วชิรปทุมวงศ์ (อาวุธแห่งความดี)

ตอนที่ 6 : สองนาม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 16
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    25 มิ.ย. 63

หลายปีต่อมา 

เมื่อพระโอรสและพระธิดาทุกพระองค์เติบโตขึ้น

ณ ป่าเหมชาลา ฤๅษีอิสโมกำลังนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรภาวนาอยู่หน้าอาศรมใกล้น้ำตก มีเด็กน้อยผู้หนึ่งที่ฤๅษีชุบเลี้ยงไว้ นามว่า “ทิพมาศ” เที่ยววิ่งเล่นอยู่ใกล้ธารน้ำตกตามลำพัง ไม่นานฤๅษีก็เรียกเด็กน้อยให้เข้าไปหา แล้วถามสารทุกข์สุขประจำวัน ทั้งคู่สนทนากันอย่างอารมณ์ขัน ซึ่งฤๅษีนั้นรู้ที่มาที่ไปของทิพมาศเป็นอย่างดีแต่ยังไม่เผยความจริงให้เด็กหญิงทราบ ว่าแท้จริงแล้ว ทิพมาศ เป็นลูกของใคร แต่ตัวของทิพมาศเองก็มิได้มีความสงสัยแต่ประการใด เพราะตนนั้นยังเยาว์วัยคิดแต่เรื่องเล่นสนุกเสียส่วนใหญ่ 

รุ่งเช้าวันหนึ่ง มีเศรษฐีใจบุญซึ่งอาศัยอยู่ ณ หมู่บ้านนอกชายป่าได้นำสำรับกับข้าวคาวหวาน และผลไม้ตามฤดูกาลต่าง ๆ นานามาถวายแด่ท่านฤๅษีเป็นปกติทุกวันขึ้นสิบห้าค่ำ แต่ครั้งนี้ได้พาบุตรชายติดตามมาด้วย ในขณะทำพิธีถวายเศรษฐีได้บอกให้บุตรชายไปวิ่งเล่นกับทิพมาศก่อน ทั้งสองชวนกันไปวิ่งเล่นใกล้ธารน้ำตก แล้วได้พูดคุยทำความรู้จักกัน ทิพมาศจึงถามชื่อของเด็กชายผู้นั้นด้วยหน้าตาชวนสงสัย เด็กชายจึงตอบว่า “เราชื่อราชพฤกษ์” แล้วทั้งสองก็วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนานในทุก ๆ วันที่เศรษฐีมาทำบุญโดยไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วทั้งสองเป็นพี่น้องกัน จนกระทั่งทั้งสองเติบโตมาด้วยกัน เศรษฐีเห็นว่าราชพฤกษ์นั้นชอบมาวิ่งเล่นที่อาศรมของฤๅษีอยู่เป็นประจำ บางวันถึงกับนอนค้างคืนที่อาศรม เศรษฐีจึงฝากให้อยู่ในการดูแลของฤๅษีตลอดมา ฤๅษีอิสโมเมื่อเห็นว่าทั้งสองมีอายุถึงวัยอันควรจะศึกษาหาความรู้ที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวันจึงได้อบรมสั่งสอน และถ่ายทอดสรรพวิชาการต่อสู้ป้องกันตัวรวมถึงพระเวทย์ต่าง ๆ ให้กับสองพี่น้องตลอดมา ทั้งคู่ร่วมประลองเวทย์กันหลายครั้ง ผลัดเปลี่ยนผลแพ้ชนะกันก็หลายครั้ง จนเกิดความสนิทสนมกันมากยิ่งขึ้นและบังเกิดเป็นความรักต่อกันและกัน ฤๅษีอิสโมที่กำลังเข้าชาญสมาธิรับรู้ถึงความรู้สึกของทั้งสองคน ซึ่งหากปล่อยไว้แบบนี้คงจะเกิดปัญหาวุ่นวายกันภายหลังเป็นแน่ จึงตัดสินใจเรียกทั้งสองมาพบเพื่อบอกความจริงทั้งหมดที่เกี่ยวกับชีวิตความเป็นมาของทั้งสองคน

เช้าวันรุ่งขึ้น ฤๅษีอิสโมได้เรียกทิพมาศกับราชพฤกษ์มาพบ แล้วจึงเล่าเรื่องราวชีวิตต่าง ๆ ตั้งแต่วัยเยาว์ของทั้งสองให้ฟังว่าแท้จริงแล้วเจ้านั้นคือพระธิดาทิพมาศและพระโอรสราชพฤกษ์อันประสูติแต่พระมเหสีรัตนพิลามาศกับพระราชาราชพลแห่งเมืองปทมบุรี มีพี่น้องที่ประสูติพร้อมกันสี่พระองค์ จะรักใคร่เชิงชู้สาวมิได้ เมื่อทิพมาศกับราชพฤกษ์ได้ยินดังนั้น ต่างเกิดความคิดคัดค้านขึ้นในใจแล้วแสดงออกทางสีหน้าทันทีว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ ยากจะเชื่อ จึงแย้งออกไปต่าง ๆ นานา ฤๅษีจึงพูดต่อว่า เป็นกรรมเก่าของราชาราชพลที่มาส่งผลในชาตินี้ แต่ด้วยผลบุญที่กระทำในชาตินี้จะช่วยหนุนนำให้ทุกอย่างกลับคืนเป็นปกติสุขได้ในที่สุด พระโอรสราชพฤกษ์เกิดคำถามขึ้นในใจมากมายซึ่งไม่สามารถที่จะประติดประต่อเรื่องต่าง ๆ เข้ากันได้ และมีความสงสัยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างตนกับทิพมาศจึงถามท่านฤๅษีว่าจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเราสองเป็นพี่น้องกันจริง ๆ ฤๅษีจึงย้อนถามกลับไปว่าตั้งแต่เกิดจนจำความได้พระโอรสเคยมีอะไรติดตัวมาบ้าง แล้วท่านพ่อเศรษฐีเคยบอกที่มาของชื่อพระโอรสบ้างไหม พระโอรสครุ่นคิดไปคิ้วขมวด ก็นึกขึ้นได้ว่าตนนั้นมีเศษกำไลเล็ก ๆ ที่สลักชื่อตัวเองห้อยติดตัวอยู่อันหนึ่ง พูดพลางยื่นส่งให้ท่านฤๅษีดูพลาง พระธิดาทิพมาศก็นึกขึ้นได้เช่นกันจึงหยิบออกมาจากคอเสื้อแล้วส่งให้ฤๅษีดู ทั้งคู่แปลกใจที่ตนมีเศษกำไลเหมือนกัน และสงสัยว่าแค่เศษกำไลที่หัก ๆ จะสามารถยืนยันได้อย่างไรว่าเราคือพี่น้องกัน ฤๅษีจึงเล่าต่อว่า กำไลที่ท่านมีนั้นเดิมทีเป็นของคู่บารมีของพญาครุฑ แต่ได้ประทานต่อให้กับราชาราชพล ผู้ซึ่งเป็นพระบิดาของทั้งสอง เมื่อครั้งพระธิดากับพระโอรสประสูติได้เพียงสี่วันก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมืองถูกเหล่าอสูรถล่มเสีย พระมเหสีรัตนพิลามาศผู้เป็นพระมารดาได้พาโอรสธิดาทั้งสี่เสด็จหนีออกจากพระนคร แต่ถูกพวกอสูรขว้างหินใส่จนโอรสธิดากระเด็นไปคนละทิศทาง ด้วยปัญญาที่หลักแหลมของพระบิดา ก่อนที่จะให้พระมารดาเสด็จหนีพระองค์ได้แบ่งกำไลวิเศษออกเป็นสี่ส่วน แล้วพระราชทานให้โอรสธิดาทั้งสี่พระองค์ ซึ่งแต่ละส่วนจะมีชื่อสลักไว้อันได้แก่ ทิพมาศ ราชพฤกษ์ ศึกศิฏษ์ และนิจรันทร์ ความวิเศษของกำไลวงนี้คือ ไม่ว่าพี่น้องจะพลัดพรากกันนานเพียงใดเมื่อได้กลับมาเจอกันกำไลจะสมานกลับคืนรูปดังเดิม หากไม่เชื่อพระโอรสก็ลองนำกำไลมาประกบกัน ทั้งสองได้ฟังจึงลองทำตามที่ท่านฤๅษีบอก พระโอรสและพระธิดาเห็นประจักษ์แก่สายตาต่างประหลาดใจที่กำไลสามารถสมานติดกันได้แทบไม่มีรอยต่อเลยแม้แต่น้อย ทั้งคู่อัศจรรย์ใจและดีใจเป็นอย่างมาก พระธิดาทิพมาศจึงถามท่านฤๅษีต่อเกี่ยวกับพี่น้องที่เหลืออีกสองคนว่าไปตกอยู่ที่ใด ฤๅษีพูดเพียงว่าโชคชะตาจะพาเจ้าทั้งสองไปเอง ทั้งสองทำสีหน้างวยงง ฤๅษีจึงพูดต่อว่า เมื่อการเป็นดั่งนี้แล้ว นี่คงจะเป็นเวลาที่เหมาะสมแล้วสินะ ถึงเวลาแล้วจริง ๆ ที่เจ้าจะต้องออกไปใช้ชีวิต ต่อไปภายหน้าเจ้าทั้งสองจะต้องออกตามหาพี่น้องอีกสองคนให้พบแล้วเร่งไปช่วยเหลือบุพการีซึ่งขณะนี้ยังคงอยู่ในอันตราย ขอให้เจ้าทั้งสองนำความรู้สรรพวิชาต่าง ๆ ที่ได้เรียนรู้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันอย่างมีสติและปัญญา ฤๅษีเบี่ยงหน้ามาทางพระโอรสแล้วสั่งว่า ในเมื่อรู้ความจริงทั้งหมดแล้วว่าพระบิดาและพระมารดาที่แท้จริงนั้นเป็นใคร ก็ขออย่าได้ลืมกาลแต่หนหลังที่ท่านเศรษฐีเคยชุบเลี้ยงคอยถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดู ป้อนข้าวป้อนน้ำ เจ้าจงอย่าได้ลืม เพราะหากไม่มีท่านเศรษฐีในตอนนั้นก็คงจะไม่มีพระโอรสราชพฤกษ์ในตอนนี้ กลับไปตอบแทนบุญคุณท่านนับเป็นบุญมหาศาลสำหรับผู้เป็นลูกที่ได้ดูแลบุพการี พระโอรสได้ฟังดังนั้นน้ำตาจึงปริ่มพระเนตร พร้อมกับรับปากกับฤๅษีว่าจะกลับไปเลี้ยงดูท่านเศรษฐีเสมือนพ่อแท้ ๆ อีกคน ฤๅษีจึงสั่งให้ทั้งสองเตรียมตัวออกเดินทาง ด้วยความอาลัยของทั้งคู่ที่ไม่เคยคิดว่าจะต้องไปจากท่านฤๅษีจึงได้แต่พูดพร่ำไม่อยากไปจากที่นี่ ฤๅษีจึงสอนว่า คนเราทุกคนเกิดมาแล้วย่อมมีหน้าที่ ๆ จะต้องกระทำ หน้าที่ของต้นไม้ก็ให้ผลแก่สรรพสัตว์ หน้าที่ของสายน้ำก็หล่อเลี้ยงป่า หน้าที่ของฤๅษีก็ถ่ายทอดความรู้ให้กับทุก ๆ คน หน้าที่ของลูกที่ดีก็จะต้องดูแลพ่อแม่และผู้มีพระคุณ เจ้าทั้งสองจงไปเถอะ ไปช่วยเหลือพ่อแม่ ไปช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ต่อไป ทั้งสองยังทำใจไม่ได้จึงเดินมาสงบสติใกล้ ๆ ธารน้ำตก ต่างร้องห่มร้องไห้อยู่นาน เมื่อตั้งสติได้ทิพมาศหยิบกำไลออกมาดูก็ระลึกถึงบุพการี เมื่อทำความเข้าใจกับทุกอย่างได้แล้ว พระธิดาทิพมาศกับพระโอรสราชพฤกษ์จึงไปกราบลาต่อท่านฤๅษี พอตะวันเริ่มคล้อยทั้งคู่ก็เริ่มออกเดินทางเพื่อตามหาน้องอีกสองคนให้พบ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น