(ไม่จบ)The Twisted World [Fic:Tokyo ghoul & Attack on titan]

ตอนที่ 25 : special chapter 4: Erwin & Kaneki (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,130
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 70 ครั้ง
    29 มี.ค. 61

***ตอนพิเศษไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับเนื้อเรื่องหลัก แต่งขึ้นเพียงแทนคำขอบคุณเท่านั้นJ

**ในตอนพิเศษนี้เป็นโลกปัจจุบันธรรมดาไม่มีไททันกับกูลนะจ๊ะ

*น่ารักใสๆไม่เครียด J

คาแรคเตอร์หลุดกระจุยการจาย

Special Chapter 4: Erwin & Kaneki


Love is like war, easy to begin but very hard to stop.

ความรักก็เหมือนกับสงคราม มันง่ายที่จะเริ่มแต่ยากที่จะหยุด

สีส้มเป็นตัวแทนแห่งความรักที่สดใส

                .เมืองชีน่า

                ภายในเมืองที่เต็มไปด้วยความเจริญและผู้คนมากหน้าหลายตามีบ้านอยู่ 2 หลังที่ตั้งติดกันอยู่ติดกับทางเท้าที่มีคนเดินผ่านไปมาและถนนที่มีรถผ่านตลอด ซึ่งนับว่าเป็นทำเลที่ดีมากเหมาะแก่การขายของอย่างยิ่ง บ้านสองชั้นทั้ง 2 หลังนั้นจึงถูกดัดแปลงให้กลายเป็นธุรกิจขนาดเล็กๆอยู่ชั้นล่างนั่นเอง

แม้บ้านสองหลังนั้นจะทำธุรกิจที่ไม่เหมือนกันแต่ก็ต้องพึ่งพากันและถึงแม้จะต้องพึ่งพากันแค่ไหนก็ไม่ได้ช่วยให้เจ้าของร้านทั้งสองสนิทกันแม้แต่นิด

“ดอกเดซี่คละสีเหมือนเดิม” ชายร่างเล็กผมสีดำขลับกับดวงตาสีขี้เถ้าเอ่ยบอกผม เอลวิน  สมิทเจ้าของร้านร่างใหญ่ที่นั่งหัวทองอยู่ตรงเคาท์เตอร์ร้าน

ผมลุกขึ้นไม่ได้เอ่ยตอบรับคนสั่งแต่มือก็ทำการจัดดอกไม้ให้ตามสั่งเหมือนทุกครั้ง เพราะหนุ่มที่มาสั่งดอกไม้นี้จะมาสั่งแบบเดิมจำนวนเดิมทุกๆ 3 วัน เพื่อไปเปลี่ยนดอกไม้ที่ใส่แจกันตั้งโชว์อยู่ตรงเคาท์เตอร์ร้านกาแฟของเขา

ผมเห็นเขาครั้งแรกคือตอนที่ผมเรียนอยู่มหาลัยปีสี่และเขาเรียนอยู่ ม.6 ตอนนี้ผมเรียนจบมาได้ 3 ปีกว่าๆแล้วส่วนตัวเขานั้นยังเรียนอยู่มหาลัยปีสี่ ดังนั้นนับเวลาที่เราเป็นเพื่อนบ้านกันก็ประมาณ 4 ปีได้แล้ว

คนที่มาซื้อบ้านข้างๆผมเป็นแม่ของเด็กชายตัวบางกับใบหน้าที่เย็นชา เส้นผมสีดำสนิทตัดกับผิวขาวซีดนั้นยิ่งเสริมให้ตัวเขาดูลึกลับน่าค้นหา ดวงตาสีเทาที่เรียบนิ่งยากจะเดาความรู้สึกนั้นทำเอาครั้งแรกที่ได้พบกัน ผมถึงกับเผลอจ้องนัยน์ตาคู่นั้นนานเลยทีเดียว

ผมบอกตรงๆว่าผมถูกใจทุกอย่างที่รวมกันเป็น คาเนกิ เคน

และผมก็เคยจะรุกจีบเขาด้วย

แต่เมื่อปากบางๆอมชมพูธรรมชาตินั้นได้ขยับตอนอยู่ต่อหน้าผมเมื่อไหร่คดีจะพลิกทันที ก็เจ้าเด็กนี่มันดูเหมือนจะไม่ชอบหน้าผมน่ะสิ! ก็อย่างว่าล่ะนะ ครอบครัวมีกันแค่ 2 คนแม่ลูก คนลูกก็คงจะหวงแม่ไม่อยากให้ผมเข้าไปยุ่งกระมังทั้งๆที่ผมน่ะเข้าไปยุ่งเพราะอยากคุยกับคาเนกินั่นแหละ! คนแม่ก็คอยแก้ต่างให้ตลอดว่า

ลูกดิฉันเป็นคนที่เข้าสังคมไม่เก่ง ยังไงก็อย่าถือสาเขาเลยสนิทกันไว้นะคะ”

 เหรอผมก็พยายามเข้าใจอ่ะนะ แต่เมื่อมองเขาตอนอยู่กับเพื่อนหรือกับลูกค้าแล้วผมก็ไม่เห็นว่าเขาจะทำตัวเป็นปัญหานอกจากกับผมนะ ยิ่งตอนที่ไม่มีแม่อยู่ด้วยต่อหน้าผมเขาคือเด็กนรกคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ ทั้งหน้าตาบอกบุญไม่รับ เป็นพวกย้อนแย้งในตัวเองสูงและที่เจ็บสุดคือปากเสียๆที่มักตั้งฉายาแทงใจดำผมเสมอๆ

วิกบ้างล่ะ   คิ้วปลิงบ้างล่ะ   ยักษ์บ้างล่ะแต่บ่อยสุดคงวิก

ผมเป็นคนที่เนี๊ยบมาแต่ไหนแต่ไรแล้วครับ ก่อนออกจากบ้านต้องได้เซ็ทผมอย่างดีก่อนถึงโผล่หัวออกจากห้องได้ จึงมักชอบถูกมองว่าผมบนหัวมันดูแข็งเหมือนวิกแต่ผมไม่แคร์หรอกมันคือความสุขของผม แถมมีแต่เด็กนี่มั้งที่ไม่ชอบบุคลิกอย่างผมอ่ะ

แต่ถึงจะทำตัวแบบนั้นจนทะเลาะกันบ่อยๆผมก็เอ็นดูและรู้ว่าลึกๆคาเนกิเป็นคนดีแหละ เขาคอยช่วยเหลือแม่ที่พยายามตั้งตัวเปิดร้านกาแฟขณะที่ตัวเองก็เรียนหนังสือ แอบไปหารายได้พิเศษมาช่วยแม่ด้วย ตัวผมก็ได้แต่มองและยื่นมือไปช่วยนิดๆหน่อยๆน่ะแหละเดี๋ยวไอเด็กหวงแม่จะด่าลืมทางกลับบ้านถ้าไปยุ่มย่ามมากๆ

สู้คอยมองรอยยิ้มนั้นอยู่ห่างๆฟินกว่าเยอะ

แต่เมื่อ 2 เดือนก่อน ก็เกิดเหตุสลดขึ้น แม่ของเจ้าเด็กนั่นเสียชีวิตจากเส้นเลือดในสมองแตก จากเด็กหนุ่มที่เคยมีรอยยิ้มเผยมาบ้างประปรายกลายเป็นหนุ่มมืดมนโดยสมบูรณ์นับตั้งแต่นั้นมา

จากที่เจอหน้ากันจะเจอแววตาทะเล้นซ่อนอยู่ในใบหน้าเย็นชานั้น(ในหัวคงสรรหาคำพูดมาแทงใจผมอีกน่ะแหละ)บัดนี้มันไม่เหลืออะไรเลย เหมือนข้างในของคาเนกิมันกลวงโบ๋

ถ้าให้เลือกผมอยากให้เขากลับมามีปากเสียงกับผมเหมือนเดิมยังดีกว่า

“อ่ะ” ผมเอ่ยพร้อมยื่นมือไปรับเงินและส่งช่อดอกเดซี่คละสีตามสั่งให้ชายหนุ่มในชุดเด็กเสิร์ฟของร้านกาแฟ ตัวคาเนกิไม่ตอบอะไรทำเพียงพยักหน้าเบาๆแววตาหมองๆเหมือนครั้งที่เสียมารดาใหม่ๆนั้นยังคงติดอยู่ในแววตา

วันนี้ก็เป็นอีกวันในหนึ่งสัปดาห์ที่เรามีบทสนทนาเพียงเล็กน้อยก่อนจากกันไป เราอยู่อย่างนี้มาตลอด 2 เดือน ไม่เคยพูดหยอกล้อกันหรือทะเลาะกันนับตั้งแต่แม่ของคาเนกิเสีย อาจเป็นเพราะภาระที่เพิ่มขึ้นจากการที่ต้องขึ้นมาเป็นเจ้าของร้านกาแฟแล้วยังต้องเรียนหนังสือไปด้วยหรือเขาอาจจะรู้สึกโดดเดี่ยวจนซึมเศร้า

ผมก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากคอยมองเขาอยู่ห่างๆอย่างนี้ต่อไป

กาลเวลาผ่านไปจนถึงตอนบ่าย ขณะที่ผมกำลังนั่งมองดอกไม้ในร้านไปพลางๆ จู่ๆสายตาของผมก็ไปสะดุดกึกกับร่างของคาเนกิที่ยืนโบกรถอยู่ริมถนนท่าทางดูเร่งรีบ และชุดก็ถูกเปลี่ยนเป็นชุดนักศึกษา สงสัยทำงานจนลืมเวลาเรียนเลยต้องรีบไปหาแท็กซี่เหมือนทุกทีและทุกครั้งผมก็จะมองอยู่เฉยๆ

แต่ครั้งนี้ผมกลับเดินไปหาชายหนุ่ม

เขาดูงุนงงที่ผมเดินออกจากร้านมาหาเขาแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรมือก็ยังทำหน้าที่กวักไปมาให้แท็กซี่จอดอยู่เรื่อยๆ ผมเห็นท่าทางเงอะๆงะๆอย่างนี้มาได้ 2 เดือนละ ผมจะไม่ทน

“เดี๋ยวพี่ไปส่ง” ผมเริ่มเอ่ยก่อน “พี่มีรถ ขับไปมหาลัยใช้เวลาแค่ประมาณ 15 นาทีก็ถึง ยืนโบกอยู่อย่างนี้เดี๋ยวได้สายจริงๆหรอก”

คาเนกิเหลือบมองผมน้อยๆ ก่อนจะก้มลงมองนาฬิกาแล้วเอ่ย “รบกวนหน่อยนะครับ” ผมพยักหน้าเดินไปล๊อกร้านแล้วจึงเดินนำคาเนกิไปยังรถของผม ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเงียบๆจนผมเองก็อึดอัด ถ้าเป็นคาเนกิเวอร์ปากหมายังดีซะกว่า

“นี่เรียนอยู่ปี 4 สินะจะจบแล้วนี่ จบมาจะทำงานอะไรล่ะ” เป็นครั้งแรกในรอบ 2 เดือนที่ผมเริ่มชวนเขาคุย คนถูกชวนคุยมองหน้าผมงงๆเป็นครั้งที่ 2 ของวันก่อนจะตอบเบาๆ

“...ยุ่ง...” ผมว่าคาเนกิก็ไม่ได้เปลี่ยนไปซะทีเดียว ผมเหลือบตาคาดโทษคาเนกินิดๆก่อนจะเสกลับมามองถนนตามเดิม

“อะไรกัน ถามแค่นี้ต้องด่า?” ผมแกล้งโอดครวญหวังต่อบทสนทนาให้ยาวขึ้น แต่คาเนกิไม่พูดอะไรแค่ถอนหายใจแล้วมองออกนอกหน้าต่างไปดูวิวข้างนอก 

เหอๆผมถูกเมินอย่างเจตนา!

 

หลังจากกลับจากส่งคาเนกิผมก็ได้ถามเวลาเลิกของเขาไว้ด้วย เพราะผมกะว่าจากนี้ไปอาจจะไปรับไปส่งเขา ตัวคาเนกิเองจะได้ไม่ต้องลำบากทำงานแล้วยังต้องรีบไปโรงเรียนอย่างที่ผ่านมาแถมยังกลับสะดวก แต่คำตอบดูผิดคาดไปนิดนึง

“ผมกลับเองได้ ไม่ต้องยุ่งวิก”

ครับ คำในตำนานมันเริ่มจะกลับมาละครับ สมัยก่อนผมอาจจะทะเลาะกับเขา ณ.ตอนนั้นแน่ๆ แต่ครั้งนี้ผมกลับตาเบิกโพลงอย่างตกตะลึงและยังรู้สึกโล่งใจแปลกๆเมื่อเห็นคนอายุน้อยกว่ากำลังจะกลับมาเป็นเหมือนก่อน

ผมว่าผมคงสติฟั่นเฟือนแล้วล่ะมั้งที่จู่ๆก็อยากจะหาวิธีทำให้คาเนกิผู้เรียบร้อยกลับมาเป็นคาเนกิปากเสียคนเดิม J

 

Kaneki talks

วันนี้เป็นวันที่มีอะไรหลายๆอย่างแปลกไปจากทุกวันในชีวิตของ คาเนกิ เคน คนนี้ครับ

จากที่ทุกวันของผมมีแค่ ตื่นนอนอาบน้ำเปิดร้านทำงานไปเรียนกลับมาก็ทำงานปิดร้านแล้วอาบน้ำนอนวนๆเป็นลูกโซ่มีบ้างที่จะแตกแขนงไปยังร้านดอกไม้ข้างๆร้านกาแฟของผม แต่ก็มีแค่ 3 วันครั้ง

แต่จู่ๆในวันนี้กลับมีสิ่งแปลกใหม่เข้ามาในชีวิตผมครับคุณเอลวิน สมิท

ตลอดเวลาที่ผ่านมานับตั้งแต่เจอกันครั้งแรก ผมเห็นเขาเป็นส่วนหนึ่งของตัวประกอบในชีวิตประจำวันที่เจอกันคุยกันนิดหน่อยแยกย้ายไม่ได้มีอะไรพิเศษ แต่ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่อาจจะเพราะเป็นเพื่อนบ้านและยังทำธุรกิจดอกไม้ที่จำเป็นต่อร้านของผมมั้ง ผมจึงรู้สึกว่าเขากลายเป็นตัวละครหลักในชีวิตของผมตั้งแต่การทะเลาะกันจนมาถึงแค่คุยกันธรรมดามันคือสิ่งที่ผมต้องได้ทำอย่างน้อย 1 ครั้งใน 1 วัน แต่นั่นก็แค่ก่อนที่แม่ของผมจะเสียนะครับ

ตั้งแต่ผมจำความได้ก็มีแต่แม่ที่เป็นคนดำเนินเรื่องในชีวิตของผมเพราะพ่อของผมได้ออกไปจากเรื่องราวชีวิตของเราตั้งแต่ผมยังจำความไม่ได้ ผมไม่เคยรู้สึกว่าขาดเพราะมีท่านคอยเติมเต็ม แม้ว่าจะมีปัญหาเรื่องเงินบ้างก็ประสาคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวล่ะครับ เธอพยายามหาเงินจนเราได้มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งและในที่สุดก็มีเงินก้อนมาสร้างร้านกาแฟอันเทย์กุแห่งนี้

ในวันที่เราได้ย้ายเข้ามาผมได้เจอและสบตากับเขาคนนั้นที่ตัวใหญ่ ดวงตาสีฟ้าสดใสกับผมที่ถูกจัดทรงจนเรียบแปล้ มองมุมไหนผมก็ว่าดูดี แต่ไม่รู้ทำไมปากและท่าทางที่แสดงออกไปของผมถึงได้ดูก้าวร้าวกับเขานัก อาจจะเพราะผมกำลังอยู่ในวัยต่อต้านหรือไม่ก็หวงแม่ล่ะมั้ง

ผมมักจะชอบแซวเรื่องผมที่จัดทรงอย่างดีของเขาบ่อยๆ

ถ้าหลุดจากผมก็จะเป็นคิ้วหนาๆคู่นั้น

หรือบางทีก็พาลไปถึงหุ่นของเขาที่ใหญ่กว่าผมมากมาย

ยอมรับว่าการต่อปากต่อคำกับเขานั้นแรกๆก็แค่สนุกปาก เขาอาจจะไม่รู้เลยว่าการที่ได้เห็นสีหน้ารำคาญติดหงุดหงิดนั้นมันทำให้ผมแอบยิ้มขำลับหลังเขาบ่อยแค่ไหน ก็นะปกติเขาเป็นสุภาพบุรุษจะตายไม่เคยแม้แต่ขมวดคิ้วใส่แม่ผมด้วยซ้ำ การได้เห็นมุมอื่นที่คนอื่นไม่เห็นมันทำให้ผมรู้สึกดีอย่างน่าประหลาด จนหลังๆมานี้ผมรู้สึกว่าการต่อปากต่อคำกับเขานั้นมันกลายเป็นหนึ่งในกิจวัตรประจำวันไปแล้ว

แต่แล้ววันแห่งความสุขนั้นก็ได้เดินมาถึงจุดจบพร้อมกับกิจวัตรประจำวันของผมที่บิดเบี้ยวไป เมื่อแม่ของผมท่านได้จากผมไปและทิ้งให้ผมผู้ที่ต้องรับช่วงผู้จัดการร้านต่อจากท่านดำเนินเรื่องราวนี้ต่อเพียงลำพัง

ความรู้สึกเหมือนหัวใจได้หายไปจากอกและทางข้างหน้าก็มีแต่ความมืดเมื่อท่านจากไป ไม่มีอะไรมาเติมเต็มได้แม้กระทั่งสิ่งที่ท่านทิ้งไว้ให้อย่างร้านกาแฟอันเทย์กุ

การเป็นผู้จัดการร้านไม่ได้ยากเท่าที่คิดเมื่อสมาชิกในร้านต่างเห็นใจและคอยช่วยเหลือผมตลอดมา เมื่อผมติดเรียนก็จะมีคนรับช่วงต่อดูร้านให้เสมอนั่นจึงเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยไม่ให้ผมอยากมีชีวิตและเดินต่อในเส้นทางอันมืดมิดไร้แสงสว่างนี้

วันเวลาผ่านไปจนครบ 2 เดือนแห่งการสูญเสีย กิจวัตรที่เลือนหายไปในตารางชีวิตของผมจู่ๆก็ได้กลับมาอีกครั้ง เมื่อเขาคนนั้นเดินเข้ามาหาผมพร้อมกับแสงสว่างเจิดจ้าจากสีผมและดวงตา

เขาเริ่มคุยกับผมครั้งแรกในรอบ 2 เดือน เขาถามถึงงานที่ผมอยากทำเมื่อเรียนจบแต่บอกเลยผมไม่กล้าบอกความจริงหรอกว่าผมอยากทำงานเป็น

นักเขียน

ผมอยากเขียนทุกสิ่งที่ผมได้เจอในช่วงชีวิตนี้ทั้งเวลาทุกข์และเวลาสุข แต่มันค่อนข้างที่จะน่าอายในการบอกกับเขาไม่รู้ทำไม? คงต้องโทษทิฐิในตัวของผมอีกนั่นแหละ

เมื่อถึงมหาลัยเขาก็ทำให้ผมอึ้งอีกเป็นครั้งที่ 3 เมื่อเขาคิดจะมารับผมด้วยแต่บอกเลยผมไม่อยากใช้เขา ผมจึงปฏิเสธเขาไปพร้อมกับคำพูดที่เคยถูกลืมเลือนไปชั่วคราว

วิก

                หลังเลิกเรียนขณะที่ผมกำลังจะเดินไปโบกรถเมล์ก็มีสิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์เข้ามาขวางทางเดิน ผมเงยหน้าสบตากับรอยยิ้มสดใสและดวงตาสีฟ้าคู่เดิม ดูจากลักษณะแล้วคงมาดักรอรับผมแน่นอน

                “กลับกัน เตี้ย” คำพูดในวันวานถูกเอ่ยมาจากริมฝีปากหนา ผมยืนงงอยู่ตรงนั้นจนเขาต้องมาจูงแขนไป “ฟาร์มหมาหูหนวกเหรอ?

                ฟางเส้นสุดท้ายขาดผึงเมื่อได้ยินคำด่านั้น คำๆนั้นเป็นคำที่ผมไม่ชอบที่สุดตั้งแต่เคยทะเลาะกับเขามาเลย “ด่าใครฟาร์มหมา! วิก!!

                “ด่าหมาที่จูงอยู่นี่ล่ะ คนอะไรไม่รู้อ้าปากทีหมาหลุดมาเป็นฝูง” เขาพูดลอยหน้าลอยตาไปเรื่อยไม่เห็นสายตาหงุดหงิดที่ผมส่งไปเลย คนอะไรเมื่อเช้ายังพูดดีๆอยู่เลยเถอะ!

                “คิ้วปลิง! จะมากไปแล้วนะ” ผมไม่ลดละแม้จะเดินมาถึงรถแล้วก็ยังไม่ขึ้นเลือกที่จะเถียงกับร่างสูงนี่แทน “เป็นบ้าอะไร อยู่ๆมาชวนทะเลาะเนี่ย!

                “ไม่ได้บ้า” เขายังคงทำหูทวนลมไม่สนใจผม เดินไปนั่งฝั่งคนขับเลื่อนกระจกรถลงแล้วพูดด้วยใบหน้ายียวนพร้อมยื่นมือมาทำท่าเหมือนเรียกสุนัข “ขึ้นรถมาเร็ว จุ๊ๆๆ”

จุ๊ๆบ้านแกสิ

                หลังจากตีกันได้พักหนึ่งผมก็มานั่งสงบบนรถของเอลวิน แต่แปลกนะที่ผมกลับรู้สึกอุ่นๆในอกชอบกลเมื่อมีผู้ชายคนนี้ป้วนเปี้ยนอยู่รอบๆ ถึงจะชอบกวนไปบ้างก็เหอะ คงติดผมมาล่ะมั้ง

                “กลับมาเป็นเหมือนแต่ก่อนก็ดีนะ” เอลวินเอ่ยทำลายความเงียบ ผมจึงละสายตาจากท้องถนนมามองหน้าเขาอย่างตั้งคำถามแทน “ในวันที่เรายังทะเลาะกันเป็นประจำน่ะ”

                จู่ๆผมก็รู้สึกหน้าร้อนขึ้นมากับประโยคนั้น นึกถึงวันเก่าๆที่เราชอบยืนทะเลาะกันหน้าร้านแล้วก็ขำดี แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไรก็ถูกขัดขึ้นมาก่อน “ในวันที่เราชอบที่จะเถียงกันน่ะมันทำให้เราสนิทกันและนายก็ดูมีความสุขมากกว่านี้พี่อาจจะไม่ชอบที่ถูกด่าว่าวิกก็จริงนะ แต่ถ้ามันทำให้หมากลับมาเหมือนเดิมวิกยอมนะ”

                “อะไรกันอย่างกับกำลังง้อแฟนเลยไอคิ้วปลิง” แต่ถึงจะพูดอย่างนั้นก็เถอะผมกลับรู้สึกทั้งอาย มีความสุขและอบอุ่นใจมากๆเลยที่เขามาทำแบบนี้กับผม

                มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนทางที่มืดสนิทของผมเริ่มจะมีแสงสว่างขึ้นนิดๆนิดๆจริงๆนะ

                “ก็หมายความอย่างที่พูดอ่ะแหละ กลับมาทะเลาะกันเหมือนเดิมเถอะนะหมา!” จะมีใครที่ไหนเขาขอให้กลับมาด่าตัวเองนอกจากเขาไหมครับ “อย่าเศร้าอยู่เลย เห็นแล้วไม่ใช่แค่วิกที่กลุ้มนะแม่ก็จะเป็นห่วงรู้ปะ”

                อือ” แต่ผมก็ครางตอบรับเขาไปอยู่ดีนั่นแหละ บอกก่อนเลยนะว่าผมไม่ได้หวังเห็นรอยยิ้มจากใครนะครับ ผมแค่ไม่อยากให้แม่เป็นห่วง

 

                เมื่อตื่นมาในเช้าอีกวัน ผมก็ยืนบิดขี้เกียจก่อนจะลงมืออาบน้ำ หาอะไรทานแม้วันนี้จะไม่มีเรียนผมก็ต้องตื่นเช้ามาเปิดร้านเหมือนทุกวัน แต่ในวันนี้กลับมีอะไรที่ผิดแผกไปอีกแล้ว

                คุณเจ้าของร้านขายดอกไม้มายืนอยู่หน้าร้านครับผม

                “หวัดดี” ผมเงยหน้ามองผู้มาเยือนนิ่งๆพยักหน้ารับคำก่อนจะเดินกลับเข้ามาในร้านรอพนักงานคนอื่นๆมาเข้างาน “เมินอีกละ นี่เราไม่มีความสำคัญถึงขนาดหมายังเมินเลยเหรอ?

                “มาทำอะไร ขวางทางเข้าออกร้าน” ผมพูดไล่กลายๆแต่ดูเหมือนผู้บุกรุกจะไม่สนใจและเดินเข้ามาในร้านกาแฟของผมอย่างสบายอกสบายใจ ช่วงนี้เขาเป็นอะไรมากไหมอ่ะครับ?

                “มาพาไปเที่ยว” ช่วงนี้เอลวินต้องสมองกระทบกระเทือนแน่เลยล่ะผมว่า ร้อยวันพันปีเราไม่เคยจะไปไหนด้วยกันนะครับ และไม่เคยคิดด้วย

                “ผมต้องดูแลร้าน” ผมว่าพลางเดินไปชงกาแฟดื่มสักหน่อย บางทีผมอาจจะง่วงเกินจนหูเพี้ยน

                “ก็ให้พนักงานดูแลเหมือนตอนไปเรียนดิ สังสรรบ้างไรบ้างชีวิตจะได้มีสีสัน” เขายังไม่ยอมแพ้

                ” ส่วนผมก็นั่งจิบกาแฟเงียบๆไม่ตอบอะไร

                “คิดซะว่าคลายเครียดไง ฉันไม่เคยเห็นนายไปเที่ยวไหนเลยอยากพาไป” เขาเริ่มหาข้ออ้างมาอ้าง

                ” แต่ผมก็ไม่สนใจเขาอยู่ดี จนกระทั่งพนักงานคนแรกโผล่เข้ามาในฉาก เธอชื่อ มิคาสะ ครับ เป็นคนหน้านิ่งมากแต่ทำอาหารเก่งสุดๆเธอจึงเป็นบุคลากรที่สำคัญในร้านของผมเลยก็ว่าได้

                “สวัสดีค่ะ คุณเจ้าของร้านดอกไม้มาทำอะไรเหรอคะ” เธอถามอย่างสงสัย เอลวินยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ก่อนจะหันไปตอบหญิงสาวด้วยใบหน้าร่าเริงจนแสงเปล่งประกายเจิดจ้า

“จะพาหมาไปเดินเล่นครับ”

 

                บอกเลยว่าหลังจากนั้นผมก็ถูกผลักไสให้มากับเขาทันที ก็อย่างว่าล่ะนะเธอคนนี้น่ะอยากให้ผมเอาเวลาไปเที่ยวเล่นบ้าง ไม่อยากให้ขลุกกับงานหรือเรียนมากเกินไปจนเสียช่วงเวลาของวัยรุ่นไปเปล่าๆยิ่งวันนี้ไม่มีเรียนด้วยยิ่งแล้วใหญ่ฟังเหมือนพี่สาวห่วงน้องชายเนอะ แต่บอกไว้เลยครับผมอายุมากกว่าเธอถึง 3 ปี

                “ไปไหนดี~” คนข้างๆผมเอ่ยอย่างอารมณ์ดี เดี๋ยวนี่ตัวเองเป็นคนชวนแต่ไม่รู้ว่าจะไปไหนนี่นะมันน่านัก!

                ผมถอนหายใจเป็นรอบที่ 10 ของวันแต่รอบที่ 100 ของอาทิตย์ ดวงตากวาดมองวิวริมถนนที่ขับผ่านไปอย่างเอื่อยๆประสาคนขับชมวิวจนผมไปสะดุดตากับสิ่งหนึ่งที่ไม่ได้ไปเหยียบมานานน่าจะราวๆ 2 เดือน

                ร้านหนังสือ

                “ขอแวะร้านหนังสือ” ผมพูดขึ้นเอลวินจึงหาที่จอดและปล่อยให้ผมเดินไปยังจุดหมายทันที รู้สึกช่วงนี้เขาตามใจผมมากเลยนะและคอยเทคแคร์ผมมากๆด้วย

                อบอุ่นจริงๆ เขาช่างเป็นผู้ชายที่อบอุ่นจริงๆ

                เมื่อได้ย่างก้าวเข้ามาภายในร้านผมก็สัมผัสถึงบรรยากาศเก่าๆที่ชวนให้อมยิ้ม ผมรักในการอ่านแม่จึงมักพาผมมาซื้อหนังสือที่นี่บ่อยๆ แต่หลังจากหายไป 2 เดือนผมไม่คิดเลยว่าทุกอย่างจะยังคงเหมือนเดิมจนน่าประหลาดใจแบบนี้

                ทั้งสไตล์การจัดหนังสือ การจำแนกประเภทหนังสือ ไม่มีอะไรแปลกไปจากเดิมเลย

                ผมเดินไล่ดูหนังสือไปเรื่อยๆปลายนิ้วสัมผัสสันหนังสือเล่มแล้วเล่มเล่า ก็ยังไม่มีอะไรดึงดูดให้ผมต้องดึงมันออกมาจนมาถึงเล่มๆหนึ่ง ซึ่งผมไม่คิดเลยว่าจะมีวันที่ผมรู้สึกสนใจหนังสือแนวนี้

รวมภาษาดอกไม้สุดโรแมนติกที่คุณเองอาจไม่เคยรู้

ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากอิทธิพลของเจ้าของร้านดอกไม้ที่ยืนเปล่งประกายข้างๆผมก็ได้นะครับ

“เพิ่งรู้ว่านายสนใจเรื่องนี้นะเนี่ย” เอลวินกล่าวพลางยิ้มระรื่นก่อนจะคว้าเอาหนังสือจากมือผมไปเก็บไว้ที่เดิม

“ยุ่งไรเนี่ย” กล่าวอย่างหัวเสียเมื่อถูกขัดใจ มือก็กำลังจะยื่นไปเอาหนังสือคืนแต่ถูกคว้าไว้แล้วพาเดินไปโซนอื่นเสียก่อน “เฮ้ วิกจะพาไปไหน?

“อ่ะเอานี่ไปเดี๋ยวพี่จ่ายให้ก็ได้ ถือซะว่าเป็นของขวัญจากเพื่อนบ้าน” เขายื่นสมุดไดอารี่เล่มหนึ่งมาให้ผมแต่ผมก็ยังไม่เก็ทอีกนั่นล่ะ ว่าซื้อไปทำไม

“ซื้อไปทำอะไร มันไม่ได้บอกในสิ่งที่ผมอยากรู้ซะหน่อย”

“ก็กูรูอยู่ตรงหน้าแล้วนี่ไง นี่เจ้าของร้านดอกไม้นะเฮ้ย! ดูถูกกันไปแล้ว” ผมว่าผมเริ่มเก็ทละ “เดี๋ยวพี่พาไปดูสวนดอกไม้อยากรู้ความหมายของดอกไหน ถามแล้วจดไว้เลย!

เชื่อเขาเลยจริงๆ

 

สาบานว่าผมพยายามปฏิเสธเต็มที่แล้วก็เอาชนะความเอาแต่ใจของคนตัวสูงกว่านี่ไม่ได้จริงๆ ปัจจุบันเรากำลังยืนอยู่ในสวนดอกไม้ของเอลวินครับ

ครับ อ่านไม่ผิดหรอกเป็นสวนของเขาเลยจริงๆ

ครอบครัวของเขามีที่มากและทำไร่ทำสวนครับ อยู่อย่างพอเพียงและคอยดูแลสวนดอกไม้ให้ลูกระหว่างที่ลูกเอาดอกไม้ไปขายอยู่ในเมือง สวนแห่งนี้อยู่ห่างจากเมืองไม่เท่าไหร่ครับแค่ต้องข้ามเมืองมาเมืองโรเซ่เลยก็แค่นั้นเอง -_-

เอาจริงๆกว่าจะมาถึงที่นี่จากที่เดินทางออกจากเมืองตอนสายมาถึงนี่ก็เหยียบเย็นละครับ ผมคงต้องโทรบอกคนที่ร้านให้ปิดร้านให้แล้วล่ะเพราะวันนี้ผมคงไม่ได้กลับ

“เป็นไงร่มรื่นเนาะ สนใจดอกไม้ดอกไหนล่ะถามได้ๆ” ตัวเขาก็ยังคงส่องประกายเหมือนเดิมครับ เขาช่างต่างจากผมที่มืดมนจริงๆ “หมาเป็นไร เหนื่อยเหรอ”

ไม่ได้เหนื่อยแค่รู้สึกอิจฉากับชีวิตที่แสนสดใสของเขาต่างหาก

ผมไม่ได้ตอบอะไรกับเขา แค่ลุกขึ้นจากพื้นหญ้าแล้วเดินลุยสวนเข้าไปโดยมีเขาเดินตามติดมาไม่ห่าง สายตากวาดมองดอกไม้นานาพันธ์ที่บ้างเคยเห็นบ้างก็ไม่เคย จนสายตาไปหยุดอยู่ที่ดอกไม้ประจำร้านกาแฟของผม

ดอกเดซี่

ผมไม่รู้หรอกว่าทำไมถึงใช้ดอกนี้เป็นของตกแต่งร้านและไม่เคยเปลี่ยนเลย ผมทำตามแม่น่ะครับ เห็นแม่ชอบผมก็ชอบก็แค่นั้น

“ดอกเดซี่ มีความหมายถึงความไร้เดียงสาและบริสุทธิ์ผุดผ่อง เป็นความรักที่ขาวสะอาด ค่อนข้างโรแมนติกมากๆเลยล่ะดอกไม้ชนิดนี้น่ะ” เขาเอ่ยขึ้นคงเป็นเพราะผมจ้องมันนานล่ะมั้งว่าแล้วก็จดเก็บไว้

“แล้วสีที่ต่างกันทำให้ความหมายมันเปลี่ยนไหม” ผมเริ่มถามด้วยความอยากรู้

“อืมก็นิดนึงนะ อย่างถ้าเป็นสีแดงก็จะประมาณว่า ตกหลุมรักโดยไม่รู้ตัวน่ะ” เอลวิลตอบด้วยใบหน้าที่ขึ้นสีเล็กน้อยอะไรของเขา

“แล้วถ้าสีส้ม?” ผมถามพร้อมทิ้งตัวลงนั่งยองๆข้างๆดอกเดซี่สีจัดจ้านตรงหน้า เอลวินเกาคางนึกคิดสักครู่ก่อนจะตอบออกมา

“คุณคือแสงสว่างในชีวิตฉัน นั่นล่ะภาษาของมันล่ะ”

ผมสะดุดเล็กน้อยกับความหมายของมัน มันช่างตรงกับคนที่พูดเสียเหลือเกินเขาจะว่าอะไรไหมนะถ้าผมเห็นเขาเป็นแสงสว่างที่ปลายทางความมืดของผม…?

“ถ้าชอบพี่อนุญาตให้นายเด็ดขึ้นมาได้ 1 ดอกนะ” สงสัยคงเห็นผมเหม่อมองมันอยู่นานเลยเอ่ยขึ้น ผมยิ้มมุมปากน้อยๆก่อนจะเด็ดดอกเดซี่สีส้มนั้นมาไว้ข้างกายเหลียวมองคนที่เป็นดังเจ้าชายแห่งแสงสว่างเล็กน้อยก่อนจะลุกขึ้นยื่นดอกไม้ดอกนั้นให้เขาแล้วก้มหน้างุด

ผมมันปากไม่ตรงกับใจคุณก็น่าจะรู้

ดังนั้นให้ดอกไม้เป็นคนบอกแทนปากแข็งๆนี่ดีกว่า

 

หลังจากที่ผมให้ดอกไม้นั้นไปทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบ ไม่มีเสียงพูดแต่เขาก็รับดอกไม้นั้นไปพร้อมกับยิ้มกว้างกว่าที่เคยให้กับผม มันช่างเจิดจ้าจนหน้าร้อนไปหมดเลยล่ะ

ผมว่าผมเป็นความมืดที่รักแสงสว่างล่ะครับ

ในเช้าวันถัดมาที่ผมมีเรียนเอลวินพาผมไปลาพ่อแม่ของเขาก่อนจะพากลับตั้งแต่เช้าตรู่ การกลับมาของเราครั้งนี้ไร้เสียงด่าทอมีแต่ความอบอุ่นคละคลุ้งกับความเงียบตลบอบอวนอยู่ในรถ

แปลกที่ความเงียบเป็นอะไรที่ไม่อึดอัดเหมือนช่วงแรกที่เราเริ่มคุยกัน

เมื่อมาถึงที่หมายเวลาก็ล่วงเลยมาถึงตอนบ่ายซึ่งผมติดเรียน ผมกล่าวขอบคุณสารถีจำเป็นก่อนจะลงจากรถแล้วเดินตรงไปยังร้านกาแฟแต่เขากลับห้ามไว้ก่อน นี่เขายังมีอะไรมาทำให้ผมแปลกใจอีกงั้นเหรอ?

เขาไม่พูดอะไรเพียงยื่นดอกเดซี่สีเหลืองสดใสมาให้ผม อะไรกันนี่เขากำลังทดสอบความจำผมอยู่งั้นเหรอ?

“รับไปเถอะน่า” เขาเร่งเร้าใบหน้าเริ่มขึ้นสีอีกระรอก

“อ่าๆ” ผมว่าก่อนจะรับมาถือแบบงงๆ ในโลกนี้คงไม่มีสิ่งสีชีวิตไหนเข้าใจยากเท่า เอลวิน สมิทแล้วล่ะมั้งครับ “สรุปแล้วให้ทำไมครับ ถ้าเรื่องภาษาดอกไม้ล่ะก็ผมไม่เหมาะสมจะเป็นแสงสว่างให้ใครหรอกนะครับ”

“มันบอกว่า ฉันจะชนะใจเธอให้ได้ ต่างหากไอหมา” ผมตาเบิกโพลงกับคำพูดนั้นก่อนจะก้มลงมองดอกเดซี่สีสดในมือด้วยใบหน้าสีมะเขือเทศสด สองขาสับรัวๆเข้าร้านกาแฟแต่ระหว่างที่เดินหนีไปนั้นเสียงทุ้มก็ดังไล่หูผมมากวนใจอยู่ดี

“เตรียมใจให้พร้อมเถอะ วิกคนนี้นี่แหละจะครองใจหมา!

ผมมั่นใจว่า

ความรักที่เพิ่งเริ่มต้นนี้(หรือเริ่มมานานแล้วไม่อาจรู้ได้)

จะถูกบันทึกลงในเรื่องราวชีวิตของคาเนกิ เคน คนนี้แน่นอน J

Fin.

ช่วงทอร์ก(ลั้ลลาตามท้องเรื่อง)

จบไปอีก 1 ตอนพิเศษนะค้าาาา

เหลือตอนพิเศษแค่ตอนเดียวเองก็จะหมดแล้ว คิดแล้วก็ใจหาย


สำหรับตอนหลักไรท์คงต้องขอเวลาสักหน่อย 

กะจะปูเรื่องให้มันแน่นกว่านี้หน่อยน่ะค่ะ แหะๆ

ขอบคุณคอมเม้นที่ช่วยตักเตือนถึงความจริงที่เราคาดไม่ถึงด้วยนะคะ

คือเราคิดไม่ถึงจริงๆค่ะ 555 เด้วจะปรับดูถ้าปรับได้...ถ้าไม่ได้

ก็ตามนั้นไปละกัน อิ้ๆๆๆๆ


รักส์

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 70 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,074 ความคิดเห็น

  1. #924 draqonfly2 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 30 มีนาคม 2561 / 04:13
    เอลวิน เคเนกิ~~ ฮันแน่ ฮันแน่ ฮันแน่ฮันแน่ ฮันแน่ ฮันแน่ หืม? เหมือนมีอะไรลอยมา ชักมันเถอะ ฮันแน่ ฮันแน่ฮันโอ๊ย! ใครโยนกะละมังมาอะ เจ็บนะจะบอกให้!! ฮือๆ หืม? ตัวไรอะ "สวัสดีฉันคือหนอนน้อย" แม่จ๋าาาาาาาาาาา
    #924
    1
    • #924-1 Toony03(จากตอนที่ 25)
      31 มีนาคม 2561 / 14:04
      ?? เอ๋อเลยกับเม้นนี้ 5555
      #924-1
  2. #922 천사 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 29 มีนาคม 2561 / 20:48
    เขินตอนท้ายๆมาก โอ้ยยยฟินข่าาาาา//ม้วนตัว
    #922
    0
  3. #921 Asley♤♢ (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 29 มีนาคม 2561 / 19:29
    หลุดคาแรกเตอร์จริง โดยเฉพาะไอน้องชายนี่..มันหลุดโลกไปแล้วอ่ะ
    #921
    1
    • #921-1 Toony03(จากตอนที่ 25)
      29 มีนาคม 2561 / 20:08
      เห็นมะ ถึงได้เตือนไว้ก่อน 555
      #921-1
  4. #920 พี่แว่น;เจวายพี (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 29 มีนาคม 2561 / 18:13
    โอ้ยยย เขินนนน วิกกับหมา ฮรือออ ใจสั่นๆๆๆ
    #920
    0
  5. #919 Matchima123 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 29 มีนาคม 2561 / 18:08
    ในที่สุดตอนพิเศษที่เราขอไว้ด็ออกหมดแล้วววว แปะ แปะ แปะ//ลุกขึ้นยืนปรบมือ
    #919
    0
  6. #918 C-Chinemon (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 29 มีนาคม 2561 / 17:56
    อ่านแล้วรู้สึกเขินๆยังไงไม่รู้>///<
    #918
    0