ปราบนายตัวร้ายด้วยรัก [Yaoi][ระบบ]

ตอนที่ 7 : โลกละครหลังข่าว ตอนที่ 5

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,499
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 209 ครั้ง
    19 ก.พ. 63

 

คณิณกำลังเดินไปตามเส้นทางอันมืดมิดที่ทอดยาวไม่สิ้นสุด เขาไม่อาจหยุดเดิน เพราะถ้าหยุด แม้แต่ชีวิตก็คงจะรักษาเอาไว้ไม่ได้

ตอนนี้เขาอยู่ในงานจัดแสดงรถยนต์ กำลังตามหาใครบางคนที่อาจจะช่วยให้แผนการของเขาประสบความสําเร็จ

 รถยนต์มากมายหลากหลายค่ายจอดเรียงรายเป็นทิวแถว เขาเดินผ่านเหล่าพริตตี้สาวสวยในชุดนุ่งน้องห่มน้อยด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึกเหมือนเดินอยู่ท่ามกลางฝุ่นควัน เขามีคนในใจแล้ว บางทีอาจอยู่ตรงนั้นมาตลอด เพียงแต่เขาพึ่งจะรู้ตัว

ในที่สุด คณิณจึงเดินมาหยุดอยู่หน้ารถมาเซราติสีดำคันหรูพลางจับตามองไปยังพริตตี้คนหนึ่งไม่วางตา เธอดูสวยงามน่ารักโดดเด่นเกินใครในชุดเดรสกำมะหยี่สีเงินตัวยาว เมื่อพริตตี้คนนั้นหันมาเห็นคณิณก็มีสีหน้าประหลาดใจ เธอหันมองซ้ายขวา พูดกับเพื่อนนิดหน่อยแล้วจึงเดินลงมา

"คณิณ หาพี่เจอได้ยังไง" พริตตี้สาวเสยผมยาวสลวยสีน้ำตาลอ่อนไปด้านหลัง ใบหน้าสวยโฉบเฉี่ยวเปิดเผยออกมาทันที คณิณมองภาพนั้นด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ อาจเพราะเขาเป็นเกย์ไปแล้วนั่นเอง

"ผมเห็นรูปพี่ในเฟสเพื่อน" เขาก้มมองนาฬิกาข้อมือแวบหนึ่ง "ผมไม่ได้มาเรื่องที่บ้าน แต่มีข้อเสนอบางอย่างอยากคุยกับพี่ พี่เลิกงานกี่โมง"

"พี่ใกล้เลิกงานแล้ว รออีกชั่วโมงนึงเนอะ มีร้านกาแฟอยู่ข้างนอก"

คณิณพยักหน้าก่อนเดินออกไป


 

อีกฝั่งหนึ่ง เจมี่ก็กำลังอยู่ในงานเลี้ยงเลิศหรูต้อนรับชาวีกลับจากเมืองนอก งานเลี้ยงนี้ไม่ได้ใหญ่มาก แต่ก็ประดับตกแต่งอย่างสวยงามในธีมสีดำและสีทองโดยออแกไนซ์ชื่อดังระดับประเทศ วงออร์เคสตร้ากำลังบรรเลงขับกล่อมแขกในงาน ข้างๆ กันนั้นมีเวทียกพื้นขนาดใหญ่ตั้งอยู่ริมสวน

หากไม่นับงานเลี้ยงโต๊ะจีนแถวบ้านเมื่อชาติที่แล้ว นี่ก็ถือเป็นการออกงานสังคมครั้งแรกของเขา แต่เจมี่ก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไรมากเนื่องจากคุณหญิงพวงผกาเป็นฝ่ายลากเขาไปทางนู้นทีทางนี้ที ไหว้คนนั้นสวัสดีคนนี้ไปทั่วงาน และโชคดีที่กล่อมกมลคนเก่ามีชื่อเสียงโด่งดังมากซะจนไม่มีใครนึกอยากสนทนาด้วย ดังนั้นสิ่งที่เขาต้องพูดก็มีแค่ 'ครับ สวัสดีครับ ครับยินดีครับ' วนไปวนมาอยู่แค่นี้

ในที่สุดเจมี่ก็ทนความเบื่อหน่ายไม่ไหว จึงแอบมาหลบอยู่ใต้เงามืดของต้นไม้ใหญ่ในสวน เขาพบว่าระหว่างนั้นเขาคิดถึงแต่คณิณ ไม่ใช่ความรู้สึกคิดถึงในเชิงชู้สาว แต่เป็นความคิดถึงที่เขาก็บอกไม่ถูก จนระบบทนไม่ไหวต้องอธิบาย

[คุณกำลังเป็นห่วงเขา]

"งั้นเหรอ" เจมี่หมุนแก้วน้ำส้มที่ใครไม่รู้ยัดใส่มืออย่างใจลอย

[คุณกำลังสงสาร ไม่แน่ว่าความสงสารอาจพัฒนาไปเป็นความรักในไม่ช้า] เจมี่อ้าปากกำลังจะเถียงอะไรสักอย่างกับระบบก็พลันได้ยินเสียงพิธีกรบนเวทีประกาศ

"แขกผู้มีเกียรติทุกท่าน" พิธีกรชายรูปร่างอ้วนกลมเดินขึ้นมาบนเวที เขายิ้มแย้มผายมือกว้างสู่แขกด้านล่าง

"เมื่อเจ็ดปีที่แล้ว คุณชาวีได้จากบ้านไปเรียนต่อยังประเทศอังกฤษ" พิธีกรเว้นช่วงนิดนึงเพื่อให้บรรยากาศตื่นเต้น "แต่วันนี้เขาได้กลับมาแล้ว กลับมาพร้อมเกียรตินิยมอันดับหนึ่งในด้านการออกแบบ จากมหาวิทยาลัยอ็อกอ็อก อ็อกซ์ฟอร์ด ขอเสียงปรบมือให้คุณชาวีด้วยครับ"

ชายหนุ่มบุคลิกแพรวพราวคนหนึ่งก้าวขึ้นเวทีอย่างเริงร่า ผมชมพูหมากฝรั่งซอยสั้นไล่ระดับดูดีมีสไตล์ ใบหน้าขาวผ่อง ริมฝีปากแดงสด ชุดสูทประดับกลิตเตอร์ระยิบระยับเล่นแสงไฟจนเจมี่ตาลายไปหมด

"พี่ชาวี!!! กรี๊ดดดดดดด!!!!" เจมี่พูดได้แต่ว่า ในงานนั้นไม่มีใครไม่ได้ยินเสียงกรี๊ดของฟ้าลดา ชาวีได้ยินเสียงกรี๊ดจึงหันมาขยิบตาให้ฟ้าลดานิดหนึ่งอย่างเจ้าชู้ พิธีกรยื่นไมค์ให้เขาอย่างนอบน้อม

"Hello everybody ผมชาวี กลับมาแล้วครับบบบบบบบบ" ชาวีประกาศเสียงใส

"ก่อนอื่นผมต้องขอขอบพระคุณครอบครัวที่ให้การสนับสนุนด้านเงินทองเป็นอย่างดี" เขาผายมือไปยังโต๊ะของบิดามารดาที่กำลังยิ้มแฉ่งอย่างภาคภูมิใจในตัวบุตรชาย

"รวมทั้งแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่มาร่วมงานเลี้ยงต้อนรับผมในวันนี้ ขอเสียงกรี๊ดหน่อยครับ" ชาวีกล่าวพลางยื่นไมค์ออกมาเหมือนนักร้องไอดอล แน่นอนว่ามีเพียงฟ้าลดาเท่านั้นที่ยังคงกรี๊ดอย่างไม่กลัวเส้นเสียงอักเสบ

"ตัวผมไม่มีอะไรตอบแทนนอกจากหัวใจ" ชาวียิ้มอย่างอ่อนโยน "แต่ก็กลัวว่ามันจะอยู่เกินเอื้อมของทุกคน" แล้วเขาก็เริ่มหัวเราะมุกตลกของตัวเองที่มีเขาเข้าใจอยู่คนเดียว

ต้องใช้เวลาสักพักเขากว่าชาวีจะหยุดหัวเราะ "อะแฮ่ม ขออภัยครับ ดังนั้นผมจึงได้การเตรียมแสดงชุดหนึ่งมาตอบแทนความมีน้ำใจของทุกคนในวันนี้ เอ้าขอเพลงหน่อยครับ"

เขาดีดนิ้วทีหนึ่ง ทันใดนั้นเสียงเพลงก็ดังกระหึ่ม

โอเยโอ้เย่ ทันทีที่เสียงเพลงดังขึ้น ชาวีก็เริ่มออกสเต็ปแดนซ์วาดลวดลายไปทั่วเวที คุณหญิงคุณนายที่อยู่ในงานต่างยิ้มแห้ง มองตากันปริบๆ มีเพียงฟ้าลดาเท่านั้นที่ลุกขึ้นมาโยกตัวไปด้วยอย่างสนุกสนาน ฮิทยูววิชแด้ด ดู้วดู้วดู่ ชาวียังคงวาดซ้ายป้ายขวาอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดเขาก็ลงไปดีดดิ้นบนพื้นเวทีอย่างมีความสุข

เจมี่หัวเราะจนสำลักน้ำส้ม เขารู้สึกชอบคนคนนี้ขึ้นมาอย่างช่วยอะไรไม่ได้จริงๆ

ระหว่างที่งานเลี้ยงบ้านตระกูลทวีโชติธาดากำลังทวีความสนุกสนานสุดขีดนั้น คณิณก็กำลังนั่งอยู่ในร้านกาแฟเล็กๆ กับเจน เจนจิรา หรือเจนนี่ ชื่อในวงการพริตตี้ เจนคือลูกพี่ลูกน้องทางฝั่งแม่คนหนึ่งของคณิณ

"คุณน้าบอกว่าคิดถึงพี่" คณิณพูดพลางจิบกาแฟสีดำเข้มบนโต๊ะ

"คิดถึง? " เจนถามเสียงสูง "จะไถ่ตังค์ฉันละไม่ว่า"

"ผมก็คิดอย่างนั้น" คณิณพูดเรียบๆ

"ฉันไม่มีวันกลับไปบ้านเน่าเหม็นนั่นอีกแน่" เจนยักไหล่อย่างไม่สนใจ "ว่าแต่แกมาหาพี่มีเรื่องอะไร"

คณิณล้วงโทรศัพท์มือถือออกมากดสักพักก็ยื่นส่งให้เจนดู ในโทรศัพท์ปรากฏรูปของชาวี ซึ่งกำลังถ่ายเซลฟีชูสองนิ้ว พลางทำปากจู๋ไปด้วย

เจนมองโทรศัพท์ด้วยสีหน้าขยะแขยง

"ฉันว่า....ฉันพอรู้แล้วว่าแกอยากให้ฉันให้ทำอะไร" เธอเงยหน้าจากโทรศัพท์ขึ้นมองคณิณ น้องชายคนนี้ของเธอแม้ภายนอกจะดูดีขนาดไหน แต่ข้างในกลับดำมืดยิ่งกว่าเธอเสียอีก

"ชาวี มีดีที่ความรวย" คณิณเอนหลังพิงเบาะพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงสบายๆ "กำลังจะหมั้นหมายกับนางมารร้ายที่บ้าน ผมอยากให้พี่ลงมือก่อนงานหมั้น ทำยังไงก็ได้ให้มันพัง ส่วนงานแต่งจะต้องไม่เกิดขึ้น"

"แล้วฉันจะได้อะไรเหรอ" เจนยกมือเท้าคางมองคณิณด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์

"สองล้านถ้าพี่ทำให้มันถอนหมั้นได้ สามล้านถ้าพี่ท้อง" คณิณยิ้มกริ่ม "จะเพิ่มให้อีกห้าล้านถ้านังคุณหญิงย่าอกแตกตายไปด้วย"

เจนเงยหน้าหัวเราะฮ่าๆ ดังทั่วร้าน โชคดีที่ตอนนี้ไม่มีลูกค้าคนอื่นอยู่ในร้าน "แกจะเอาตังค์จากไหนมาจ่ายฉัน ได้ยินว่าคนบ้านนั้นเกลียดแกเหมือนหมูเหมือนหมาไม่ใช่เหรอ?" เจนพูดอย่างใจร้าย

"ไม่ใช่ทุกคนหรอก" จู่ๆ ภาพดวงตากลมโตสีน้ำตาลอ่อนที่กำลังตื่นตกใจของน้องชายสุดที่รักก็แวบเข้ามาในหัว คณิณเอนกายเข้าใกล้เจนพลางกระซิบแผ่วเบา "แต่พวกมันไม่รู้หรอกว่า คุณพ่อแอบโอนเงินให้แม่คนใช้ของผมหลายร้อยล้านก่อนตาย ตอนนี้มันเป็นของผมทั้งหมด"

เจนหน้าเปลี่ยนสีทันที เธอเสยผมไปด้านหลังด้วยท่าทางเซ็กซี่ แววตาเป็นประกายวิบวับ "ค่อยน่าคุยหน่อย แกว่าต่อสิ"


 

ขณะที่คณิณกำลังวางแผนร้ายอยู่นั้น อีกฟากหนึ่ง เจมี่ก็กำลังทุกข์ทรมานอยู่ในงานเลี้ยง เขาอยากปีนรั้วหนีไปเลย แต่ก็ทำไม่ได้ พอชาวีเห็นหน้าเขาเท่านั้นก็ติดหนึบเหมือนตังเม เกะยังไงก็เกะไม่ออก

"น้องกล่อมกมล ไม่เจอกันแป๊บเดียวทำไมหน้าตาน่ารักขึ้นขนาดนี้ล่ะ" ชาวีพูดพลางจับหน้าของเขาหันไปหันมาท่ามกลางสายตาริษยาของฟ้าลดา

"พี่ขอถ่ายรูปไปให้หมอดูเป็นเรฟเฟอเรนซ์หน่อยนะ พี่อยากเปลี่ยนหน้ามาแนวธรรมชาติใสๆ อะ เทรนกำลังมา"

ชาวีมองหน้าเขาด้วยสายตาหลงใหล แล้วยกมือถือขึ้นมาตั้งท่าถ่ายรูป

"พี่ชาวีค่ะ พวกคุณหญิงย่าเรียกแล้ว เดี๋ยวเราต้องขึ้นเวที รีบไปกันเถอะค่ะ" ฟ้าลดาแกะมือชาวีออกจากหน้าเจมี่อย่างยากลำบาก เธอแทบจะต้องใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดลากชาวีไปยังโต๊ะที่พวกคุณหญิงย่ากำลังนั่งรออยู่ พอไปถึงก็เหนื่อยหอบทันที

พิธีกรขึ้นเวทีอีกครั้งท่ามกลางเสียงเปียโนบรรเลงคลอพยายามสร้างบรรยากาศโรแมนติกเต็มที่

"แขกผู้มีเกียรติทุกท่านครับ วันนี้นอกจากจะเลี้ยงต้อนรับคุณชาวีกลับมาจากต่างประเทศแล้ว เรายังมีเรื่องน่ายินดีอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะแจ้งให้แขกผู้มีเกียรติทุกท่านได้ทราบ"

พิธีกรยิ้มกว้างผายมือไปทางโต๊ะคุณหญิงย่า "ขอเชิญคุณชาวีและคุณหนูฟ้าลดาขึ้นมาบนเวทีด้วยครับ"

หลังพิธีกรประกาศ ฟ้าลดาก็ลากชาวีขึ้นเวทีอย่างร่าเริง เธอเกาะแขนว่าที่คู่หมั้นแน่นพลางส่งยิ้มกว้างไปทั่วเหมือนนางงาม ส่วนชาวีมีสีหน้าไร้อารมณ์ ดูเป็นคนละคนกับผู้ชายร่าเริงที่เต้นแร้งเต้นกาอยู่บนเวทีเมื่อชั่วโมงก่อนอย่างสิ้นเชิง

"วันนี้ผมขอประกาศให้ทุกท่านได้ทราบว่า ตระกูลอัครเดชเดชากรณ์วรกุล และตระกูลทวีโชติธาดา กำลังจะมีเรื่องน่ายินดี คุณชาวีและคุณหนูฟ้าลดากำลังจะหมั่นหมายกันโดยความเห็นชอบของผู้ใหญ่ทั้งสองตระกูล ขอเสียงปรบมือแสดงความยินดีให้กับคู่รักคู่ใหม่ของแวดวงไฮโซ คุณหนูฟ้าลดาและคุณชาวีด้วยครับ"

เสียงปรบมือดังกระหึ่ม เจมี่เริ่มรู้สึกสงสารชาวีขึ้นมาทันที เขาเป็นคนซื่อ เก็บความรู้สึกไม่เก่ง ดังนั้นทุกอย่างจึงอยู่บนหน้าเขาหมดแล้ว เพียงแต่ทุกคนกำลังมีความสุขเกินจะสังเกตเห็น

"แต่เรื่องน่ายินดียังไม่หมดเท่านี้" พิธีกรพูดพลางหันมามองเจมี่อย่างมีเลศนัย ทำเอาเขาขนลุกอย่างไม่มีสาเหตุ

"คุณหนูกล่อมกมลน้องชายคุณหนูฟ้าลดา และคุณหนูปลายฟ้าแห่งตระกูลสิริโสภานพคุณ ก็มีแผนจะหมั้นหมายในอนาคตครับ ขอเสียงปรบมือให้กับคู่รักรุ่นเยาว์ของพวกเราด้วยครับ"

เสียงปรบมือดังก้องอีกครั้ง เจมี่หันขวับไปทางคุณหญิงแม่ทันที "ทำไมผมไม่รู้เรื่องเลยล่ะ!"

คุณหญิงแม่ที่กำลังฉีกยิ้มกว้างหันมาขยับปากเล็กน้อย เจมี่อ่านปากได้ประมาณว่าไปคุยกันที่บ้าน เขารู้สึกชาไปหมด คุณหนูปลายฟ้าคือใคร แม้แต่ในความทรงจำก็ไม่มีสักหน่อย

ทันใดนั้น ใครบางคนก็มานั่งลงที่เก้าอี้ว่างข้างๆ เขา เมื่อเจมี่เงยหน้าขึ้นมองก็เห็นคณิณในชุดสูทสากลสีดำกำลังส่งยิ้มกว้างให้เขา

"แกมาได้ยังไง!!" คุณหญิงย่าตวาดแหวกลบเสียงพิธีกรจนมิด แขกหลายคนเริ่มหันมามองด้วยความอยากรู้อยากเห็น

คณิณยิ้มกริ่ม "แล้วทำไมผมจะมาไม่ได้ ผมก็เป็นหลานคุณย่าไม่ใช่หรือครับ" ตอนนี้เขาไม่สนใจจะแสร้งทำเป็นคนดีที่น่าสงสารอะไรอีกต่อไปแล้ว

"ใครย่าแก!!!!" คุณหญิงย่าลุกขึ้นตบโต๊ะตวาดลั่นทันที "ไอ้คณิณ! แกมันก็แค่ลูกคนใช้ มีสิทธิ์อะไรมาเสนอหน้าอยู่ในงานนี้!!!"

"คุณแม่ค่ะ เบาๆ หน่อย คนมองแล้ว" คุณหญิงพวงผกาแตะแขนคุณหญิงย่าเป็นเชิงเตือนแต่ถูกสะบัดออกทันที คุณหญิงพวงผกาแอบเบ้ปาก เธอหันมามองคณิณอย่างเย็นชา "แกไปซะดีกว่า นี่ไม่ใช่ที่ของแก"

คณิณที่รอยยิ้มยังไม่จางหายไปจากใบหน้า เอ่ยตอบทันทีว่า "ได้ครับ" เขาลุกขึ้นตบๆ ชุดสูท ก่อนฉุดลากเจมี่ไปด้วยกันท่ามกลางสีหน้าตกใจสุดขีดของคุณหญิงย่าและแขกเหรื่อในงาน

"พี่... พี่จะทำอะไรน่ะ" คณิณเดินเร็วมาก เจมี่แทบจะถูกลากจนตัวลอย "พี่ปล่อยก่อน" เขาพยายามอ้อนวอนแต่ไม่เป็นผล คณิณไม่เอ่ยอะไรแม้แต่คำเดียว ในที่สุดเขาก็หยุดที่รถหรูสีดำคันหนึ่ง ผลักเจมี่ขึ้นรถแล้วขับออกไปทันที

เจมี่หันไปมองอีกฝ่ายที่กำลังขับรถด้วยความเร็วสูงอย่างตกใจ เขาเกิดกลัวขึ้นมาว่าจะมีอุบัติเหตุ

"พี่หยุดรถก่อนเถอะ มันอันตรายนะ มีอะไรพูดกันดีๆ ก็ได้"

คณิณเพียงแต่ส่งเสียง 'เฮอะ' แล้วขับต่อโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เสียงโทรศัพท์มือถือของเขาและคณิณดังไม่หยุด แต่พอเขาล้วงโทรศัพท์ออกมาจะรับสายก็ถูกอีกฝ่ายคว้าไปทันที

"คณิณ" เจมี่ขอร้องเสียงแผ่ว "พี่ต้องเชื่อผมนะ ผมจัดการเอง ไม่งั้นคุณหญิงย่าต้องแจ้งตำรวจจับพี่แน่"

คณิณนิ่งคิดสักครู่ก่อนส่งโทรศัพท์คืนให้เขา เจมี่ได้แต่ส่ายหน้าอย่างท้อใจพลางรับโทรศัพท์

เสียงคุณหญิงแม่ของเขาดังแหวออกมาทันทีจนต้องยกโทรศัพท์ออกห่าง

"กล่อมกมล ลูกอยู่ไหน ไอ้คณิณมันทำอะไรลูก แม่จะฆ่ามัน!! " คุณหญิงพวงผกาพูดรัวไม่หยุดจนเขาไม่มีช่องว่างจะแทรก

"ผมสบายดีครับ ผมลืมไปว่ามีนัดทำรายงานที่บ้านแบรนคืนนี้" เจมี่โกหกไปส่งเดช

"แล้วทำไมไอ้คณิณมันลากลูกออกไปอย่างงั้น แม่นึกว่ามันจับลูกไปเรียกค่าไถ่ซะอีก ตอนนี้ตำรวจอยู่ที่บ้านแล้ว"

"ผมโทรให้คณิณมารับผมไปส่งที่บ้านแบรนนะครับ เขารีบร้อนไปหน่อย กลัวผมทำรายงานไม่ทันละมั้ง" เป็นคำโกหกที่งี่เง่ามากจริงๆ เจมี่เหลือบตามองคณิณที่ยังคงมีสีหน้าบึ้งตึงอย่างท้อใจ

"แล้วทำไมลูกไม่ให้มันทำรายงานให้เหมือนทุกทีล่ะ?"

"แม่ แค่นี้ก่อนนะ บอกให้ตำรวจกลับไปเถอะ ผมสบายดี แบรนเรียกผมแล้ว" เขารีบวางสายก่อนจะไม่เนียนไปมากกว่านี้ จากนั้นจึงรีบโทรหาแบรนด้วยมือสั่นเทา

"มีไรพวก" แบรนรับสายด้วยเสียงสะลึมสะลือเหมือนพึ่งตื่นนอน

"แบรน ถ้าแม่ฉันโทรมานายบอกว่าฉันไปทำรายงานที่บ้านได้ไหม ช่วยฉันหน่อยนะ"

"ไม่มีปัญหา นายหนีเที่ยวไม่ชวนฉันเหรอเพื่อน"

"เปล่า ฉันแค่มีธุระนิดหน่อย..." เขาคุยกับแบรนอยู่ครู่หนึ่ง พอวางสายก็เอนตัวพิงเบาะหลับตาลงอย่างอ่อนล้า

ในรถเงียบกริบ แต่เจมี่รู้สึกได้ว่ารถเริ่มผ่อนความเร็วลงแล้ว

"พวกมันทำคนเป็นสิ่งของ" หลังจากเงียบมานานในที่สุดคณิณก็เอ่ยปาก "เอาลูกหลานไปหมั้นกับคนนั้น แต่งกับคนนี้เพื่อผลประโยชน์ นายไม่โกรธบ้างเลยเหรอ"

"ผมไม่รู้" เจมี่มองออกไปนอกหน้าต่าง เขาไม่ใช่กล่อมกมลตัวจริง เป็นเพียงผีที่มาสิงร่าง บางทีเขาก็ไม่รู้ว่าควรรู้สึกยังไงกับเรื่องทั้งหมดนี้ดี

พวกเขานั่งกันอยู่ในความเงียบสักพัก จู่ๆ เจมี่ก็ฉุกคิดถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้

"คณิณ พี่ว่า... ใครเป็นคนพังห้องทำงานคุณพ่อ"

คณิณหัวเราะแผ่วเบา "นอกจากคุณหญิงแม่ของนายแล้วยังจะมีใครอีก"

"งั้นป่านนี้คุณหญิงแม่ของผมหรือไม่ก็คุณหญิงย่าคงเอาพินัยกรรมไปเผาทิ้งแล้วละมั้ง" เขามองคณิณที่ยังคงมีสีหน้าไม่เดือดร้อนใจ ก่อนเอ่ยถามว่า "แล้วพี่จะทำยังไงต่อไป"

"ไม่มีพินัยกรรม ตอนนี้ฉันก็ทำได้แค่ตั้งรับเท่านั้น" คณิณหันมาส่งยิ้มให้เขา "ทำไม? นายเป็นห่วงฉันเหรอ"

"ใช่แล้วไงล่ะ" เจมี่ทำหน้าบู้บี้ใส่อีกฝ่าย คณิณหัวเราะ ดูอารมณ์ดีขึ้นมาทันที

"แค่แบบว่า ถ้าพี่อยากให้ผมช่วยอะไร..." เขาพูดตะกุกตะกักอย่างขัดเขิน

"งั้นช่วยจูบฉันหน่อยได้ไหม"

"นี่พี่ช่วยจริงจังหน่อยได้ไหม!?" เจมี่พูดงอนๆ สองแก้มแดงก่ำ "หรือว่าเราจะไปค้นห้องคุณหญิงย่ากันดี?"

คณิณเอื้อมมือมาแตะแก้มเขาแผ่วเบา "นายไม่ต้องเป็นห่วงอะไร ฉันจัดการได้"

เขาไม่กล้าถามต่อว่าจะจัดการยังไง แต่สังหรณ์ใจว่าคงไม่ใช่เรื่องดี สุดท้ายเจมี่จึงได้แต่เหม่อมองทิวทัศน์นอกหน้าต่าง ไม่นานก็เผลอหลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน คืนนี้เกินไปแล้วจริงๆ ไม่รู้เขาหลับไปนานแค่ไหน จนกระทั่งรู้สึกว่ามีคนกำลังลูบผมเขาอย่างอ่อนโยน

"ตื่นแล้วเหรอ" คณิณส่งขวดน้ำให้ เขารับมาจิบด้วยความรู้สึกคอแห้ง รถยนต์จอดอยู่ในความมืด เมื่อเพ่งมองออกไปนอกกระจกก็เหมือนจะเห็นทะเลอยู่ข้างหน้า

"ทะเล..." เจมี่เปิดประตูรถแล้วเดินลงมาทันที ลมทะเลเย็นเฉียบในเวลากลางคืนพัดจนเขารู้สึกหนาวจนตัวงอแม้จะสวมชุดสูทเต็มยศ

"ไม่รู้ทำไม จู่ๆ ก็คิดว่านายน่าจะชอบ" ร่างสูงโอบกอดเขาไว้จากด้านหลังแล้วทิ้งตัวนั่งลงบนกระโปรงรถ เจมี่ไม่ได้ขัดขืน อ้อมกอดของคณิณอบอุ่นมาก เขาซุกตัวลงไปอย่างอดไม่ได้

"รู้ไหม ผมเคยเห็นทะเลอยู่ที่หนึ่ง...." เจมี่พูดแผ่วเบา "น้ำใสเหมือนกระจก ทรายขาวสะอาด ….."

"ที่ไหนเหรอ" คณินจูบแก้มเขา

"ในฝันของผม" เขามองอีกฝ่าย มองลึกเข้าไปในดวงตางดงามคู่นั้น "บางทีผมก็ฝันว่าตัวเองกลายเป็นคนอื่น"

คณิณหัวเราะสดใส "ใคร? นายเจมี่อะไรนั่นใช่ไหม?"

เจมี่ชะงัก คณิณยังจำได้...

"ก็.. ก็ใช่... ในฝันผมอยู่กับคุณยายในบ้านหลังเล็กที่มีต้นจันต้นใหญ่อยู่หน้าบ้าน เวลาออกดอกแล้วจะหอมฟุ้งไปทั้งบ้านเลย... มีอยู่วันหนึ่งผมช่วยเด็กจมน้ำจนตาย แล้วจู่ๆ ก็มีโรบอทบอกผมว่าจะให้ทำภารกิจ......" เจมี่มองใบหน้างดงามของอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกหลากหลาย

"แล้วก็มีทะเล ทะเลกว้างใหญ่ มันสวยมากจริงๆ สวยเหมือนสวรรค์"

"ให้ฉันเข้าไปดูได้ไหม" คณิณกระซิบ โน้มใบหน้าลงมาจนสันจมูกโด่งสวยแนบชิดกัน

"ได้สิ"

จากนั้นริมฝีปากอ่อนนุ่มก็ประทับลงมาอย่างแผ่วเบา บางทีอาจเพราะทะเล แสงจันทร์ หรือบรรยากาศพาไป เจมี่จึงตอบรับจุมพิตนั้น

แสงจันทร์ทอประกายอยู่เหนือผิวทะเลราวกับนางฟ้าเต้นระบำ พวกเขาเดินจับมือกันไป หัวใจไม่ได้สับสนเหมือนอย่างเคย ราวกับได้พบความสงบสุขชั่วขณะในโมงยามแห่งความวุ่นวาย

ใต้แสงจันทร์กระจ่างท่ามกลางความมืด พวกเขาแค่เดินไปด้วยกันเท่านั้นเอง

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 209 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

149 ความคิดเห็น

  1. #13 NightHeart (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2563 / 09:29
    ฮืออออ อยากให้หยุดเวลาเดินนี้ไว้~ ขอเวลาอีกนานเท่านาน~
    #13
    0
  2. #12 nabya (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2563 / 08:15
    อื้อหือออ สุดยอดเลยค่าาาา :)
    #12
    0