วชิรปทุมวงศ์ (อาวุธแห่งความดี)

ตอนที่ 7 : บุรุษแดนไกล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    5 ก.ค. 63

ห่างออกไปอีกฟากของโลกมีมหานครานามว่าเมืองเทวัญทิพย์บุรี พระราชาสิงหราช กับพระมเหสีเศวตบุบผาผู้ครองนครทรงมีพระโอรส นามว่า “ศึกศิฏษ์” ซึ่งได้รับการอุปถัมภ์ชุบเลี้ยงมาตั้งแต่ทรงเป็นทารกจนเจริญเติบโตมาถึงปัจจุบัน พระโอรสเป็นผู้มีบุญญาธิการว่านอนสอนง่าย และชอบช่วยเหลือราษฎรที่ตกทุกข์ได้ยากเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังทรงมีพระราชไมตรีกับพระโอรสเมืองต่าง ๆ ทรงมีความเชี่ยวชาญและเที่ยงธรรมในการหาข้อเท็จจริงและตัดสินคดีความให้กับประชาชนที่มาตีกลองร้องทุกข์อยู่เสมอ แต่ทรงรักศักดิ์ศรีและฐานันดรเป็นที่สุด อยู่มาวันหนึ่ง มีกาเผือกตัวใหญ่มหึมาบินโฉบเฉี่ยวอยู่หน้าศาลากลางเมือง ทหารขับไล่เท่าไหร่ก็ไม่ยอมออกไป ทหารนายหนึ่งจึงเร่งไปกราบทูลพระราชาสิงหราช เมื่อพระองค์ทราบความก็รีบดำเนินมาจนถึงศาลากลางเมือง แล้วให้อำมาตย์ไปทูลเชิญพระโอรสมาด้วย เมื่อพระโอรสเสด็จมาถึง พระราชาก็ได้ไต่ถามกาเผือกตัวนั้นว่าเหตุใดถึงบินเข้ามาไซร้ปีกขนบนแผ่นดินเรา ทันใดนั้นกาเผือกจึง  กลายร่างเป็นคนรูปร่างกำยำล่ำสัน ตัวขาวเผือก สวมรัดเกล้าสีทอง พระราชาทรงตกใจจึงสั่งให้ทหารรีบพาพระโอรสกลับเข้าไปในพระตำหนัก ราชาหันกลับมามองแล้วครุ่นคิดในใจว่า กาตัวนี้คงไม่ใช่กาธรรมดาเห็นที บ้านเมืองต้องถึงแก่กลียุคเสียแล้ว ระหว่างนั้นพญานกจึงพูดว่า “ ในสามทิวาราตรี เราปักษีจะยึดเมืองมาศ หากมหาราชนั้นไซร้ ตอบข้าได้แม้เพียงหนึ่ง ท่านซึ่งครองบุรีศรี ข้าจะถอนทัพปักษา กลับนภาแต่โดยดี ปริศนาธรรมคำนี้ ขอสดับโสตศรี อีกสามราตรีกาล ” พูดจบก็กลายร่างกลับเป็นกาเผือกดังเดิมพร้อมทิ้งใบบอกปริศนาไว้แล้วบินออกจากเมืองไปทันที เสนาอำมาตย์รีบเดินไปหยิบพระราชสารที่พญานกทิ้งไว้นอกศาลามาทูลให้พระราชา พระองค์จึงเปิดอ่านได้ใจความว่า “สี่คนหาม สามคนแห่ หนึ่งคนนั่งแคร่ สองคนพาไป ” พระราชาตรัสต่อว่า สี่คนหาม สามคนแห่ หนึ่งคนนั่งแคร่ สองคนพาไป บอกไว้แค่นี้จะตีความได้อย่างไร  จึงรับสั่งให้หานักปราชญ์ทั้งหลายที่รับราชการในเมืองมาช่วยแปลความหมายของปริศนาธรรมนั้น วันที่ 2 ผ่านไปก็ยังไม่มีผู้ใดสามารถแปลความได้ พระราชาสั่งให้จัดเตรียมทหารเพื่อตั้งรับศึกไว้ให้พร้อมสรรพ ล่วงถึงวันที่ 3  ฝูงนกขนาดมหึมาได้บินมาล้อมเมืองไว้จนแทบมองไม่เห็นท้องฟ้า ประชาชนต่างพากันตึงเครียดและหวาดกลัว และทันใดนั้นพญานกกาเผือกก็บินลงมาจับเอาเสาเสมา  หน้าพระมหาราชวัง พระราชาสิงหราชเมื่อเห็นเหตุการณ์เป็นเยี่ยงนั้น จึงออกมาพบกับพญานก พญานกจึงทบทวนสัญญาที่ให้ไว้ แล้วเอ่ยปริศนาธรรมออกมาว่า “สี่คนหาม สามคนแห่ หนึ่งคนนั่งแคร่ สองคนพาไป” หมายถึงอะไร พระราชาจนใจจึงขอท้าสู้ในเชิงรบ แต่พญานกไม่ยอม จะขอสู้ในเชิงปัญญา ทันใดนั้นพระโอรสศึกศิฏษ์ซึ่งพระพี่เลี้ยงกักตัวเพื่อถวายความปลอดภัยไว้ในห้อง ก็รีบวิ่งออกมายังหน้าพระมหาราชวัง จึงได้พบกับพญานกกาเผือก เมื่อได้รับรู้เหตุการณ์ทั้งหมดจากพระบิดา จึงขอให้พญานกย้ำปริศนาธรรมให้ฟังอีกครั้งหนึ่ง พญานกก็ทำตามพระประสงค์ เมื่อพระโอรสได้ยินปริศนาธรรมดังกล่าว จึงตอบไปทันทีว่า  

            “สี่คนหาม คือ ร่างกายของคนประกอบด้วยธาตุทั้งสี่ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เมื่อคนตายหรือร่างกายแตกดับ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟแตกดับ อันดับแรกลมจะดับก่อน เมื่อลมดับไฟก็จะดับตามมา ดังจะเห็นว่าเมื่อสิ้นลมหายใจแล้วกายจะเย็น ต่อมาดินและน้ำก็จะดับตามเกิดการเน่าเหม็น พุพอง สลายลง”

            “สามคนแห่ คือ อนิจจัง ความไม่เที่ยง ทุกขัง ความเป็นทุกข์ อนัตตา ความไม่มีตัวตน เมื่อเกิดมาแล้วทุกคนจะมี 3 สิ่งนี้มาด้วย หนึ่งคือ มีเกิด มีแก่ มีเจ็บมีตาย หมุนเวียนเป็นสังสารวัฎ เรียกว่า อนิจจังไม่เที่่ยง สองคือ ทุกขัง ความเป็นทุกข์ของสิ่งทั้งปวง คือ ความทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ และสามคือ ทุกสรรพสิ่งในโลกล้วน มีเกิดขึ้น มีตั้งอยู่ และดับไป เรียกว่าอนัตตา”

            “หนึ่งคนนั่งแคร่ คือ จิตของเรานั่นเอง เมื่อเรามีชิวิตอยู่ จิตตัวนี้จะอยู่กับเราซึมซับเอาบุญ เมื่อเราทำความดีหรือสร้างบุญกุศล ซึมซับเอาบาปเมื่อเราทำบาปอกุศล แต่เมื่อเราตายไปจิตนี้แหละจะเป็นผู้ไปยังปรโลก พูดง่าย ๆ ว่าถึงร่างเราตายแต่จิตไม่ตาย จิตเป็นตัวเดินทาง หนึ่งคือ ไปที่ดีเรียกว่าสุขคติ ถ้ามีบุญ เช่น เกิดเป็นมนุษย์ในโลก เกิดเป็นเทวดาในสวรรค์ เกิดเป็นพรหมในพรหมโลก และสองคือ ไปที่ไม่ดี เรียกว่าทุขคติ เช่น เกิดเป็นสัตว์นรกในนรก เกิดเป็นเปรตในโลก เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานในโลก 

                 “สองคนพาไป คือ บุญและบาป สองสิ่งนี้จะติดกับดวงจิตไปยามตาย คนทั่วไปเรียกว่าวิญญาณ อันที่จริงแล้ว คือจิตนั่นเองที่ไม่ตายไปพร้อมกับร่างกาย แต่ดวงจิตจะล่องลอยออกไปตามแรงของบุญหรือบาป ถ้าแรงบุญมากก็ไปที่สูง เรียกว่าสุขคติ”

เมื่อพญานกกาเผือกได้ฟังดังนั้น ก็คุกเขาลงแล้วก้มลงกราบพระบาทของพระโอรสด้วยความซาบซึ้งในสติปัญญา และขอถวายตัวเป็นพาหนะของพระโอรสตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หากพระโอรสจะเสด็จที่ใดพญานกก็จะพาไปทุกที่ตามพระทัยปรารถนา พระราชาสิงหราชจึงทรงคิดขึ้นในพระทัยทันทีว่าหากศึกศิฏษ์ออกตามหาพ่อแม่ที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร เพราะทรงทราบอยู่แก่พระทัยดีว่าแท้จริงแล้วพระโอรสศึกศิฏษ์นั้นมิได้เป็นพระโอรสแท้ของตน แต่ก็ยังทรงหนักพระทัยไม่สามารถที่จะเปิดเผยความจริงให้ใครล่วงรู้ได้ เนื่องด้วยพระโอรสยังเยาว์พระชันษานัก ถึงจะเป็นหนุ่มแต่ก็ไม่เคยออกบุกป่าฝ่าดง หากรู้ความจริงแล้วนึกอยากจะออกตามหาพ่อแม่ที่แท้จริงขึ้นมา คงจะได้รับอันตรายเป็นแน่ จึงเฝ้ารอเวลาที่เหมาะสมต่อไป 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น