Silver Blood (Yaoi) :: จบแล้ว ::

ตอนที่ 88 : สู่...จุดสิ้นสุด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,231
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 66 ครั้ง
    5 พ.ย. 60

เพราะไม่สามารถใช้รถยนต์ที่มีระบบการขับเคลื่อนแบบธรรมดาผ่านเส้นทางที่ถูกโจมตีจนเหลือแต่เศษซากของผืนดินได้ ทั้งสามคนจึงต้องเดินต่อไปยังเมือง

ตลอดทางที่เหยียบย่างผ่านไป อีธานรู้สึกราวกับว่าได้เหยียบลงบนความผิดพลาดที่น่าเศร้า

“ทางนี้” เอเลียตนำไปอีกด้าน

เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจเข้มของกองกำลังเซ็นโทร พวกเขาจึงเลี่ยงไปใช้เส้นทางลับที่ขุดขึ้นใหม่ใช้เชื่อมต่อไปยังอุโมงค์ทิ้งน้ำเสียที่ทั้งคับแคบ มืดมิด และชื้นแฉะ จนทำให้อีธานอดคิดถึงทางเดินในคุกใต้ที่เคยพบเจอมาไม่ได้ กว่าจะผ่านเข้าเขตเซ็นโทรได้ก็เป็นช่วงเวลาดึกมากแล้ว

เวลาค่ำคืนของมหานครที่ปกติจะเจิดจ้าไม่ต่างกับช่วงกลางวัน เวลานี้ค่อนข้างมืดสลัว และเงียบสงัด เพราะมาตรการประหยัดพลังงานที่เพิ่งจะประกาศออกมา สถานเริงรมย์ถูกสั่งปิด ผู้คนที่ต่างคลุกตัวอยู่กับบ้านตามที่สภาเมืองของความร่วมมือ บวกกับสิ่งปลูกสร้างเสียหายหลายส่วนเนื่องจากจราจลลุกหือขึ้นของเลือดสีแดงครั้งก่อน สภาพเมืองตอนนี้จึงแทบไม่ต่างจากเมืองร้าง

“ดูเหมือนคนที่นี่ต้องปรับตัวกันเยอะทีเดียวนะ”  อีธานเอ่ยขณะที่กวาดสายตาไปรอบๆ เขาจากที่นี่ไปไม่นาน แต่ดูเหมือนทุกอย่างจะเปลี่ยนไปหมดสิ้น

“ก็...แทบอยู่กันไม่ได้เลยล่ะ” เอเลียตหัวเราะในลำคอ “ชนชั้นสูงคุ้นชินกับความสะดวกสบาย มาถึงวันหนึ่งที่ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานยังโดนจำกัดด้วยภาวะสงคราม แรงงานเลือดสีแดงที่ตัวเองเคยกดขี่เหยียบย่ำใช้รองมือรองเท้ากลับกลายเป็นศัตรู ก็เป็นธรรมดาที่จะปรับตัวตามไม่ทัน”

อีธานมองสำรวจน้องชายที่ตอบกลับมาคล้ายกำลังรู้สึกสะใจเล็กๆ กับเรื่องที่เกิดขึ้น  

ก่อนหน้านี้เอเลียตเป็นคนที่เรียกได้ว่ารังเกียจพวกเลือดสีแดงอย่างยิ่ง คิดว่าตัวเองนั้นสูงส่งกว่าคนอื่นอยู่เสมอ แต่เวลานี้ดูเหมือนเจ้าตัวจะมีความคิดอ่านที่เปลี่ยนไปมากในช่วงเวลาสั้นๆ อิทธิพลที่ส่งผลต่อเรื่องนี้น่าจะไม่ได้มาจากใครอื่น หากแต่เป็นชายหนุ่มที่เป็นราวกับเงาอยู่ข้างกายไม่ไปไหนอย่าง สเวน

“มีอะไร?”  เอเลียตถามเมื่อเห็นสายตาของอีธาน

“เปล่า ไม่มีอะไรหรอก”  อีธานยิ้มตอบ

จุดที่ทั้งสามคนมุ่งหน้าไปนั้นคือ อาคารทรงโดมเตี้ยสุดเขตกำแพงของเซ็นโทรซึ่งเคยเป็นอยู่ของพวกเลือดสีแดงที่ถูกส่งเข้ามาใช้แรงงานในเซ็นโทร ที่นี่ถูกทำลายพังลงไปแทบหนึ่งเหลือเพียงแค่ครึ่งหลัง รอบด้านล้อมด้วยเครื่องตรวจตราความเคลื่อนไหว แต่ก็ไม่ได้เข้มงวดนักเพราะสเวนสามารตรงเข้าไปจัดการเข้าระบบและปิดการทำงานลงได้อย่างง่ายดาย

“ที่นี่เหรอ?”  อีธานถาม เขาเคยมาที่นี่ก็จริงแต่ก็ไม่เคยเข้าไปด้านในจึงไม่คุ้นเคยนัก

“ครับ”  สเวนตอบ  “ที่นี่ได้รับผลกระทบตอนเกิดจราจลส่วนหนึ่ง พอกองกำลังเซ็นโทรขับไล่พวกเลือดสีแดงออกไปได้ มันก็แทบจะไม่มีใครสนใจ ไม่มีเวรยามเข้ามาตรวจสอบอีกเลย”

“อ่อ”  อีธานพยักหน้า ก้าวเท้าตามเข้าไปด้านใน

เมื่อลงผ่านบันไดด้านข้างก็จะเจอกับห้องพักที่ซอยถี่จนดูไม่ต่างจากห้องเก็บ ประตูทุกบานไร้ลวดลายสีเหมือนกันเหมือนแถมยังปิดสนิท ไม่มีแสงใดๆ รอดออกมา ดูเหมือนที่นี่จะไม่มีใครอาศัยอยู่แล้วจริงๆ

ฝีเท้าของคนที่นำทางหยุดลงเมื่อถึงหน้าประตูที่ตั้งอยู่ด้านในสุด สีหน้าแสดงถึงความเบื่อหน่ายปนหงุดหงิดของเอเลียตฉายออกมาอย่างชัดเจน ขณะที่เจ้าตัวเสยเส้นผมสีน้ำตาลแดงของตัวเองขึ้น

“คุณเอเลียต...”  สเวนก้าวเข้าไปยืนข้างๆ 

อีธานแปลกใจกับการเรียกขานที่เปลี่ยนไปจากเดิม ปกติแล้วสเวนจะปฏิบัติกับคนอื่นแบบสุภาพ แต่จะเรียกเอเลียตอย่างยกย่องเป็นพิเศษด้วยคำว่า ท่าน และตอบรับอย่างนอบโน้มทุกครั้ง แต่เวลานี้ดูเหมือนพวกเขาจะไม่ได้ใช้คำเหล่านั้นแล้ว

“ถ้ายังไงให้ผม...”

“ไม่เป็นไร”  เอเลียตว่า จากนั้นก็แตะผ่ามือที่ผนังด้านข้างบานประตู ระบบสแกนฝ่ามือถูกติดตั้งแอบซ่อนสายตาอยู่บริเวณนั้น แสงสว่างเรืองขึ้นเมื่อพร้อมกับเสียงคลิกเบาๆ

เมื่อบานประตูที่เลื่อนออกอย่างช้าๆ เสียงคนพูดจากด้านในก็ดังแว่วออกมาให้ได้ยิน

“โอ๊ะ...เจ้าหญิงมาแล้วว่ะ” 

“ว้าว...จริงด้วย...ให้รอตั้งนานสมเป็นเจ้าหญิงเลย” 

เสียงคุ้นหูที่ได้ยินนั้นทำให้เอเลียตหนังตากระตุก มือกำเป็นหมัดแน่น ท่าทางไม่พอใจชัดเจนขึ้นมากกว่าเดิม

อีธานจำน้ำเสียง กับคำพูดหยอกล้อเกินพอดีพวกนั้นได้ดี  เมื่อบานประตูเปิดออกเขาก็ก้าวเข้าไปด้านในเป็นคนแรก เสียงพูดคุยกันก่อนหน้านี้พลันเงียบสนิท ราวกับถูกบางอย่างดูกลืนหายไปอย่างนั้น

ภายในห้องมีแสงไฟไม่สว่างนัก แต่ก็พอให้เห็นได้อย่างชัดเจนมีบรรดาชายหญิงในวัยหนุ่มสาวรวมตัวกันอยู่เกือบยี่สิบคน ทุกสายตาหันมาจับจ้องที่อีธานด้วยความตกตะลึงไม่เว้นแม้กระทั่งดวงตาคมกริบเหมือนนกเหยี่ยวคู่นั้นด้วย

“ขอโทษในหลายๆ เรื่องนะ...ฉันกลับมาแล้ว”

ทั้งห้องยังคงไม่มีใครพูดอะไรสักคำอยู่อีกครู่หนึ่ง จนกระทั่งหญิงสาวที่รูปร่างสมส่วนลุกขึ้นจากเก้าอี้เป็นคนแรก 

สเตซี่ มีเส้นผมสีทองยาวประบ่า ดวงตากลมสวย ริมฝีปากอวบอิ่ม

“นี่มันอะไรกัน...รายงานเมื่อสามเดือนก่อนบอกว่าคุณตายไปแล้วนี่!”  เธอกล่าวพลางหันไปมองร่างสูงใหญ่ที่ยืนพิงผนังอยู่ด้านในสุดของห้อง  “คุณเป็นคนยืนยันเองนี่นา...เซท”

“ฉันก็ไม่อยากเชื่อสายตาเหมือนกัน”  เซทก้าวเท้าจากจุดที่ยืนอยู่ ตรงมาหาอีธาน 

“บาดเจ็บสาหัสมากน่ะ ไม่ได้สติอยู่ประมาณสองเดือน”

สายตาของเซทยังคงแคลงใจแบบไม่ปิดบัง สำหรับเขาแล้วมองยังไงอีธานก็ไม่มีทางรอด กระสุนที่เจาะทะลุแผ่นอกนั้นรุนแรงขนาดเนื้อเยื่อไม่น่าจะเชื่อมสมานกันได้อีกอย่างแน่นอน 

แต่สุดท้ายคนคนนี้ก็ยังมีชีวิตอยู่ได้อย่างปาฏิหาริย์

“ผมดีใจที่เห็นคุณที่นี่นะ หัวหน้ากอง”  อีธานยื่นมือออกไปตรงหน้า 

เซทมองฝ่ามือเรียวยาวนั้น

ถ้าเป็นก่อนหน้านี้เซทคงไม่มีทางมาเหยียบสถานที่แบบนี้ ตัวเขาที่ยึดมั่นในกฎของกองกำลังเซ็นโทร ยึดถือว่าหน้าที่ของเขาต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องสงสัย หรือมีคำถามใดๆ มีหน้าที่แค่เชื่อฟังคำสั่งที่ได้รับมาเท่านั้น  จุดเปลี่ยนในใจของเซทคงมาจากตอนเห็นภาพอีธานโดนยิงล้มลงไปตรงหน้า

ภาพนั้นเปรียบเสมือนก้อนหินหนักหน่วงที่ตกลงไปในก้นบึ้งของจิตใจ ส่งผลให้กากตะกอนด้านล้างถูกกวนจนขุ่นมัวไปหมด

มันทำให้ฉุกคิดขึ้นมาว่า...การกระทำของคนที่เรียกตัวเองว่าชนชั้นสูงนั้นมันช่างโหดเหี้ยมเหลือเกิน กระทั่งชายที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำอันสูงส่งก็ยังออกคำสั่งให้สังหารลูกชายของตัวเองได้อย่างง่ายดาย คำสั่งกวาดล้างกลุ่มก่อการร้ายที่แท้ก็เป็นแค่การไล่ล่าสังหารชนเผ่าอ่อนแอซึ่งไม่มีอาวุธในมือกระทั่งเด็กเล็กๆ ก็ห้ามเหลือทิ้งไว้

...สิ่งที่เขายึดมั่นมาตลอดแท้จริงแล้วเป็นคือสิ่งถูกต้องจริงน่ะหรือ?

“หัวหน้ากอง?”  เสียงของอีธานทำให้เซทหลุดออกจากภวังค์ความคิด

“ตอนนี้ผมไม่ใช่หัวหน้ากองอีกแล้ว”  เซทจับมือที่ยื่นมาหาและบีบมันแน่น 

“คุณ...”

“ผมลาออก”  เซทตอบ  “เพราะอย่างนั้นผมคงไม่ใช่คนที่คุณต้องการอีกแล้วล่ะนะ”

“ไม่หรอก  ไม่ว่าคุณจะอยู่ในตำแหน่งไหน ก็ยังเป็นคนที่ผมคาดหวังไว้เสมอ” อีธานใช้มืออีกข้างวางลงบนมือของเซท ก่อนจะยิ้ม

“เดี๋ยวๆ ใครก็ได้ช่วยหยุดไอ้ฉากมิตรภาพลูกผู้ชายนี่ที...แล้วช่วยอธิบายหน่อยว่าเรื่องราวมันเป็นมายังไงกันแน่ ฉันงงไปหมดแล้ว!”  เสียงแหบห้าวที่มาจากชายหนุ่มคนหนึ่งขัดขึ้น เขามีรูปร่างไม่สูงมากนัก เส้นผมสีเข้มถูกปล่อยยาวไร้การดูแล ดวงตารีเล็กแทบมองไม่เห็นนัยน์ตาที่มีสีน้ำเงินอ่อนจาง

โทบี้ เป็นหนึ่งในเพื่อนสนิทจำนวนน้อยนิดของอีธาน  มีนิสัยขี้เล่น เฮฮาสนุกสนาน บางครั้งก็ออกจะเพี้ยนๆ ดูภายนอกดูเหมือนคนที่เอาแน่ลอยชายไปวันๆ แต่ในความจริงแล้วเจ้าตัวเป็นคนเอาจริงเอาจัง ยึดมั่นในความเชื่อของตัวเองขนาดที่ไม่มีอะไรมาสั่นคลอนได้ ...และเขาก็คือคนที่เสนอแนวทางว่า ในเมื่อไม่สามารถเลี่ยงสงครามได้ ก็ให้รอคอยให้มันสิ้นสุดแล้วค่อยเข้าไปจัดการกับเศษซากที่เหลือ นั่นเอง

โทบี้เก่งกาจอย่างยิ่งในเรื่องการวิเคราะห์ข้อมูลด้านตัวเลข ทำงานอยู่ในสถาบันพัฒนาเทคโนโลยีเอกชนแห่งหนึ่ง และมีส่วนสำคัญในการรวบรวมข้อมูล ชักชวนคนที่มีแนวคิดเดียวกันจากที่ต่างๆ มาเป็นสมาชิกกลุ่มแห่งนี้

“อยู่ๆ ก็ตัดสินใจไปอยู่กับพวกกบฏ อยู่ๆ ก็ให้น้องชายกับคนสนิทมาช่วยจัดการเรื่องทางนี้แทน”  โทบี้ตรงเข้ามาเผชิญหน้ากับอีธาน  “นายไม่ปรึกษา หรือบอกอะไรเลย ฉันโมโหจนอยากจะยิงนายด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายไม่ต้องให้ฉันลงมือก็มีข่าวว่านายตายแบบไร้ค่าไปแล้ว และตอนนี้นายก็โผล่มาอีก... ฉันหัวหมุนไปหมดแล้ว นี่มันบ้าอะไรกัน!?”

ถึงจะพูดออกมาอย่างนั้นแต่ดวงตาของโทบี้กลับมีหยาดน้ำเอ่อคลอ

“ขอโทษที เรื่องมันยาว เดี๋ยวจะค่อยๆ เล่าให้ฟัง”  อีธานโอบไหล่เพื่อน

“เฮ้ย โทบี้ นั่นนายร้องไห้หรือวะ”  คนอื่นๆ ส่งเสียงแซว

“เงียบเลย ไม่ได้ร้องโว้ย!”  โทบี้ว่า

“ไม่นึกว่านายจะยังอยู่จริงๆ”  อีกหลายคนพากันเข้ามาหาอีธาน

กลุ่มสมาชิกที่มีกันแค่สิบกว่าคน แต่เหนียวแน่นอย่างยิ่งนี้ทำให้ชายหนุ่มคิดว่ามันดีจริงๆ ที่เลือกจะกลับมาที่นี่อีกครั้ง  ช่วยให้รู้ได้ว่าตัวเองยังมีหลายสิ่งหลายอย่างรออยู่ มีเรื่องที่ต้องจัดการ ก่อนหน้าที่จะทำเรื่องตามใจตัวเอง เขาต้องสะสางสิ่งที่ค้างคาเอาไว้ให้เสร็จสิ้นซะก่อน ถึงเวลานั้นจะได้ไม่มีสิ่งใดมาพรากเขาจากคนคนนั้นได้อีกพบ

“ที่จริงฉันว่าให้ผู้นำกลุ่มเราเป็น เจ้าหญิง ต่อไปแบบนี้ก็ดีนะ”  โทบี้ว่า ตามมาด้วยเสียงที่อีกหลายคนแทรกมา 

“ฉันก็เห็นด้วย เจ้าหญิง นี่ทำงานเด็ดขาดโดนใจมากเลย”

เอเลียตที่นิ่งเงียบมาตลอดกระแทกแก้วเครื่องดื่มในมือลงกับโต๊ะเสียงดังก้อง ดวงตาสีฟ้าสดเขม่นมองคนพูดเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ

“เจ้าหญิงนี่ หมายถึงเอเลียตงั้นเหรอ?”  อีธานถามอย่างสงสัย

“ใช่”  โทบี้หัวเราะเบาๆ  “ก็แหม น้องชายนายเหมือนเจ้าหญิงจริงๆ นี่นา ทั้งหยิ่ง ทั้งถือตัว พูดจาแต่ละคำนี่เชือดเฉือนยังกะมีดแร่เนื้อแน่ะ”

“แต่ฉันชอบนะ”

“เออ...ฉันก็ด้วย”

“หุบปากซะที ไอ้พวกสวะ!”  เอเลียตที่เหมือนจะอดทนจนทนไม่ไหวตวาดลั่นขึ้น ถ้าเป็นเจ้าหญิงจริงๆ ก็ออกจะเป็นเจ้าหญิงที่หยาบคายอยู่สักหน่อย

“คุณเอเลียต...”  สเวนเอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง

เมื่อเห็นอย่างนั้นโทบี้ที่เกาะไหล่ของอีธานอยู่หัวเราะออกมา พลางพูดต่อ  “แล้วก็ เพราะมีองครักษ์ตาเดียวถอยพิทักษ์อยู่ตลอดด้วยไง”

“ไอ้...”

“พอเถอะน่า...เจ้าพวกผู้ชายรำคาญนี่”  สเตซี่ส่ายหน้าอย่างเบื่อหน่าย

เสียงพูดที่เริ่มโหวกเหวกมากขึ้น ทำให้อีธานเหยียดยิ้มออกมาจนได้ ไม่รู้ทำไมสมาชิกกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ถึงมีนิสัยค่อนข้างแปลกประหลาด ทั้งที่หลายคนอยู่ในฐานะสมาชิกสภาเมืองผู้ทรงเกียรติ แต่เวลาที่รวมกลุ่มกันกลับแสดงธาตุแท้ในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดออกมาจนดูไม่ต่างจากกลุ่มวัยรุ่นที่วันๆ คอยแต่เที่ยวเล่นพูดจาโต้เถียงกัน

“แตกต่างจากที่คิดสินะ”  อีธานหันไปพูดกับเซท

“ตอนเข้ามาที่นี่ครั้งแรกยังคิดอยู่เลยว่า แบบนี้มันจะไหวจริงน่ะเหรอ?”  อีกฝ่ายตอบกลับมาตรงๆ

“แล้วตอนนี้ล่ะ?”

เซททำท่าครุ่นคิด  “ก็ยังไม่แน่ใจอยู่ดี”

“งั้นก็ต้องมาลองดูกันก่อน”  อีธานทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ตัวที่วาง เบื้องหน้าเป็นโต๊ะยาวไร้ลวดลายมีกองเอกสารจำนวนมากวางอยู่

หลังจากทำความเข้าใจในรายละเอียดต่างๆ ระหว่างที่หายตัวไป อีธานก็รู้สึกหนักอึ้งขึ้นมาอีกครั้ง

แผนคร่าวๆ ที่วางเอาไว้คือต้องยึดสภาเมืองให้ได้ รวบอำนาจการบริหารเอาไว้เอง แม้จะเป็นวิธีที่เป็นไปได้ยากจนน่าขำ แต่เพื่อหยุดการสูญเสียจากการประทะกับกลุ่มของครูส ก็จำเป็นต้องหาทางปลดอำนาจผู้นำคนปัจจุบัน รวมถึงควบคุมการทำงานของผู้บัญชาการวัลโด้ให้ได้

“แผนการนี้ยังมีช่องโหว่อยู่”

“อย่าเรียกช่องโหว่ดีกว่า เรียกว่ามีรอยรั่วนับไม่ถ้วนก็ได้” โทบี้แย้ง

อีธานยิ้มเล็กน้อย  “ไม่หรอก แผนการหลักยังไงก็ต้องเป็นอย่างนั้น แต่ฉากหน้าตังหากที่ต้องเปลี่ยน”

“หมายความว่ายังไง?”

“ต่อให้เรามีแผนการยึดอำนาจและทำได้ขึ้นมาจริงๆ เราก็เข้าไปบริหารทั้งแบบนี้ไม่ได้...การที่เรามาด้วยความไม่ถูกต้องต่อให้มีอุดมการณ์สวยหรูยังไงคนก็จะมองว่ามันผิด แล้วในอนาคตเราเองก็จะโดนคนที่เห็นว่าเราเป็นฝ่ายผิดขับไล่เอาเหมือนกัน”  อีธานกล่าว

แต่ละคนที่ยินล้วนมองหน้ากัน

“เราต้องเข้าไปอย่างชอบธรรม ไม่ใช่การยึดอำนาจแบบกองโจร ว่าง่ายๆ คือเบื้องหลังจะเลวร้ายยังไงก็ได้ แต่เบื้องหน้าต้องออกมาเหมือนว่ามันถูกต้อง”   

สิ่งที่อีธานบอกทำให้หลายคนมองหน้ากัน คงเพราะไม่คิดว่าคำพูดแบบนี้จะออกมาจากปากของเขาได้

อีธานกระแทกมือไปบนหน้าจอการแสดงผลรุ่นเก่าที่อยู่บนโต๊ะ  “ขั้นแรก ต้องยึดระบบคอมพิวเตอร์เน็ตเวิร์ก”

“จะให้ตัดการสื่อสารเหรอ?”

“คงตัดบางส่วน และเปลี่ยนแปลงบางส่วน”  อีธานวาดปลายนิ้วลงบนแป้นการทำงาน “อย่างที่ทุกคนรู้เซ็นโทรควบคุมทั้งหมดด้วยระบบคอมพิวเตอร์หลัก มีระบบปลีกย่อยแยกออกไป แต่ยังไงซะสาธารณูปโภค คำสั่งต่างๆ ทุกอย่างล้วนต้องส่งผ่านระบบเครือข่ายกลางทั้งหมด เราต้องควบคุมส่วนนี้ให้ได้ คำสั่งที่ถูกส่งตรงไปยังฝ่ายกองกำลังก็จะตกอยู่ในมือเรา ถึงจุดนั้นเราจะเปลี่ยน หรือจะแก้ไขยังไงก็ได้”

“แบบนั้นคงสร้างความสับสนให้ทุกฝ่ายได้มากทีเดียว”

“ไม่ใช่แค่สร้างความสับสน”  โทบี้เอ่ยแทรก “ต้องควบคุม ห้ามทำให้เสียหาย ไม่อย่างนั้นจะเราพังด้วย ฝ่ายกบฏจ้องจะเล่นงานเราอยู่แล้ว ถ้ารู้ว่าพวกเราจะยึดอำนาจกันเองต้องส่งหน่วยรบมาโจมตีแน่”

“ถูกต้อง...ขั้นตอนนี้ต้องทำห้ามให้ใครรู้ตัว ไม่อย่างนั้นเราก็จบ”  ดวงตาที่เด็ดเดี่ยวของอีธานมองตรงไปที่ทุกคน “จากนั้นก็ให้ปล่อยหลักฐานเรื่องเสียหายของบรรดาสภาเมืองอาวุโส บีบบังคับให้ทั้งหมดลงจากอำนาจซะ เรื่องนี้น่าจะทำได้ไม่ยากนัก เพราะเรามีหลักฐานความผิดมากมายอยู่แล้ว อีกอย่างก็คือตลอดมาเราก็จัดการคนพวกนี้อย่างเงียบๆ ไปไม่น้อยแล้วด้วย”

“แล้วก็ให้คนรุ่นใหม่เข้าไปทำงานแทน” เสียงของใครอีกคนเสนอ

“ใช่แล้ว”  อีธานพยักหน้า

“แล้วจะเอายังไงกับฝ่ายกองกำลัง ถ้ารู้เมื่อไหร่ว่าเราบุกยึดระบบส่วนกลางเอาไว้ แล้วใช้มันปล่อยข่าวเสียหาย ออกคำสั่งจับกุมเองแบบนี้ พวกนั้นจะไม่บุกเข้ามาจับเผาเราทั้งเป็นเหรอ?”

“ก่อนที่เขาจะรู้ตัว เราต้องควบคุมตัวหลักของฝ่ายกองกำลังให้ได้ก่อน”  อีธานกล่าว  “ต้องจัดการผู้บัญชาการวัลโด้ให้ได้”

“พูดง่ายไปแล้ว เราไม่มีทางเข้าถึงตัวคนคนนั้นได้หรอก” 

“ขั้นตอนนี้เราคงต้องพึ่ง อดีตหัวหน้ากอง”  อีธานหันหน้าไปทางเซท

ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ตีสีหน้าบึ้งตึงทันที 

“การจะสู้กับผู้บัญชาการวัลโด้ได้ต้องหาจุดอ่อนของเขาให้เจอ และต้องโจมตีจุดนั้น” อีธานพูดต่อ  “เรื่องนี้ยังไงเราก็ต้องมีกำลังคนอยู่ดี ผมอยากให้เซทไปรวบรวมคนมา เลือกเฉพาะคนที่มีอุดมการณ์คล้ายคลึงกัน คิดว่าน่าจะมีอยู่จำนวนไม่น้อย”

“ว่าแต่คนอย่างวัลโด้มีจุดอ่อนด้วยเหรอ?” เสียงใครคนหนึ่งถาม

อีธานพยักหน้า  “ไม่มีใครไม่มีจุดอ่อนหรอก เราแค่อาจจะยังไม่รู้เท่านั้น ...เรื่องนี้โทบี้น่าจะถนัด ให้ปรึกษากับเซท ที่ทำงานให้วัลโด้มานาน น่าจะได้อะไรบ้าง”

“พูดแต่เรื่องเป็นไปไม่ได้แฮะ”  โทบี้ขยี้เส้นผมตัวเอง  “ว่าแต่...ทำไมนายถึงดูรีบร้อนขนาดนี้ล่ะอีธาน”

“ฉันแค่ไม่อยากเสียเวลาอีกแล้ว ก็เท่านั้น”  



===+++===+++===+++

สปอลย์สำหรับคนที่กังวลใจ....

.

.

.

.


ไม่จบเศร้าแน่นอนจ้า T-T 



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 66 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,183 ความคิดเห็น

  1. #1124 nu_uu61 (จากตอนที่ 88)
    วันที่ 26 กันยายน 2563 / 14:58
    เป็นตอนแรกที่รู้สึกว่าพระเอกฉันเท่กับเขาสักที
    #1,124
    0
  2. #506 TKP.123. (จากตอนที่ 88)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2561 / 16:30
    ชอบตอนนี้อ่ะ ดูเป็นการเป็นงาน อีธานเท่มากเลย👍
    #506
    1
    • #506-1 สั้น สั้น(จากตอนที่ 88)
      20 มิถุนายน 2561 / 22:27
      ขอบคุณที่เข้ามาอ่านน้า
      #506-1
  3. #418 Noize (จากตอนที่ 88)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2560 / 21:11
    คิดถึง จีแอล แล้ว เมื่อไหร่จะออกมา ฮือออออ
    #418
    1
    • #418-1 สั้น สั้น(จากตอนที่ 88)
      24 พฤศจิกายน 2560 / 19:46
      ในอนาคตจะพบเจอจีแอลเยอะๆ เลยค่ะ
      #418-1