Silver Blood (Yaoi) :: จบแล้ว ::

ตอนที่ 64 : พรากจาก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,113
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 48 ครั้ง
    7 ก.พ. 60

งานของเด็กวัยแค่สิบสามปีของไมก้า ก็คือการใช้แรงงานในโรงงานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตอุปกรณ์ด้านการแพทย์ ค่าแรงน้อยนิดที่แลกมาด้วยการใช้เวลาเกือบทั้งวันไปกับมือที่เปื้อนสารเคมีในการเคลือบผิวโลหะ กลิ่นของมันฉุนแสบจมูก แทบจะทำลายประสาทการรับรู้

แต่ไม่ทำ ไม่ได้ ...ไมก้า เป็นเด็กกำพร้า หนึ่งในอีกหลายสิบหลายร้อยคนที่นี่ ต้องดิ้นรนด้วยตัวเอง ไม่มีใครยื่นมือมาช่วยเหลือ เหมือนกับทุกคนในชุมชนใต้ดินแห่งนี้ ที่ต้องต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดด้วยกันทั้งนั้น ต่อให้เป็นเด็กก็ไม่มีข้อยกเว้น

ไมก้ามองป้ายไม้ที่เอียงกระเท่เร่เหมือนจะหล่นลงมาหน้าร้านเล็กๆ เก่าโทรม กระจกหน้าประตูทางเข้าที่แตกร้าวถูกติดด้วยเทปกาวไขว้ไปมา เวลาผลักเข้าไปด้านในจะส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดน่ารำคาญราวกับชิ้นสุดส่วนใดส่วนหนึ่งจะหลุดออกมา

“มาอีกแล้วเรอะ”  เจ้าของร้านที่เป็นชายหนุ่มวัยเกือบสี่สิบ ดวงตาสีคล้ำที่มักจะหรี่คล้ายคนงัวเงี่ยอยู่ตลอดเวลาเข้ากันดีกับกลิ่นเหล้าที่โชยฟุ้งออกมาจากร่างเสมอ

“พูดกับลูกค้าแบบนี้ได้ไง”  ไมก้าตอบ

“ลูกค้าคือคนที่จ่ายเงิน ไม่ใช่มายืนอ่านฟรีแบบแกนะโว้ย”  เขาว่า

“วันนี้จะมาซื้อ นี่ไงเล่า!”  ไมก้ารีบล้วงกระเป๋าที่มีเศษเงินที่เก็บรวบรวมไว้ออกมากองตรงหน้าอีกฝ่าย

ชายเจ้าของร้านเหลือบมองเงินที่วางอยู่บนโต๊ะ ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ ท่าทางเหมือนจะเอือมระอา “แกนี่มันดื้อด้านจริงๆ เอาเงินพวกนี้ไปหาซื้ออะไรดีๆ กินซะไม่ดีกว่าหรือไง”

“ไม่ต้องพูดมากเลย จะขายหรือไม่ขาย”  ไมก้าว่า

“เออ จะเอาอะไรก็ไปเลือกมา แต่บอกก่อนเลยนะว่าฉันจะไม่ลดราคาให้สักเหรียญ อย่าสะเออะหยิบอะไรที่เกินกว่าเงินแกจะซื้อได้ล่ะ”

“รู้อยู่แล้วล่ะน่า!”  ไมก้าย่นจมูก ก่อนจะพึมพำต่อว่า หน้าเลือด

เด็กหนุ่มหันหน้าไปจากโต๊ะ ตรงไปยังชั้นที่วางสูงจำนวนหลายชั้น มันเต็มไปด้วยหนังสือที่ตั้งเรียงราย ทั้งเล่มเล็กและใหญ่กองซ้อนกันอย่างไม่เป็นระเบียบนัก  ยิ่งเข้าใกล้ก็ได้กลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์โชยออกมา ครึ่งหนึ่งของหนังสือทั้งหมดเป็นตำราที่ส่วนใหญ่โบราณจนข้อมูลล้าสมัย ส่วนอีกครึ่งหนึ่งนั้นเป็นแนวปรัชญา ศิลปะ รวมไปถึงนวนิยาย 

หนังสือพวกนี้อยู่ในสภาพเก่า กระดาษที่พิมพ์เหลืองกรอบเสื่อมโทรมไปตามกาลเวลา ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีถูกพัฒนาแบบก้าวกระโดด หนังสือก็ถูกเปลี่ยนให้อยู่ในรูปแบบดิจิตอล  ร้านหนังสือแห่งเดียวในย่านนี้จึงดูไม่ต่างอะไรกับกับร้านขายของเก่าที่รอวันปิดตัวลง ไมก้ามาที่นี่อย่างน้อยสัปดาห์ละสามหน แต่นอกจากตาลุงขี้เมาเจ้าของร้านแล้ว อย่างมากก็เจอแค่คนที่มาซื้อเครื่องเขียน หรือไม่ก็กลุ่มเพื่อนคอเหล้าที่แวะมาดื่มหลังร้านปิด 

ชีวิตในอันเดอร์กราวซิตี้แค่ดิ้นรนอยู่รอดก็แทบจะกระอักแล้ว จะเอาเวลาที่ไหนมาหาสนใจของพวกนี้

ไมก้ามองไปยังชั้นฝุ่นจับ แทบไม่ต้องใช้เวลาเลือก เขารู้ตัวดีอยู่แล้วว่าต้องการอะไร เด็กหนุ่มเขย่งเท้าเอือมมือสุดแขนหยิบหนังสือเล่มหนาออกมาจากชั้น มันเป็นหนังสือแนวปรัชญาที่วิเคราะห์เปรียบเทียบด้านศิลปะในแขวงต่างๆ เมื่อปัดฝุ่นออกก็เห็นหน้าปกสีน้ำเงินเคลือบเงินสวยงาม ด้านในเต็มไปด้วยภาพพิมพ์สีสันสดใส ขอบกระดาษยังปั้มทอง ที่แม้จะหลุดล่อนไปบ้างแต่ก็ยังคงดูงดงามอยู่ดี เพราะไม่ได้เรียนหนังสือเป็นชิ้นเป็นอันไมก้าจึงอ่านออกแค่คำง่ายๆ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังหลงใหลตัวหนังสือที่ตวัดเส้นอย่างสวยงามกับรูปภาพที่เต็มไปด้วยสีสันอันหลากหลายจนถอนตัวไม่ขึ้น ในชุมชนใต้ดินมักจะมืดมิดอยู่เสมอ แต่ทุกครั้งที่เปิดหนังสือ ไมก้าจะรู้สึกราวกับว่ามีแสงสว่างสาดส่องออกมายังตัวเขาอย่างนั้น

“เอาเล่มนี้”

เมื่อพูดจบเจ้าของร้านก็ปรายตามองเขา

“ไปเลือกมาใหม่”

“ทำไม?”

“เล่มนี้ไม่เหมาะกับแกหรอก”

“ไม่...จะเอาเล่มนี้”

ชายเจ้าของร้านถอนหายใจ คว้าหนังสือไปจากมือของเด็กหนุ่ม เปิดที่หน้าแรกชี้ปลายนิ้วลงบนเลขราคาที่พิมพ์อยู่

“ก็นี่ไงเงิน”  ไมก้าบอกอีก

“แกเข้าใจผิดแล้ว ...นี่มัน ‘10 เทดอล หมายถึงหนึ่งพันเหรียญ ไม่ใช่หนึ่งร้อย” 

“หา?!”  เด็กหนุ่มร้องเสียงดัง เพราะเขาแทบไม่รู้หนังสือ อ่านคำยากๆ ไม่ได้ ดังนั้นจึงเข้าใจผิดไปเยอะ 

ไมก้ารีบก้มหน้ามองพื้นด้วยความอับอาย มือทั้งสองข้างสั่นไหวจนต้องกำไว้แน่น กว่าเขาจะเก็บเงินหนึ่งร้อยเหรียญได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย อาศัยเวลานานหลายเดือน ต้องทนทำงานหนัก กินแต่ของราคาถูก ด้วยวัยกำลังโตเรียกได้ว่าแทบจะไม่อิ่มท้อง จนวันนี้เขาดีใจมากซะจนแทบจะกระโดดโล้ดเต้นมาที่นี่ ก่อนจะโดนความจริงตบหน้าว่า ต้องพยายามมากกว่านี้ถึงสิบเท่าถึงจะมีโอกาสได้เป็นเจ้าของสิ่งที่อยากได้

กระบอกตาร้อนผ่าว ทั้งที่ไม่อยากร้องไห้เลยสักนิด เขาจะเป็นผู้ชายที่เข้มแข็ง จะร้องไห้ด้วยเรื่องแค่นี้ไม่ได้เด็ดขาด บอกตัวเองแบบนั้นแท้ๆ แต่หยาดน้ำก็ยังเอ่อคลอแบบห้ามไม่อยู่

“เฮ้อ...” เสียงที่ดังขึ้นเหนือศีรษะ ทำให้ไมก้ายิ่งสมเพชตัวเอง

“หนังสือนี่น่ะขายไม่ออกหรอก  ยังไงมันก็ยังจะรอแกอยู่ที่นี่...แค่ต้องกลับไปเก็บเงินมาใหม่ใช่ไหมล่ะ? คิดอย่างนั้นซะสิ!” 

ไมก้าค่อยๆ เงยหน้าขึ้น มองเข้าไปในดวงตาของชายหนุ่ม มันแฝงไว้ด้วยแววจริงจังอย่างที่ปกติไม่เคยได้เห็น

“ยังไงมันก็จะรออยู่ตรงนั้นเหรอ?”

“แล้วแกเห็นใครเข้าใกล้ชั้นหนังสือพวกนั้นบ้างไหมล่ะ?”  อีกฝ่ายตอบกลับด้วยคำถาม

“ไม่มี...”

“เพราะงั้นถ้าพยายาม สักวันมันก็จะเป็นของแกจนได้นั่นแหละ”

ไมก้ากลืนก้อนขมๆ ที่คอลงไป ก่อนจะพยักหน้าตอบกลับ  มือผอมจะเห็นข้อกระดูกชัดเจนเอือมออกไปเก็บเงิน หรือถ้าจะเรียกให้ถูกก็ต้องเรียกว่า เศษเงิน ที่กองอยู่บนโต๊ะ ราวกับกำลังรวบเก็บความหวังในใจที่แตกกระจายกลับเข้ามาอย่างช้าๆ จนกระทั่งหยิบเอาเหรียญสุดท้ายเข้ามาได้จิตใจของเด็กหนุ่มก็มั่นคงขึ้นอย่างมาก

“หนังสือนี่อย่าขายให้ใครล่ะ ฉันจะมาซื้อ”  พูดจบไมก้าก็หันหลังออกจากร้านไป

 

ทางเดินด้านหลังสถานเริงรมย์ในเวลาค่ำคืนที่ค่อนข้างเปลี่ยว มีแสงจากหลอดไฟติดๆ ดับๆ ตลอดทาง กลิ่นอับไม่พึงประสงค์จากกองขยะที่ร้านรวงโยนทิ้งแบบมักง่ายโชยฟุ้ง นี่เป็นเส้นทางเข้าออกไปยังที่พักของเหล่าเด็กกำพร้า สถานที่ซึ่งย่ำแย่ไม่แตกต่างกับถนนทางเดินนี้เท่าไหร่นัก คิดอีกแง่ก็เหมาะสมกันดี

เมื่อเดินต่อมาสักพัก ก็จะพบตึกแถวตั้งเรียงรายสี่หลัง แต่ละตึกถูกซอยแบ่งเป็นห้องพักแสนคับแคบ ยัดเด็กห้าถึงหกให้เข้าไปอยู่ด้วยกัน มุมส่วนตัวอย่างเดียวของที่นี่ก็คือล็อกเกอร์เล็กๆ ประจำห้องพักที่เอาไว้เก็บของ

เสียงเอะอะโวยวายที่ได้ยินจนชินหู วันนี้เหมือนจะดังกว่าปกติ ไมก้าแทรกตัวผ่านกลุ่มเด็กที่ยืนล้อมกันอยู่ จึงได้เห็นกลุ่มผู้ดูแลตึกสามคนกำลังยืนทำท่าเหมือนยักษ์อยู่เบื้องหน้ากลุ่มเด็กร่างผอมแห้งห้าคน พูดจาด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด

“สารภาพมาซะดีๆ พวกแกคนไหนเป็นหัวขโมย”

กลุ่มเด็กทั้งหมดพากันส่ายหน้า ตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว

ไมก้ารู้สึกโกรธกับภาพที่เห็น แต่ตัวเขาเองก็ทำอะไรไม่ได้ ทุกที่ล้วนมีกฎ และกฎของที่นี่ก็คือเหล่าผู้ดูแลตึกพวกนี้

“ถ้าไม่ยอมรับล่ะก็ จะโดนไล่ออกจากที่นี่ทั้งหมดนะ”

“ไม่นะครับ พวกเราไม่ได้ทำจริงๆ  อย่าไล่ออกเราออกไปเลย ถ้าไปจากที่นี่แล้วเราจะไปอยู่ที่ไหนกัน”

“นั่นมันเรื่องของพวกแก ยังไงที่นี่ไม่ต้อนรับขโมย!”  ผู้ดูแลว่า

น่าแปลก  การลักขโมยสำหรับเกิดขึ้นแทบทุกวัน จนเหมือนเป็นเรื่องปกติ สิ่งที่เด็กแทบทุกคนที่นี่ยอมจ่ายเงินแพงๆ เพื่อซื้อก็คือ กุญแจอย่างดีสำหรับล็อคล็อกเกอร์ของตัวเอง และแทบไม่น่าเชื่อว่าสิ่งที่หายบ่อยที่สุดก็คือมันนี่แหละ พอแจ้งเรื่องของหาย ผู้ดูแลตึกก็มักจะรับเรื่องแบบผ่านหู ไม่เคยใส่ใจตรวจสอบ ไม่เข้าใจว่าทำไมวันนี้ถึงได้จริงจังนัก

“ดูเหมือนของในห้องผู้ดูแลจะหายไปล่ะ รู้สึกว่าจะเป็นสร้อยคอราคาแพง”  เสียงใครคนหนึ่งที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่พูดขึ้น

“ถึงว่าสิ ปกติถ้าเป็นของพวกเราหาย ก็คงจะปล่อยไปแบบไม่สนใจสักนิด”

ขโมยสร้อยของผู้ดูแลตึกงั้นเหรอ?  ไม่มีทางหรอก ทุกคนที่นี่กลัวเหล่าผู้ดูแลกันทั้งนั้น  ถ้ามีใครที่กล้าบ้าบิ่นถึงขนาดนั้นเข้าไปขโมยของได้ไมก้าก็อยากจะเห็นหน้าสักครั้ง

“หรือว่าจะเป็นแก?!”  ผู้ดูแลรูปร่างท้วม มีท่าทางโกรธจัดกว่าคนอื่นชี้หน้าไปที่เด็กที่ยืนตรงกลาง  “หมู่นี้ดูแกจะอ้วนขึ้นนี่ เอาของไปขายแล้วก็ไปซื้อของกินมาใช่ไหม?!

“เปล่าครับ ผมไม่รู้เรื่อง”  เด็กคนนั้นรีบปฏิเสธ ตัวสั่นอย่างน่าสงสาร

“จะกล่าวหาเกินไปหรือเปล่า?”  ไมก้าว่า  “ไม่มีหลักฐานซะหน่อย”

ทุกสายตามองกลับมายังไมก้า ทำให้เขาต้องพยายามอย่างหนักที่จะไม่หันหลังวิ่งหนี แต่ต่อหน้าผู้ใหญ่ที่ไม่มีเหตุผลพร้อมจะระบายโทสะใส่คนที่อ่อนแอกว่า เขาต้องไม่ยอมแพ้

ผู้ดูแลตึกคนทางซ้ายเอ่ยพูดอะไรบางอย่าง ขณะที่เหลือบมองไมก้าไปด้วย

ชายเลือดสีแดงร่างท้วมพยักหน้า ยิ้มเหี้ยมเกรียม ก่อนจะเดินตรงเข้ามาหา ทำให้เหล่าเด็กที่อยู่ใกล้ๆ รีบแหวกทางออกห่างในทันที

“ได้ข่าวว่าแกเข้าออกร้านของไอ้กอร์ดอนบ่อยๆ จริงหรือเปล่า?”

“ถ้าใช่ แล้วเกี่ยวอะไรด้วย?”  ไมก้าย้อนกลับ

ฝ่ามือใหญ่กระชากคอเสื้อยืดเก่าๆ จนร่างผอมแทบจะลอยจากพื้น “แกแอบขโมยของไปขายให้ไอ้กอร์ดอนนั่นใช่ไหม?!

“พูดอะไร ไม่เห็นจะรู้เรื่อง!

“อย่ามาตีหน้าเซ่อ!” 

มือที่เขย่าหนักหน่วงทำให้ไมก้าแทบจะกระดอนไปมาเหมือนลูกบอล เงินในกระเป๋ากางเกงในส่วนที่เป็นเศษเหรียญกระทบกัน ก่อนจะกระเด็นร่วงตกพื้น

ชายตรงหน้าจ้องมองไมก้าด้วยดวงตาที่เบิกกว้างขึ้น

“อย่านะ!

“จับตัวมันไว้”  สิ้นเสียงพูดผู้ดูแลอีกสองคนก็ตรงเข้ามาล็อคตัวไมก้าเอาไว้ ล้วงเอาสิ่งที่อยู่ในกระเป๋าออกมา “นี่มันอะไร? แกเอาเงินนี้มาจากไหน  แกขโมยของของฉันไปขายจริงๆ ใช่ไหมหา?!

ไมก้าเบิกตากว้าง จ้องมองเงินที่ตัวเองเพียรพยายามเก็บสะสมเอาไว้ตกไปอยู่ในมือของผู้ดูแล ยังไม่ทันจะได้อ้าปากตอบ หมัดหนักๆ ก็อัดเข้าที่ท้อง เด็กหนุ่มร่างผอมจุกเสียจนแทบจะสำรอกออกมา ถ้าไม่ถูกล็อคตัวไว้คงได้ทรุดลงไปกองกับพื้นแน่นอน

“สารภาพมา!

“ปละ...เปล่า”  ไมก้าตอบเสียงกระท่อนกระแท่น สีหน้าเหย่เกด้วยความเจ็บปวด  “นั่น...เงิน...ของฉัน”

“โกหก! คนอย่างแกทำงานได้ค่าแรงน้อยนิด จะไปเอาเงินนี่มาจากไหน ถ้าไม่ได้ขโมย!”  ฝ่ามือตบฉาบเข้าที่ใบหน้า ซีกหน้าที่โดนฟาดแดงเห่อขึ้นมา พร้อมกับความเจ็บร้อน มุมปากมีเลือดสีแดงไหลซึม

“สร้อยของนาย ขายได้แพงขนาดนี้เลยเหรอ?” ผู้ดูแลอีกคนหนึ่งแย้ง

“มันก็คงจะเอาของอย่างอื่นไปขายด้วยน่ะสิ ไม่อย่างนั้นมันจะเอาเงินมากมายมาจากไหนกัน”

“ฉันเปล่า!”  ไมก้ากัดฟันตะโกนออกไป  “นั่นมันเงินเก็บของฉัน  คืนมานะ ไอ้พวกเฮงซวย!

“ถ้าอย่างนั้นแกไปทำอะไรที่ร้านของไอ้กอร์ดอน?!

“ฉัน...จะไปซื้อหนังสือ!” 

ผู้ดูแลทั้งสามคนก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะส่งเสียงหัวเราะ “อย่างแกเนี่ยนะ อ่านหนังสือไม่ออกด้วยซ้ำ ยังกล้าบอกว่าจะไปซื้อหนังสือ โกหกชัดๆ”

ไมก้าดิ้นรนสุดชีวิต ทั้งเตะทั้งกัด เพื่อสลัดให้หลุดจากการเกาะกุม คิดแต่ว่าต้องแย่งเอาเงินของตัวเองคืนมือ ในหูมันอื้อจนไม่ได้ยินเสียงอะไร 

“บ้าเอ๊ย มันกัดฉัน!

“อยากลองดีสินะ ไปเอากระบองมา”

ความทรงจำสุดท้ายก็คือแรงกระแทกจากแข็งบางอย่างฟาดแรงๆ ที่ด้านหลัง ร่างเล็กวูบลงไปกับพื้นเหมือนร่วงตกจากที่สูง ความเจ็บปวดแล่นขึ้นมาถึงสมอง ต่อจากนั้นเขาก็ไม่รู้แล้วว่าตัวเองโดนอะไรอีกบ้าง

 

ไมก้ารู้สึกตัวอีกครั้ง ด้วยสติที่สับสนเลือนลาง เปลือกตาหนักอึ้ง ทันทีที่ขยับตัวร่างกายก็เหมือนจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ปวดร้าวไปทั้งตัว สิ่งแรกที่เห็นก็คือสภาพห้องไม่คุ้นตา ผนังเป็นโทนสีเทาหม่น แสงไฟสว่างจ้าจนแสบตา ต้องกระพริบตาถี่ๆ เรียกสติตัวเองหลายหน

“ฟื้นซะที”  เสียงแตกห้าวของวัยรุ่นฟังไม่คุ้นหู เว้นจังหวะครู่หนึ่งก็เอ่ยต่อ “ตายังมองเห็นอยู่หรือเปล่า?”

ไมก้าหันหน้าไปมอง เด็กหนุ่มที่อยู่ข้างๆ รูปร่างผอมสูง ดวงตาคู่สวยสีดำเข้มอย่างที่หาได้ยากในหมู่เลือดสีแดง ไฝเม็ดเล็กๆ ที่ใต้ตาข้างขวา  ดึงดูดสายตาได้พอๆ กับสันจมูกบวมช้ำมีพลาสเตอร์ปิดแผลปิดทับเอาไว้

ไมก้าชะงักเมื่ออีกฝ่ายยื่นมามาแตะที่ข้อมือของเขาแผ่วเบา 

“ไง? ได้ยินที่ถามไหม?”

“ได้ยิน...ตาฉัน...” ไมก้ายื่นมือไปแตะที่ดวงตาของตัวเอง ก่อนจะสะดุ้งและส่งเสียงร้อง “โอ๊ย...”

“ตอนนี้อย่าเพิ่งไปโดน หน้านายทั้งช้ำทั้งบวม แต่ยังมองเห็นปกติใช่ไหม? นับว่าโชคยังดี”

“ยังมองเห็น...เอ่อ กระจก...”

“อย่าดูดีกว่า ปกตินายก็ไม่ได้น่ารักอะไรอยู่แล้ว ยิ่งตอนนี้นะ น่าเกลียดโคตรๆ”  อีกฝ่ายพูดก่อนจะหัวเราะ

“ที่นี่ที่ไหน?”

“รังของฉัน”  เจ้าตัวตอบ  “เมื่อเย็นวานฉันบังเอิญเจอนายหมดสภาพ ถูกโยนทิ้งไว้แถวกองขยะในตรอกหลังบาร์ ไม่มีอะไรติดตัวสักอย่าง ไม่รู้จะทำยังไงก็เลยพามานี่”

ไมก้าสับสนงุนงงไปหมด  “นายเป็นใคร?”

“จำฉันไม่ได้เหรอ?”  เด็กหนุ่มตอบกลับด้วยคำถาม

ไมก้าพยายามทบทวนความทรงจำของตัวเอง ปกติเขาไม่สนใจใครมากนัก แต่คนที่ดูโดดเด่นแบบนี้ ถ้าได้เจอสักครั้งน่าจะพอมีความทรงจำเหลืออยู่บ้าง

“ช่างเหอะ ตอนฉันไปร้านตาลุงนั่น นายเอาแต่ก้มหน้าก้มตาอยู่กับหนังสือนี่” ท่าทางอีกฝ่ายจะเบื่อการรอคอยคำตอบจึงพูดขึ้นก่อน

ร้าน...หนังสือ...แล้วความคิดของไมก้า หลุดเข้ามาเป็นฉากๆ เริ่มตั้งแต่เข้าไปที่ร้านนั้น กลับมาด้วยความผิดหวัง โดนใส่ร้ายเรื่องขโมย เงินที่สะสมมาตลอดก็ถูกชิงไป สุดท้ายแล้วก็ถูกซ้อมจนน่วม และถูกจับโยนออกจากบ้านพัก ทิ้งขวางเหมือนสิ่งของอย่างไม่ใยดี

ไมก้ากัดฟัน กำหมัดแน่น  น้ำตาเริ่มไหลอาบแก้ม ใบหน้าที่อักเสบร้อนและปวดระบม

“เจ็บมากเหรอ?”

เจ็บสิ...เจ็บมาก แต่สิ่งที่เจ็บปวดมากกว่าบาดแผลก็คือ หัวใจ

ไมก้าพยายามเก็บซ่อนไม่อยากยอมรับว่าตลอดมาของชีวิตเขาบัดซบแค่ไหน ไมก้าเกลียดมัน รังเกียจความอ่อนแอของตัวเอง ขยะแขยงความไม่ยุติธรรมในสังคม ต้องดิ้นรนในที่ซึ่งเหมือนนรกอย่างไม่มีทางหลุดพ้น

“ฉัน...ไม่เหลืออะไรแล้ว โดนไล่ออกมา ไม่มีที่อยู่ เงินก็ถูกเอาไปหมด”

“เงิน?”

พอถูกถาม ไมก้าก็เริ่มพูดทุกอย่างราวกับเขื่อนทลาย เขาพูดไปร้องไห้ไป ยิ่งพูดแผลที่โดนซ้อมก็ยิ่งฟ้องความเจ็บปวด น้ำตาก็ยิ่งไหล  ต่อหน้าคนที่ไม่รู้จักกระทั่งชื่อ

ผ่านไปครู่ใหญ่คนตรงหน้า ที่ฟังอย่างเงียบๆ มาตลอดก็ยื่นขวดน้ำใสมาตรงหน้า แม้ในขวดจะมีกากตะกอนขุ่นนอนก้นอยู่บ้างแต่ก็จัดกว่าเป็นน้ำดื่มที่ดีมากในชุมชนใต้ดิน

ไมก้ารับมาดื่มช้าๆ

“ปัญหาของตัวเองใหญ่ที่สุดเสมอ แต่รู้ไว้เหอะ นายไม่ได้แย่ที่สุดหรอก ...โอเค ถึงมันจะบัดซบจริงๆ แต่ฉันเคยเจอแย่กว่านี้เยอะ”

ไมก้ามองหน้าอีกฝ่าย ดวงตาสีดำที่เด็ดเดี่ยวเหมือนผ่านอะไรมามากมายทั้งที่น่าจะอายุไม่ต่างกับไมก้าเท่าไหร่นัก

“ร้องไห้คร่ำครวญไปก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก นายต้องเข้มแข็งกว่านี้ หอพักเด็กกำพร้าอะไรนั่นจะทนอยู่ไปทำไม มีที่อื่นที่ดีกว่าตั้งเยอะแยะ”

“แต่...ฉันไม่รู้จักที่อื่น”

“ก็แค่ไม่รู้  ใช่ว่าจะไม่มี”  อีกฝ่ายหัวเราะ ชี้นิ้วไปที่มุมที่ว่างด้านหนึ่งของห้อง  “ห้องนี้ฉันอยู่คนเดียว จะแบ่งมุมนั้นให้นายเช่าจนกว่าจะหาที่ถูกใจเจอก็ได้”

“แต่ฉันไม่มี...เงิน”

“มีอยู่ไม่ใช่เหรอ เงินของนายน่ะ...ก็แค่ต้องไปเอาคืนมา”

“ไปเอาคืนมา?”  ไมก้าทวนคำราวกับหุ่นยนต์

“ใช่แล้ว” เด็กหนุ่มดวงตาสีดำ แนะนำตัว  “ฉันชื่อ วิกเตอร์”

“ฉัน...ไมก้า”

“รู้อยู่แล้ว ไมก้า”  วิกเตอร์ยิ้มที่มุมปาก สำหรับไมก้าเวลานี้ มันช่างเป็นรอยยิ้มที่ดูสว่างไสวเหลือเกิน




===+++===+++===+++

มีใครอ่านมาถึงตรงนี้แล้วบ้าง... ปรบมือ!  ปรบมือ!  ขอบคุณมากค่ะ และหวังว่าจะยังอ่านต่อกันนะคะ  ...หลังจากนี้ก็ยังมีเรื่องอีกเยอะเหมือนกัน  เฮ้อ....   ใครว่างๆ คอมเมนต์พูดคุยกันบ้างนะคะ  เหงาเกิ้น ฮ่าฮ่า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 48 ครั้ง

942 ความคิดเห็น

  1. #286 mini_mickey (@nattymini) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 / 07:15
    ว่างงงงงงงงงงงงงงงงง
    อยากอ่านทู้กกกกกวันเลย
    #286
    1
    • #286-1 สั้น สั้น (@ToniToni) (จากตอนที่ 64)
      7 กุมภาพันธ์ 2560 / 22:30
      ขอบคุณมากค่ะ ดีใจที่ยังมีคนอ่าน ^^
      #286-1