(MARK X BAMBAM) S-LINE เอว

ตอนที่ 16 : ความลับสุดยอด แห่งห้อง 405 (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,916
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 273 ครั้ง
    27 พ.ค. 63

16


ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะประตูดังขึ้น และนั่นก็เป็นฝีมือของคนที่พึ่งสร่างเมาที่สะโหลสะเหลพาสังขารตัวเองกลับห้องพักหลังจากเมื่อคืนที่ดื่มหนักหวังมอมเมีย ตอนนี้เวลาออกจะเช้าตรู่ความจริงก็ไม่ได้อยากจะขุดตัวเองออกมาจากเตียงห้องเมียในตอนเช้าๆ นี้ แต่เพราะนึกขึ้นได้ว่าเขาได้ฝากปลาย่างไว้กับแมวและอีกเหตุผลหนึ่งคือหมีจินบอกเขาว่าถ้าตื่นแล้วให้รีบกลับห้องแบมแบมฝากบอกเอาไว้ตอนโทรไปหาเมื่อคืน

“แม่งเอ้ย” เจบีสบถกับตัวเองเมื่อเคาะไปเกือบนาทีแล้วยังไม่มีวี่แววว่าจะมีใครมาเปิดห้อง สมองตื่อๆ สั่งการอย่างเชื่องช้าให้เขานึกขึ้นมาได้ว่าควรใช้โทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงให้เป็นประโยชน์ เจบีหยิบมันขึ้นมา ต่อสายหาน้องสุดที่รักของเขา

“ไอ้สัด นอนหรือตาย” และเมื่อพบว่าปลายสายไม่รับสายและพลางนึกขึ้นได้ว่า ขนาดเสียงนาฬิกาปลุกที่ดังระดับเสียงหว๋อรถฉุกเฉินแม่งยังไม่ตื่น เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ก็ไม่น่ามีหวัง เจบีเปลี่ยนจากโทรหาแบมแบมเป็นโทรหามาร์ค ไม่แน่ใจนักว่า ไอ้เพื่อนตัวดีของเขามันจะกลับไปแล้วหรือยัง ในจังหวะที่เท้าสะเอว เอาโทรศัพท์แนบหูก็หวังให้มาร์คมีเซนเซอร์หูตรวจจับเสียงเรียกเข้า เพราะถ้าไม่มีเขาจะนอนแม่งหน้าประตูนี่จริงๆ ด้วย

(ว่า?) แค่เสียงก็รู้แล้วว่าพึ่งตื่น แหบแถมยังงัวเงียเป็นที่สุด

“มึงยังอยู่ในห้องกูไหม”

(อืม ยังอยู่)

“งั้นมาเปิดประตูห้องให้หน่อย”

(มึงอยู่หน้าห้องละหรอ) น้ำเสียงของเพื่อนเขาแลดูตื่นเต้นประมาณครึ่งจังหวะ ตื่นเต้นเหี้ยอะไรก่อน ง่วงจะตายอยู่แล้วไอ้สัด

“อืม” ว่าพลางเอาหลังพิงกำแพงที่อยู่ถัดจากประตูห้อง เปิดเถอะ เปิดช้ากว่านี้กูหลับตรงนี้จริงๆ นะ

(เออ กำลังไปเปิด) ไอ้เสือเพื่อนรักวางสายไปครู่หนึ่งเสียงประตูก็ดังขึ้นพร้อมเปิดออก เจบีเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าก่อนจะดันมาร์คให้พ้นทางแล้วเดินเข้าไปในห้อง ถึงกูจะง่วงแต่แมตซ์แรกต้องสำรวจก่อนเลย แม่งทำเชี่ยอะไรน้องกูหรือเปล่า

“เมื่อคืนมึงนอนไหน” เจบีว่าพลางสอดสายตาไปทั่วห้อง ก่อนจะเหลือบตาไปเห็นหมอนที่โซฟาพร้อมผ้าห่มที่กองขยุมๆ บ่งบอกว่า ไอ้เพื่อนที่ยืนเท้าเอวทำหน้านิ่งมันพึ่งลุกไปจากตรงนี้

“โซฟา” เจบีเลิกคิ้ว

“โซฟาแน่หรอ”

“แน่สิ ทำไมอะมึงคิดว่ากูทำอะไรหรอ” เจบีไม่ได้ตอบแต่ เดินจ้ำๆ ไปที่ห้องนอนของตัวเองแล้วเปิดประตูเข้าไปพบกับแบมแบมที่ยังหลับสนิทอยู่ในห้องมืดสลัวๆ เจบีหรี่ตามองสำรวจไปทั่วห้องนอนของตัวเอง ก่อนจะค่อยๆ ปิดประตูแล้วหันมามองเพื่อนเขาที่ตอนนี้เดินกลับไปที่นั่งที่โซฟา ซึ่งตัวมันบอกว่านอนที่นี่มาทั้งคืน

“ถามอย่างตรงไปตรงมา มึงไม่ได้ทำอะไรน้องกูใช่ไหม” มาร์คส่ายหน้าพร้อมยักไหล่

“กูจะไปทำอะไรแบมได้ กูไม่ได้เหี้ยถึงขนาดที่พี่เขาไม่อยู่แล้วก็จะไปทำอะไรๆ อย่างที่มึงคิด” มาร์คเอนหลังพิงพนักพิงของโซฟา เจบีพยักหน้าเป็นเชิงว่า โอเค ก็ได้กูเชื่อก็ได้ ห้องอยู่ในสภาพที่ดีไม่มีพิรุธอะไรเขาจะทำอะไรได้นอกจากเชื่อมัน

“ก็จะไม่ให้กูคิดได้ไงก็เมื่อก่อนมึงก็ไม่ใช่ย่อยๆ” เจบีเดินไปที่โซฟาตัวที่มาร์คนั่ง เขาแทรกตัวลงนั่งข้างๆ

“เชื่อใจกูได้แล้วไหมวะบี” เจบีปิดตาลงเป็นเชิงว่ายังไม่พร้อมจะมาเปิดใจอะไรตอนนี้ในเรื่องของมาร์คกับแบมแบม เอาดีๆ ก็ทำใจไม่เคยจะได้

“…ว่าแต่มึงเหอะ เมื่อคืนมันอย่างไง ทำไมจินถึงโทรมาหากูว่ามึงเมาอย่างหมา” มาร์คถามสิ่งที่ตนอยากรู้

“พูดแล้วเสียเซลฟ์ฉิบหาย” ยกมือลูบหน้าอย่างอายๆ เมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนว่าตัวเองเมาอย่างหมาขนาดไหน

“แล้วได้เยกันไหมวะ”

“มึงถามได้ตรงและเหี้ยมาก” เจบีคว้าหมอนฟาดหน้ามาร์ค

“ดูจากการที่มึงไม่โม้ก็เดาว่า อดสินะเมื่อคืน เสียชื่อเสือบีหมด”

“เจอหมีเข้าไปกูถึงกับหมอบ แถมยังไม่หมอบเปล่า อ้วกใส่เขาอีก สัดเอ้ย!”

“นี่ขนาดไม่เห็นเหตุการณ์จริงก็รู้ว่าภาพมันอุบาทว์ตา” เจบีผลักหัวเพื่อนเมื่อมาร์คทำหน้าเหมือนจะอ้วก

“คอเขาแข็งมากเลยมึง แข็งกว่าคxxกูตอนดูหนังโป๊ะอีก”

“เปรียบได้เหี้ยมาก” มาร์คหัวเราะ เจบีเอามือลูบหน้าอีกครั้งเหมือนพยายามจะลบทุกอย่างที่ยังวนเวียนอยู่ในหัวออกไป เขาเอื้อมมือไปตบบ่าของเพื่อนอย่างเห็นใจ

“จะให้กูจัดก่อนไปออกฟิลด์ก็ไม่ได้” สายตามาร์คหลุบลงมองพื้น เมื่อเพื่อนเขาพูดถึงเรื่องอะไรทำนองนั้นก่อนจะไปออกฟิลด์ในอีกไม่ช้าไม่นานนี้แล้ว

มึงยัง… แต่กูแม่ง เรียบร้อยไปแล้วว่ะ

ในตอนนั้นเองเป็นจังหวะเดียวกับที่แบมแบมเปิดประตูห้องนอนออกมาพร้อมกับผมยุ่งๆ แล้วความงัวเงียเมาขี้ตา มีแวบหนึ่งที่มาร์คและแบมแบมสบตากัน เพียงเท่านั้นก็ทำให้ร่างบางเลือดสูบฉีด ใจเต้นและแดงไปทั้งตัว ดีหนักหนาที่เจบีไม่ทันได้สังเกต

“พี่บี๋” น้องวิ่งมาซบคนที่ที่นั่งอยู่บนโซฟาก่อนจะกอดแน่นๆ

“โทษทีว่ะมึงที่กูกลับเช้าเลย” พอคนตรงหน้าคือน้องเจบีก็ลดความเข้มของเสียงลง ก่อนจะลูบหัวแบมแบม

“เป็นห่วงจะแย่”

“เออ ขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจ” มาร์คเองก็ไม่ละสายตาจากคนที่กอดพี่ชายเลยแม้แต่น้อย เห็นๆ อยู่ว่าน้องเขินอายแค่ไหนในตอนที่เห็นหน้าเขา เมื่อคืนสาบานได้เลยว่าไม่ได้คิดจะรวบหัวรวบหางแบมแบม แต่อารมณ์ สถานที่ กลิ่นหอมและบรรยากาศมันพาไป มันทำให้ศีลของเขาแตก ความอดทนหมดลง แต่ความว่าสิ่งที่ได้กระทำไปสนองตัณหาของเขามากแค่ไหนก็ต้องบอกเลยว่ามันอยู่ในระดับที่เรียกได้ว่า ท็อปฟอร์ม คะแนนแซงใครๆ ที่เคยออนท็อปให้เขาเสียอีก น้องจะรู้ไหมวะว่าความไร้เดียงสานี่แหละมันคือตัวดึงดูดเขาชั้นดี แต่เหนือสิ่งอื่นใด…

เจบีต้องไม่รู้เรื่องนี้เป็นอันขาด

“คอไปโดนอะไรมาวะ” ยังพูดไม่ทันจะขาดคำ เจบีก็ไปสังเกตตรงไหลปลาร้าของน้ำที่มีรอยแดงอยู่ มาร์คตาโตขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว สมองประมวลผลให้ภาพเป็นฉากๆ ว่าเมื่อคืนเขาไปขบเม้มตอนไหน

เชี่ย ตายแน่กู!

"ระ รอยเล็บครับ นี่ไงแบมยังไม่ได้ตัดเล็บ" เจบีจับมือน้องเอาไว้แล้วสำรวจเล็บของน้อง ซึ่งคนที่นั่งหายใจไม่ทั่วท้องก็เหลือบมองแล้วเห็นว่ามันยาวและไม่ได้รับการตัดจริงๆ

รอดแล้วกู

“..." เจบีไม่ได้พูดอะไร เขายกเอานิ้วมาทาบกับรอยแดงที่ไหปลาร้า แล้วก็ปล่อยมือน้องออก

"แล้วไป" มาร์คถอนหายใจในความคิด กำมือแน่นนึกว่าเจบีจะไม่เชื่อ เอาจริงๆ แล้วมันก็รอยเล็บจริงๆ นะ จำได้ว่าเมื่อคืนไม่ได้ทำรอยเอาไว้สักนิดเพราะฉลาดพอที่จะไม่ขุดหลุมฝังตัวเอง

"แล้ว มึงนี่เมื่อไหร่จะกลับห้องสักทีอะ" เมื่อหมดความกังวลเรียบร้อยแล้วเจบีก็ไม่ลืมจะไล่เพื่อนกลับห้องที่ไล่กลับนี่เพราะเกรงใจส่วนหนึ่งและเหม็นขี้หน้าก็อีกส่วนหนึ่ง

"เออๆ กูไปแล้ว" มาร์คลุกขึ้นพร้อมพับผ้าห่มก่อนจะเหลือบไปมองแบมแบมที่ก็ส่งสายตามามองเขาเช่นเดียวกัน

"มองกันทำเชี่ยไร แยกย้ายๆ มึงก็ไปล้างหน้าแปรงฟันเลย เดี๋ยวกูหาไรให้กิน" เจบีที่เห็นว่าทั้งคู่จีบกันก็รีบแยก ก็อย่างที่เคยบอกว่า อนุญาตแต่ไม่เคยเห็นด้วยที่ทั้งคู่คบกัน

พอเจบีบอกบอกแบบนั้นมาร์คก็ละสายตาจากน้องคว้ากุญแจรถ กระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์มือถือ ทุกการกระทำของคนพี่อยู่ในสายตาแบมแบมตลอด ยามที่คิดถึงเมื่อคืนที่ผ่านมาก็ยิ่งพาให้หน้าแดงขึ้นสี

“กูไปละ” มาร์คหันมาบอกเจบี ซึ่งพี่บี๋ก็พยักหน้าและโบกมือไล่เป็นเชิงว่าไปสักทีเถอะมึงอะ

“พี่… ไปแล้วนะครับ” และไม่ลืมที่จะร่ำราสุดที่รักของเขา ตากลมน่ารักนั้นมองมาที่เขา หน้าแดงเห่อเมื่อเราสบตากัน น้องก้มหน้าหงุดๆ เมื่อความแดงแผ่ซ่านไปถึงหูแล้วโบกมือลาให้เขา เขาเข้าใจดีว่าน้องเขินแค่ไหน เมื่อคืนหลังทำเสร็จ แบมแบมถึงกับร้องไห้ ตอนแรกเขานึกว่าน้องรู้สึกไม่ดีแต่เปล่าเลยน้ำตานั้นเป็นน้ำตาของความสุขแบมแบมกอดเขาแน่นหลังจากที่พวกเราขึ้นสวรรค์ชั้นเจ็ดสิบเจ็ดกันทั้งคู่ ถึงจะง่วงจนอยากจะหลับตานอนเพราะเขาก็สวนสะโพกไม่ยั้งและปลดปล่อยออกมาเยอะมากจากที่ไม่ได้ช่วยตัวเองมาหลายวัน แต่ก็ฝืนตัวเองขึ้นมาพาน้องไปทำความสะอาดในห้องน้ำ นานโขเพราะน้องนั้นเหนียมอายแต่สุดท้ายก็พากันทำความสะอาดสำเร็จ เปลี่ยนผ้าปูที่นอนที่มันเลอะคราบน่าอาย และเพราะกลัวแบมแบมจะตัวระเบิดไปเสียก่อนเขาเลยปล่อยให้น้องได้อยู่กับความเขินอายของตัวเองแล้วปลีกตัวมานอนที่โซฟา

ร่างสูงก้าวออกจากลิฟต์เมื่อประตูตู้โดยสารเปิด ก่อนจะเดินไปที่ลานจอดรถแล้วขับออกไป ในระหว่างการขับรถกลับที่พักของตัวเองอยู่นั้นก็รู้สึกหิวมันควรมีอะไรสักอย่างตกลงไปถึงท้องเขาเสียหน่อย เลยกะจะแวะหาร้านข้าวสักร้านแล้วสั่งในกล่องไปกินที่ห้องจะได้ไม่ต้องออกมาอีก เพราะกะว่าจะนอนยาวเลยหลังกินข้าวเสร็จ พิสมัย อาหารตามสั่ง คือร้านที่เขาเลือกจะจอดซื้อ

“คิดถึงว่ะ สัด!” มาร์คสบถออกมาในตอนที่ก้าวลงจากรถแล้วเหวี่ยงประตูปิด ที่บอกว่าคิดถึงน่ะเพราะมันเป็นร้านที่เขากินตอนที่เรียนมัธยมกับเพื่อนแก๊งเดียวกัน ว่าแล้วก็โคตรคิดถึงไอ้โอ๊ต ไอ้มอส เลยว่ะป่านนี้พวกแม่งมันเป็นไงบ้างวะไม่ได้ติดต่อกันก็นานเลย คือขับไปอีกประมาณห้าร้อยเมตรก็คือโรงเรียน รุ่งฤดี โรงเรียนที่เขาจบมอปลายมา ภาพบรรยากาศเก่าสมัยเรียนมันตีทับเป็นภาพซ้อน รู้สึกคิดถึงเพื่อนขึ้นมาหน่อยๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็กดรีโมทล็อกรถแล้วเดินเข้าไปสั่งข้าว

“กะเพราไข่เยี่ยวม้าไข่ดาวไม่สุกกล่องหนึ่งครับป้า” ป้าพิสมัยยังคงเป็นเชฟหน้าเตาเหมือนเมื่อครั้งยังวันวาน เมนูเดิมๆ ที่ชอบกินก็ถูกสั่งอีกครั้ง

“จ้า รอหน่อยนะทำให้เจ้านู้นเขาก่อน นั่งก่อนๆ” ป้าบอกให้ร่างสูงนั่งลงที่เก้าอี้หัวโล้นสีแดงที่เห็นได้ตามร้านอาหารตามสั่งซึ่งมาร์คก็นั่งลงตามที่บอก ถ้าถามป้าว่าจำผมได้ไหมก็คงไม่เพราะเด็กรุ่งฤดีมากินร้านนี้ไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่น ในระหว่างที่นั่งก็ชะเง้อชะแง้คอมองบรรยากาศเก่าๆ ไปทั่วร้าน ตอนนี้มันยังถือว่าเช้ามากแต่ก็พอจะมีคนมากิน เอาจริงๆ ร้านก็ไม่ได้เปลี่ยนไปมากเท่าไหร่นัก หลายๆ อย่างยังคงเหมือนเดิม เสียงผัดข้าวดังเป็นแบล็กกราวน์ประกอบ ร่างสูงหันกลับหลังไปมองโต๊ะประจำที่อยู่ในสุดที่มักจะนั่งยามที่มากินกับเพื่อน

“กะเพราหมูกรอบ เผ็ดน้อยไข่ดาวสองกล่องครับ” มาร์คหันตามสัญชาตญาณไม่ได้ตั้งใจจะมอง

“ไอ้สัด!” กูนึกถึงอดีต แล้วอดีตแม่งก็โผล่มาทันทีราวกับยักษ์จินนี่ประทานพร คนที่สั่งกะเพราะหมูกรอบเผ็ดน้อย ไข่ดาวสองกล่องเมื่อครู่ไม่ใช่ไอ้โอ๊ต หรือไอ้มอส เพื่อนสนิทที่อยากเจอ แต่เจ้าของเสียงคือ ตะวัน ตะวันห้องหกศิลป์ภาษาอังกฤษ

กูจำได้แม่นเลย

เพราะอะไรน่ะหรอ…

เพราะตะวัน คือรักแรก แฟนคนแรก และเซ็กส์ครั้งแรกไง

ตะวัน ไม่ได้เปลี่ยนไปเลยสักนิด ยังน่ารัก ผอมบาง และยิ้มสดใส สมกับเป็นดวงตะวันดวงแรกในชีวิตของมาร์คเสมอ มาร์คไม่คิดว่าหลังเลิกรากันไปจะได้เจอกันอีกเพราะตะวันได้ไปแลกเปลี่ยนที่บราซิลและนั่นคือความเคลื่อนไหวสุดท้ายที่เขารู้เกี่ยวกับแฟนคนแรก ไม่คิดเลยว่าโลกจะเหวี่ยงตะวันมาให้ได้เจอกับเขาอีก จะพูดว่าเหวี่ยงเรามาเจอกันโดยบังเอิญขนาดนั้นก็ไม่เชิง ก็บ้านเขาอยู่ในซอยข้างร้านไม่แปลกที่จะมากินข้าวหน้าปากซอยบ้านตัวเอง มันคงเป็นจังหวะมากกว่า

จังหวะที่ทำให้เขานึกหิวข้าว แล้วตะวันก็หิวข้าวเหมือนกัน

เหมือนเขาจะพูดคำว่าไอ้สัดดังไปหน่อย คนที่ยืนอยู่หน้าร้านเลยมองมา ตะวันไม่ได้ทักเขาในทันทีคงเพราะสายตาสั้นเจ็ดร้อยอย่างที่เคยเล่าให้ฟังสมัยยังคุยๆ กัน ร่างบางหรี่ตามองแล้วเขยิบเดินเข้ามาในร้านอีกสักหน่อยเพื่อมองให้ชัด

“...ใครวะ” เพราะสายตาที่สั้นเอามากๆ แถมยังไม่ได้ใส่แว่นมาด้วย ทำให้ตะวันเดินเข้ามาใกล้อีกหน่อย อีกหน่อย แล้วก็อีกหน่อย

“...” สีหน้าของตะวันมีความตกใจอยู่มากโขตอนที่เหมือนจะรู้ว่าคนตรงหน้าคือใคร

“สายตาสั้นแต่ไม่ชอบใส่แว่น นี่มันแก้ไม่หายจริงๆ เนอะเดี๋ยวแม่งก็สั้นไปยิ่งกว่าเดิมหรอก” มาร์คเอ่ยแซ็วยามเห็นคนตัวเล็กผงะไป

“มาร์ค” สุดท้ายแล้วตะวันก็เรียกชื่อเขาออกมา ในความคิดของคนที่ตั้งใจมาสั่งกะเพราไม่ได้ตั้งใจจะมาเจอแฟนเก่าที่เลิกกันไปตั้งนานนม รู้สึกทำตัวไม่ถูกแปลกๆ ยามที่ได้เจอกันอีกครั้ง

กี่สิบความทรงจำที่บราซิล ก็ต้านรอยยิ้ม รักแรกที่ส่งมาพร้อมหน้าตายียวนเหมือนสมัยเมื่อตอนจีบกันไม่ได้ คนมีลักยิ้มแถมตัวขาวพอเจอหน้ามาร์ค ก็กลายเป็นว่ามันรู้สึกมีความหวัง เพราะถ้าไม่มีหวังพระเจ้าคงไม่ส่งคนที่ขาดการติดต่อไปหลายต่อหลายปี ให้มาเจอกันอีกครั้งหรอก ว่าไหม

“อ่าใช่ เราเอง ไม่เจอกันนานเลยเนอะ สบายดีปะ” ตะวันกลืนน้ำลายลงคอ

“อืมสบายดี”

“อ่อ ดีๆ สบายดีก็ดีแล้ว แล้วนี่เรียนที่ไหนอะ”

“เรียนที่มอบางนาอะ เรียนนิติศาสตร์”

“เรียนซะไกลเลย ต้องตื่นกี่โมงวะถึงจะให้ไปเรียนทัน หรืออยู่หอ”

“อยู่หอแถวมอน่ะ”

“ก็ดี...ใกล้ดี” มาร์คพยักหน้าเพียงเท่านั้นเหมือนไม่รู้จะคุยอะไรต่อ เลยชะเง้อไปดูว่าป้าผัดข้าวให้เขาหรือยัง

“แต่ตอนนี้ย้ายแล้ว ย้ายมาอยู่บ้าน” มาร์คหันไปสนใจตะวันอีกครั้ง

“อ้าว ทำไมเป็นอย่างนั้นล่ะ มันไกลไม่ใช่หรอ บ้านกับมอน่ะ”

“ก็ลาออกจากมอบางนาแล้วไง จะมาเรียนที่สถาบันบัณฑิตฯ”

“อ้าว งี้ก็เป็นรุ่นน้องที่มอนี่อะดิ”

“อ้าวเรียนที่สถาบันบัณฑิตฯ หรอ” มาร์คพยักหน้าช้าๆ

“วิศวะธรณี… แล้วตะวันล่ะ” คนที่โดนเรียกชื่อถึงกับใจกระตุกวูบ ตาไหววูบตามเสียงของคนตรงหน้า

“เราว่าจะเรียน ศิลปศาสตร์น่ะ”

“อ่า จบสายภาษามานี่เนอะตอนมอปลาย” ยิ่งพูดคำว่ามอปลายออกมาความทรงจำมันยิ่งพลั่งพรูในจินตนาการของคนทั้งสอง เรื่องเก่าๆ มากมายตอนนี้มันพลั่งพรูออกมาในรูปแบบของความทรงจำ แต่ถ้าเราอยู่ด้วยกันมากกว่านี้

ความรู้สึกเก่าๆ จะตามความทรงจำมาด้วย…

“แต่เราไม่ค่อยรู้ข้อมูลการสอบเข้าอะไรเท่าไหร่… จะเป็นอะไรไหมถ้าจะขอไลน์ไว้ติดต่อเรื่องสอบเข้า”

“เรายังใช้ไลน์เก่านะ ปลดบล็อกที่เคยบล็อกเราไว้แล้วก็ทักมาถามเราก็ได้” อีกครั้งที่ทั้งคู่เงียบใส่กันแต่โชคดีที่มีเสียงป้าพิสมัยดังขึ้นมาช่วยชีวิต

“กะเพราไข่เยี่ยวม้าได้แล้วจ้าพ่อหนุ่ม” มาร์คลุกขึ้นแล้วรับของก่อนจะจ่ายเงิน รอเงินทอนอยู่ครู่หนึ่งแล้วเขาก็หันกลับมาสนใจตะวันอีกครั้ง

“เราไปก่อนนะ ไว้เจอกัน” แล้วร่างสูงก็เดินผ่านตะวันไป ทิ้งให้เจ้าของกะเพราหมูกรอบมีสายตาวูบไหว ใจเต้นระรัว และรอยยิ้มจางๆ พร้อมลักยิ้มน่ารักพิมใจ


“ความจริงพี่บี๋ไปนอนพักก็ได้นะ เดี๋ยวแบมกินโจ๊กซองเองก็ได้” หลังจากที่มาร์คต้วนได้ออกไปจากห้องแล้วก็เหลือสองศรีพี่น้อง ในตอนแรกคนพี่ก็พยายามจะแบกสังขารไปหุงหาอาหารมาให้คนน้อง แต่แบมแบมก็เป็นน้องที่ดีมากพอที่จะให้คนพี่พักผ่อนจากอาการแฮงค์เหล้า

“แต่มึงเคยบ่นนี่ว่าไม่ค่อยอร่อย” คนเป็นพี่ทักท้วงขึ้นมาเพราะจำได้

“แต่ถึงอย่างนั้นก็กินได้ แบมอยากให้พี่บี๋พักผ่อนมากกว่า” คนพี่ลังเลใจหนึ่งก็อยากจะทิ้งตัวลงกับเตียงต่อจะแย่ แต่อีกใจหนึ่งก็กลัวน้องจะไม่เจริญอาหารเพราะได้กินแค่โจ๊กซอง

“...อ่า”

“ไม่อ่าอะไรทั้งนั้น ไปนอนเถอะแบมกินได้” ไม่ว่าเปล่ายัยน้องดันหลังคนที่โตกว่าให้ไปยืนอยู่หน้าประตูห้องนอนพร้อมเปิดประตูให้แล้วดันหลังให้เข้าไปอีกรอบ พี่บี๋ได้เห็นเตียงอาจจะตัดสินใจได้ง่ายกว่าเดิม

แล้วเตียงก็ชนะ!

“งั้นกูไปนอนนะ แต่ถ้ามึงไม่อิ่มจริงๆ ก็เรียกกูมาทอดไข่ให้ก็ได้นะ” ความพี่ชายแสนดีก็ยังคงแสนดีไม่มีที่สิ้นสุด แบมแบมยิ้มยามที่มือหนาที่หลังมือปูดโปนไปด้วยเส้นเลือดลูบผมเขาเบาๆ ก่อนจะผลักหัว คนตัวโตกว่ายิ้มน้อยๆ แล้วก็เดินไปหาเตียง

กึก

ประตูห้องนอนปิดลง แล้วเจบีก็เผชิญกับแสงสลัวน่านอนอันเนื่องจากไม่ได้เปิดผ้าม่าน เตียงจ๋าพี่มาแล้ว ร่างสูงกางแขนคล้ายนกเตรียมบินแล้วโถมตัวลงกับเตียง เครื่องปรับอากาศที่แบมแบมยังคงเปิดค้างเอาไว้เป่ารดผิวพาเคลิ้ม คนตัวใหญ่ผลิกตัวให้นอนตะแคงสอดตัวใต้ผ้าห่ม

ฝืดดดดด

เอ๊ะ! กลิ่นหมอนเปลี่ยน

นี่มันกลิ่นปลอกหมอนที่พึ่งเอาออกมาจากตู้นี่หว่า เจบีจำกลิ่นได้ระหว่างผ้าปูที่ใช้มาได้ระยะหนึ่งกับผ้าปูที่พึ่งเอาออกจากตู้ คนพี่กระเด้งตัวขึ้นก่อนจะเปิดโคมไฟหัวเตียงแล้วทั้งห้องก็สว่างขึ้นมาด้วยแสงโคมไฟ ลายผ้าปูที่นอนจากเดิมที่เป็นสีพื้นถูกเปลี่ยนเป็นลายใหม่!

“เชี่ย!”


หลังจากการสอบมิดเทอม นักศึกษาที่เรียนในคณะวิศวกรรมศาสตร์ภาควิชาธรณีและเหมืองแร่ชั้นปีที่สามจะได้ไปออกฟิลด์สถานที่จริงเป็นเวลาสิบห้าวันซึ่งในปีนี้ฟิลด์ที่คณะเลือกให้คือแนวภูเขาไฟอีสานใต้ ถือเป็นพื้นที่ที่น่าสนใจเพราะจะสามารถเจอหินได้หลายแบบ และอีกสาเหตุหนึ่งคือแถวพื้นที่นั้นจะมีเหมืองเก่ากระจายอยู่เป็นจำนวนมาก โดยการออกฟิลด์ครั้งนี้นักศึกษาไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มเติม จะเสียก็แค่ค่าของใช้ส่วนตัวอาทิเช่น ค้อนทุบหิน สมุดบันทึก ปากกาที่เอาไว้จดข้อมูล เป็นต้น แถมสถาบันบัณฑิตฯ ที่เด่นเรื่องวิศวกรรมก็ทุ่มงบบำรุงนักศึกษาด้วยการจัดหาที่พักให้ฟรี การออกฟิลด์มักจะเป็นภาพจำของนักศึกษาชั้นปีที่สามเสมอ เพราะเป็นช่วงเวลาเกือบท้ายๆ ที่จะได้อยู่กับเพื่อนก่อนจะออกไปฝึกงานและเรียนจบแยกย้ายกันไปในตอนสุดท้าย

การประชุมปฐมนิเทศสำหรับชี้แจงรายละเอียดถูกจัดขึ้นที่หอประชุมกาสะลองชั้นสองของคณะวิศวกรรมศาสตร์ ตามประกาศนักศึกษาทุกคนจะต้องใส่ชุดนักศึกษาถูกระเบียบซึ่งถือว่าเป็นเครื่องแบบที่เราชาววิศวะฯ จะไม่ค่อยได้ใส่เสียเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ก็จะใส่ช็อปเสียมากกว่าหรือถ้าใส่ก็ไม่เคยเต็มยศขนาดนี้ เรื่องเอาเสื้อใส่ในกางเกง หลายคนเลิกทำไปตั้งแต่จบปีหนึ่งพอระเบียบถูกปลดก็เริงสำราญกับคอสตูมกันเต็มที่ เสียงโอดครวญเกี่ยวกับความไม่ชินของการใส่ชุดนักศึกษาจึงดังระงม ปนไปกับเสียงพูดคุยในตอนที่ทุกคนกำลังทยอยเดินเข้าหอประชุม

“กูพึ่งใส่สอบไปแม้บๆ ทำไมกระดุมแม่งแน่นจังวะ” แค่ไม่กี่วันเท่านั้นที่สอบเสร็จพอกลับมาใส่ก็กลายเป็นว่ากระดุมเสื้อของเจบีมันติดได้ยากขึ้นกว่าเก่าเสียอย่างนั้น หมีจินที่อยู่ในชุดนักศึกษาเรียบร้อยหันไปมองแฟนที่เดินบ่นมาตั้งแต่ขึ้นบันไดจนตอนนี้จะเข้าหอประชุมก็ยังไม่เลิกบ่น

“เดี๋ยวออกฟิลด์กลับมาแกก็ผอมละเชื่อเรา พี่รหัสเราคุยให้ฟังเยอะแยะว่างานตอนไปออกฟิลด์นี่ลำบากมาก” ใช่แล้วไม่ว่าจะรุ่นพี่ปีไหนๆ ก็ออกปากขู่ถึงความโหดให้น้องฟังน้องเรื่องการออกฟิลด์กันทั้งนั้น

“อันนั้นกูรู้แล้ว ไอ้พี่เนมแม่งก็เล่าให้กูฟังเยอะอยู่เหมือนกันตอนเลี้ยงสายล่าสุด” พี่เนมก็คือพี่ปีสี่ที่ตอนนี้ไปฝึกงานอยู่บริษัทถลุงแร่ คอสโม

“เพราะฉะนั้นแกก็เลิกบ่นเลย” หมีจินว่าพร้อมก้าวเดินเข้าไปในหอประชุม ตอนนี้ปีสามนั่งกันอยู่เต็มแล้ว

“มึงจะไปไหนวะ” พอเห็นว่าหมีจินกำลังจะเดินไปนั่งแถวหน้าๆ ที่ว่างอยู่ คนที่ตัวหนากว่าหมีจินก็คว้าแขนเอาไว้ก่อน

“ไปนั่งหน้าๆ ไง ได้ยินชัดดี” เมียกูนี่มันสมกับที่เรียนเก่งจริงๆ

“ไม่เอา กูชอบปวดขี้ นั่งหน้าตอนลุกไปขี้ก็อายแย่สิวะ” เอาหน้าเข้าไปกระซิบใกล้ๆ แฟน

“แกทำไมถึงทุเรศขนาดนี้นะ!” แล้วทำหน้าหมีใส่เจบีไปหนึ่งทีถ้วนแต่ถึงอย่างนั้นก็ยอมเดินตามการจูงแขนของเจบีแต่โดยดี สรุปได้ว่าก็นั่งเกือบจะท้ายสุด พอแปะก้นลงไปบนเก้าอี้ได้ไม่เท่าไหร่โทรศัพท์มือถือที่ตั้งเป็นระบบสั่นก็สั่นเป็นเจ้าเข้าอยู่ในกระเป๋ากางเกง

“ว่า?”

(มึงอยู่ไหน กูนั่งด้วย) คนที่โทรมาก็ไม่ใช่ใคร ไอ้เพื่อนรักของเขานั่นเอง

“ตอนนี้มึงอยู่ไหน กูอยู่...แถวอ่า แถวห้า นับจากข้างหลัง" เจบีว่าพลางชะเง้อคอมองหาเพื่อนรัก แล้วก็พบไอ้เสือร้ายที่อยู่ในชุดนักศึกษาถูกระเบียบ ซึ่งหล่อมากผู้ชายด้วยกันยังว่าหล่อ ทำให้นึกย้อนไปถึงสมัยไอ้เสือมันประกวด Mea health ตอนนั้นหุ่นก็เฟิร์ม หน้าก็หล่อ สมบูรณ์แบบเกินต้าน

“หวัดดีจิน” มาร์คทักทายหมีจินในตอนที่แทรกตัวเข้ามานั่งกับเพื่อนได้สำเร็จ หมีจินเองก็ยิ้มรับเป็นการทักทายตอบ

"ตื่นเต้นไหมมึง" มาร์คหันไปชวนเจบีคุยเมื่อได้ที่นั่งที่เหมาะเจาะ

"ตื่นเต้นห่าอะไร ร้อนสิไอ้สัส หรือสายมึงไม่เคยเล่าให้ฟังว่าตอนพี่เขาไปออกฟิลด์ปีก่อนมันเหนื่อยแค่ไหน"

"พี่กูเขาเล่าแล้ว กูก็ถามไปงั้นแหละเพราะกูเองก็จะบอกเหมือนกันว่ากูโคตรไม่อยากไปเลยไอ้สัส สิบห้าวันที่ต้องห่างน้องแบม สิบห้านาทีก็ถือว่านานแล้ว" จิตใต้สำนึกที่มันไม่อยากจะห่างคนที่เขารักไปไหนเลย มันทำให้มาร์คลืมไปว่าตรงหน้าคือพี่ชายที่หวงน้องชายมากๆ

"ให้มันน้อยๆ หน่อย" เจบีหรี่ตามองมาร์ค

"ก็ได้ว๊าาา" มาร์คลากเสียงยาวเป็นเชิงยอม แล้วอีกไม่กี่ชั่วอึดใจการปฐมนิเทศชี้แจงก็ได้เริ่มขึ้นตามกำหนดการ มาร์คก็ฟังบ้างไม่ฟังบ้างสลับกับตอบแชทน้องแบมที่ตอนนี้อยู่ที่ห้องไอ้บี

ช่วงบ่ายของการปฐมนิเทศคือการแบ่งกลุ่มกันสำหรับออกฟิลด์ซึ่งกลุ่มที่เลือกกันมานั้นเป็นกลุ่มที่เกิดจากการสุ่มวางของคณะ

"ไอ้แจ็ค! " มาร์คพุ่งเข้าไปกอดคอเพื่อนคนแรกที่เจอสมัยรับน้องของคณะเมื่อพบว่าหนึ่งในสมาชิกกลุ่มคือคนที่รู้จักมักจี่ ท่ามกลางคนอื่นๆ ในกลุ่มอีกสี่ห้าคนที่ก็พอคุ้นๆ หน้าว่าอยู่สาขาเดียวกันแต่จำชื่อไม่ได้

แจ็คคือลูกเสี้ยวไทย-ฮ่องกงที่บอกเลยว่าเมคเฟรนด์เก่ง แถมยังเป็นคนอารมณ์ดีและกล้าแสดงออก (มากๆ) ประโยคแรกที่คนทั้งสองได้คุยกัน ทั้งคู่จำได้ดีว่าเป็นประโยคที่แสนสุภาพ

'โทษนะครับ มีปากกาไหมครับผมขอยืมหน่อย'

'อ๋อ มีครับ นี่ครับ'

บทสนทนาแสนสุภาพและการยื่นปากกาให้อย่างนุ่มนวลมันก็แค่ภาพในอดีตเท่านั้นแหละเพราะปัจจุบันน่ะ…

"ไอ้มวยหัวค้าก" แจ็คตบบ่าเป็นการโต้ตอบ

"ไอ้สัส ไม่เหงาแล้วกู" ที่พูดแบบนั้นก็เพราะอย่างน้อยๆ ก็จะได้มีคนที่พอจะพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติได้

"กลุ่มเราครบยัง" พอผละการกอดคอกันแล้วก็ถามหาสมาชิกกลุ่มคนอื่นๆ เพื่อนที่ยืนกันอยู่อย่างเขินๆ ก็พากันพยักหน้า หลังจากนั้นก็แนะนำตัวเพื่อจะรู้จักและได้ทำงานร่วมกันในระยะเวลาเกือบครึ่งเดือนที่แนวภูเขาไฟอีสานใต้ หลังการแนะนำตัวก็ได้ความว่าในกลุ่มมีสมาชิกห้าคน สมาชิกประกอบไปด้วย มาร์ค แจ็ค พลอยแว่น อาทิตย์ และกบ เป็นชายสามหญิงสอง


"ไอบีกลุ่มมึงเป็นไงบ้าง ได้อยู่กลุ่มเดียวกับจินไหม" ทุกคนทยอยเดินออกมาจากหอประชุมกาสะลองเมื่อการแบ่งกลุ่มในช่วงบ่ายสิ้นสุด เจบี มาร์คและจินเดินออกมาพร้อมกัน

"อยู่ก็ดีสิวะ กูได้อยู่กลุ่มเดียวกับไอ้โน" เจบีตอบกลับมาแบบมีความครุกรุ่นในน้ำเสียงเขาค่อนข้างหัวเสียเพราะได้อยู่กลุ่มเดียวกับคนที่ไม่ค่อยชอบหน้า แต่ก็ต้องก้มหน้ายอมรับและกลืนความปากดีของมันไปเสีย

"อ้าว แย่เลย" มาร์คตบบ่าเป็นเชิงให้กำลังใจ ไอ้โนคือประธานรุ่นความชอบจัดแจงของมันเลยทำให้เจบีที่ไม่ชอบค่อยชอบนัก ความจริงก็ไม่มีใครชอบสักคนหรอก

"แย่สิไอ้สัส กูอารมณ์เสียขนาดนี้มึงต้องช่วยให้กูอารมณ์ดีแล้วล่ะหมี" ไม่พูดเปล่าเจ้าตัวยังยกแขนมาลูบหลังคอของหมีจิน มาร์คที่ตอนนี้แปรสภาพจากเพื่อนเป็นก้างขวางคอก็ได้แต่ยิ้มเยาะแล้วเสมองไปทางอื่นไม่ให้หมีจินเขินหน้าแดงไปมากกว่าที่เป็น

"ปล่อยเลยนะ" ในสายตาของเจบี นี่เป็นประโยคปล่อยเลยนะที่ไม่น่าปล่อยที่สุดในโลก แล้วด้วยความเขินหมีจินก็เลยเดินนำคนทั้งสองไปที่รถก่อนทิ้งชายฉกรรจ์สองคนที่เดินตามมาทีหลัง

"หิวดูออก" มาร์คเอ่ยปากแซ็วเพื่อน ที่ขนาดมองจากดาวอังคารก็รับรู้ความถึงความหิวที่ไอ้เพื่อนตัวแสบมีต่อเมียของมันได้

"หิวสิ น่ารักขนาดนั้นเลยนะ" ก็จริงอย่างที่ไอ้บีมันว่า

"แต่เสียใจด้วยว่ะ วันจันทร์ก็ต้องไปออกฟิลด์แล้ว มึงคงหาจังหวะป๊ะเท่งป๊ะได้ยาก" มาร์คทำมือทำไม้ประกอบป๊ะเท่งป๊ะที่ว่าได้อย่างออกรสออกชาติ

"เออกูรู้แล้ว กูจะอดทนรอ" ยากว่ะขนาดเขาน่ะแค่ได้กลิ่นหอมๆ ของน้องแบมยังใจน้วยเลย เรื่องอดทนต่อคนน่ารักๆ เเนี่ยมันทำได้ยากจริงๆ นะ

“เออ บีวันนี้กูขอพาน้องแบมออกไปหาอะไรกินข้างนอกได้ไหม” มาร์คออกปากถามพี่ชายของแฟน หวังอยู่ลึกๆ ว่าบีมันจะอนนุญาตให้ไป

“อืมแล้วแต่สิ มึงก็ถามมันเอาว่ามันอยากไปไหม ถ้าไปก็อย่ากลับกันดึก” ก็ถามปกติเพราะก็อยากรู้ไม่ได้จะกีดกันหรืออะไรอยู่แล้ว เขาเป็นพี่ชายไม่ใช่เจ้าชีวิตของน้องมัน

“น้องไป กูแชทถามน้องตั้งแต่ตอนนั่งฟังอาจารย์พูดละ” เจบีผลักหัววเพื่อนที่ระริกระรี้เกินกว่าเหตุ นี่กูยังไม่เคลียร์เรื่องผ้าปูเลยนะ


เมื่อมาร์ครับแบมแบมออกไปเที่ยวเล่นตามที่บอกกับเขาไว้ ก็เป็นเวลาทองที่เขาจะมานอนเล่นอยู่ที่ห้องของหมีจิน ตอนนี้คนทั้งสองยังอยู่ในชุดนักศึกษาหากแต่เนกไทและกระดุมบางเม็ดรวมถึงชายเสื้อถูกดึงออกเพื่อให้หายใจหายคอได้สะดวกขึ้น

“แกโอเคหรือเปล่าเรื่องที่ต้องอยู่กลุ่มเดียวกับโน เราว่าถ้าไม่โอเคแกรีบขออาจารย์เปลี่ยนก่อนจะไปออกฟิลด์จะดีกว่านะ” หมีจินพูดพลางลูบผมคนที่กำลังเหยียดตัวนอนเล่นโทรศัพท์อยู่บนตัก ร่างสูงลดโทรศัพท์ลงก่อนจะวางไว้ข้างตัวแล้วสบตากับคนที่มองลงมา

“ไม่ดีกว่าว่ะ ไม่อยากเรื่องมาก วุ่นวาย” ตอบพลางเอื้อมมือขึ้นมาเกลี่ยแก้มของหมีจินเบาๆ พึ่งคบกันได้ไม่นานแต่เขารู้สึกเข้ากับหมีจินได้ดีเราทั้งสองมีอะไรที่คล้ายๆ กันหลายอย่าง ทัศนคติกับบางเรื่องนั้นถือว่าไปด้วยกันได้ เชื่อแล้วที่เขาบอกว่า คนแบบเดียวกันจะดึงดูดซึ่งกันและกันอยู่เสมอ

“แกเคยเกือบจะมีเรื่องกับโนมาแล้วนี่นาจะโอเคจริงๆ ใช่ไหม เราเป็นห่วง” หมีจินดูจะวิตกกังวลกว่าเจบีเสียอีก ร่างสูงยิ้มอย่างดีใจที่ได้รับความเป็นห่วง

“โอเคสิ มึงไม่ต้องห่วงหรอกหมี กูไม่ต่อยมันหรอก ไม่ชอบกันในเรื่องส่วนตัวแต่เรื่องงานเรื่องเรียนก็ต้องแยกแยะ ฝึกเอาไว้ไปทำงานจริงๆ เราก็เลือกคนมาทำงานด้วย หรือว่าย้ายหนีไปไม่ได้ตลอดหรอกถูกไหม” พอเห็นว่าเจบีมีเหตุผลที่มาพอ หมีจินก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ ก็จริงอย่างที่เจบีพูดทุกอย่างเลย อะไรที่เป็นปัญหาก็คงจะต้องพุ่งชนจะหนีอย่างเดียวเราก็ไม่มีวันจะชนะ

“ค่อยโล่งใจขึ้นมาหน่อย”

“เป็นห่วงกูขนาดนั้นเลยหรอหมี” เจบีอมยิ้มตอนหมีจินพยักหน้าแล้วลูบผม เขาลุกขึ้นจากตักของคนที่ตัวบางกว่าแล้วมองใบหน้าน่ารัก สำรวจไปทั่วบริเวณแล้วมาหยุดที่ริมฝีปากล่างที่แสนอวบอิ่มแถมแดงระเรื่ออย่างสุขภาพดี

“น่ารักจังวะ” เจบีจ้องหมีจินไม่วางตา เขาหลงใหลกับความน่ารักแถมยังเข้ากันดีของเราสองคนเสียเหลือเกิน

“...” หมีจินไม่ได้ตอบทำเพียงแค่ค่อยๆ ปิดเปลือกตาลงในตอนที่คนตัวหนากว่าเคลื่อนใบหน้าเข้ามาใกล้อย่างช้าๆ เสียงลมหายใจและผ้าปูเตียงดังในห่วงโสตประสาทของคนที่หลับตา ความอุ่นร้อนเริ่มใกล้เข้ามาจนรู้สึกได้ว่าตอนนี้มันเป่ารดอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล และแล้วความอุ่นร้อนของริมฝีปากก็ทาบทับลงมาพาให้ใจดวงน้อยๆ เต้นโครมคราม คนเริ่มก่อนคือเจบีเพราะลิ้นร้อนของร่างสูงแตะสัมผัสที่ริมฝีปากอย่างขออนุญาต คนเริ่มก่อนว่าร้ายแล้วคนที่อนุญาตให้เอาลิ้นเข้าไปในโพลงปากเพื่อแตะสัมผัสกันมากขึ้นสิที่ร้ายกว่า เจบีน่ะเริ่มแค่ในนาม แต่การกระทำหมีจินต่างหากที่เริ่มเกี่ยวกระหวัดลิ้นอย่างช้าๆ และเริ่มไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ จนร่างสูงกระตุกยิ้มชอบใจ

นี่ไง ความเผ็ดร้อนที่กูควรได้รับในคืนนั้น คืนที่กูเมาอย่างหมา

ความเร่าร้อนของการแลกลิ้นไต่ระดับจากต่ำไปจนตอนนี้สูงลิบลิ่ว สูงชนิดที่มือไม้ของเจบีเริ่มปลดกระดุมของหมีจิน และผละจูบมาเพื่อขบเม้มเบาๆ ตรงซอกคอเขาที่ยังคงทิ้งกลิ่นหอมจากน้ำหอมที่เขาได้กลิ่นตอนขับรถมารับเมื่อเช้า ริมฝีปากพยายามจะไม่สร้างรอยแต่ก็เหมือนความพยายามจะล้มเหลวเมื่อมีรอยจางๆ ปรากฎหลังจากริมฝีปากไล่ผ่าน

เสียงหอบหายใจของหมีจินยามที่คนตัวหนาผละตัวออกมามันเร้าอารมณ์พาให้อะไรต่ออะไรมันแข็งสวนทางกลับใจที่มันอ่อนเป็นขี้ผึ้งลนไฟ

“พอแค่นี้หรือไปต่อ” น้ำเสียงแหบๆ พูดในระยะที่ใกล้แสนใกล้พาให้จินกลืนน้ำลาย

“...” คนที่หอบหายใจแถมโดนฝากรอยที่คอช้อนสายตาขึ้นมองคนที่ตัวหนากว่า นอกจากหน้าแล้วก็ยังเหลือบลงไปที่เป้ากางเกงก็พบว่ามีบางอย่างที่มันฟูขึ้นมา

“ว่าไง” เจบีเร่งเร้าให้คนที่ตนมองตาตอบคำถามเพราะตอนนี้มันปวดหนึบไปหมดแล้ว

“ถ้าเราบอกว่าพอแกจะไหวหรอ” ไม่ว่าเปล่าหมีจินยังเอื้อมมือลงมาบีบคลำที่เป้ากางเกงของร่างหนา ตอนนี้ต้นไม้โดยรอบใบล่วงโก๋นหมดแล้วนะ

เพราะจินเด็ดมาก

“กูก็จะบอกว่ามึงน่ะใจร้าย” กดจูบลงไปอีกครั้งคราวนี้งับที่ริมฝีปากล่างแล้วผละออก

“มีถุงยางหรอ” จินถามออกไปตรงๆ ถ้าไม่มีก็คงจะได้พอของจริงยังไม่พร้อมจะลิ้มรสเจบี

“กูพร้อมกว่าที่มึงคิด” เจบีเอื้อมไปหยิบกระเป๋าสตางค์ใบเล็กลีบที่วางอยู่ข้างกุญแจรถมากางออกแล้วหยิบซองถุงยางที่เขาพกติดตัวเอาไว้ตั้งแต่วันที่ไปกินเหล้าด้วยกัน

“งั้นก็ต่อเลย” ว่าจบหมีจินก็เป็นฝ่ายดันเจบีให้ทิ้งตัวลงกับเตียงแล้วขึ้นคร่อมร่างหนา ก่อนจะนั่งทับลงไปที่กางกายพอให้คนที่ส่วนนั้นฟูอยู่แล้วสะดุ้งเสียวสุดตัว แล้วขยับตัวไปมาเรียกเสียงครางอื้ออึงในลำคอของเจบีได้เป็นอย่างดี

สวรรค์ชั้นเจ็ดอ้าแขนรับทั้งคู่แล้วในตอนนี้


“พี่ต้องคิดถึงเรามากแน่ๆ เลยค่ะ” มาร์คพูดขึ้นพร้อมกับเอื้อมมือไปเกลี่ยแก้มของคนที่กินบิงซูผลไม้อยู่ตรงหน้า เขาพาน้องมาเดินห้างฯ ด้วยกันเพราะอยากให้เวลาอยู่ด้วยนานๆ เพราะจะต้องไม่เห็นหน้าไปอีกสิบห้าวันเต็ม พอเดินเสร็จน้องแบมก็แวะที่ร้านบีทูเอสซื้อปากกาเครื่องเขียนแล้วเขาก็พามาให้ของหวานกินตามคำเรียกร้องของร่างบาง

น้องแบมยังคงมีอาการเขินจากเรื่องน่าอายที่เราได้กระทำกันไปเเมื่อไม่นานมานี้อยู่เล็กน้อยแต่ตอนนี้น้องก็เหมือนจะเริ่มกล้าสบตากับเขามากขึ้นกว่าเดิม

“แบมก็เหมือนกันครับ” เจ้าเด็กวางช้อนที่กำลังตักบิงซูลงแล้วยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่คลอขึ้นมา ตั้งสิบห้าวันเลยที่พี่มาร์คไม่อยู่แถมคราวนี้พี่บี๋ พี่หมีก็ไปด้วยอีกต่างหาก เขาต้องเหงามากๆ แล้วตลอดครึ่งเดือนข้างหน้าเขาก็ต้องใช้ชีวิตคนเดียว ก็แอบๆ หวั่นว่าจะไม่รอดแต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องฝึกทำให้ได้เพราะคร่าวนี้น่ะจำเป็นจะต้องอยู่คนเดียวจริงๆ

“ไม่เอาไม่ร้องนะคะคนดี” พอเห็นน้องร้องใจเขาก็สั่นขึ้นมาหน่อยๆ อาการหลงเมียเด็กเป็นมากขึ้นมากขึ้นเสียทุกทีที่อยู่กับน้องยิ่งผ่านเรื่องวันนั้นมาเขายิ่งมองแบมแบมด้วยฟิลเตอร์ที่อ่อนโยนกว่าเก่า

“ไม่ไปได้ไหม” คำถามเด็กน้อยหลุดออกมาทำเอามาร์คหลุดหัวเราะ แบมแบมนี่สมนิยามเมียเด็กที่แท้ทรูมาร์คเอื้อมมือที่เกลี่ยน้ำตาขึ้นไปลูบผมนิ่มๆ นั่นแทน

“ถ้าเลือกได้ พี่ก็เลือกที่จะไม่ไปค่ะ แต่นี่เลือกไม่ได้น่ะสิคะ” ลักษณะอาการที่พยักหน้าหงึกๆ เป็นเชิงเข้าใจแต่ปากยังเบะนั้นช่างแสนเอ็นดู

ดูเอ็นสักรอบให้มันจบๆ ไปหน่อยก็ไม่ได้

“แล้วแบมก็กังวลหน่อยๆ ด้วยเรื่องที่ต้องอยู่โดยไม่มีพี่บี๋” ข้อนี้เขาเข้าใจดีเลยไม่รู้ว่ามันคือข้อดีหรือข้อเสียที่เจบีเลี้ยงน้องเหมือนไข่ในหินไม่เคยให้น้องได้ลองท่องเที่ยวในเมืองหลวงด้วยตัวเองสักครั้งเพราะเป็นห่วง เขาก็แอบหนักใจอยู่หน่อยๆ

“งั้นวันนี้ลองนั่งรถเมล์กลับห้องไอ้บีกันดีไหม” รถเมล์สายที่ผ่านห้างคือสายเดียวกับที่ผ่านหน้าสถาบันฯ มาร์คเลยเลือกที่จะเสนอออกไป

“แล้วรถที่พี่มาร์คขับมาล่ะครับ”

“ก็จอดทิ้งเอาไว้นี่ก่อนไงคะ พอส่งน้องแบมเสร็จพี่ก็กลับมาเอารถอีกทีนึง” น้องแบมทำท่าครุ่นคิดก่อนจะพยักหน้ารับข้อเสนอ

“ขอบคุณนะครับ” พี่มาร์คส่ายหน้าเป็นเชิงว่าไม่เป็นไร ซึ่งก็ไม่เป็นอะไรจริงๆ เพราะเขาตั้งใจจะให้น้องได้เรียนรู้ แอบเป็นห่วงจริงๆ นะว่าระหว่างที่เขาหรือไอ้บีไม่อยู่น้องจะโอเคหรือเปล่า

รถเมล์สาย 515 คือสายที่จะพาคนทั้งสองที่พึ่งเดินลงจากสะพานลอยจากห้างฯ ไปยังจุดหมายปลายทางนั่นก็คือห้องพักของเจบี สายที่ว่านี้ก็ผ่านปากทางเข้าซอยเท่านั้นอย่างไรก็จะต้องต่อรถวินมอเตอร์ไซค์เข้าไปอยู่ดี แต่ถึงอย่างนั้นทางนี้ก็ถือว่าสะดวกพอได้ ในทุกๆ การเดินมาร์คต้วนไม่เคยปล่อยมือจากข้อมือเล็กๆ ของแบมแบมเลยแม้แต่น้อย เขาเป็นคนเดินนำน้องตลอด พอมีคนสวนในช่องทางการเดินที่แออัดก็พร้อมจะดันร่างเล็กๆ ของแบมแบมให้อยู่หลังเขาอยู่เสมอ คนตัวเล็กก็ได้แต่อมยิ้มยามที่โดนปกป้องจากคนที่เรียกว่าแฟน อาจจะเพราะเวลานี้เลยเวลาเลิกงานของพนักงานบริษัทที่กระจายตัวอยู่แถวนี้เป็นสิบยี่สิบแห่งมาได้มากเท่าไหร่ทำให้คนยังแออัดอยู่ที่ป้ายรถเมล์อีกเพียบ

“ร้อนหน่อยนะทนหน่อย” มาร์คหันมาบอกคนที่มีเหงื่อซึมอยู่ที่ขมับ เริ่มคิดว่าตัวเองอาจจะคิดผิดหน่อยๆ ที่พาน้องมาผิดเวลา แต่ถึงอย่างนั้นข้อมือของแบมแบมก็ยังอยู่ในมือหนาของมาร์คต้วน

“เดี๋ยวพี่จะพาเราขึ้นรถเมล์สาย 515 สายนี้จะพาแบมไปตรงสะพานลอยที่อยู่เยื้องกับปากทางเข้าคอนโด พอจำได้ไหม” ร่างบางครุ่นคิดก่อนจะพยักหน้ารับ พอจะนึกออกแล้ว รออีกครู่หนึ่งรถเมล์สายที่ต้องการจะขึ้นก็ขับมาจอดเทียบที่ป้าย การจะขึ้นก็อาศัยการเบียดเสียดอยู่ไม่น้อยเพราะคนกรูกันจะขึ้นก็เยอะพอกัน แต่ถึงอย่างนั้นทั้งคู่ก็มาอยู่บนรถเมล์คันดังกล่าวได้ พื้นที่สำหรับนั่งนั้นคงจะเป็นเพียงฝันเพราะเต็มทุกที่ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาที่เกาะราวไปตามระเบียบ มาร์คต้วนเลือกที่จะยืนซ้อนหลังน้องเพราะก็ไม่รู้ว่าในความแออัดนี้จะมีใครมาลวนลามแบมแบมหรือเปล่า ยิ่งน่ารักปุ๊กปิ๊กอยู่ด้วย

“โอเคใช่ไหมคะ” เห็นสีหน้าสีตาน้องแบมดูกลัวๆ กับบรรยากาศโดยรอบ มาร์คก็เลยถามคนที่เขายืนซ้อนหลังอยู่

“โอเคครับ แค่กลัวๆ นิดหน่อย” มาร์คละมือข้างนึงที่จับราวมาลูบผมแบมแบมเป็นเชิงปลอบโยนให้หายกลัว ดันหัวน้อยให้เอียงซบมาที่อกของเขาเป็นการบอกกลายๆ ว่าตรงนี้คือที่พักพิง รถเมล์ออกตัวไปเรื่อยๆ แวะจอดตามป้ายต่างๆ รายทาง คนก็มีทั้งขึ้นและลงสลับกันไป ตอนนี้ผ่านมาก็หลายป้ายทำให้ที่นั่งก็พอจะว่างขึ้นมาบาง เขาเห็นว่ามีที่ว่างที่อยู่ประมาณด้านหน้าของตัวรถ อีกครั้งที่มาร์คออกแรงจูงน้องให้เดินไปหาที่นั่งว่างตรงนั้น

“ตรงนี้ว่างพอดีน้องแบมนั่งเลยครับ” เขาบอกกับคนตัวเล็กที่ก็น่าจะยืนจนเมื่อยขาอยู่พอสมควร

“แล้วพี่มาร์คล่ะครับ” น้องก็ยังดูเกรงใจเพราะก็รู้ว่าคนพี่เองก็ยืนมานานพอๆ กับตน มาร์คส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม

“นั่งเลยครับพี่ทนได้ เดี๋ยวถ้ามีที่นั่งว่างอีกเดี๋ยวพี่จะไปหานั่ง แต่ตอนนี้น้องแบมนั่งก่อนนะ” น้องพยักหน้าแล้วนั่งลงไปตรงที่ว่างมาร์คเองก็คอยยืนประกบอยู่ไม่ห่างแล้วก็พึ่งจะสังเกตว่าไอ้คนที่นั่งอยู่ด้านในสุดของที่นั่งข้างๆ แบมแบมนั้นมันหลับหัวทิ่มหัวตำ ร่างสูงหรี่ตาเมื่อเห็นหัวทุยๆ ที่แนบกับกระจกนั้นแลดูคุ้นตา พยายามจะชะเง้อไปมองอย่างไม่ให้ดูเป็นโรคจิต แต่มองเท่าไหร่ก็มองไม่เห็นเพราะคนข้างๆ น้องสัปหงกแถมเอาหัวแนบกระจกอีกต่างหาก เขาเลยถอดใจ คงจะแค่หลอนคิดว่าคุ้นตาไปเอง

กึก!

ในตอนที่ถอดใจก็เป็นจังหวะเดียวกับที่รถเมล์เบรกกะทันหัน เสียงกึกดังกล่าวคือเสียงของคนที่นั่งหลับนั้นหัวกระแทกกับกระจก ไม่เพียงแค่มาร์คที่หันไปมองแต่แบมแบมที่นั่งข้างๆ ก็ด้วย คนหลับดึงหูฟังที่ใส่ออกจากหูพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมาด้วยหน้าตาที่แสนงัวเงีย

เชี่ย! ก็ว่าแล้วทำไมถึงคุ้นๆ ไอ้คนที่นั่งสัปหงกจนหัวโขกกระจกมันคือ ตะวัน นั่นเอง

------------------------

100% UPLOAD

มาแล้วหลังจากหายไปนานเนื่องจาก คีย์บอร์ดฟัง ตอนนี้ได้ทำการซื้อใหม่แล้วค่า

ขุ่นพรี่ว่ามันอย่างไงคะ 

#เอวมาร์คแบม


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 273 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,878 ความคิดเห็น

  1. #1850 RaweeRawee (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2563 / 16:31

    ชอบเรื่องนี้เพราะความหื่น ความล่อลวง ความจ้องจะจับน้องแบมกินตลอดเวลาของมาร์ค

    ไม่อยากเข้าสู่ อารมณ์สีเทา แฟนเก่ากลับมา ไรงี้เลยอ่ะ มันไม่เหมาะกับสายหื่นนะพี่ 


    #1,850
    0
  2. #1742 mkjbjinjsyjbbyy (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 / 22:32

    อย่าทำน้องผิดหวังนะพี่มาร์ค..แล้วน้องต้องใช้ชีวิตคนเดียวอีก15วัน..ฮืออออ สู้ๆนะคะไรท์ รออ่านตอนต่อๆๆๆไปนะคะ

    #1,742
    0
  3. #1741 earnneyyy (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2563 / 04:13

    ยังยืนยันนั่งยันนอนยันคำเดิมเลยว่าถ้ากลับไปหาคนเก่าจะทุบเข้าให้ แล้วก็จะอุ้มน้องค้าบหนีไปๆไกลๆนายเลยนะมาร์ค!!!
    #1,741
    0
  4. #1740 Bella1997 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2563 / 19:03
    มาร์คแกห้ามวอกแวกเด็ดขาดไม่งั้นจะไม่ยกลูกให้แน่
    #1,740
    0
  5. #1739 MM_MB (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2563 / 14:30
    จะกลับไปคบกัน ก้อไปกันเลย แต่อย่ากลับมาหาน้องอีกนะ
    #1,739
    0
  6. #1738 Bowling2050 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2563 / 10:06
    อย่านะ อย่ามาเข้าใกล้ลูกฉัน เต็มอุ้มลูกวิ่ง
    #1,738
    0
  7. #1737 Nattitap (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2563 / 09:51
    พร้อมอุ้มน้องหนีนะบอกเลยยยยย
    #1,737
    0
  8. #1736 AtichaTerking (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2563 / 08:58
    เรื่องนี้ดราม่ามั้ยอะคะ กลัวจัง
    #1,736
    0
  9. #1735 Wawa (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2563 / 08:51
    คงไม่เอารักแรกมาสร้างปัญหาให้กับรักใหม่นี้หรอกนะ กล้าแลกก็ลองดูนะมาร์ค แต่เราว่าได้ไม่คุ้มเสียน๊าาา
    #1,735
    0
  10. #1734 iloveimjaebeom (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2563 / 23:58
    เอาหล่ะทีนี้ ถ่านไฟเก่ายังคุมั้ยนะ ถ้าคุนะจะยึดน้องคืนนะมาร์ค
    #1,734
    0
  11. #1733 NachaUnchisaSiak (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2563 / 22:52
    ถ้าอิพี่มาร์คโลเล ขอให้น้องไปมีคนอื่น!!! เชิดๆใส่เรยจ่ะ.
    #1,733
    0
  12. #1732 NachaUnchisaSiak (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2563 / 22:48
    ฮืออออ ไม่เอาม่านะ!!!!
    #1,732
    0
  13. #1731 Lovely_Sweety (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2563 / 19:54
    ถ้าพี่ลังเลคือจะยึดน้องคืนนนนน
    #1,731
    0
  14. #1730 May (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2563 / 18:12

    จับตาดูพี่มาร์คอย่างเดียวเลย

    #1,730
    0
  15. #1729 patt.19 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2563 / 17:07
    ใจมิดีเลยยยย
    #1,729
    0
  16. #1728 bammboo123 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2563 / 13:13
    อย่าม่าเลยนะคะพลีสสสส สงสารน้องงงงงงงงงงงง
    #1,728
    0
  17. #1727 Kgtstt24 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2563 / 13:11
    ใจไม่ดีเลยฮื่ออออออออ
    #1,727
    0
  18. #1726 TToeyMB (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2563 / 10:56
    ใจมันตุ้มๆต่อม
    #1,726
    0
  19. #1725 Ja_Janey_Ney (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2563 / 10:53
    ตะวันจะดีหรือไม่อันนี้ไม่รู้ แต่ถ้าสำหรับสถานะแฟนเก่า เราอยู่ร่วมกันไม่ได้!!!!!
    #1,725
    0
  20. #1724 Tuan_Boom (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2563 / 09:40
    ชั้นๆๆๆๆๆ ชั้นเกียมไม้หน้าวามแร้วววนะะะ!!!!
    #1,724
    0
  21. #1723 Beaujungf (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2563 / 07:08
    ข้าน้อยใจบ่ดีเบยยยย
    สถานการณ์คลี่คลายเจอกันใหม่นะอีพี่มาร์คคนใจโลเล
    #1,723
    0
  22. #1722 jum1398 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2563 / 06:26
    มาร์คลังเลเหรอ
    #1,722
    0
  23. #1721 JBfangirl (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2563 / 04:35
    ฉันจะฟ้องพี่บี๋!
    #1,721
    0
  24. #1720 Kasleena (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2563 / 00:35
    พี่ม้าคลังเลๆๆๆๆๆ อย่าทำน้องเราเสียใจนะ!!!
    #1,720
    0
  25. #1719 leehwayeon bb (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2563 / 00:32
    เกลียดมาร์คกับตะะวันไว้ก่อนเลยละกัน
    #1,719
    0