วชิรปทุมวงศ์ (อาวุธแห่งความดี)

ตอนที่ 8 : สตรีปริศนา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    2 ก.ค. 63

 

ณ เมืองปทมบุรีซึ่งในขณะนี้กลายเป็นบรรพตที่ปกคลุมไปด้วยผืนป่ารกทึบ ผู้คนที่เดินทางผ่านไปมาก็ไม่มีใครคิดว่าจะเป็นที่ตั้งของมหานคราอันรุ่งเรือง และไม่มีวี่แววของสิ่งมีชีวิตที่จะออกมาจากบรรพตแห่งนั้น แต่มีหญิงสาวนางหนึ่งที่ยังคงเดินผ่านไปมาแถวนี้เป็นประจำ ทุกคนที่พบเจอนางต่างพูดตรงกันว่านางคือธิดาของรุกขเทวดาหรือนางไม้ที่คอยเฝ้าปกปักรักษาบรรพตแห่งนี้ไว้มิให้ใครเข้ามาทำลาย ผู้ใดที่เข้ามาล่าสัตว์หรือตัดไม้ในที่แห่งนี้มักจะหนีกลับไปพร้อมความเจ็บปวดด้วยลักษณะการกระทำของแต่ละคน หากใครที่ยิงสัตว์ด้วยลูกศร ลูกศรนั้นก็จะย้อนมาปักตัวผู้ยิงในตำแหน่งเดียวกับที่สัตว์โดนยิง หากใครตัดต้นไม้ ขวานก็จะลื่นหลุดมาตัดโดนลำตัวของผู้นั้นจนได้รับบาดเจ็บกลับไปทุกครั้ง จึงไม่ค่อยมีใครกล้าเข้ามาทำอะไรในสถานที่แห่งนี้มานับสิบ ๆ ปี มีแค่เดินผ่านไปมาบ้างประปราย ซึ่งหญิงสาวที่คอยวนเวียนอยู่นั้นมักได้ยินชาวบ้านเรียกขานกันติดปากว่า เจ้าแม่ดอกบัว ซึ่งแต่เดิมเป็นลูกเต้าเหล่าใครมีที่มาอย่างไรก็ไม่มีใครทราบ รู้แต่เพียงว่าหากใครมาบนบานสานกล่าวเมื่อสำเร็จแล้วจะต้องนำดอกบัวมาถวายเพื่อเป็นการตอบแทนแก่เจ้าแม่  อยู่มาวันหนึ่งได้มีกลุ่มโจรที่คอยปล้นทรัพย์สินเงินทองของชาวบ้านละแวกต่าง ๆ หนีมาหยุดพักที่เนินหินใกล้บริเวณที่เจ้าแม่ดอกบัวดูแลอยู่ พอแสงสุริยาลับไปท้องฟ้ามืดดำ บรรดาโจรต่างจัดเตรียมที่สำหรับหยุดพักหลับนอน ณ บริเวณนั้น บ้างหาฟืนมาก่อไฟ บ้างก็ยิงนกตกปลาเพื่อนำมาเป็นอาหาร มีสมุนโจรผู้หนึ่งซึ่งกำลังจะใช้ธนูยิงกวางป่า แต่สายตานั้นได้เหลือบไปเห็นสตรีนางหนึ่งมีหน้าตาและสรีระงดงามมาก ซึ่งตนก็ฉงนใจอยู่เล็กน้อย ว่าในป่าในดงอย่างนี้จะมีสตรีที่ไหนมาเดินเล่น แต่ด้วยจิตที่คิดอกุศลจึงเดินสะกดรอยตามไปเรื่อย ๆ หวังจะล่วงเกินนางเพียงผู้เดียวโดยมิให้โจรคนอื่น ๆ ติดตามมา จนมาถึงสระบัวเล็ก ๆ ซึ่งไกลจากที่พักของกลุ่มโจรมาไม่มากนัก เมื่อกวาดสายตาไปในความมืดกลับไม่พบสตรีนางนั้นเสียแล้ว คิดจะย้อนกลับแต่ก็จำเส้นทางที่จะเดินกลับไปไม่ได้ จึงรู้สึกหวาดระแวงแล้วค่อย ๆ เดินไปนั่งใกล้ริมสระบัว ทันใดนั้นบรรดาภูตผีต่าง ๆ มากมายโผล่ขึ้นมาจากสระบัว ซึ่งล้วนเป็นวิญญาณที่เคยมาล่าสัตว์ในที่แห่งนี้ทั้งสิ้น สมุนโจรนั่งอยู่ริมสระบัวก็ได้กลิ่นเหม็นแปลก ๆ เมื่อหันไปพบเหล่าภูตผีตะเกียกตะกายอยู่ จึงตกใจวิ่งหนีไม่คิดชีวิตพร้อมเสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวายลั่นสนั่นป่า สมาชิกคนอื่น ๆ เมื่อได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือจึงแตกตื่นรีบจับดาบจับธนูเพื่อป้องกันตัว หัวหน้าโจรสั่งให้ลูกสมุนอีกคนวิ่งออกไปดูรอบที่พัก ยังไม่สิ้นเสียงพูด ก็เห็นโจรคนที่ออกไปล่าสัตว์วิ่งกลับมาป่าราบในสภาพที่ตกใจและหวาดกลัวอะไรสักอย่างมาก ๆ พร้อมเสียงตะโกนที่ตะกุกตะกักว่า “ผะ ผะ ผะ” แล้วจึงสลบไปต่อหน้าทุกคน ไม่นานฝูงสัมภเวสีก็ตามมาทัน สมุนโจรต่างตกใจและหวาดกลัวอย่างมาก บางคนชิงวิ่งหนีเอาตัวรอดไปก่อนแบบไม่คิดถึงชีวิต บางคนแตกตื่นมือไม้สั่น บางคนยังคงชงักอยู่กับที่เพราะแข้งขาแข็งไม่มีแรงหนีด้วยความกลัว นายโจรและสมุนทั้งหมดวิ่งหนีกันอย่างเตลิดเปิดเปิงตะโกนลั่นทั่วป่าโดยทิ้งสมบัติที่ปล้นมาได้และเสบียงกับข้าวทั้งหมดไว้ เมื่อเห็นว่าปลอดคนแล้ว สัมภเวสีต่าง ๆ ก็สลายกลายเป็นดอกบัวมากมาย หญิงสาวที่ถูกเรียกว่าเจ้าแม่ดอกบัว นางหัวเราะชอบใจที่สามารถไล่พวกที่คิดไม่ดีออกไปได้ แล้วจึงกลับไปยังต้นไม้ที่ตนอาศัย เทพารักษ์ที่ชุบเลี้ยงนางมา ออกมาตำหนิหญิงสาวว่าคราวหลังอย่ากระทำเช่นนี้อีก เพราะหากพลาดพลั้งถูกทำร้ายจะได้รับอันตรายเอาได้ นางจึงตอบรับด้วยน้ำเสียงน้อยใจและพูดตัดพ้อที่ตนนั้นไม่เคยมีเพื่อนเล่นมาก่อน พอโตมาก็มีกฎโน่นนี่มากมายไม่เป็นอิสระเอาเสียเลย แม้แต่ชื่อจริงๆของตัวเองก็พูดออกมาไม่ได้ เทพารักษ์เห็นใจจึงบอกว่าที่ข้าไม่ให้เจ้าเผยชื่อตัวเองไปนั้นก็เพื่อปกป้องตัวเจ้าเองให้รอดพ้นจากอันตรายต่าง ๆ หญิงสาวแย้งไปทันทีว่า เราชื่อนิจรันทร์แล้วจะเป็นไรไป เรียกแล้วก็ไม่เห็นจะมีอะไรเกิดขึ้น หรือเป็นกาลกิณีหรืออย่างไร เทพารักษ์ตอบอย่างใจเย็นว่า หามิได้หรอก เราเองก็เคยบอกเรื่องพระราชบิดากับพระราชมารดาของพระธิดาไปหลายครั้งแล้ว เวลานี้ยังไม่ปลอดภัยที่จะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง เอาไว้ถึงเวลาก่อนแล้วพระธิดาก็จะได้ออกไปตามหาบรรดาพ่อแม่พี่น้องที่พลัดพรากกันไป นิจรันทร์เกิดความสงสัยจึงถามไปว่าเมื่อไหร่จะถึงวันนั้น เทพารักษ์ก็ตอบด้วยน้ำเสียงอันนุ่มนวลว่า เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นที่เจ้าถึงวัยอันควรสามารถปกป้องตนเองและช่วยเหลือผู้อื่นได้ เจ้าโตถึงวัยที่ควรศึกษาวิชาความรู้ไว้ใช้ปกป้องตัวเองได้แล้วนะ จะเที่ยวเล่นเป็นเด็กไปเหมือนก่อนนั้นมิได้ ว่าพลางก็สั่งให้หญิงสาวนั้นกลับไปนอนพักผ่อน 

แสงอรุณเบิกฟ้า รุ่งเช้าวันใหม่ มีชาวบ้านนำดอกบัวมาถวายให้กับเจ้าแม่ดอกบัวเพื่อบนบานขอทุกขลาภต่าง ๆ ที่ตนหมายปอง และก็เป็นปกติที่พระธิดานิจรันทร์จะต้องแสดงท่าทางเสมือนผีหลอกหลอนชาวบ้านกลุ่มนั้นจนหวาดกลัวแล้ววิ่งหนีกระเจิดกระเจิงไปแบบนี้ทุก ๆ วัน เมื่อเล่นสนุกได้สักพัก เทพารักษ์จึงเรียกพระธิดาไปพบที่ข้างสระบัว เมื่อไปถึงเทพารักษ์ไม่พูดพร่ำทำเพลง จึงเริ่มสอนสรรพวิชาต่าง ๆ ให้กับพระธิดา แต่ด้วยความขี้เกียจและรักสนุกของพระธิดาจึงเรียนไปบ้างเล่นไปบ้างอยู่หลายขวบเดือน แต่ก็สามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วอย่างไม่เคยมีผู้ใดทำได้ ทั้งวิชาล่องหนหายตัว วิชาเหาะเหินเดินอากาศ วิชาแปลงกาย วิชาปรุงยา และวิชาอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งสำเร็จวิชาต่าง ๆ ได้ในเวลาเพียงไม่ถึงปี พอเย็นย่ำทั้งครูทั้งศิษย์ก็นั่งคุยกันข้างสระบัวเรื่องกาลต่อไปข้างหน้า พระธิดานิจรันทร์จึงถามท่านเทพารักษ์เกี่ยวกับความรู้ความสามารถของตน เทพารักษ์ตอบด้วยความภูมิใจ อันวิชาความรู้ที่เรามีนั้นได้ถ่ายทอดให้กับพระธิดาหมดสิ้นทุกกระบวนความแล้ว ที่ต่างกันก็คือเรื่องตบะบารมี เรานี้จำศีลอยู่ในต้นไม้มาหลายร้อยปีบำเพ็ญตบะบารมีก็มิน้อย พระธิดาเองก็ต้องฝึกสมาธิให้มากเพื่อที่จะสร้างตบะบารมีให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ตัวเรานี้ไม่ห่วงอะไรแล้ว จะห่วงก็แต่เจ้า “พระธิดาฟังอย่างตั้งใจ” เทพารักษ์กล่าวต่อไปว่าโชคชะตาพาเด็กน้อยผู้เลอโฉมมาให้เราดูแล และก็คงจะถึงเวลาที่เราจะต้องแยกย้ายกันทำหน้าที่ของตนให้สำเร็จลุล่วงไปแล้วสินะ พระธิดานิจรันทร์เหลือบขึ้นมองหน้าเทพารักษ์ด้วยสายตาที่เป็นคำถาม เทพารักษ์จึงพาพระธิดาไปยังเนินหินสูงใหญ่ที่มีหญ้ารกทึบโดยไม่พูดจา แล้วจึงเนรมิตภาพมหานครที่ซ่อนอยู่ใต้ก้อนหิน เทพารักษ์บอกให้พระธิดาหันไปดู พระธิดานิจรันทร์เกิดความสงสัยจึงถามไปว่านั่นคือเมืองอะไร ทำไมถูกฝังกลบไว้เยี่ยงนี้ เทพารักษ์จึงเผยความจริงเรื่องความเป็นมาและที่ตั้งของเมืองอย่างละเอียดซึ่งก่อนหน้านี้เทพารักษ์เคยบอกเพียงว่าบิดามารดานั้นเป็นใครและเหตุใดที่ต้องพลัดพรากจากกันไป เมื่อนิจรันทร์ได้ฟังก็นึกขึ้นได้ทันทีว่าพ่อของตนถูกจองจำอยู่ในเมือง ทันใดนั้นน้ำตาแห่งความสงสารบุพการีไหลอาบทั้งสองแก้มจนเปียกโชก ร้องไห้พลางทรุดเข่าลงกับพื้นด้วยความโศกเศร้าเสียใจที่ตนไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้เลยแม้แต่น้อย เทพารักษ์ลูบหัวพระธิดาเบา ๆ แล้วจึงพูดต่อ อย่าโศกเศร้าไปเลย เราดีใจที่เห็นเจ้ายังอาลัยแก่บิดามารดา ทุกชีวิตบนโลกล้วนมีโชคชะตาเป็นตัวกำหนด และชะตากรรมแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ไม่มีใครชดใช้กรรมแทนกันได้ พระราชบิดาของเจ้านั้นกำลังชดใช้กรรมเก่าเมื่อชดใช้กรรมนั้นจนหมดสิ้นภายหลังก็จะมีแต่ความสุข เจ้าหมั่นสร้างกรรมดีเอาไว้นะมันจะเกื้อหนุนการทุกสิ่งอย่างที่เจ้าจะกระทำ ตอนนี้วิชาความรู้เจ้ามีพร้อมแล้ว สิ่งที่ต้องมีต่อไปคือโอกาสซึ่งโอกาสก็กำลังเข้ามาหาเจ้า พระธิดาจงฟังคำเรา แต่นี้ต่อไปเบื้องหน้าพระธิดาจะต้องออกตามหาบรรดาพี่น้องให้ครบทุกคนแล้วพาทุกคนมุ่งหน้ามาช่วยราชาราชพลให้หลุดพ้นจากพันธนาการต่าง ๆ และจงฟื้นฟูบ้านเมืองให้กลับมาเจริญขึ้นดังเดิม พระธิดานิจรันทร์ได้ฟังดังนั้นจึงลุกขึ้นยืนพร้อมรอยยิ้มที่เปื้อนน้ำตาแล้วกราบลาท่านเทพารักษ์ด้วยใจที่ตั้งมั่นว่าจะกลับมาช่วยเสด็จพ่อและเสด็จแม่ให้ได้ พูดจบก็ออกเดินทางในคืนนั้นทันที

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น