Silver Blood (Yaoi) :: จบแล้ว ::

ตอนที่ 65 : พรากจาก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,138
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 56 ครั้ง
    9 ก.พ. 60

หลังจากนั้นหนึ่งสัปดาห์ไมก้าเริ่มแข็งแรงขึ้น เคลื่อนไหวร่างกายได้เกือบปกติ  ใบหน้าไม่เหลืออาการบวมคงอยู่แต่รอยช้ำที่เปลี่ยนเป็นสีม่วงน่ากลัวเอาไว้

ไมก้าตัดสินใจว่าจะไปติดต่อโรงงานที่ทำงานอยู่ เขาขาดงานไปกลายวันก็จริงอยู่ แต่ถ้ากลับไปตอนนี้ก็อาจจะยังมีงานให้ทำ

ยังไม่ทันจะได้ออกจากห้อง  วิกเตอร์ ก็กลับมาซะก่อน 

“อ้าว จะไปไหน?” 

พอบอกว่าจะไปติดต่อโรงงานที่ทำงานอยู่ เจ้าของห้องก็ขมวดคิ้ว

“ทำไมเหรอ?”

“เปล่าหรอก ที่นั่นทำงานแทบตายได้เงินนิดเดียว แถมสารเคมียังเพียบไปหมด เพราะอย่างนั้นโรงงานถึงต้องไปตั้งซะห่างจากเขตเซ็นโทรขนาดนั้นไงล่ะ”

ไมก้ารู้ว่านั่นไม่ใช่งานที่ดีอะไร และยิ่งรู้ดีเลยว่าโอกาสที่จะหางานที่เหมาะสมอย่างที่ต้องการได้นั้น มันยากแค่ไหนสำหรับเด็กที่ไม่มีความรู้อะไรเลย

“เอาเถอะ เรื่องงานของนายไว้ค่อยคิดอีกที”  วิกเตอร์ตบบ่าร่างที่เล็กกว่า จากนั้นก็เหยียดยิ้มแปลกๆ ท่าทางวันนี้จะอารมณ์ดีมาก

“ทำไมนายกลับมาตอนนี้ล่ะ?” ไมก้าถามบ้าง

ตลอดระยะเวลาหลายวันมานี่ ทำให้รู้ว่า วิกเตอร์ที่อายุมากกว่าแค่ปีเศษๆ นั้นมีชีวิตที่น่าสนใจทีเดียว เขาแทบจะไม่มีเวลาว่าง ทำงานหลายอย่างยังกับยอดมนุษย์ ทั้งพนักงานเสิร์ฟในบาร์ คนงานในโรงงานผลิตเหล้าเถื่อน  ค่อนข้างสนิทกับกอร์ดอนเจ้าของร้านหนังสือเพราะรับจ็อบเป็นพนักงานส่งของ นอกจากนั้นเวลากลับมาที่ห้องก็จะนั่งง่วนอยู่กับการประดิษฐ์อะไรบางอย่างบนโต๊ะเตี๊ยที่มีข้าวของกระจัดกระจายจนดึกดื่น

ไมก้าสนใจไอ้ลูกกลมๆ ที่วิกเตอร์ทำเสร็จแล้วบรรจงวางใส่ไว้ในลังกระดาษอย่างมาก พอจะเอื้อมมือไปลองจับดู ก็โดนตีมือและดุว่า  ห้ามแตะ

“วันนี้ จะไปเอาเงินของนายคืนไง”

ไมก้าเบิกตากว้างขึ้น  “ห๊า?...ยังไง?”

“มีวิธีแล้วกันน่า” วิกเตอร์ว่า เดินผ่านหน้าไมก้าที่ยังงงงันเข้าไปในห้อง เปิดฝาลังกระดาษที่วางไว้ตรงมุมออก และหยิบบอลลูกกลมขนาดเส้นฝ่าศูนย์กลางประมาณหนึ่งนิ้วที่ตัวเองทำไว้ออกมาสองลูก ลูกหนึ่งยัดใส่กระเป๋ากางเกงของตัวเอง ส่วนอีกลูกก็ส่งให้ไมก้า

“ก่อนหน้านี้บอกว่าห้ามแตะ”

“วันนี้ได้”  วิกเตอร์ว่า  “ถือดีๆ อย่าให้ตกล่ะ ...ไปกันเถอะ”

ไมก้ายังไม่ยอมขยับตัว  ปากเอ่ยถาม “ทำไมนายต้องช่วยเหลือฉันขนาดนี้ล่ะ”

“เพิ่งจะมาถามเอาตอนนี้เนี่ยนะ” 

“จริงๆ ก็คิดมาตั้งแต่แรกแล้ว แต่ไม่ได้ถาม”  ไมก้าก้มหน้าลงเล็กน้อย

“ก็แค่...ถูกชะตาล่ะมั้ง”  เด็กหนุ่มที่ตัวสูงกว่ายกนิ้วขึ้นถูปลายจมูก ในขณะที่ไมก้าช้อนตาขึ้นมองอย่างสงสัย  “บอกแล้วไงว่าเคยเจอที่ร้านของกอร์ดอน นายยืนทำหน้านิ่วคิ้วขมวดตั้งอกตั้งใจอ่านหนังสือ เรียกก็ไม่ได้ยิน เห็นแล้วตลกดี”

“เอ่อ...”  ไมก้าไม่อยากให้ใช้คำว่า อ่าน ควรจะใช้คำว่าดูมากกว่า เพราะเขาแทบจะไม่เข้าใจอะไรที่พิมพ์อยู่ในนั้นสักเท่าไหร่

“แล้วก็มีครั้งหนึ่ง นายทำหนังสือตกใส่หัวตัวเองสองเล่มซ้อน...ฉันงี้ขำแทบตายแน่ะ คิดขึ้นมาตอนนี้ก็ยังขำเลย” เด็กหนุ่มหัวเราะ

ไมก้ารู้สึกอับอายขึ้นมาหน่อยๆ

“อีกอย่าง ฉันไม่ค่อยมีเพื่อนรุ่นเดียวกัน เพราะงั้นถ้ามีเพื่อนก็คงดีในหลายๆ แง่...ตอบแบบนี้ใช่ได้หรือเปล่า”

“อือ”  ไมก้าพยักหน้า

“งั้นรีบไปเถอะ” 

วิธีที่วิกเตอร์อธิบายระหว่างทางนั้น เรียกว่าเสี่ยงภัยทีเดียว ต้องแอบย่องเข้าไปในหอพัก หาจังหวะปลอดคนงัดห้องผู้ดูแลและเอาเงินกลับคืนมา  แม้ไมก้าจะแย้ง แต่อีกฝ่ายก็บอกแค่ว่าไม่ต้องกังวล  

แต่จะไม่ให้กังวลได้เหรอ?

ช่วงบ่ายที่คนส่วนใหญ่ต้องทำงาน ที่นี่ก็ยังมีคนเข้าออกอยู่ตลอด เนื่องจากมีเด็กอยู่รวมกันจำนวนมากนั่นเอง  

วิกเตอร์พาไมก้าอ้อมมาด้านหลัง เพื่อปีนรั้วด้านหนึ่งขึ้นไปตรงช่องหน้าต่างระบายอากาศทางหนีไฟ รั้วที่ไม่แข็งแรงมีรอยโหว่จากส่วนผุพังของสนิมแค่จับก็เกิดฝุ่นร่วงกราว ที่สำคัญมันทำหน้าที่กั้นบริเวณปากหลุมลึกที่มีสายน้ำที่เจือปนไปด้วยสารพิษไหลผ่าน เรียกว่าเหยียบพลาดนิดเดียวก็สามารถตกลงไปเดี๊ยงได้ง่ายๆ

ปีนขึ้นไปได้ไม่ถึงครึ่งไมก้าก็เริ่มขาสั่นเหงื่อแตกพลั่ก ทั้งกลัวผู้ดูแลมาเห็น และกลัวที่จะตกลงไป

“มาเร็ว” วิกเตอร์ที่ขึ้นไปก่อนแล้วเอ่ยเร่ง “นี่มันเงินของนายนะ ไม่อยากได้คืนไง”

ได้ยินแบบนั้นไมก้าก็กัดฟันรีบปีนตามเข้าไป พยายามจดจ่อกับตรงหน้าไม่คิดถึงเรื่องอะไรทั้งนั้น สุดท้ายก็ถึงจุดหมายจนได้ เด็กหนุ่มหอบฮักใช้ท่อนแขนเช็ดเหงื่อที่ใบหน้า ไม่อยากจะคิดถึงตอนปีนกลับลงไปเลย

พื้นที่ในอาคารไมก้าชำนาญกว่า เขาจึงเป็นฝ่ายนำวิกเตอร์ไปยังห้องผู้ดูแลร่างท้วมคนนั้น ประตูห้องล็อคแน่นหนา แต่วิกเตอร์ใช้ลวดเส้นเล็กๆ เส้นเดียว ไม่นานก็เปิดออก

ทั้งสองเข้าไปด้านใน ห้องที่กว้างกว่าห้องพักของเด็กที่นี่ไม่มากนัก แต่ก็นับว่ายังดีเพราะไม่ต้องแออัดแบบพวกเด็กๆ ข้างของในห้องรกรุงรัง เรียกว่าสกปรกจนไม่อยากจะเหยียบเท้าเข้าไป กลิ่นเหล้าที่อบอวลอยู่จางๆ ผสมกับกลิ่นอาหารที่วางทิ้งค้างเอาไว้เป็นกลิ่นที่ชวนให้คลื่นไส้

“รีบค้น” วิกเตอร์บอก

“แต่ถ้าไม่เจอเงิน หรือไม่เขาก็เอาเงินไปใช้แล้วล่ะ”

“งั้นหยิบอะไรที่พอมีค่าไปแทน”

“ก็ไม่ต่างจากขโมยน่ะสิ”  ไมก้าว่า

เด็กหนุ่มร่างสูงทำท่าครุ่นคิด ก่อนจะยิ้ม  “ก็ทำนองนั้นแหละ”

“แต่ฉันจะไม่เป็นขโมย”

“โอเคๆ  งั้นหยิบแค่พอดีกับเงินของนาย ถือว่าแค่เจ๊ากัน” วิกเตอร์ทำท่าเบื่อหน่าย จากนั้นก็เอ่ยเร่ง  “เร็วสิ...เดี๋ยวก็โดนจับได้พอดี!

ไมก้าตัดสินใจเลิกคิดให้วุ่นวาย และลงมือค้น

“เจอแล้ว”  ผ่านไปครู่หนึ่งวิกเตอร์ก็เอ่ยขึ้น โยนกระป๋องใบเล็กแบบมีฝาครอบปิดมาให้ไมก้า ด้านในบรรจุเงินจำนวนหนึ่ง นับคราวๆ แล้วได้ประมาณหกสิบเหรียญ ยังขาดอีกเกือบครึ่ง

“ไปเถอะ”  ไมก้าบอก

“แต่มันขาดไปนะ หมอนั่นคงเอาเงินนายไปใช้บ้างแล้ว”

“ไม่เป็นไร ได้คืนแค่นี้ก็ดีแล้ว”

วิกเตอร์ทำหน้าไม่พอใจ ดวงตาเรียวกวาดตามองไปรอบๆ ห้อง ดูยังไงก็ไม่มีอะไรให้หยิบจับไปขายได้เลยสักอย่าง

“พอแล้ว รีบไปเถอะ”  ไมก้าดึงแขนอีกฝ่าย

“เฮ้อ...ช่วยไม่ได้” วิกเตอร์ยอมจำนน ทั้งคู่รีบตรงออกจากห้อง แต่ยังไม่ทันที่แตะแตะถึงลูกบิด ประตูก็ถูกกระชากเปิดออกซะก่อน ชายร่างท้วมที่เวลานี้ดูเหมือนกับยักษ์เฝ้าประตูทำให้ทั้งสองชะงัก

“พวกแก...เข้ามาทำอะไรในห้องฉัน!”  เสียงคำรามเกรี๊ยวกราดดังขึ้น ตามติดมาด้วยเสียงร้อง  “โอ๊ย!!

วิกเตอร์เงื้อเท้าถีบไปที่เป้ากางเกงของชายตรงหน้า จากนั้นก็พุ่งเข้าชน ดันร่างที่งอตัวด้วยความเจ็บปวดให้พ้นทาง

“วิ่ง!”  วิกเตอร์ตะโกน คว้าข้อมือของไมก้าลากให้รีบสาวเท้า

“ไอ้พวกเด็กเวร! คราวนี้แกตายแน่!” 

ไมก้าหันไปมองด้านหลัง ผู้ดูแลกำลังวิ่งตามมาติดๆ มือข้างหนึ่งถือกระบองด้ามยาว น่าจะอันเดียวกับที่เคยหวดใส่ตัวเขา

ทำไงดี...หนีไม่รอดแน่...

วิกเตอร์วิ่งตรงไปทางหนีไฟ ร่างปราดเปรียวคล่องแคล่วใช้มือโหนตัวลงไปกับราวระเบียง เพียงแค่สองครั้งก็ลงไปถึงข้างล่างแล้ว แต่ไมก้าทำไม่ได้ จึงได้แต่วิ่งลงไปให้เร็วที่สุด จนเหลือชั้นสุดท้ายบันไดอีกไม่กี่สิบขั้น ด้วยความรีบร้อนไมก้าเหยียบพลาด ขาไถลพรืด หน้าคว่ำตกไปด้านล่าง โชคดีที่วิกเตอร์รีบเข้ามาคว้าด้านหลังของเสื้อเอาไว้ได้ทัน เสื้อที่เก่าอยู่แล้วฉีกขาดเป็นริ้วติดมือ แม้จะลดแรงกระแทกลงได้มาก แต่ไมก้าก็ยังกระแทกพื้นจนรู้สึกเจ็บอยู่ดี

“ทั้งช้า ทั้งซุ่มซ่ามเลย”  วิกเตอร์บ่น แต่ก็ยังยื่นมือมาช่วยชุดร่างที่เล็กกว่าให้ยืนขึ้น

“ขอ...ขอโทษ...”

“หึ...คราวนี้พวกแกไม่ตายดีแน่!”  เสียงดุดันดังขึ้น ทำให้ทั้งสองสะดุ้ง หันไปมองร่างท้วมที่ยืนอยู่บนบันไดหนีไฟเหนือพวกเขาไปไม่กี่ก้าว

“เอาบอลที่ให้ไว้ออกมา”  วิกเตอร์บอก

ไมก้าจึงรีบหยิบออกมาจากกางเกง บอลลูกเล็กที่ไม่รู้เอาไว้ใช้ทำอะไร

“ปาให้สุดแรงเลยนะ  มีแรงเท่าไหร่ ปาให้แรงที่สุดเลย”

ไมก้าไม่ต้องคิดอะไรอีกแล้ว เขาปาบอลพลาสติกเล็กๆ ในมือออกไป มันโดนร่างของผู้ดูแลกระเด้งกับพุงยื่นๆ นั้นก่อนจะตกลงมากลิ้งอยู่แทบเท้า

“บ้าเอ๊ย ปาใส่ผนังสิ!”  วิกเตอร์พึมพำอย่างหงุดหงิด

“เล่นตลกอะไรของพวกแก!”  ชายร่างใหญ่ที่กำลังโมโห เงื้อเท้าขึ้นกระทืบลูกบอลตรงหน้า

“ตูม!” เสียงระเบิดดังก้องจนแก้วหูสั่นสะเทือน ร่างของผู้ดูแลถูกดีดกระเด็นออกไปกว่าสองเมตร กระทั่งไมก้ากับวิกเตอร์ก็ยังโดนแรงอัดจนล้มลงไปนั่งกับพื้น กลุ่มฝุ่นควันสีขาวโพยพุ่งขึ้นมาจนบดบังการมองเห็นเบื้องหน้าไปหมด

“ระเบิด?”

“แค่ระเบิดควันน่ะ” วิกเตอร์หัวเราะ ปาบอลที่อยู่ในมือตัวเองอีกลูก

เสียงระเบิดดังสนั่นอีกครั้ง กลุ่มควันยิ่งตลบแทบจะบดบังตึกทั้งหลัง สัญญาณเตือนไฟไหม้ดังขึ้น พร้อมกับเสียงโหวกเหวกระงมของคนในอาคาร

ท่ามกลางความโกลาหล วิกเตอร์คว้าข้อมือไมก้า ทั้งคู่ตั้งหน้าตั้งตาวิ่งกันไม่คิดชีวิต

“เกือบไม่รอดแล้วไหมล่ะ”  วิกเตอร์หัวเราะ  “โง่ชะมัด กระทืบระเบิดเองแบบนี้ก็มีด้วย”

ไมก้ามองใบหน้าของอีกฝ่ายและก็หัวเราะออกมาบ้าง

“จะไปไหน?” 

“เอาน่า ตามมา”  วิกเตอร์ยิ้ม วิ่งลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอย ทั้งสองหอบหายใจด้วยความเหน็ดเหนื่อยแต่ก็ยังไม่ยอมหยุด

ผ่านไปนานก็ทะลุออกไปสู่ถนนสายหลักของอันเดอร์กราวซิตี้ ที่แสนพลุกพล่าน เต็มไปด้วยสีสัน ร้านรวงของที่นี่คึกคักด้วยเสียงเพลงกระหึ่ม กลิ่นหอมฉุนที่ออกมาจากสถานบันเทิงเชิงยั่วยุกามารมณ์โชยฟุ้ง ต่างกับเขตที่เป็นโรงงานอุตสาหกรรมก่อนหน้านี้

“ทางนี้ๆ”  วิกเตอร์ นำไปอีกด้าน ลึกเข้าไปในตรอกที่ค่อนข้างมืด จนสุดทางก็พบกับประตูขนาดใหญ่ มีชายร่างสูงใหญ่ที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามยืนเอนหลังพิงผนังคอยเฝ้าอยู่

ไมก้ายื่นเงินในกระเป๋ากางเกงส่งให้ฝ่ายนั้น ไม่มีการพูดโต้ตอบอะไรกลับมา จากนั้นประตูก็ถูกดันให้เปิดออก หลังประตูบานนั้นเป็นบันไดลิงที่สูงขึ้นไปจนมองเห็นแสงสว่างเพียงจุดเล็กๆ

“ที่นี่เป็นเส้นทางลับ ใช้ออกจากอันเดอร์กราวซิตี้ได้โดยไม่ต้องผ่านด่านตรวจ”  วิกเตอร์หันมาหาไมก้า “นายไม่เคยขึ้นไปข้างบนสินะ”

ไมก้าส่ายหน้า

“ไปกันเถอะ”  พูดจบวิกเตอร์ก็ไต่ขึ้นไปก่อน

ไมก้าเงยหน้าจนคอตั้งบ่า ดูความสูงชันที่ไม่น่าจะปีนไหว ถ้าไปก่อนหน้านี้เขาคงถอยไม่ยอมแม้แต่จะลองเสี่ยงปีนขึ้นไปให้เหนื่อย แต่ตอนนี้เขากลับใช้มือทั้งสองจับบันไดอย่างมั่นคง เริ่มปีนตามขึ้นไปอย่างไม่รอช้า

หลังจากหยุดพักสามรอบ ไมก้าก็มาถึงปากอุโมงค์ แสงสว่างภายนอกเจิดจ้าแสบตาจนทำให้น้ำตาแทบไหล ไอร้อนระอุแผดผิวกาย กลิ่นอากาศที่แตกต่างจากกลิ่นความอับชื้นใต้ดินทำให้ปอดของเขาแทบสำลัก

ไมก้าใช้เวลาอึดใจหนึ่ง เพ่งมองโลกบนผิวดิน ทั้งที่สว่างไสวแต่กลับไร้ซึ่งความสวยงาม มันเต็มไปด้วยเศษซากปรักหักพังกองสุม รอบตัวมีแต่อาคารที่พังทลายเหลือแต่เพียงเสาหักๆ ไม่มีอื่นใดนอกจากนี้

“ขึ้นมานี่”  วิกเตอร์ส่งเสียงเรียก เมื่อปีนขึ้นไปนั่งอยู่บนซากของอาคารที่กองสูงคล้ายภูเขาขนาดย่อม

ไมก้าปีนตามขึ้นไปอย่างทุลักทุเล เขาใช้แรงทั้งหมดไปกับการวิ่งและปีนบันไดขึ้นมานี่แล้ว ขาทั้งสองข้างจึงสั่นพับๆ จวนเจียนจะล้มพับ พอเหยียบพลาดจนเศษอิฐร่วงกราว ฝ่ามือของวิกเตอร์ก็ยื่นมาตรงหน้าช่วยจับดึงร่างเล็กกว่าขึ้นไปด้านบน

“นายนี่ซุ่มซ่ามจริงๆ”

“เปล่าซะหน่อย ขาฉันหมดแรงตังหาก”

“นั่นก็ดูแย่พอกัน”  วิกเตอร์ยิ้มขำๆ

“แล้วจะปีนขึ้นมาทำไมบนนี้...”  ไมก้าพูดยังไม่ทันจบ ปลายนิ้วของอีกฝ่ายก็ชี้ตรงไปยังอีกด้าน

ดวงตาเรียวเล็กหันมองตามไป ห่างออกสุดสายตามีสิ่งที่ตั้งตระหง่านอยู่ สิ่งนั้นโดดเด่นสวยงามแทบจะดูดกลืนทุกอย่างรอบตัว มันสูงชันเสียดฟ้า แข็งแกร่งเหมือนจะสะกดลมหายใจ กินอาณาบริเวณกว้างใหญ่จนไม่อาจประเมินด้วยสายตาได้

มันก็คือ...กำแพงของเซ็นโทร

ไมก้าทรุดตัวลงนั่งบนกองเศษหิน  ชีวิตของเขาเล็กน้อยเหมือนหนูตัวเล็กๆ ภายในอันเดอร์กราวซิตี้ แต่หากเทียบกับโลกด้านหลังกำแพงนั่นคงยิ่งกระจิดริดกว่ามดปลวก ไร้ค่ายิ่งกว่าขยะ  

ความไม่ยุติธรรมที่ไมก้าคร่ำครวญในชีวิตก็กลายเป็นเหมือนฝุ่นผง หากเทียบกับสิ่งนี้เหมือนกัน ...พวกเขาดิ้นรนแทบเป็นแทบตายเพื่อให้อิ่มท้อง เกิดมาเพื่อทำงานอย่างหนัก ได้รับค่าตอบแทนน้อยนิด ทำงานเหมือนทาสไม่อาจขัดขืนได้ เพื่อคนที่อยู่สุขสบายหลังกำแพงสูงนั่น

วิกเตอร์ทิ้งตัวนั่งลงข้างๆ วางมือข้างหนึ่งบนไหล่ของไมก้า

“สักวัน เราจะต้องได้อยู่ในที่ที่ดีกว่านี้”

“จริงเหรอ?”

“จริงสิ ที่ ที่เราจะทำอะไรก็ได้ ไม่ต้องจำกัดอยู่กับกฎเกณฑ์บ้าบอ ไม่ต้องแบ่งแยก”

“จะมีเหรอที่แบบนั้น”

“กำแพงของเซ็นโทรสร้างขึ้นมาจากใครล่ะ?”

“เลือดสีน้ำเงิน?”

“ไม่ใช่ซะหน่อย นั่นสร้างขึ้นมาจากหยาดเหงื่อของเลือดสีแดงเราตังหาก”  วิกเตอร์ตอบ  “กำแพงที่ใหญ่ขนาดนั้นยังสร้างขึ้นมาได้เลย ทำไมเราจะสร้างที่ของเราขึ้นมาเองบ้างไม่ได้”

ไมก้ามองอีกฝ่ายที่พูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจด้วยแววตาที่เชื่อมั่นเต็มเปี่ยม ใบหน้าของวิกเตอร์ในตอนนี้เหมือนแสงสว่าง ทั้งอบอุ่น ทั้งเข้มแข็ง

“เราจะต้องได้อยู่ในโลกที่ดีกว่านี้!” 

 

.....  “ลงมือได้!” สิ้นเสียงนั้น  กระสุนนับสิบนับร้อยก็พุ่งตรงเข้าใส่ร่างของวิกเตอร์ที่ถูกพันธนาการอยู่ตรงกลางลาน เลือดสีแดงสาดกระจายไปทั่ว ไหลอาบนองพื้นราวกับสายน้ำ

วินาทีนั้น ครูสลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่ง เขาผลักโต๊ะที่กั้นขวางอยู่จนล้ม กรีดร้องเสียงดัง พร้อมกับวิ่งผลาเข้ามายังหน้าจอ 

“วิกเตอร์!!!

น้ำตาไหลอาบเต็มสองแก้มผ่านดวงตาที่เต็มไปด้วยความเศร้าโศกเคียดแค้น ปลายนิ้วสั่นเทาที่แตะสัมผัสบนจอภาพ พร้อมกับเสียงพร่ำเรียกชื่อนั้นชวนให้ปวดใจเหลือเกิน

อีธานนิ่งอึ้งจนพูดไม่ออก ในหัวใจเจ็บแปลบ

ร่างสูงโปร่งเจ้าของเรือนผมสีทองยาวปรากฏบนเจอภาพ เขาก้าวเท้าตรงเข้ามาหาครูสพร้อมกับกระชากแขนของคนที่หมดเรี่ยวแรงให้ลุกขึ้นจากพื้น 

ดวงตาสีเงินเรียวยาวไม่ได้ซ่อนอยู่ภายใต้แว่นกันแดดเหมือนทุกครั้ง หากแต่เปิดเผยออกมาราวกับต้องการให้โลกรับรู้การคงอยู่ถึงตัวตนของเขา

จีแอลไม่ได้พูดอะไรสักคำ พริบตาต่อจากนั้นสัญญาณการติดต่อก็ขาดหายไป

ภาพอันน่าสยดสยองของวิกเตอร์ กับเสียงร้องคร่ำครวญของครูส ทำให้อีธานชะงักค้างจนทำอะไรไม่ถูก รู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อสัญญาณภาพถูกตัดไป เขาก็กัดกราม อกแน่นตื้อจนเหมือนถูกถ่วงด้วยลูกเหล็ก ตรงพรวดเข้าไปชกใส่ออสตินจนเจ้าตัวล้มคว่ำลงไปกับพื้น

“ใครสั่งให้ยิง?! ใครบอกว่าให้ยิงได้??!!

“นั่นมันนักโทษกบฏ ยังไงซะก็ต้องโทษประหาร...ไม่ว่าทางฝ่ายกบฏจะติดต่อมาหรือไม่ วิกเตอร์ ก็ต้อง...”  พูดยังไม่ทันจบอีธานก็กระชากคอเสื้อของคนพูดขึ้น หมัดที่สองถูกอัดเข้าเต็มหน้า เสียงบางอย่างแตกหักดังคามือ

“ใจเย็นหน่อย” เซทที่เห็นท่าไม่ดีรีบเข้ามารวบตัวอีธานเอาไว้จากด้านหลัง

ใจเย็นงั้นเหรอ?  เพราะเขาใจเย็นมาโดยตลอดไม่ใช่หรือไง ทุกอย่างถึงได้เป็นอย่างนี้  อีธานควรจะขว้างหลักการสูงส่งของตัวเองทิ้งถังขยะไปตั้งนานแล้วด้วยซ้ำ

“กริ๊งงงง!!!”  เสียงแผดลั่นของสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นทั่วบริเวณ

“เกิดอะไรขึ้น?” เซทหันไปตะคอกถามลูกน้องที่ทำหน้าที่ควบคุมระบบที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหา

“ระบบถูกเจาะครับ”

“อะไรนะ?...เป็นไปได้ยังไง?!

“คาดว่าเกิดจากเชื่อมต่อกับพวกกบฏเมื่อครู่นี้ครับ พวกนั้นน่าจะอาศัยจังหวะนั้นปล่อยไวรัสมาเล่นงานเรา”

“บ้าเอ๊ย! ใช้แผนฉุกเฉิน ไปเรียกระดมพลมา เราต้องแก้ไขให้ได้โดยเร็วที่สุด”  เซทออกคำสั่ง

ระบบป้องกันของเซ็นโทร ที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุด วันนี้กำลังโดนเล่นงาน  ทั้งที่กำลังควานหาตำแหน่งเพื่อจะลุกไล่โจมตีชนเผ่าที่อ่อนแอกว่า กลับโดนเล่นงานซะเอง

แล้วสายฝนที่โปรยปรายเหมือนน้ำที่ถูกพรม ก็เปลี่ยนเป็นพรั่งพรูอย่างหนักหน่วง

อีธานเส้นผมเปียกลู่มีสีหน้าเรียบเฉยจนน่ากลัว เดินฝ่ากลุ่มคนที่วิ่งวุ่นทำงานอย่างโกลาหล ตรงไปยังกลางลาน รองเท้าเหยียบเลือดสีแดงสดที่กระจายไปทั่วพื้น ไหลรวมกับสายฝนอย่างไม่อาจเลี่ยงได้  จากนั้นก็ย่อตัวลงตรงหน้าร่างไร้วิญญาณของชายเลือดสีแดง

วิกเตอร์ คงจะถูกจดจำในฐานะ พ่อค้าหน้าเลือดจอมสอพลอที่ทำได้ทุกอย่างไม่จะเป็นเรื่องสกปรกแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องตายอย่างน่าอนาถ น้อยคนที่จะรู้ถึงเป้าหมายที่แท้จริงเจ้าตัวตั้งใจทำ

อีธานเอื้อมมือไปยังดวงตาสีดำเข้มที่เบิกค้างอยู่ให้ปิดลง “การตายของนาย...จะเป็นจุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่สำหรับ พวกเขา แน่นอน” 



===+++===+++===+++

คนแต่งไม่อยู่ 1 สัปดาห์นะคะ ...แล้วมาเจอจีแอลตอนหน้าจ้า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 56 ครั้ง

942 ความคิดเห็น

  1. #752 แป้งข้าว (จากตอนที่ 65)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2562 / 14:26

    แล้วไมก้าล่ะ อยู่ไหน นางดูน่ารักแล้วนางหายไปไหนอ่ะ

    Y.Y

    #752
    1
    • #752-1 สั้น สั้น (@ToniToni) (จากตอนที่ 65)
      5 มิถุนายน 2562 / 09:40
      ไมก้า ก็คือ ไมก้า ครูส ...หรือ ครูส ในปัจจุบันค่ะ
      อดีตนางเคยเป็นเด็กน้อยน่ารัก แต่อะไรหลายๆ อย่างทำให้เปลี่ยนไป ...สุดท้ายก็ต้องแยกทางกันเดินกับวิกเตอร์แม้จะรักกันก็เถอะ
      #752-1
  2. #440 lukbua (@lukbua) (จากตอนที่ 65)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2560 / 00:00
    เราทึ่งในตัวอีธานได้ ต้องเข้มแข็งขนาดไหนถึงยังเชื่อในสิ่งที่ยึดถืออยู่มาตลอด กับในสถานการณ์แบบเนี่ยอะ
    #440
    0
  3. #288 Camellia.z (@Camailia) (จากตอนที่ 65)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2560 / 11:06
    อีธานผู้เป็นพระเอกA--...Mv ที่แท้จริง แหมะมีเดินผ่าสายฝน 5555
    #288
    1
  4. #287 mini_mickey (@nattymini) (จากตอนที่ 65)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560 / 21:33
    ฉลาดสักทีนะอีธานหยุดโลกสวยแล้วมองความเป็นจริงอย่างที่จีแอลบอกได้แล้ว
    #287
    1
    • #287-1 สั้น สั้น (@ToniToni) (จากตอนที่ 65)
      7 เมษายน 2560 / 21:17
      อีธานเป็นคนมุ่งมั่นนะคะ คือเขารู้ล่ะว่าทำแบบนี้มันยาก แต่ก็พยายามจะไปในเส้นทางนั้น ...ถึงคนอื่นจะเดินหนีไปหมดแล้ว อีธานก็จะยังเป็นคนที่พยายามอยู่นั่นเอง ...มองในอีกแง่ก็คือดันทุรัง นั้นเอง

      ปล. พยายามพูดให้พระเอกดูดีขึ้นมาบ้าง แต่สงสัยจะยาก 55
      #287-1