ปราบนายตัวร้ายด้วยรัก [Yaoi][ระบบ]

ตอนที่ 38 : โลกของชื่นชีวา ตอนที่ 12

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 683
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 105 ครั้ง
    8 พ.ย. 63

 

 

 

"เมื่อก่อนแม่ฉันไม่ได้เป็นแบบนี้"

ชัชวาลกุมมือเด็กหนุ่มไว้แน่น พวกเขากำลังนั่งอยู่บนราวสะพานข้ามคลองเล็กๆ ในซอย "พอญี่ปุ่นแพ้สงคราม พ่อฉันก็ลาออกจากกองทัพ หายไปกับผู้ชายคนนั้น"

ดวงตาของชายหนุ่มเลื่อนลอยเมื่อหวนคิดถึงความทรงจำในอดีต

 "เขาเป็นทหารรับใช้ของคุณพ่อ เป็นลูกคนสวนที่โตมาในบ้าน พ่อฉันส่งเสียเขากับครอบครัวแล้วก็อะไรต่าง ๆ ตอนนั้นฉันเด็กมาก ไม่เข้าใจหรอกว่าพ่อแม่ทะเลาะกันเรื่องอะไร แต่เวลาที่แอบเห็นเขาอยู่ด้วยกัน ฉันมักจะอิจฉา...พ่อฉันเป็นคนดุมาก ดุมากๆ กับลูกไม่เคยกอดเคยหอมเหมือนบ้านอื่น มีแต่ทำหน้าทะมึนใส่ แต่พอเป็นผู้ชายคนนั้น...แววตาเขากับอ่อนโยนมาก ฉันเกลียดเขา ฉันอิจฉาเขา ไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อถึงได้ดีกับเขายิ่งกว่าลูกแท้ๆ "

เจมี่บีบมือคุณชัชกลับเบาๆ อย่างให้กำลังใจ

"แต่ตอนนี้ฉันอาจพอเข้าใจบ้างแล้ว มันคงเป็นแววตาที่คนเราเอาไว้มองคนที่เรารักเท่านั้น..." ชายหนุ่มยิ้ม ลูบแก้มใสของเด็กข้างๆ อย่างรักใคร่

 "ฉันรู้ แกคิดว่าแม่ฉันร้ายกาจ น่ารำคาญ ฉันก็คิด แต่เมื่อก่อนแม่ฉันไม่ได้เป็นแบบนี้หรอก เขาเคยเป็นผู้หญิงทันสมัยมาก ก็ยังถือว่ามากสำหรับยุคนั้น เรียนสูงกว่าผู้หญิงวัยเดียวกัน มั่นใจในตัวเอง แต่เรื่องที่เกิดขึ้น มันทำให้เขาเสียความมั่นใจ แม่กลายเป็นคนเก็บตัว โมโหร้าย จากที่เลี้ยงลูกเองก็เอาฉันกับพี่ไปฝากไว้บ้านปู่ย่า ส่วนตัวเองก็ตระเวนหาหมอดู หาร่างทรงไปทั่ว ที่ไหนดัง ใครว่าแม่น จังหวัดไหนก็ไป" 

ชายหนุ่มเค้นหัวเราะอย่างปวดร้าว "ฉันคิดว่าแม่แค่อยากได้ยินว่าคุณพ่อโดนของ โดนทำเสน่ห์ใส่ ถูกผีสิงอะไรแบบนั้น มันช่วยปลอบประโลมเขา ช่วยทำให้เขาสบายใจ แม่แค่อยากหาใครสักคนมาช่วยบอก ช่วยยืนยันว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่ความผิดของเขาเลย"

เจมี่คิดว่าตัวเองปลอบใจคนเก่งมาตลอด แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาไม่รู้จะพูดอะไร เขาได้แต่บีบมือคุณชัชไว้แน่น ให้อีกฝ่ายรู้ว่าเขายังอยู่ตรงนั้น ไม่จากไปไหน

"ฉันไม่กล้าบอกแม่เรื่องทิพย์เกสรเพราะแม่ฉันเป็นโรคหัวใจ ตอนที่...ตอนที่ฉันเคยงานแต่งล่มครั้งที่แล้ว แม่ก็เป็นลมแล้วเป็นลมอีก นอนโรงพยาบาลอยู่ตั้งหลายคืน ฉันลูกที่แย่มาก เป็นคนรักที่แย่ยิ่งกว่า ฉันกลัวว่าถ้าทิพย์เกสรพูดอะไรออกไปแกจะทนแรงกดดันไม่ไหว รู้ไหม...สมัยมัธยมฉันมีเพื่อนรักอยู่คนหนึ่ง แล้วเขาก็เป็นแบบพวกเรา แต่สุดท้ายเขาก็คิดสั้น...ฉันกลัวไปหมด พยายามรักษาใจทุกคน แต่สุดท้ายก็รักษาใจใครไม่ได้เลย"

"ผมไม่กลัวหรอกฮะ" เจมี่กระซิบ "ต่อไปคุณไม่ต้องปกป้องผม เพราะผมปกป้องใจตัวเองได้ โอเคไหม"

"ฉันน่าจะรู้..." ชัชวาลยิ้มน้อยๆ "พรุ่งนี้...พรุ่งนี้ฉันจะจัดการทุกอย่างให้ถูกต้อง ฉันไม่กลัวอีกต่อไปแล้ว"

เขาขยับมาใกล้จนร่างกายชิดกัน เอ่ยถามเสียงแผ่วเบาว่า "เด็ก...ตอนนี้เราดีกันแล้วใช่ไหม?"

เจมี่หน้าบึ้งลงทันที "ผมยังไม่ได้ตัดสินใจเรื่องนั้น" เขาดึงมือออกจากมือคุณชัช ดีดตัวลงจากราวสะพาน ถึงยังไงคุณชัชก็ทำเขาไว้แสบมาก ถ้าจะไม่เล่นตัวเลยก็กระไรอยู่ 

"ไปส่งผมร้านพี่ชุนหน่อยได้ไหมฮะ ง่วงแล้ว"

 

 

เวลาตีสองกว่าๆ เจมี่เอนศีรษะหลับตาอยู่บนรถ กำลังเดินทางไปยังไนต์คลับของชุนเพื่อหาที่ซุกหัวนอนสักคืน

"นี่ไม่ใช่ทางไปร้านชุนสักหน่อย" เขาเหลือบมองนอกหน้าต่างก่อนหันมองอดีตคนรักด้วยสายตาคาดโทษ "คุณจะพาผมไปไหน?"

"นอนโรงแรมดีกว่า"

"ผมไม่นอนโรงแรม!" เขาประกาศก้อง "นอนโรงแรมแล้วจะดูเหมือนอะไร"

"ไม่เหมือนอะไรทั้งนั้น" อีกฝ่ายว่าก่อนหักเลี้ยวเข้าสู่โรงแรมหรูแห่งหนึ่ง

"คุณชัช คุณกำลังทำตัวแบบเดิมอีกแล้ว พึ่งผ่านไปแค่สามชั่วโมงเอง สามชั่วโมง!" เจมี่พูดอย่างไม่อยากจะเชื่อ

"เด็ก..." เสียงนั้นออกจะติดอ่อนใจ "เราดีกันแล้วไม่ใช่เหรอ"

"ผมคุยกับคุณไม่ได้แปลว่าจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมสักหน่อย ตอนนี้เรากลับสู่สถานะว่างเปล่า"

"มันจะเป็นแบบนั้นไปได้ยังไง..." แต่สุดท้ายเขาก็ตามใจเด็กหนุ่ม ตั้งท่าจะวนรถออก

"นอนก็ได้" เจมี่รีบบอก "ดึกมากแล้ว ผมไม่อยากเรื่องมาก"

คุณชัชยิ้มแฉ่งจนเจมี่อยากจะถีบเขาอีกรอบจริงๆ เจมี่เปิดประตูรถก่อนเดินลงมา ชุดนอนลายตารางหมากรุกของเขาดึงดูดสายตาประหลาดใจจากพนักงานต้อนรับได้พอสมควร คุณชัชปิดห้องดีลักซ์ขนาดใหญ่หรูหราที่มองเห็นวิวแม่น้ำให้เขานอน แต่น่าเสียดายที่เจมี่ไม่อยู่ในอารมณ์สุนทรีย์อะไรทั้งสิ้น เขาล้มตัวลงบนเตียงทันทีด้วยความเหนื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจ

"คืนนี้นอนไปก่อน พรุ่งนี้จัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วค่อยกลับบ้านกัน" ชายหนุ่มคลายเนกไทออก ล้มตัวลงนอนข้างๆ ก่อนรวบตัวเขาไปกอด

"ทำอะไรของคุณ" เจมี่ถีบเขาออก กระเถิบไปอีกฝั่งของเตียงอย่างระแวดระวัง "ผมบอกว่าสถานะเราว่างเปล่าอยู่ไง"

"เด็ก...หายโกรธฉันเถอะ คิดถึงเด็กจะแย่แล้ว" มือปลาหมึกรวบตัวเจมี่ทันที

"กลับบ้านไปกอดเมียคุณนู่น"

"มีที่ไหน มีเด็กคนเดียว คิดถึงทุกวัน คิดถึงจนจะขาดใจอยู่แล้ว"

เจมี่ปัดมือเขาออกอย่างรังเกียจ "ห้ามจับ ตาแก่โรคจิต ไม่อย่างนั้นผมจะแจ้งตำรวจว่าคุณจูบผมตั้งแต่อายุสิบเจ็ด ระวังจะไปสอนหนังสือในคุก"

มือของอีกฝ่ายชะงักอยู่กลางอากาศ สีหน้าดูสลดลงทันที "ฉันลาออกแล้ว" 

"คุณว่าอะไรนะ?" เจมี่ผุดลุกขึ้น สีหน้าไม่อยากจะเชื่อ เขาอยู่กับคุณชัชมานาน ย่อมรู้ว่าอีกฝ่ายรักและทุ่มเทกับงานมากขนาดไหน

"เพราะผมเหรอ" เขาถามเสียอ่อย "เขาไล่คุณออกหรือเปล่า"

"ไม่หรอก ความจริงฉันก็เบื่อๆ มาสักพักแล้ว ลาออกไปต่อปริญญาเอกสักสองสามปีก็ดีเหมือนกัน ทางคณบดีเขาเป็นกังวลก็จริง แต่ก็ไม่ได้ถึงขนาดไล่ฉันออก แค่อยากให้ฉันไปจัดการปัญหาส่วนตัวให้เรียบร้อย สบายใจเมื่อไหร่ค่อยกลับไปสอน”

เจมี่นิ่งเงียบไปสักพัก "คุณชัช...ถ้าเรื่องของเรามันยากหรือกระทบกับชีวิตมากเกินไป --"

"อย่าพูดอย่างนั้น" คุณชัชดึงเขาไปกอดทันที "ฉันไม่เคยเสียใจเลย ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ฉันก็จะจูบนายเหมือนเดิม"

เจมี่สบตากับดวงตาสีเข้มหลังแว่นหนา รู้ว่าคุณชัชเองก็ทุกข์ใจมากกับอดีตที่ผ่านมา เขาดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมกอดคุณชัชอย่างไม่สบายใจเล็กน้อย ขณะกำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรอีกฝ่ายกลับทิ้งตัวนอนลงบนเตียง เอื้อมมือไปดึงโคมไฟให้ดับลง ลูบแผ่นหลังเขาเบา ๆ เอ่ยว่า "ดึกแล้ว นอนได้แล้ว ไม่ต้องคิดอะไรอีก"

"คุณชัช..." เจมี่พูดเสียงแผ่ว

"ระหว่างเราเสียใจกันมามากพอแล้ว...อย่าเสียใจอีกเลย"

อ้อมกอดคุณชัชสุขสบายมาก เจมี่เริ่มง่วงมาตั้งแต่อยู่ในรถแล้ว ในที่สุดความง่วงงุนก็เป็นฝ่ายชนะ คุณชัชลูบหลังเขาเบาๆ จนผล็อยหลับไป

ชัชวาลเฝ้ามองใบหน้าของเด็กหนุ่มยามหลับ เขารักการได้นั่งมองชื่นชีวาแบบนี้ ตอนอยู่ที่บ้าน หลายครั้งที่เขามักตื่นมากลางดึกบ่อยๆ เฝ้ามองใบหน้ายามหลับใหลของคนรักตัวน้อย ๆ มันให้ความรู้สึกผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด ชายหนุ่มบรรจงจุมพิตหน้าผากใส ก่อนลุกไปที่โทรศัพท์ตรงมุมห้อง เขาหมุนหมายเลขหนึ่งจากกระดาษที่จดไว้ในกระเป๋าสตางค์ใบเล็ก

 

รุ่งเช้า คุณชัชพาเจมี่ไปส่งที่ไนต์คลับของชุน ก่อนลงจากรถอีกฝ่ายคว้ามือเขาไปจับ เจมี่รีบชักมือออกทันที เขาไม่ชอบที่ตัวเองทำตัวแง่งอนแบบนี้เหมือนกัน มันไร้สาระ แต่ช่วยไม่ได้จริง ๆ

"รอฉัน..." ชัชวาลพูดก่อนขับรถออกไป

เขาตรงไปยังสถานที่คุ้นเคย บ้านริมแม่น้ำของมารดาที่ฝั่งธนบุรี

ชายหนุ่มจอดรถที่สนามหญ้าหน้าบ้าน ก่อนเดินตัวตรงเข้าสู่บ้านสองชั้นสีขาวหลังใหญ่ มารดาของเขานั่งอยู่บนเก้าอี้โยกตัวเดิมเหมือนอย่างเคย มีทิพย์เกสรคอยปรนนิบัติอยู่ข้างกาย ท่าทางของเธอชอบเรียบร้อยอ่อนหวานเสียจริงชายหนุ่มอดยิ้มเยาะไม่ได้

"ว่าไงพ่อตัวดี ยังมีหน้ามาหาแม่อีกเหรอ" คุณหญิงสอางค์เหลือบมองไปด้านหลังเขา สายตาคมกริบสำรวจในรถที่จอดอยู่ไกลๆ ดูเหมือนระแวงว่าจะมีใครอีกคนตามมาด้วย

"ชื่นไม่ได้มาด้วยหรอกครับคุณแม่" ชัชวาลรีบบอกเพราะรู้ใจมารดา

"นี่ยังกล้าพูดถึงมันต่อหน้าแม่อีกเหรอ!!"

"คุณแม่ขา..." ทิพย์เกสรเอ่ยเสียงแผ่วอย่างห้ามปราม น้ำเสียงนั้นช่างพอดิบพอดี ชวนให้คนนึกเอ็นดูสงสาร

"จัดการเรียบร้อยแล้วใช่ไหม ต่อไปนี้จะได้หมดทุกข์หมดโศกกันเสียที" คุณหญิงสอางค์คลี่พัดออกกระพือแรง ๆ อย่างอารมณ์เสีย "นี่แม่ทิพย์เกสรเขาบอกแม่แล้วนะ เรื่องกำลังท้องกำลังไส้ ทีเรื่องอย่างนี้ละก็ไวไฟจริงนะพ่อคุณ นี่ก็จะเป็นพ่อคนอยู่แล้ว หัดทำตัวให้มันมีหัวคิดซะบ้าง แก่จนหัวหงอกแล้วยังต้องให้แม่มานั่งบอกนั่งสอน เป็นครูบาอาจารย์ซะเปล่า"

"นั่นไม่ใช่ลูกผมหรอกครับคุณแม่" ชัชวาลเอ่ยเรียบ ๆ ยกข้อมือขึ้นมองนาฬิการาวกับกำลังรออะไรบางอย่าง ไม่สนหญิงสองคนที่สีหน้าแข็งค้าง

ทิพย์เกสรเม้มปากแน่น น้ำตารื้น "คุณชัชคะ คุณจะรักใครชอบใครทิพย์ไม่เคยว่า แต่คุณพูดออกมาได้ยังไงคะว่าเด็กในท้องไม่ใช่ลูกคุณ!"

"ตาชัช แกรู้ตัวไหมว่าพูดอะไรออกมา" คุณหญิงสอางค์กระซิบแผ่วเบาอย่างน่ากลัว

ขณะที่ชัชวาลกำลังจะเอ่ยอะไรนั้น รถยนต์คันหนึ่งก็ขับเข้ามาพอดิบพอดี คนที่อยู่ด้านในเปิดประตูออกก่อนเดินลงมา เขาเป็นชายวัยประมาณสามสิบกว่าๆ รูปร่างผอมแห้ง ขอบตาดำคล้ำ

เมื่อทิพย์เกสรเห็นชายคนนั้นก็ถึงกับหน้าซีดทันที

"ประสิทธิ์" หญิงสาวกระซิบ

"ตาชัช เมื่อกี้แกว่าอะไรนะ แกพูดว่าอะไรของแก!" ผู้เป็นแม่เขย่ามือบุตรชายอย่างคาดคั้น มองชายผู้มาใหม่ด้วยสายตางุนงง "แล้วนั่นใคร มาบ้านฉันทำไม"

"คุณแม่ครับ" ชัขวาลย่อตัวคุกเข่าลงสบตากับมารดา แววตาเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกผิดเต็มที "ผมขอโทษ แต่ผมกับทิพย์เกสรไม่เคยเป็นสามีภรรยากันสักวันเดียว ผมแต่งงานเพราะถูกเขาข่มขู่เรื่องของผมกับชื่นชีวาเท่านั้นเอง"

ผู้เป็นแม่ส่ายหน้าย่างไม่อยากเชื่อ ทุกสิ่งที่เธอหวังพังทลายอีกครั้ง และอีกครั้ง ราวกับถูกสาป...

ชายผู้มาใหม่เดินเข้ามาใกล้ ยกมือสวัสดีคุณหญิงสอางค์อย่างนอบน้อมก่อนเงยหน้ามองทิพย์เกสรด้วยแววตาแค้นใจ "ทิพย์เกสร ตกใจมากไหมที่เห็นผม"

หญิงสาวก้าวถอยหลังอัตโนมัติ "คุณแม่คะ ทิพย์ไม่รู้จักเขานะคะคุณแม่ ทิพย์ไม่รู้จักเขาจริงๆ "

"คุณหลอกเงินผมจนแทบหมดเนื้อหมดตัวเอาไปปรนเปรอแม่ตัวเองในบ่อน อย่าคิดว่าผมจะปล่อยคุณลอยนวลนะทิพย์เกสร" เขาสาวเท้าเข้ามาใกล้ ทำท่าจะคว้าแขนทิพย์เกสร แต่ชัชวาลจับข้อมือชายคนนั้นไว้

"นี่บ้านแม่ผม เราตกลงกันแล้วว่าจะพูดคุยกันด้วยเหตุผล จำได้ไหม? "

ชายคนนั้นลดมือลง มองไปยังคุณหญิงสอางค์ก่อนยกมือไหว้ท่วมหัว "คุณหญิงครับ อย่าหาว่าผมอย่างนู้นอย่างนี้เลยนะครับ ถ้าโกหกแม้แต่คำเดียวผมยอมตกนรกเลย แต่ลูกสะใภ้ของคุณร้ายกาจมากจริงๆ เขาบอกว่าเขาตั้งท้อง หลอกเงินผมจนแทบหมดตัวแล้วก็หนีไป สองวันต่อมาจู่ๆ ผมก็เห็นประกาศแต่งงานในหนังสือพิมพ์ ผมเห็นว่าหล่อนกำลังจะแต่งงานกับตระกูลทหารนามสกุลใหญ่โต พ่อแม่ผมเขาก็ขอร้องว่าอย่าไปยุ่งเลย กลัวจะเดือดร้อนกันทั้งบ้าน ถ้าคุณหญิงไม่เชื่อสิ่งที่ผมพูด ผมก็พร้อมจะแสดงหลักฐานการเงินทุกอย่าง แค่ไม่อยากให้ใครตกเป็นเหยื่อของหล่อนอีก"

"คุณแม่คะ อย่าไปฟังมันนะคะคุณแม่" หญิงสาวส่ายหน้า "ไอ้ชัชวาลมันแค่อยากจะไปอยู่กับไอ้เด็กนั่น ก็เลยหาคนมารังแกทิพย์ ทิพย์ไม่รู้จักมันจริงๆ นะคะคุณแม่ คุณแม่"

หญิงสาวเขย่าแขนผู้เป็นแม่สามีแรงๆ หลายครั้ง แต่หญิงสูงวัยกลับมาท่าทีเลื่อนลอยไม่รับรู้ ชัชวาลสะท้อนใจเมื่อเห็นภาพมารดาที่นิ่งเงียบเช่นนี้ แม่ของเขาเคยเงียบกริบขนาดนี้แค่ครั้งเดียว คือวันที่คุณพ่อเก็บกระเป๋าออกจากบ้านไป

"ผมขอโทษครับคุณแม่ ผมขอโทษ" เขาเอ่ยเบาๆ ร่างของคุณหญิงสอางค์เอนไปด้านข้างเล็กน้อยก่อนล้มลงไป

 

โรงพยาบาลแห่งหนึ่งย่านธนบุรี ชัชวาลและชลิตาผู้เป็นพี่สาวกำลังยืนอยู่หน้าห้องฉุกเฉินอย่างกระวนกระวาย ไม่นานเสียงเรียกชื่อญาติของผู้ป่วยก็ดังขึ้น สองพี่น้องจับมือกันเดินเข้าไปในห้องที่เต็มไปด้วยเตียงเรียงราย คุณหมอผู้ชายวัยกลางคนเดินเข้ามาหาพวกเขาพร้อมทั้งรายงานอาการของผู้ป่วย

"ผลการตรวจร่างกายปรกติดีนะครับ คุณหญิงเพียงแค่หมดสติชั่วคราวเท่านั้น น่าจะเกิดจากความเครียดและพักผ่อนน้อย พยาบาลกำลังให้น้ำเกลืออยู่ สักพักก็กลับบ้านได้ครับ"

สองพี่น้องเอ่ยขอบคุณคุณหมอก่อนพากันเดินไปยังเตียงท้ายสุดที่มารดานอนเอนกายอยู่ คุณหญิงสอางค์ยังคงตกอยู่ในอาการเหม่อลอย ไม่พูดไม่จา ดูเหมือนคนที่วิญญาณออกจากร่างไปแล้ว

"คุณแม่คะ" ชลิตาบีบมือมารดาเบาๆ มองหน้าน้องชายอย่างขอความช่วยเหลือ

"คุณแม่ครับ เรื่องทั้งหมดมันเป็นความผิดผมคนเดียว คุณแม่จะดุจะว่าผมยังไงก็ได้ ขอแค่...พูดอะไรบ้างเถอะครับ"

คุณหญิงสอางค์ส่ายหน้าช้า ๆ เธอดูอ่อนล้าและเหนื่อยหน่ายกับทุกสิ่งเป็นอย่างมาก

"คนที่พาผู้หญิงคนนั้นเข้าบ้านก็คือแม่ แล้วจะโทษใครได้" เธอเอ่ยเสียงแผ่ว "แม่มันคนมีกรรม ดูคนผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า..."

"ไม่จริงเลยค่ะคุณแม่" ชลิตารีบยิ้มแย้มอย่างเอาอกเอาใจ "จำไม่ได้หรือคะ คุณแม่แนะนำหนูกับผู้พันสกล ทุกวันนี้ชีวิตแต่งงานหนูก็มีความสุขดี หนูต้องขอบคุณคุณแม่ด้วยซ้ำ"

คุณหญิงสอางค์ถอนหายใจ ยกมือลูบใบหน้าผู้เป็นบุตรสาว "คิดว่าแม่ไม่รู้เหรอว่าผู้พันสกลมีบ้านเล็ก คนเขาลือกันให้ทั่ว แกคิดว่าแม่โง่นักหรือไง"

ชลิตากำมือแน่น ตาแดงขึ้นมาทันที

"ดูลูกฉันแต่ละคน คนหนึ่งก็ผัวมีเมียน้อย อีกคนก็..." คุณหญิงสอางค์ดูราวกับไม่กล้าเอ่ยคำนั้นออกมาตรงๆ "แม่แกมันไม่มีดีเลยสักอย่าง ทำให้ชีวิตคนอื่นเขาเป็นทุกข์ไปหมด เพราะอย่างนี้ใช่ไหม พ่อเขาถึงได้ทิ้งแม่ไป เพราะแม่ทำให้ชีวิตเขาเป็นทุกข์ใช่ไหม"

น้ำตาของหญิงสูงวัยไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ 

ชัชวาลเจ็บปวดหัวใจเป็นอย่างมาก "แม่ครับ แม่ทำดีที่สุดแล้ว แม่เป็นแม่ที่ดีมาก เลี้ยงดูพวกเรามาอย่างดี ผมอยากให้แม่รู้ว่า ที่ผ่านมามันไม่ใช่ความผิดของแม่เลยนะครับ คุณแม่ควรให้อภัยตัวเองแล้วก็เลิกโทษตัวเองสักที คุณพ่อเขาไปเพราะเขาอยากไป แล้วถ้าผมไม่ยืนยันจะแต่งงานกับทิพย์เกสร คุณแม่จะทำอะไรได้ ผมต่างหากที่พาทิพย์เกสรเข้ามาในชีวิตตัวเอง"

"จริงค่ะ แม่เป็นแม่ที่ดีที่สุดที่พวกเราเคยเจอมา หนูมีลูกน่ารักๆ ถึงสองคน ต่อให้ย้อนเวลากลับไป หนูก็จะแต่งกับผู้พันสกลเหมือนเดิมค่ะ" ชลิตาพูดด้วยเสียงสะอื้น ซบหน้าลงบนไหล่มารดาอีกฝั่ง

"จริงเหรอ พวกลูกพูดจริงเหรอ แม่เป็นแม่ที่ดีจริงๆ เหรอ" คุณหญิงสอางค์ลูบหัวบุตรชายบุตรสาวเบาๆ น้ำตาไหลพราก

"จริงค่ะคุณแม่"

จริงครับ" พวกเขาตอบรับพร้อมๆ กัน

"คุณแม่ครับ เรื่องชื่นชีวา..."

"ช่างเถอะ" .... คุณหญิงสอางค์หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับน้ำตา "แก่จนหัวหงอกแล้ว อยากทำอะไรก็ทำ ถ้าโง่จนคิดจะฝากชีวิตไว้กับเด็กอายุสิบเก้าแม่ก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว ส่วนแม่ตา"

คุณหญิงสอางค์หันมองบุตรสาว "ถ้าทนไม่ไหวก็หย่าซะ กลับมาอยู่บ้านกับแม่ เอาลูกมาเลี้ยงเอง ทรัพย์สมบัติเราก็มากมาย ใช้ทั้งชาติก็ไม่หมด ไม่ต้องไปนั่งน้ำตาเช็ดหัวเข่าอยู่ทุกเช้าเย็น เข้าใจไหม"

ทว่าชลิตากลับส่ายหน้า "สำหรับหนูความรักมันไม่ได้สำคัญอะไรอีกต่อไปแล้วค่ะคุณแม่ แต่ลูกหนูยังต้องการพ่อ แล้วผู้พันสกลก็ยังจัดการคนของเขาได้ดีอยู่ คุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ" หญิงสาวบีบมือมารดา ฝืนยิ้มทั้งที่กล้ำกลืนน้ำตา 

สามแม่ลูกกอดกันแน่น เหมือนเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก นานจนเกือบหลงลืมไปแล้ว

 

ที่ชั้นล่างของตึก เจมี่กำลังยืนชะเง้อชะแง้อยู่หน้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลด้วยท่าทางสองจิตสองใจ คุณชัชโทรมาที่ไนต์คลับ บอกว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ให้เขากลับไปรอที่บ้าน เพียงแต่ตอนนี้คุณแม่ช็อกกับเรื่องที่เกิดขึ้นจนเป็นลมเข้าโรงพยาบาล ถึงอีกฝ่ายจะบอกเขาว่าไม่ต้องเป็นห่วงแต่เจมี่ก็อดรู้สึกผิดไม่ได้อยู่ดี เขาเฝ้าคิดซ้ำไปซ้ำมาว่าไม่ควรไปยั่วยวนคุณชัชตั้งแต่แรกเลย บางทีมันน่าจะมีวิธีทำภารกิจให้สำเร็จที่ดีกว่านี้ เพียงแต่เขาโง่และยึดติดกับคนรักมากเกินไปจนเลอะเลือน ตอนนี้เลยดูเหมือนว่าเขาเป็นคนทำลายชีวิตของคนรักแทนตัวร้ายยังไงก็ไม่รู้

[โฮสต์ เพราะคุณ เขาถึงยังไม่ตายหรือฆ่าใครตาย อย่าเศร้าใจกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ไปเลย] ระบบเอ่ยปลอบ

"อ่าว ชื่นชีวา" พี่ตา พี่สาวของคุณชัชที่กำลังเดินออกมาจากห้องมองเห็นเขาพอดี

เจมี่รีบยกมือไหว้ หญิงสาวเดินมาหยุดยืนตรงหน้า ยกมือขึ้นกอดอก

"วุ่นวายไปหมดเลยเนอะ" เธอว่า

เจมี่ก้มหน้าลงอย่างรู้สึกผิด "คือผม..."

"เธอไม่ต้องพูดอะไรหรอก" พี่ตาถอนหายใจ "วันนี้ทั้งวันฉันฟังคนโทษตัวเองมามากพอแล้ว บางที...เป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน..."

เธอยกมือตบบ่าเจมี่เบาๆ "พี่ขออะไรอย่างนะ ดูแลตาแก่นั่นให้ดี ชีวิตเขาผิดหวังมามากแล้ว จากนี้ก็ควรมีชีวิตสงบๆ อย่างใครเขาสักที"

เจมี่สบตาเธอก่อนพยักหน้า ความรู้สึกต่างๆ ประดังประเดอยู่ในใจยากจะอธิบายได้

หลังจากแยกกับพี่ตาแล้ว เขาตัดสินใจหันหลังเดินออกมาจากโรงพยาบาล ถึงจะมาด้วยความหวังดี แต่คุณหญิงสอางค์คงมีแต่จะอาการหนักขึ้นถ้าเห็นหน้าเขา

 ขณะที่เจมี่กำลังเดินออกไปเรียกแท็กซี่ที่หน้าโรงพยาบาล จู่ๆ พลุกระดาษสีสันสดใสก็ระเบิดโปรยปรายรอบกาย สายรุ้งกลิตเตอร์ระยิบระยับปลิวไสวอยู่ในอากาศ

[ยินดีด้วยโฮสต์ ภารกิจสำเร็จลุล่วง ค่าความดีเพิ่มขึ้น ขอให้พยายามต่อไป]

เจมี่ "..."

"นี่อะไรครับ" เจมี่มองพลุกระดาษที่ตกใส่หัว มันไม่ใช่กระดาษจริงๆ แต่ค่อยๆ สลายหายไปเหมือนสร้างขึ้นจากแสง และเมื่อสังเกตจากคนรอบข้างที่เดินกันอย่างเร่งรีบไม่สนใจอะไร ดูเหมือนเขาจะมองเห็นอยู่คนเดียว

[ส่วนอัปเกรดเพิ่มเติมของเวอร์ชัน 1.1 ผู้พัฒนาของฉันมีความใส่ใจในจินตนาการของมนุษย์เป็นอย่างมาก]

"อย่าบอกนะว่าคุณทิ้งผมให้สู้รบกับปีศาจร้าย เพื่อหายไปอัปเกรดสายรุ้งมา?"

ระบบ […]

"เอาเถอะๆ " เจมี่หมดแรงจะพูดทันที สีหน้าเขายังคงไม่ค่อยดีเท่าไหร่เนื่องจากมีเรื่องที่คิดไม่ตก "นี่ระบบ… ถ้าภารกิจสำเร็จแล้ว ผมออกจากโลกนี้ก่อนหมดอายุขัยได้ไหม"

[มีโฮสต์หลายท่านเลือกแบบนั้น] ระบบตอบ [โดยทั่วไปแล้วก่อนที่ร่างภาชนะจะถูกยึดครอง ล้วนเหลืออายุขัยไม่เกินเจ็ดวัน ขับเคลื่อนต่อด้วยพลังวิญญาณของโฮสต์แต่ละท่าน]

ไม่รู้ทำไมเจมี่กลับรู้สึกขนลุกแปลกๆ เมื่อได้ยินแบบนั้น

[ในกรณีที่โฮสต์ตัดสินใจละทิ้งร่างภาชนะ ร่างภาชนะจะมีชีวิตอยู่ต่อได้ไม่เกินสามชั่วโมง]

เขาชะงักทันที รู้สึกเหมือนจะก้าวขาต่อไม่ออก แม้ว่าจะชอบทำท่ารำคาญใจอยู่บ่อยๆ แต่เจมี่รู้ว่าคุณชัชรักแม่มาก มันจะดีกว่าไหม ถ้าไม่ต้องเลือก...

[คุณต้องการกลับชายหาดเลยหรือไม่]

"ผม...ผมขอคิดดูก่อน"

[โฮสต์ ฉันไม่รู้ว่าควรพูดดีไหม]

"พูดมาเถอะ" เขาบอกอย่างปลงๆ คงไม่มีอะไรที่ทนฟังไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

[โฮสต์ที่มีสติปัญญาสูง…]

เจมี่ "..." 

เขาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าจะทนฟังระบบวิพากษ์วิจารณ์การทำภารกิจของตัวเองได้หรือเปล่า

[โฮสต์ที่มีความสามารถทางตรรกะสูง สามารถทำภารกิจลุล่วงได้โดยไม่ผูกพันกับตัวเอกเลยแม้แต่น้อย พวกเขาถอนตัวออกจากโลกทันทีหลังภารกิจสำเร็จ หากฉันสามารถเตือนอะไรคุณได้สักอย่าง ฉันก็อยากเตือนว่าคุณกำลังเสียเวลา...]

"ขอผมคิดดูหน่อย" เจมี่ถอนหายใจ คุณชัชจะรับได้ไหมถ้าชื่นชีวาตายจากไป...

[ทางเลือกเป็นของคุณเสมอ โฮสต์]

 

 

_________________________

 

 

 

Talk ตอนหน้าจะเป็นตอนจบของ Arc นี้แล้วนะจ๊ะ ขอบคุณที่ยังอ่านกันอยู่นะ #ประนมมือ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 105 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

286 ความคิดเห็น

  1. #221 MitsukiCarto (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 1 มกราคม 2564 / 21:01
    ทำไมรู้สึกใจหายวาบเลยล่ะเนี่ย...
    #221
    0
  2. #141 Sama-Ritsu (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2563 / 01:55

    รอคะ..
    #141
    0
  3. #140 Aconite_ (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2563 / 23:49
    ฮือ ใจเย็นนะน้อง ถ้าออกจากโลกตอนนี้คือทุกอย่างแบบรุมอิพี่ชัชมาก เคลียร์เรื่องจะเรียบร้อยแล้ว อีกสามชม.ต่อมาคนรักตาย อิฉันกลัวอาการตุณชัชจะเป็นแบบคณิน ถึงจะหมั่นไส้คุณชัชมาตลอดแต่ถ้าน้องออกจริง เปียกปอนค่ะ พูดได้ประโยคเดียว แงงงงง
    #140
    0
  4. #138 16092002 (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2563 / 17:49
    น้องอย่าไปนะ
    #138
    0