โยทะกาเพิ่งอาบน้ำและเตรียมตัวจะเข้านอน เธอได้เห็นใบหน้าน้องชายยามหลับใหลก็อดไม่ได้ ถึงแม้ว่าทั้งคู่จะโตมาด้วยกันแต่ด้วยวิถีชีวิตที่ต่างกันทำให้ไม่ค่อยได้พบกันมากนัก แต่ความรักที่ผูกพันคนทั้งคู่นั้นเหนียวแน่นจนไม่มีอะไรมาตัดขาดได้โดยง่าย

 โยทะกายืนมองน้องชายนิ่ง สัมผัสใบหน้านั้นอย่างอ่อนโยน นุ่มนวล แผ่วเบา โยธินลืมตาขึ้นมองพี่สาวและได้เห็นแววตารักใคร่ที่ไม่เคยห่างหายไปจากดวงตาคู่นั้น เขายิ้มตอบและจับมือมาจุมพิตแผ่วเบา

 ทั้งคู่ได้แต่มองตากันนิ่งไม่มีคำพูดใดหลุดออกจากปาก แต่ดูเหมือนว่าไม่มีคำพูดใดจะสามารถใช้สื่อสารกันได้นอกจากคำสัญญาในดวงตาเท่านั้น

 และในดวงตาของโยทะกาก็ได้บอกสิ่งที่เธอรู้สึกออกไปจนสิ้น โยธินยิ้มและพูดขึ้นเบาๆ

 “อย่าห่วงเลยครับพี่ แล้วผมจะกลับมาเหมือนเดิมอีกครั้ง ไม่นานหรอกครับ”

 “พี่ก็หวังให้เป็นอย่างนั้น ถ้าไม่มีเธอ พี่ก็ไม่รู้จะอยู่ยังไงเหมือนกัน พี่ไม่อยากเสียใครไปอีกแล้ว”

 โยทะกาไม่รู้ว่าเธอหลับไปตั้งแต่เมื่อไร รู้แต่ว่าทั้งคืนเธอไม่ได้ปล่อยมือน้องชายและทันทีที่รู้สึกตัวเธอและโยธินก็ยังคงจับมือกันแน่น

 ทั้งโยธินและโยทะกาไม่รู้ตัวเลยสักครั้งที่พยาบาลเข้ามาดูอาการ ความผูกพันลึกซึ้งของคนทั้งคู่ทำให้นางพยาบาลพยายามอย่างที่สุดที่จะไม่ให้สองพี่น้องต้องตกใจตื่น เธอทำงานอย่างเงียบๆ และได้แต่มองมือที่จับกันไว้แน่นด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความตื้นตัน

 หลังจากเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลกว่าสองอาทิตย์โยธินจึงได้ออกจากโรงพยาบาลมาพักรักษาตัวที่บ้าน ซึ่งโยทะกาจัดการให้น้องกลับไปพักที่บ้านสวนที่จะมีพยาบาลที่ดีที่สุดในโลกรออยู่ นั่นก็คือคุณแม่และแพรวานั่นเอง

 โยทะกาจำได้แม่นยำเมื่อเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสารลูกจับใจของมารดา ชงโคแม่ของพวกเธอไม่เคยแสดงความอ่อนแอให้เห็นบ่อยนัก แต่ในครั้งนี้มันหนักหนาเหลือเกินจนเธอได้เห็นน้ำตาของแม่

 โยทะกากอดมารดาที่สูงเพียงอกไว้อย่างปลอบประโลม

 “คุณแม่คะ ไม่ต้องเป็นห่วงน้องโยหรอกค่ะ น้องโยโอเคแล้ว แต่ตอนนี้ต้องพักนานเชียวค่ะ โยเองก็ต้องไปทำงานแทนน้องอาจจะไม่ค่อยได้กลับบ้าน แต่แม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ”

 “อะไรกัน? ทำไมถึงต้องไปทำงานแทนกันด้วน”

 “เรื่องนี้แม่ต้องถามเจ้าตัวเขาเองล่ะค่ะ”

 โยทะกาโบ้ยให้น้องเป็นคนตอบคำถามเสียแทน โดยที่เธอไม่ได้บอกถึงเรื่องราวการเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ว่าแท้จริงแล้วมันคือการฆาตกรรมให้ทั้งโยธินและมารดารับรู้ ซึ่งเธอกำชับจิรภาไว้อย่างเด็ดขาด

 ชงโคค้อนคมให้ลูกสาวเสียครั้งหนึ่ง เมื่อครั้งที่ไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลนั้นเธอเองก็เห็นแล้วว่าลูกชายเจ็บมาก แต่เมื่อได้เห็นอาการที่ดีขึ้นของลูกสาวจึงทำให้เธอเบาใจเสียจนเห็นอาการที่ยังคงทะเล้นได้ของทั้งลูกชายและลูกสาวเป็นลางดีว่าทั้งคู่จะยังคงอยู่กับเธอ ไม่ทอดทิ้งเธอไปที่ใดอีก

 แต่มาในวันนี้เมื่อได้มีโอกาสเห็นลูกชายอย่างชัดเจนอีกครั้งด้วยความเป็นแม่ก็ทำให้เธออดเป็นห่วงและสงสารลูกไม่ได้เธอจึงถึงกับร้องไห้ออกมาให้ลูกๆ ได้เห็น

 “ยังไงก็ระวังตัวนะลูก ถึงหนูจะเหมือนน้องมาก แต่แม่ก็ห่วง”

 “แม่ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ป๋าสอนหนูมาดี”

 พอได้ยินลูกสาวพูดถึงสามีก็ทำให้ชงโคเกิดอาการเง้างอดขึ้นมาในทันที เพราะตั้งแต่ส่งข่าวไปบอกเรื่องลูกชายจนป่านนี้แล้วก็ยังไม่มาปรากฏตัวเสียที จึงได้แต่ว่ากระทบไปเท่านั้น

 “จ้า... แม่คนเก่ง พ่อเราน่ะสอนมาดี สอนจนตอนนี้แม่เลยมีลูกชายเสียสองคนไม่ใช่ชายคนหญิงคนเสียแล้ว”

 “โธ่! แม่ขา ก็หนูตัวโตตั้งเท่านี้ใครเขาจะคิดกันคะว่าหนูเป็นผู้หญิง ป๋าสอนให้หนูดูแลตัวเองได้แบบนี้แหละดีแล้วค่ะ”

 “จ๊ะ แตะนิดแตะหน่อยล่ะไม่ได้เชียวพ่อลูกคู่นี้”

 “แต่อย่างน้อยก็มีคนเห็นว่าพี่น่ารักมากอยู่หลายคนนะ”

 โยธินที่ได้แต่นอนยิ้มเมื่อเห็นพี่สาวและมารดาต่อล้อต่อเถียงกัน กล่าวขึ้นเรียบๆ แล้วก็เกิดความเงียบขึ้นมาในทันที ทุกคนต่างพากันคิดถึงฌอน สามีผู้ล่วงลับของโยทะกา แต่แล้วคนที่ยิ้มและหัวเราะออกมาเป็นคนแรกกับบรรยากาศชวนอึดอัดนั้นกลับกลายเป็นโยทะกา

 “เรื่องนั้นมันแน่อยู่แล้ว”

 “ผมขอโทษ”

 โยธินกล่าวออกมาเบาๆ แต่โยทะกากลับส่ายศีรษะปฏิเสธไปมา เธอจับมือน้องกุมไว้และพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

 “เธอไม่ผิดหรอกโย ไม่มีใครผิดทั้งนั้น พี่กับฌอนอาจจะทำบุญมาด้วยกันเพียงเท่านี้ แต่เขาจะยังอยู่ในใจพี่ พี่จะจดจำความรักที่เขามีให้ แล้วก็จะไม่ทำให้ทั้งเธอ คุณแม่หรือคุณป๋าต้องคอยเป็นห่วงอีก เพราะฉะนั้นถ้าเธอจะพูดถึงเขาในเรื่องดีๆ ที่เรามีด้วยกันพี่ก็ไม่เป็นไรหรอก เพราะตอนนี้พี่รู้แล้วว่าพี่ต้องอยู่กับปัจจุบันที่มีเรา”

 “ครับพี่”

 โยทะกากอดน้องไว้และชงโคก็กอดทั้งคู่ไว้ เธอจุมพิตศีรษะของลูกๆ ทั้งสองด้วยความรักเธอรู้สึกราวกับได้ลูกๆ กลับคืนมาแล้วทั้งสองคน

 โยธินรู้ดีว่าแม่รักโยทะกาไม่น้อยไปกว่าเขาและอดเป็นห่วงไม่ได้ เพราะพี่สาวของเขาเกิดมาแทนที่จะเป็นผู้หญิงตัวเล็กน่ารักอย่างแม่ แต่ดันมาเหมือนเขาที่ตัวสูงใหญ่เหมือนพ่อไปเสีย ที่สำคัญคุณป๋าที่รักพี่สาวเขามากก็สอนให้พี่สาวจับมีดถือปืนเป็นมาตั้งแต่เมื่อยังเป็นวัยรุ่นคู่กับเขา กอปรกับเมื่อได้แต่งงานไปกับฌอนก็ถูกเอาใจเสียจนกลายเป็นคนเอาแต่ใจไปพักหนึ่ง แล้วเมื่อกลับมาอีกครั้งกลับกลายเป็นคนที่อยู่อย่างไร้หัวใจก็ยิ่งทำให้ชงโคอดเป็นห่วงไม่ได้

 ตลอดทั้งคืนโยทะกานอนอยู่กับโยธินในห้องของโยธิน โดยมีสายตาแสดงความเป็นห่วงของมารดาคอยจับจ้องอยู่อย่างไม่วางตา จึงได้รับคำเตือนจากคุณย่าเบาๆ

 “ไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอก เด็กๆ น่ะเจ็บไม่นานก็หาย”

 “ค่ะคุณแม่”

 ชงโครู้ดีว่าอะไรที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับโยธินที่มีโยทะกามาเกี่ยวข้องนั้นวางใจได้ เพราะโยทะกาเป็นคนรักน้องและจะต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ดีที่สุดเพื่อน้องชายคนเดียวของเธอ เช่นเดียวกับเมื่อครั้งที่โยทะกาต้องทรมานใจในคราวนั้นก็มีโยธินคอยเยียวยารักษาบาดแผลใจให้จนเธอค่อยๆ ดีขึ้นอีกครั้ง

 
 โยทะกากลับไปอยู่ที่บ้านในเมืองเหมือนเดิมโดยที่มีจิรภาย้ายมาอยู่เป็นเพื่อนด้วย

 จะว่าจิรภาย้ายมาอยู่เป็นเพื่อนก็คงไม่ได้ ต้องบอกว่าจิรภาย้ายตัวเองมาเพื่อควบคุมโยทะกาเสียมากกว่า เพราะโยทะกาเป็นคนที่รักงานของตัวเองมาก พอๆ กับมีความรับผิดชอบเป็นเลิศ ดังนั้นในอาทิตย์แรกของการทำงานแทนโยธิน เธอจึงมีสภาพไม่ต่างอะไรกับซอมบี้ เมื่อจิรภาซักไปมาจึงได้ความว่าเธออยู่เขียนภาพเสียจนดึกดื่น ทำให้พักผ่อนไม่เพียงพอ ดังนั้นจิรภาจึงย้ายตัวเองมาควบคุมตารางเวลาของโยทะกา

 “คุณจีไม่ต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้นี่คะ”

 “ไม่ได้หรอก ก็คุณน่ะเวลาเขียนภาพ เล่นไม่ยอมหลับยอมนอน แบบนี้มันไม่ดีนะคะ แค่คุณสวมรอยเป็นโยก็หนักหนาเอาการแล้ว ยังจะกลับมาทำงานอย่างนี้อีก เดี๋ยวฉันได้หามคุณส่งโรงพยาบาลหรอกค่ะ”

 “โธ่! คุณจี”

 “ไม่มีโธ่หรอกค่ะ ยังไงซะฉันก็ต้องจัดการเวลาให้คุณใหม่ คุณจะว่าฉันใจร้ายไม่ได้นะคะ ในเมื่อคุณยอมเป็นโย คุณก็ต้องทำให้เต็มที่ แล้วอีกไม่กี่วันคุณก็ต้องไปรับนางแบบที่จะถ่ายภาพยนตร์โฆษณาคู่กับคุณที่กระบี่ ถ้าคุณทำให้เธอไม่พอใจล่ะก็ งานนี้เจ้งแน่ๆ”

 “ค่ะ คุณจี”

 โยทะการู้สึกเซ็งขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ในเมื่อเธอรับปากแล้วว่าจะเป็นโยธิน เธอก็จะเป็นโยธินจนถึงที่สุด แล้วยิ่งเวลานี้เธอรู้แล้วด้วยว่าน้องของเธอกำลังถูกหมายหัวอย่างนี้มีหรือที่พี่สาวอย่างเธอจะปล่อยไว้

 แม้ว่าพลจะรับปากเป็นมั่นเหมาะว่าจะช่วยตามหาคนร้ายให้เร็วที่สุด รวมถึงมาเป็นบอดี้การ์ดส่วนตัวให้ โดยแฝงตัวเข้ามาในกลุ่มทีมงาน เธอก็ยังประมาทไม่ได้

 เพราะฉะนั้นโยทะกาจึงต้องเชื่อฟังจิรภา หากร่างกายของเธอไม่สมบูรณ์พร้อม แล้วเกิดอะไรขึ้นมาขณะที่พลไม่อยู่ใกล้ๆ เธอจะช่วยเหลือตัวเองได้อย่างไร

 
 โยทะกาเปิดดูเมล์ก็พบว่ามีเมล์จากจอห์นมากกว่าสิบฉบับในช่วงเวลากว่าสองอาทิตย์เธอจึงรีบติดต่อเขาไม่รอช้า

 “สวัสดีจอห์น”

 “โอ้! คุณโย คุณหายไปไหนมา รู้ไหมครับว่าผมเป็นห่วงคุณมากเลย”

 “ห่วงฉัน หรือว่าห่วงงานเจ้าสาวกันแน่จ๊ะ”

 “โธ่! ก็ห่วงคุณสิครับ คุณไม่เคยหายไปนานขนาดนี้เลยนะครับ”

 “พอดีมีอุบัติเหตุนิดหน่อยน่ะ ว่าแต่งานนี้ช้าสักอาทิตย์ได้ไหม พอดีเพิ่งทำเสร็จสียังไม่แห้งดีเลย”

 “ได้ครับ พอดีทางนี้ก็กำลังเครียดอยู่เหมือนกัน”

 “เครียด”

 “ครับ พอดีเจ้าสาวก็ป่วยเลยต้องเลื่อนงานออกไป”

 “คุณพูดจริงหรือเนี่ย”

 “ครับ เห็นว่าเธอเครียดมาก”

 “โอ... น่าสงสารเธอจัง”

 “ครับ”

 “แต่ไม่เป็นไร ฉันว่าถ้าเจ้าสาวได้เห็นภาพเธอต้องชอบแน่ๆ”

 “คุณโยครับ”

 อยู่ๆ น้ำเสียงของจอห์นก็เปลี่ยนแปลงเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทำให้โยทะกาที่กึ่งนั่งกึ่งนอนคุยอยู่นั้นต้องปรับเปลี่ยนท่าทางการนั่งเสียใหม่ด้วยความรู้สึกหวั่นไหว

 “คะ”

 “มาดามไลลา”

 “คะ”

 “...”

 “จอห์นมีอะไรหรือเปล่าทำไมอยู่ๆ เงียบไป”

 ที่ปลายสายเงียบไปอย่างที่โยทะกาว่า แต่สิ่งที่เธอเพิ่งจะขานรับเขาไปนั้นทำให้คนปลายสายตกใจเสียยิ่งกว่า ในเมื่อมาดามไลลาคือคนที่คอยให้การอุปการะในการศึกษาของเขาโดยไม่มีข้อเรียกร้องใดๆ เลย ทั้งยังให้โอกาสเขาได้ทำงานด้วย อย่างนี้แล้วมีหรือที่จอห์นจะไม่ตกใจระคนดีใจได้

 “มาดามไลลา”

 จอห์นถามอีกครั้ง

 “มีอะไรล่ะ เรียกแต่ไม่ยอมพูดเสีย... ที”

 ดูเหมือนว่าโยทะกาจะรู้ตัวเสียแล้วว่าสิ่งที่เธอขานรับและการที่อยู่ๆ จอห์นเงียบเสียงไปนั้นมันเนื่องมาจากสาเหตุใด เธอจึงพูดด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาไปกว่าเดิม แต่ก็เต็มไปด้วยความจริงจัง

 “คุณรู้แล้ว”

 “ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ที่ลองเรียกไป เพราผมเองก็สงสัยอย่างที่มิเชลเคยสงสัย”

 “สงสัย คุณสงสัยอะไรหรือ?”

 “ก็ดอกไม้เล็กๆ สีเหลืองที่คุณมักจะวาดไว้ที่ท้ายลายเซ็นของคุณน่ะ มันเหมือนกับตราประทับหน้าซอนจดหมายของมาดามไลลา”

 โยทะกาหยุดคิดไปเพียงเล็กน้อยก่อนที่เธอจะหัวเราะออกมาเสียงดัง

 “จริงด้วยสิฉันก็ลืมไปเสียสนิทเลยว่า ฉันมีตราประจำตัวนี่นา”

 “แสดงว่าคุณไม่เคยปิดบังตัวเอง”

 “อ้าว! ก็จะปิดไปทำไม แค่ไม่อยากใช้ชื่อนั้นเขียนภาพแล้วก็เท่านั้น”

 “ทำไมล่ะครับ”

 “มันทำให้ฉันคิดถึงเขาน่ะสิ ชื่อนี้ฌอนเป็นคนตั้งให้แล้วฉันก็คิดจะเก็บมันไว้สำหรับเขาเท่านั้น ที่สำคัญช่วงที่ฉันเสียเขาไปใหม่ๆ ฉันแทบจะเขียนงานไม่ได้เลยอย่างที่คุณก็พอจะรู้”

 “ครับ ผมทราบ”

 “พอจับพู่กันอีกครั้งฉันก็เลยเลือกที่จะใช้ชื่อจริงแทน”

 “ครับ แล้วอย่างนี้คุณจะทำอย่างไรต่อไป”

 “ก็ไม่ไงหรอก ปล่อยให้คนอื่นๆ เข้าใจไปอย่างที่เขาเข้าใจก็แล้วกัน”

 “มันออกจะน่าเสียดายนะครับ ถ้าคุณใช้ชื่อเดิมมูลค่างานของคุณ...”

 “ฉันไม่สนใจหรอกเรื่องนั้นน่ะจอห์น ฉันเขียนภาพเพราะรัก ส่วนเรื่องค่าตอบแทนเป็นเรื่องของความพอใจของผู้ให้ ซึ่งคุณก็ทำหน้าที่ต่างๆ ให้ฉันได้เป็นอย่างดี ขอบคุณนะ”

 “ผมต่างหากที่ต้องขอบคุณคุณ คุณให้ผมมีโอกาสดีๆ ในชีวิตมากเหลือเกิน”

 “อย่าพูดอย่างนั้นเลย ถือเสียว่าเป็นพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าก็แล้วกันที่ส่งให้เราเกิดมาเพื่อเกื้อกูลกัน”

 “ครับ มาดาม”

 “อ๊ะ อ๊ะ อย่านะ ชื่อนั้นฉันใช้เฉพาะเวลาเป็นทางการ เรียกฉันว่าโยอย่างเดิมเถอะนะ”

 “ครับคุณโย”

 “อ้อ! ช่วยส่งการ์ดอวยพรให้เจ้าสาวหายป่วยไวๆ ด้วยนะ แล้วก็ฉันสัญญาว่าวันสองวันนี้ภาพจะถูกส่งไปแน่นอน”

 “ครับ คุณโย”

*****************************************************************************************************************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

67 ความคิดเห็น