Silver Blood (Yaoi) :: จบแล้ว ::

ตอนที่ 66 : ดินแดนแห่งผืนทราย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,152
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 65 ครั้ง
    7 เม.ย. 60

ระบบของเซ็นโทรกลับมาใช้การได้เหมือนเดิมในเวลาสองชั่วโมงต่อมานับจากถูกโจมตี ช่วงเวลานั้นหน่วยกองกำลังป้องกันดินแดนอาวุธครบมือเข้าประจำที่รอบกำแพงแบบพร้อมรบได้ทุกเมื่อ สถานการณ์ตึงเครียดกดดัน แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น  การเจาะระบบเป็นแค่การตบหน้าจากฝ่ายตรงข้ามว่าอย่าได้ทระนงตนเกินไปนัก

การประหารวิกเตอร์ต่อหน้าสาธารณชนที่ถูกถ่ายทอดไปทั่ว แทนที่จะทำให้กลุ่มเลือดสีแดงหวาดกลัวไม่กล้าต่อต้านเหมือนเช่นเมื่อก่อน แต่ดูเหมือนกลับเป็นตรงกันข้าม กลุ่มหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ของเลือดสีแดง ซึ่งถือเป็นกลุ่มชนชั้นแรงงานที่มีคุณภาพสูง แสดงชัดถึงความไม่พอใจ จนมีข่าวว่าจะหันไปสนับสนุนกลุ่มกบฏ เพื่อป้องกันกองกำลังของเซ็นโทรจึงต้องแบ่งคนออกไปประจำในจุดต่างๆ ในอันเดอร์กราวซิตี้ เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่เกิดเรื่องวุ่นวาย

ระบบป้องกันที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดถูกทำลาย สั่นคลอนความเชื่อมั่นของเลือดสีน้ำเงินเบื้องหลังกำแพงสูงไม่น้อย เหมือนก้อนหินเล็กๆ ที่ถูกโยนลงไปบนผิวน้ำที่นิ่งสงบมานาน ก็สามารถสร้างคลื่นระลอกกระจายตัวออกไปเป็นวงกว้างอันน่าเหลือเชื่อได้

วันนี้สภาเมืองจึงเปิดประชุมเร่งด่วน เพื่อหาข้อสรุปในเรื่องที่เกิดขึ้น

อีธานก้าวเท้าผ่านระบบป้องกันแบบอัตโนมัติ เข้าสู่ห้องประชุมขนาดใหญ่เพดานสูงที่แสงไฟสว่างเจิดจ้า บนจอภาพขนาดใหญ่กำลังแสดงแผนผังจุดเสี่ยงที่จะเกิดการจราจลในอันเดอร์กราวซิตี้ทั้งแปดเขต พร้อมกับเสียงพูดถึงมาตรการการป้องกันที่เป็นมติหลักในวันนี้  มีเหล่าสมาชิกสภาเมืองอาวุโสนั่งประจำตำแหน่งที่จัดเอาไว้ ตรงกลางที่มีพื้นยกสูงขึ้นนั้นเป็นผู้นำคนปัจจุบัน... พ่อที่อีธานแทบจะไม่ได้เจอหน้า เยื้องไปทางด้านหลังก็คือชายที่มีท่วงท่าดุดันอย่างผู้บัญชาการวัลโด้

“เดี๋ยวครับ” เจ้าหน้าที่ซึ่งยืนอยู่หน้าประจชตูทำหน้าที่คุ้มกันปราดเข้ามาขวางหน้าอีธาน “เข้าไปไม่ได้นะครับ”

“หลีกไป”  อีธานพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

เสียงพูดในห้องห้องเงียบลง เกือบทุกสายตาเบนมายังประตูทางเข้า

“คุณอีธานออกไปก่อนเถอะครับ วันนี้เป็นการประชุมเฉพาะสภาเมืองระดับสูงเท่านั้น คุณไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมนะครับ”  เจ้าหน้าที่คุ้มกันคนเดิมพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ ยื่นท่อนแขนมากันตัวอีธานเอาไว้

อีธานเบนสายตามาหา  “นายชื่ออะไร?”

“เอ่อ...” 

“พักงานสามวัน มีผลทันที ...ออกจากห้องไปได้แล้ว”  อีธานว่า

“อะไร...นะครับ?”  ชายคนที่คุ้มกันมีสีหน้าสับสนอย่างชัดเจน เขาหันไปมองด้านหลังเหมือนจะขอคำตอบจากผู้บังคับบัญชา

“นี่มันอะไรกัน”  ชายสูงวัยที่อยู่ในตำแหน่งสภาอาวุโสยืนขึ้น เขามีรูปร่างผอมแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเครื่องประดับหรูหราอย่างที่ไม่เข้ากับตัว  “เธอมีสิทธิอะไรมาออกคำสั่งในห้องประชุมนี่ ต่อให้เป็นลูกของท่านผู้นำก็เถอะ!... เจ้าหน้าที่ยังไม่มาพาตัวออกไปอีก”

อีธานไม่ได้สนใจเสียงพูดนั้น เขาหยิบเครื่องควบคุมขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋า เมื่อกดปุ่มจอภาพขนาดใหญ่ในห้องประชุมที่กำลังแสดงผังการควบคุมเขตต่างๆ ในอันเดอร์กราวซิตี้ก็ดับลง ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยข้อกำหนดพิเศษ ที่ลงนามโดยเหล่าสมาชิกสภาเมืองจำนวนหลายสิบคน

“ผมมาที่นี่ในฐานะผู้แทนพิเศษ ตามข้อกำหนดที่ว่าหากมีการสนับสนุนของสมาชิกสภาหนึ่งในสามของทั้งหมด จะสามารถเลือกตัวแทนเพื่อยื่นข้อเรียกร้อง หารือเร่งด่วน ไปจนกระทั่งเป็นหนึ่งในแกนนำเพื่อบริหารสภาได้”

“ว่าไงนะ...ข้อกำหนดนั้นมัน...”

“ท่านโรเบิร์ต น่าจะทราบกฎข้อนี้ดีนะครับ เพราะมันถูกระบุไว้เมื่อสามปีก่อนแม้ท่านจะคัดค้านอย่างหนักก็ตาม”  อีธานก้าวไปตรงกลางห้องประชุม จุดเดียวกับที่เขาเคยโดนซักฟอกครั้งใหญ่เมื่อไม่นานมานี้  และสายตาของผู้เป็นบิดาที่ส่งมายังตัวเขานั้นเย็นเยียบเสียยิ่งกว่าครั้งก่อน

“แต่ถึงอย่างนั้นจะหารายชื่อสมาชิกสภาถึงหนึ่งในสามนั้น...จะเป็นไปได้ยังไง!

เสียงอื้ออึงในห้องประชุมทำให้อีธานเลิกคิ้วเล็กน้อย

“ไม่ใช่ผมที่ไม่มีสิทธิอยู่ที่นี่ แต่เป็นหลายคนในห้องนี้ตังหาก...ท่านโรบิน ท่านเดวิด ท่านไนล์ ท่านเบลน ท่านฟรานซิส  รวมถึงท่านด้วยครับท่านโรเบิร์ต ในฐานะที่รับเงินจำนวนมากจากวิกเตอร์แลกกับการเมินเฉยปล่อยให้เขาทำสิ่งผิดกฎหมาย เช่นการเปิดประมูลทาส  หลักฐานทั้งหมดถูกตรวจสอบและยืนยันเรียบร้อยแล้ว ผลก็คือจะต้องโดนเพิกถอนชื่อออกจากสมาชิกสภาเมืองในทันที” อีธานผายเมืองไปทางประตู “เชิญออกไปด้วยครับ”

“นี่มันอะไรกัน?!”  เสียงอื้ออึงดังขึ้นทั่วห้องประชุม “แล้วรายชื่อสมาชิกหนึ่งในสามที่ลงนามมานั้น มันใครที่ไหนน่ะ?!

“พวกเขาเป็นคนรุ่นใหม่ที่ที่เพิ่งจะเข้ามาเป็นสมาชิกเมื่อไม่นานมานี้”

“หมายความว่า นี่เธอวางแผนมาตั้งแต่แรก แอบทำการบรรจุคนของตัวเองเข้ามาเป็นสมาชิกแบบนี้งั้นเหรอ?!

“พวกเขาถูกคัดเลือกและบรรจุเข้ามาตามระบบที่ควรจะเป็นอยู่แล้ว แค่ช่วงนี้อาจจะเพิ่มมากกว่าเดิมก็เพราะ เหล่าสมาชิกเก่าถูกปลดออกไปเยอะก็เท่านั้น” 

ตั้งแต่กลับมาที่เซ็นโทรอีกครั้งหลังโดนลักพาตัวไป อีธานคิดอะไรหลายอย่างและเริ่มรวบรวมกลุ่มคนที่เป็นคนรุ่นใหม่ของเลือดสีน้ำเงินที่มีความคิดก้าวหน้าเอาไว้ เพื่อที่ในอนาคตจะเป็นกลุ่มฝ่ายบริหารที่สามารถทัดทานกับเหล่าผู้ทรงอิทธิพลเดิมๆ ได้ 

แต่...ไม่คาดว่าจะต้องแสดงตัวเป็นปฏิปักษ์กันรวดเร็วแบบนี้

อีธานรู้ดีว่ากลุ่มของเขายังแสนจะเปราะบาง  ทุกคนล้วนมีความคิดเห็นเป็นของตัวเองตามหลักคนรุ่นใหม่ ดังนั้นหากมีข้อขัดแย้งก็อาจจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ได้อย่างง่ายดาย  แต่ตอนนี้ไม่มีทางเลือกอื่น

“นี่ไงล่ะ!”  เสียงดังก้องของวัลโด้ ทำให้ทั้งห้องเงียบเสียงลง  “อย่างที่ฉันเคยบอกไงเล่าเลนเนิร์ด ไอ้ลูกชายของนายคนนี้ มันไม่ได้เชื่องอย่างที่คิดหรอก”

อีธานไม่ตอบโต้ เพียงแค่ส่งสายตาแน่วแน่ไปยังผู้เป็นบิดาที่กำลังจับจ้องตัวเขาอยู่เงียบๆ ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า ชั่วพริบตาหนึ่ง อีธานรู้สึกถึงแววตาที่ฉายแววเปล่งประกาย ที่ต่างจากปกติที่มักเงียบขรึมอยู่เสมอ

“ในเมื่อมันเป็นไปตามกฎ ก็ทำตามนั้น”  เลนเนิร์ดกล่าว  “เจ้าหน้าที่ช่วยนำสมาชิกอาวุโสที่ถูกปลดจากตำแหน่งออกไปจากห้องประชุมได้แล้ว เราจะได้เริ่มเข้าเรื่องกันซะที”

คำสั่งเด็ดขาดนั้นทำให้ความวุ่นวายสงบลง พร้อมๆ กับคลื่นใต้น้ำที่เกิดขึ้น  การประชุมจึงดำเนินต่อไปด้วยความตึงเครียด

มาตรการหลายอย่างถูกเสนอขึ้นมา ทั้งการปราบปรามด้วยความรุนแรง การเพิ่มหน่วยกองอารักขาส่วนสำคัญต่างๆ ไปจนกระทั่งการแต่งตั้งผู้แทนของเซ็นโทรไปควบคุมเขตทั้งแปดของอันเดอร์กราวซิตี้ อีธานที่เวลานี้นับว่าถือเสียงส่วนหนึ่งที่มีน้ำหนักไม่น้อย เสียงคัดค้านของเขาทำให้มติเหล่านั้นถูกปัดตกไปหลายประเด็น

“มาตรการรุนแรงที่เสนอมา ยังไม่จำเป็นในตอนนี้ เผ่าเลือดสีแดงถือว่าเป็นแรงงานที่สำคัญสำหรับเรา แค่การเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดทุกวันนี้ก็สร้างความกดดันมากพอแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราควรหันมาสนใจพัฒนาระบบป้องกันที่บกพร่องของเซ็นโทรเป็นอันดับแรกจะดีกว่า” อีธานเสนอ

“นั่นสิ ระบบรักษาความปลอดภัยของเราถูกโจมตีมาสองหนแล้วนะ”

เมื่อยกเรื่องระบบกำแพงเมืองขึ้นมาพูด หลายคนในที่ประชุมก็เริ่มคล้อยตาม  อีธานอยากเลี่ยงการประทะออกไปให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้  แล้วในตอนนี้หากต้องใช้มติสภาเมืองจัดการจริง เสียงโหวตของเขาก็ยังสู้ไม่ได้อยู่ดี

“เรื่องสุดท้าย” เจ้าหน้าที่สภา พูดถึงประเด็นต่อไป “การสร้างฐานที่มั่นในทะเลทรายใกล้กับโอเอซีส เพื่อเป็นค่ายหลักสำหรับปฏิบัติการกวาดล้าง เนื่องจากก่อนหน้านี้กองกำลังของเราส่วนหนึ่งที่ออกตามไล่ล่ากลุ่มกบฏ ถูกเล่นงานด้วยสถาพอากาศ ความไม่คุ้นชินในพื้นที่ ทำให้ต้องล่าถอยออกมา หากมีฐานปฏิบัติการจะช่วยในเรื่องนี้ได้มาก”

“เรื่องนี้ไม่คิดจะคัดค้านด้วยหรือไง?”  วัลโด้หันมาถามอีธานคล้ายยั่วโมโห

“ถึงจะคัดค้านตอนนี้ก็คงไม่มีผลอะไรไม่ใช่หรือครับ  เพราะฐานปฏิบัติการนั้น ถูกสร้างไปโดยไม่ได้ขอมติของสถาเมือง จนตอนนี้มันเกือบจะเสร็จเรียบร้อยอยู่แล้ว”

เมื่อได้ยินวัลโด้หัวเราะออกมา “รู้ดีนี่”

“อีกอย่าง ผมไม่คิดจะค้านเรื่องนี้หรอก การมีฐานที่มั่นสำหรับกองกำลังเซ็นโทรถือเป็นส่วนที่ดีมากกว่า”  ชายหนุ่มก้าวเท้าไปจนใกล้กับจุดที่ผู้นำสูงสุดนั่งอยู่  “เพียงแต่ ขอให้ต่อจากนี้ท่านผู้บัญชาการจะไม่แหกกฎโดยใช้คำสั่งลับในการทำงานอีก”

“นี่แก จะมากไปแล้ว!”  วัลโด้จ้องอีธานเขม็ง สายตาที่เกรี้ยวกราดฉายชัดบนใบหน้า

“พอที นี่ไม่ใช่เวลามาใช้อารมณ์เถียงกัน”  เลนเนิร์ดลุกขึ้นจากเก้าอี้  “วันนี้ปิดประชุม แยกย้ายกันไปทำงานตามมติที่เสนอไปได้แล้ว ...ส่วนแก อีธานไปเตรียมรายงานเรื่องทั้งหมดนี่มาให้ฉันโดยด่วน”

“ครับ”  ชายหนุ่มหยุดยืนรอให้คนอื่นๆ ออกจากห้องประชุมไปจนหมดก่อนแล้วจึงถอนหายใจออกมา การเผชิญหน้ากับพ่อของตัวเองสร้างความกดดันให้มากกว่าการประทะกับวัลโด้หลายเท่านัก

เสียงฝีเท้าที่วิ่งมาตามทางเดินเงียบสงัด ทำให้คิ้วเข้มขมวด ก่อนจะหันไปมอง

โจเซฟ ที่มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก เข้ามาหยุดตรงเบื้องหน้า ไม่มีอาการเหนื่อยหอบให้เห็นแต่เหงื่อที่ไหลชุ่มหน้าผากก็ทำให้รู้ว่าเจ้าตัวรีบร้อนอย่างยิ่ง

“แย่แล้วครับ”

“มีเรื่องอะไร?” 

“คุณเอเลียตซึ่งอาสาไปทำงานที่ค่ายปฏิบัติการในทะเลทราย...”  โจเซฟกลั้นหายใจก่อนจะเอ่ยต่อ  “หายตัวไปครับ!

“อะไรนะ?!  อีธานร้องถาม

“ตอนนี้ได้ส่งคนออกตามหาอย่างเร่งด่วนแล้ว  ยังไม่มีข้อมูลอะไรแน่ชัด แต่มีความเป็นไปได้สูงที่จะถูกกลุ่มกบฏจับตัวไประหว่างออกไปลาดตะเวนกับทีมสำรวจพื้นที่ครับ”

“นั่นมันหน้าที่ของหน่วยกองกำลังไม่ใช่หรือไง เอเลียตไม่น่าจะมีหน้าที่ลงภาคสนาม แล้วทำไมเขาถึงได้กลายเป็นกลุ่มที่ออกไปลาดตะเวนได้ ...แล้วคนอื่นๆ ในทีมล่ะ หายไปทั้งทีมงั้นเหรอ?”  

อีธานรู้สึกร้อนใจจนไม่สามารถรักษาทางทีสงบเยือกเย็นเอาไว้ได้อีกต่อไป หัวใจเต้นแรง และในหัวก็ผุดประสบการณ์เอาแสนเลวร้ายที่ถูกเก็บซ่อนเอาไว้ออกมาเต็มไปหมด จนภาพตรงหน้าแทบจะกลายเป็นสีมืดมัว

“ทีมกลับมาที่ค่ายครบครับ ที่หายไปมีแค่คุณเอเลียตคนเดียว” 

“คนเดียว?”  อีธานขมวดคิ้วแน่น  “แบบนั้นก็มีสิทธิเป็นไปได้ว่าอาจจะพลัดหลงกับทีมระหว่างพายุทรายนี่นา ทำไมถึงมุ่งไปที่การโดนจับตัวไปล่ะ”

โจเซฟพ่นลมหายใจน่าอึดอัด  “เราพบเลือดของคุณเอเลียตครับ”

พายุทรายที่นั่นรุนแรงมากอีธานรู้ดี ร่องรอยต่างๆ จะถูกกลบหรือพัดหายไปได้โดยใช้เวลาไม่นาน ดังนั้นการพบเลือดของเอเลียตได้ หมายถึงว่าต้องมีคนจงใจทิ้งร่องรอยให้เห็น

ดวงตาสีน้ำเงินเข้มปิดลงช้าๆ  พร้อมกับคำพูดประโยคหนึ่งที่ดังก้องขึ้นในหัว

แต่ถ้านายกล้าหนีละก็ ฉันจะตามไปฆ่าไอ้ตาสีฟ้านั่นก่อนใครเพื่อน จำไว้ให้แม่นล่ะ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 65 ครั้ง

942 ความคิดเห็น

  1. #290 mini_mickey (@nattymini) (จากตอนที่ 66)
    วันที่ 7 เมษายน 2560 / 22:47
    อีธานจะไปหาน้องหรือหาเมียจ๊ะ จีแอลคิดถึงแย่เลย
    #290
    1
    • #290-1 สั้น สั้น (@ToniToni) (จากตอนที่ 66)
      8 เมษายน 2560 / 20:44
      น่าจะไปหาศรีภรรยาค่ะ ...เอาน้องมาเป็นข้ออ้างไปงั้น 55
      #290-1