วชิรปทุมวงศ์ (อาวุธแห่งความดี)

ตอนที่ 5 : ประสูติกาลโศก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 20
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    24 มิ.ย. 63

9 เดือนผ่านมาก็ยังไม่เห็นวี่แววของหมู่มารที่จะมาผจญ ในขณะนั้นพระมเหสีของทั้งสองเมืองทุกพระองค์ได้ทรงพระครรภ์แก่ใกล้คลอด จนถึงวันขึ้น 15 ค่ำคืนพระจันทร์เต็มดวงเกิดอัศจรรย์มเหสีของทั้งสองเมืองได้มีพระประสูติกาลพร้อมกันทุกพระองค์ โดยมเหสีของเมืองวชรบุรีอันได้แก่ 

            มเหสีทิพย์กมล บุตรีของพญาครุฑปุราณะ ผู้ครองวิมานฉิมพลี ประสูติพระโอรสนามว่า “ สุวรรณกาย” เป็นทารกมนุษย์มีปีกดุจพญาครุฑร่างกายสีทองอร่าม 

            มเหสีแก้วคำฟ้านาคิณี บุตรีของพญาอินทรานาคราช ผู้ครองนครบาดาล ประสูติพระธิดานามว่า “ กรมรกต” เป็นทารกมนุษย์มีหางดุจพญานาค กรทั้งสองข้างเป็นสีเขียว

            มเหสีกัญญากินรี บุตรีของพระนางเจ้าสกุณกินรี ผู้ครองเมืองหิมพานต์ ประสูติพระธิดานามว่า “ พักตร์สิตา” เป็นทารกมนุษย์ผู้มีรอยยิ้มและมีปีกดุจกินรีมาแต่กำเนิด ร่างกายสีขาวหน้าตางดงามดุจนางฟ้า

            มเหสีสาวิกาพิมพัตร์ บุตรีของท้าวโคตวราชา พญายักษ์ผู้ครองนครสิริหรรษวัต ประสูติพระโอรสนามว่า “อสุรินทร์” เป็นทารกมนุษย์มีเขี้ยวดุจยักษ์ หน้าสีขาว ร่างกายสีแดงโกเมน

ส่วนฝ่ายมเหสีแห่งเมืองปทมบุรี ซึ่งเป็นนางฟ้าที่ได้รับพระราชทานจากพระอินทร์ ก็ได้มีพระประสูติกาลโอรสธิดาถึง 4 พระองค์ อันได้แก่ พระธิดาทิพมาศ  พระโอรสราชพฤกษ์ พระโอรสศึกศิฏษ์ และพระธิดานิจรันทร์ ซึ่งทั้ง 4 พระองค์เป็นมนุษย์รูปงามและเปี่ยมด้วยบุญญาธิการ

พระราชาทั้งสองเมืองต่างทรงปลาบปลื้มพระทัย ทรงตรัสให้มีการเฉลิมฉลองร่วมกันอย่างเอิกเกริกอลังการเป็นเวลา 7 วัน 7 คืน เนื่องด้วยโอรสธิดาของทั้งสองเมืองเป็นผู้มีบุญจุติลงมาเกิด เมื่อพิธีเฉลิมฉลองล่วงเข้าวันที่ 4 ก็เกิดเหตุการณ์จลาจลขึ้นภายในเมือง พร้อมกันนั้นเทพศิลาคีรีที่เคยโกรธแค้นก็ยกทัพมาถึงชานเมืองและกำลังจะล้อมเมืองวชรบุรีไว้ ราชารัชภาฏจึงตรัสสั่งให้พระอนุชาพามเหสีและโอรสธิดารีบเสด็จกลับเมืองทันทีโดยให้องครักษ์นำเสด็จไปทางประตูกลหลังวัง ระหว่างนั้นพระองค์จะให้ทหารออกไปรับศึกถ่วงเวลาไว้ ชาวเมืองต่างพากันวิ่งหนีเอาชีวิตรอดเนื่องด้วยประชาชนทั้งผองกำลังสำราญในช่วงเฉลิมฉลองโดยไม่ทันได้ระวังตัวและเตรียมการตั้งรับศึก เทพศิลาคีรีไม่รีรอ จึงสั่งให้เหล่าอสูรขนก้อนหินจำนวนมหาศาลมาถมก่อกำแพงกั้นระหว่างเมืองทั้งสองให้ขาดจากกัน แล้วใช้พลังแห่งเทพทำลายกำแพงเพชร 9 ชั้น ถึง 3 วันกำแพงจึงพังทลาย แล้วจึงสั่งอสูรที่เหลือเข้าถล่มเมืองวชรบุรีทันที ชาวบ้านชาวเมืองต่างพากันล้มตายเสียสิ้น ทั้งเมืองนองไปด้วยเลือด ราชารัชภาฏทรงสั่งทหารให้เข้าอารักขาพระมเหสีและโอรสธิดาทุกพระองค์ จากนั้นราชารัชภาฏจึงนำกำลังทหารออกต่อสู้รับศึกที่เข้ามาในพระนคร แต่ก็ไม่สามารถต้านทานพลังอำนาจของเหล่าอสูรร้ายได้ อีกทั้งเทพศิลาคีรีก็เป็นอมตะฆ่าเท่าไหร่ก็ไม่ตาย จึงมีพระราชโองการขอท้าเทพศิลาคีรีสู้ตัวต่อตัวโดยไม่หวั่นเกรง ซึ่งเทพศิลาคีรีก็รับคำท้าอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะต่อสู้กันนั้นราชารัชภาฏทรงตั้งจิตระลึกถึงพญาครุฑปุราณะ พญาอินทรานาคราช พระนางเจ้าสกุณกินรี และท้าวโคตวราชาพญายักษ์ ให้มารับเอาพระธิดาและพระนัดดาของแต่ละพระองค์หนีกลับบ้านเมืองของตนเสียก่อน โดยที่พระองค์จะต่อสู้เพื่อถ่วงเวลาเอาไว้ จากนั้นเทพศิลาคีรีก็ได้ต่อสู้กับราชารัชภาฏอย่างเต็มกำลัง ราชารัชภาฏทรงเสียเปรียบต่อเทพศิลาคีรีเป็นอย่างมาก ด้วยทรงลืมไปว่าตนนั้นมีอาวุธวิเศษที่สีลานะสังดาบสซึ่งเป็นพระอาจารย์มอบให้ ราชารัชภาฏได้รับบาดเจ็บอย่างแสนสาหัส เทพศิลาคีรีจึงได้จับตัวราชารัชภาฏไปพันธนาการไว้หน้ากำแพงเมือง โดยที่พระราชาราชพลผู้อนุชาไม่สามารถช่วยเหลือได้ เพราะเมืองปทมบุรีโดนครอบคลุมด้วยก้อนหินขนาดมหึมา ไม่มีใครสามารถเล็ดลอดออกมาได้ เทพศิลาคีรีได้ใช้มนต์สะกดเมืองปทมบุรีไว้และให้เหล่าอสูรคอยเฝ้าสังหารผู้ที่ลักลอบออกมาให้หมด จากนั้นเทพศิลาคีรีจึงยกทัพกลับพร้อมกับพาราชารัชภาฏไปกักขังไว้ในถ้ำภูผาอัคคีซึ่งล้อมรอบไปด้วยไฟบรรลัยกัณฑ์ ยากที่คนนอกจะเข้าไปและคนในจะออกมา เทพศิลาคีรีสั่งให้อสูรคอยใช้หอกชุบเพลิงทิ่มแทงพระวรกายของราชารัชภาฏทุกวันจนกว่าราชารัชภาฏจะหมดลมหายใจและตายไปเอง

ทางฝั่งมเหสีและโอรสธิดาของราชารัชภาฏได้กลับถึงเมืองของตนอย่างปลอดภัยทุกพระองค์ โดยอยู่ในความดูแลของผู้เป็นบุพการีอย่างใกล้ชิด ส่วนเมืองวชรบุรียังไม่ถึงกาลอวสานเนื่องด้วยอาวุธวิเศษยังถูกเก็บไว้ในพระราชวังยังไม่มีใครพบเจอ ซึ่งรอผู้ที่มีบุญญาธิการมาครอบครองเท่านั้น และด้วยบารมีของอาวุธวิเศษที่แผ่ไพศาล ทำให้ไฟที่กำลังเผาไหม้เมืองมอดดับลงไป แล้วจึงแผ่รัศมีครอบคลุมเมืองไว้อย่างปาฏิหารย์ ทหารและประชาชนที่รอดชีวิต ต่างก็ขาดเสาหลักที่พึ่งทางใจ ต่างโศกเศร้าเสียใจ และช่วยกันทำนุบำรุงบ้านเมืองจัดการเก็บศพเท่าที่พอจะมีกำลังทำได้ ส่วนเมืองปทมบุรีซึ่งถูกรายล้อมด้วยกำแพงหินและมนต์สะกดของเทพศิลาคีรี พสกนิกรในเมืองต่างพากันหวาดกลัว ราชาราชพลทรงตั้งมั่นในสมาธิจึงมองเห็นหนทางที่จะออกไปจากการจองจำตรงนี้ได้ ราชาราชพลใช้ปทุมมาที่สีลานะสังดาบสผู้เป็นพระอาจารย์มอบให้ มาแผ่รัศมีครอบเมืองไว้อีกชั้นหนึ่ง แล้วทรงคิดวางแผนว่าจะให้พระมเหสีรัตนพิลามาศพาบรรดาพระโอรสพระธิดาหนีกลับไปยังสวรรค์ก่อน จึงใช้พลังจากปทุมมาแบ่งกำไลวิเศษของพญาครุฑปุราณะออกเป็น 4 ส่วน แล้วสลักชื่อของบุตรแต่ละคนลงไปโดยพระราชทานให้บรรดาพระโอรสพระธิดาไว้ป้องกันตัวเมื่อยามมีภัย หากพลัดหลงกันไปเมื่อเจอกันใหม่กำไลก็จะกลับมาประสานเป็นวงดังเดิม ราชาราชพลทรงตั้งจิตระลึกถึงคุณความดีที่เคยสั่งสมมาผนวกกับพลังแห่งปทุมมามุ่งทำลายเกราะกำแพงหินและเวทมนต์ที่สะกดเมืองไว้จนพังทลาย แล้วให้เหล่าทหารออกคุ้มกันขบวนเสด็จของพระมเหสีจนสามารถฝ่าเหล่าอสูรที่คอยเฝ้านอกกำแพงออกไปได้ พระมเหสีรัตนพิลามาศจึงพาบรรดาโอรสธิดาหนีออกไปได้อย่างปลอดภัย แต่ถูกอสูรที่ไล่ตามมาขัดขวางซัดก้อนหินเข้าใส่ ทำให้พระโอรสและพระธิดาหลุดออกจากอ้อมกอดของพระมเหสี กระจัดกระจายออกไปคนละทิศทาง เมื่อมเหสีตั้งสติได้ก็ไม่พบบรรดาโอรสธิดาจึงรีบเสด็จหนีกลับสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ด้วยความโศกเศร้าเสียใจ เหล่าอสูรที่เหลือได้สังหารทหารที่ตามเสด็จเสียหมดสิ้น และเร่งนำหินมากลบปากทางเข้าที่ถูกทำลายจนปิดสนิทเช่นเดิม ราชาราชพลใช้ปทุมมาทำลายเกราะกำแพงหินอีกครั้งแต่ก็ไม่เป็นผล เนื่องจากราชาราชพลสูญเสียพลังไปอย่างมาก เมืองปทมบุรีจึงถูกจองจำไว้ใต้กองหินขนาดมหึมาอย่างไม่เห็นเดือนเห็นตะวันอีกเลย 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น