ปราบนายตัวร้ายด้วยรัก [Yaoi][ระบบ]

ตอนที่ 30 : โลกของชื่นชีวา ตอนที่ 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 647
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 89 ครั้ง
    2 ก.ย. 63

 

 

ชีวิตวันแรกในโรงเรียนประจำก็ไม่มีอะไรมากนอกจากแนะนำบทเรียนและกฎระเบียบต่างๆ รวมทั้งทำความรู้จักเพื่อนใหม่ที่จะต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันไปอีกหลายปี เจมี่รู้สึกว่าเป็นเรื่องประหลาดมากที่ต้องกลับมาเรียนชั้นมัธยมอีกรอบ ทั้งที่ก่อนตายเขาจำได้ว่ากำลังครุ่นคิดเรื่องเรียนต่อมหาวิทยาลัยอยู่แล้วแท้ๆ 

ชุนลากเขาไปทั่วโรงเรียนเหมือนตุ๊กตาตัวหนึ่ง คอยแนะนำเขากับคนนู้นคนนี้ไปทั่ว ปรากฏว่าพี่ชายของเขาเป็นเด็กที่ป๊อปปูล่ามากเนื่องจากเป็นนักกีฬาดาวเด่นของโรงเรียน อีกทั้งเป็นคนอัธยาศัยดีและกว้างขวาง ดูเหมือนว่าทุกคนจะชอบเขากันทั้งนั้น เจมี่จึงหมดปัญหาเรื่องที่ต้องไปเป็นเบ๊ของพวกเด็กโต หรือถูกรังแกไปเปลาะหนึ่ง นอกจากนี้ชุนยังพาเขาไปดูโบสถ์ฝรั่งทรงสูงแสนสง่างามของโรงเรียน พาไปทำความรู้จักร้านขนมแสนอร่อยและรสชาติห่วยแตกที่ควรจำไว้ว่าอย่าหากิน ตึกไหนที่เด็กมักถูกผีหลอกบ่อยๆ ไม่ควรเดินผ่านคนเดียวถ้าไม่อยากจับไข้หัวโกร๋น พอถึงเวลาทานอาหารตอนห้าโมงเย็นจึงเดินไปยังโรงอาหารพร้อมกัน

คืนนี้เจมี่อาบน้ำในห้องน้ำรวมเสร็จก็ล้มตัวลงนอนอย่างอ่อนล้า เพื่อนร่วมห้องของเขาอีกสองคนคนหนึ่งเป็นเด็กชายตัวเล็กๆ สวมแว่นหนาซึ่งอยู่รุ่นเดียวกัน ส่วนอีกคนเป็นเด็กเงียบๆ ที่อยู่รุ่นเดียวกับชุน อีกด้านของห้อง พี่ชายเขากำลังเลือกโปสเตอร์ติดผนังอันได้แก่วงดนตรีต่างๆ ที่กำลังเป็นที่นิยมในยุคนี้

"The Beatles หรือ Rolling stones" เด็กหนุ่มชูโปสเตอร์สองใบพลางหันมาถามเขา

"The Beatles แหงอยู่แล้ว" เจมี่ตอบ

"เลือกได้ดี" อีกฝ่ายส่งยิ้มกว้างพลางแปะโปสเตอร์ของวงสี่เต่าทองลงบนผนัง

ประตูห้องถูกผลักเปิดออกอย่างแรง เด็กหนุ่มร่างใหญ่หน้าตาน่ากลัวหลายคนยืนพิงประตูสบายๆ ปรายตามองเจมี่เล็กน้อยก่อนหันไปพูดกับพี่ชายเขาว่า "ตี๋ชุน ไอ้แสงมีบุหรี่กับหนังสือแจ่มๆ เพียบเลย จะไปไหม"

"ไม่อะ จะดูแลน้อง" ชุนตอบ

เด็กหนุ่มคนหนึ่งส่ายหน้า พึมพำว่า "อาการหนักแล้วมึงเนี่ย"

"เฮ้ย ห้องนี้มีของกินเพียบเลยว่ะ" เด็กหนุ่มอีกคนมองไปยังปี๊บบรรจุขนมต่างๆ ของป้านวล เจมี่แอบขู่ฟ่ออยู่ในใจ แต่ก็ไม่มีประโยชน์ ขนมที่ป้านวลกับพี่นิ่มอุตส่าห์เตรียมมาหายไปกว่าครึ่งในเวลาไม่ถึงนาที กว่าเด็กหนุ่มพวกนั้นจะออกจากห้องไปก็เหลือติดปี๊ปอยู่แค่นิดหน่อยเท่านั้น เจมี่ถอนหายใจอย่างเสียดาย ส่วนชุนหัวเราะร่า

"เพราะอย่างนี้พี่ถึงไม่เอาของกินมาไง มีเท่าไหร่ก็ไม่พอหรอกตัวเล็ก"

หลังเวลาปิดไฟ เจมี่นอนคิดถึงบ้านอยู่เงียบๆ เด็กรุ่นเดียวกันที่นอนอยู่ด้านบนร้องไห้ฮือๆ จนหลับไปแล้ว เขาคิดถึงทั้งป้านวล พี่นิ่ม และคนรักที่ยังไม่อาจเรียกว่าคนรักของเขา คุณชัชวาล ที่เจมี่แอบเรียนกว่าตาแก่สุดฮอตในใจ เขาสูดจมูกหลายครั้ง รู้สึกเหมือนคล้ายจะเป็นหวัด คงเป็นเพราะเมื่อช่วงบ่ายมีฝนตกพรำๆ เสียงเตียงอีกฝั่งหนึ่งขยับดังเอี๊ยดอ๊าด เหมือนชุนจะลุกขึ้น จากนั้นเตียงเขาก็ยวบตัวลงจากน้ำหนักของอีกคน

"ตัวเล็ก อย่าร้องนะ พี่อยู่นี่แล้ว" ชุนลูบผมเขาอย่างปลอบใจ

ใครร้องไห้กัน ทำไมนายถึงคิดไปเองได้ขนาดนี้

"ผมไม่ได้ร้องนะฮะ ผมเป็นหวัด"

ชุนล้มตัวลงนอนกอดไหล่เขาไว้เบาๆ "ไม่ต้องอายนะ คืนแรกใครๆ ก็ร้องไห้กันทั้งนั้น พี่อยู่นี่แล้ว โอ๋ๆ "

"ผมไม่ได้ร้องจริง ๆ นะ -- "

"ชู่ว์..."

เอาที่นายสบายใจเลยเพื่อน...เจมี่แอบถอนหายใจเงียบๆ ชุนเล่าว่าเขาเป็นลูกคนเดียวมาตลอด ความฝันสูงสุดในชีวิตคือการมีน้องสาวน่ารักๆ สักคนไว้โอบกอด และน้องชายอีกคนเอาไว้เตะต่อยเล่น ความจริงเจมี่ควรถูกเตะต่อยเล่นถึงจะถูก ไม่รู้ทำไมชุนถึงตัดสินใจทรีตเขาประหนึ่งน้องสาวตัวน้อยๆ สุดท้ายจึงได้แต่ปล่อยให้ชุนเล่นบทพี่ชายที่แสนดีของเขาและนอนคิดถึงคุณชัชจนหลับไป

 

ชีวิตการเรียนผ่านไปวันแล้ววันเล่า จากเดือนเป็นปี เจมี่ปรับตัวเข้ากับชีวิตในโรงเรียนได้อย่างราบรื่น ผลการเรียนก็อยู่ในอันดับต้นๆ อยู่ตลอด คุณชัชมารับเขากลับบ้านทุกเย็นวันศุกร์ มาส่งวันอาทิตย์ แต่บางอาทิตย์ถ้าติดธุระก็ไม่มา

ในที่สุดก็ถึงวันหยุดยาวช่วงเทศกาลปีใหม่ ป้านวลกับพี่นิ่มตั้งใจกลับบ้านที่อยุธยาเหมือนทุกปี ส่วนเจมี่ย่อมไม่พลาดโอกาสที่จะได้อยู่กับคุณชัชสองต่อสองเป็นอันขาดจึงไม่ได้ตามไปด้วย ตอนนี้เขาไม่ใช่เด็กรูปร่างอวบอ้วนอีกแล้ว ชีวิตที่เข้มงวดในโรงเรียนประจำทำให้น้ำหนักเขาหายไปกว่าครึ่ง การเลือกอยู่ชมรมว่ายน้ำและดื่มนมอย่างบ้าคลั่งก็ช่วยให้ร่างกายยึดสูงอย่างรวดเร็วจนเกือบถึงร้อยเจ็ดสิบห้า เผลอแป๊บเดียวก็กลายเป็นหนุ่มน้อยคนหนึ่ง

"นี่ชื่น หมู่นี่คุณชัชหงุดหงิดง่ายมาก ระวังด้วยล่ะ" ป้านวลเตือนระหว่างที่เจมี่ช่วยหอบตะกร้าของฝากต่างๆ มาส่งที่หัวลำโพง

"ใช่ๆ พึ่งเลิกกับแฟนคนล่าสุด หน้าบึ้งทั้งวันเลย กระดิกตัวนิดเดียวเป็นโดนเอ็ด" พี่นิ่มแอบกระซิบเบาๆ

อา...เจมี่ไม่ดีใจเลยสักนิด เขาไม่อยากฟังเรื่องที่คุณชัชไปรักคนอื่นเอาซะเลย

"ใช่คนที่เป็นอาจารย์หรือเปล่า แล้วเลิกกันเพราะอะไรเหรอฮะ" เขาแกล้งทำเป็นถามลอยๆ

"โถ่ชื่น ตัวตกข่าวแล้วล่ะ คนที่เป็นอาจารย์เขาเลิกกันไปนมนานแล้ว คนล่าสุดเธอเป็นเสมียนอยู่บริษัทฝรั่ง" พี่นิ่มเริ่มเม้าท์อย่างออกรสออกชาติทันที "พอคุณเธอไปเจออาเสี่ยกระเป๋าหนักช่างเอาอกเอาใจเข้าก็เปิดแน่บไปทันที คุณชัชน่ะอะไรก็ดี เว้นแต่หัวโบราณคร่ำครึไปหน่อย ไอ้หล่อก็หล่ออยู่หรอก แต่ทื่อเหมือนก้อนหินแถมปากร้ายยังกับอะไร ผู้หญิงคนไหนจะทนเธอได้"

"นี่นังนิ่ม ให้มันน้อยๆ หน่อย นินทาเจ้านายที่ให้ที่ซุกหัวนอนได้หรือ" ป้านวลเอ็ดเบาๆ พี่นิ่มแอบทำหน้าบู้บี้ใส่ผู้เป็นป้าก่อนหันมาหัวเราะกับเขา เจมี่วางสัมภาระต่างๆ ลงที่ชานชาลา ช่วงนี้ของปีหัวลำโพงผู้คนคลาคล่ำ พวกเขาทั้งสามต้องปูเสื่อนั่งบนพื้นเพราะหาที่นั่งไม่ได้

"ชื่นกลับไปเถอะลูก ไม่ต้องรอหรอก" ป้านวลว่า

"ผมรอเป็นเพื่อนดีกว่าฮะ จะได้ช่วยยกของ ไม่อยากรีบกลับไปเจอตาแก่ขี้บ่นที่บ้านด้วย"

"เดี๋ยวเถอะ! " ป้านวลผู้ไม่ยอมนินทาเจ้านายตีแขนเขาเบาๆ ส่วนพี่นิ่มหัวเราะคิกคัก

หลังจากส่งทั้งสองคนขึ้นรถไฟเรียบร้อยแล้วเขาจึงขับรถของคุณชัชกลับบ้าน เนื่องจากตอนนี้คุณผู้ชายได้ออกรถใหม่เรียบร้อยแล้ว คันเก่าจึงยกให้เขาได้ขับโก้ๆ ไปทำธุระต่างๆ ตามวาระและโอกาส

เจมี่แวะซื้อของสดที่ตลาดนัดเพื่อกลับไปทำอาหารมื้อเย็น เมื่อเลี้ยวเข้าบ้านก็เห็นคุณชัชในกางเกงแพรจีนนั่งสูบซิการ์อยู่บนเก้าอี้หวายตัวเดิม หมู่นี่คุณชัชอกหักจึงสูบหนักขึ้น เจมี่อดเป็นห่วงสุขภาพชายหนุ่มไม่ได้ อายุก็ขนาดนี้แล้วแถมยังสูบจัด กว่าเจมี่จะจีบติด เกรงว่าจะตายซะก่อนก็ไม่รู้

"คุณชัชสูบหนักเกินไปแล้ว" เขาบ่นเบาๆ ระหว่างยกของลงจากท้ายรถ

"ยุ่งไม่เข้าเรื่อง ไปอ่านหนังสือของแกไป"

เชอะ แต่ไหนแต่ไรไม่เคยพูดกับเขาแบบนี้ ตอนเป็นหนูด้วงบอกรักได้ทุกวันวันละสามเวลา โบราณถึงได้ว่า ยามรักน้ำต้มผักยังว่าหวาน ยามร้าวรานน้ำตาลยังว่าขม มันน่าน้อยใจนัก เจมี่เดินกลับเรือนคนใช้อย่างหงุดหงิด

"เดี๋ยว" คุณชัชเรียก "ไอ้ชุนพี่ชายสุดที่รักของแกโทรมาชวนไปดูหนัง ฉันปฏิเสธแทนไปแล้ว วันๆ ทำแต่เรื่องไร้สาระกัน"

"ถ้าคุณชัชไม่หยุดบ่นจะหน้าแก่จริงๆ นะ" เจมี่ตะโกนไล่หลัง "จะหัวล้านเร็วด้วย"

"แกมาพูดใกล้ๆ ฉันนี่มา"

"อกหักเพียงครั้ง ยังไม่ตาย -- คิดคิดนึกนึก ถูกหลอกมันเสียเชิงชาย -- " เจมี่แหกปากร้องเพลงลูกทุ่งที่กำลังฮิตเสียงดังลั่นอย่างประชดประชัน มีเสียงคล้ายเขวี้ยงข้าวของไล่หลังมา แต่เขาไม่สนใจ

เขาวางข้าวของลงบนแคร่ไม้ใต้ถุนบ้าน ตอนนี้คุณชัชก็โสดสนิท ส่วนเจมี่ก็อายุถึงเกณฑ์ที่จะจีบใครสักคนได้แล้ว ปัญหาก็คือ เขาไม่มีประสบการณ์ในการจีบใครมาก่อนเลย เพราะคนรักเป็นฝ่ายจีบเขาก่อนตลอด ในชาติแรก คณิณสารภาพรักได้สองชั่วโมงก็พาเขาขึ้นคอนโดเลยตามประสาวัยรุ่นใจร้อน ส่วนชาติที่สองยังมีความเกรงใจบ้างเนื่องจากสถานะเทวดา แต่ก็หยอดเก่งและรุกหนักมากจนแทบร้องขอชีวิต ถ้าจะจีบใครสักคนมันควรจะทำยังไง เจมี่ไม่รู้เลยจริงๆ

"นี่ระบบ จะจีบใครสักคนนี่มันต้องทำยังไงเหรอครับ" เจมี่ถามลอยๆ

[จากฐานข้อมูลของฉัน การจีบ คือการแสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมาในรูปแบบต่างๆ จุดมุ่งหมายก็เพื่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน...]

หลังจากนั้นระบบได้เปิดคอร์สจีบมนุษย์ให้แก่เจมี่ยืดยาวกว่าครึ่งชั่วโมง จนเขาแทบจะหลับคากระทะที่กำลังผัดหมูหวานอยู่ ฟังๆ ไปแล้วก็พาลจับใจความอะไรไม่ได้

"พอก่อนเถอะครับ" เจมี่ส่ายหัว โบราณว่าน้ำเซาะทุกวันหินมันยังกร่อน นับประสาอะไรกับใจคน สุดท้ายเขาจึงตัดสินใจเริ่มจากวิธีที่ถนัดที่สุดอย่างการทำอาหาร เจมี่ใช้แม่พิมพ์กดข้าวเป็นรูปหัวใจอย่างพิถีพิถัน โปะหมูหวานลงไป โรยหน้าด้วยผักชี หวั่นๆ อยู่เหมือนกันว่าคุณชัชจะคิดว่าเขาประชดประชันเรื่องที่กำลังอกหัก เสร็จแล้วจึงเตรียมอาหารที่อีกฝ่ายชอบมานมนานและหวังว่าจะยังชอบอยู่คือต้มฟักมะนาวดอง 

คุณชัชเคยใช้ชีวิตในวัยเด็กผ่านช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ได้ยินมาว่าช่วงนั้นอาหารการกินแพงมากชนิดที่มีเงินก็ยังหาซื้อไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงมีนิสัยประหลาดๆ หลายอย่างแบบพวกที่ยังหลอนสงครามอยู่ หนึ่งในนั้นก็คือการชอบกักตุนอาหารแห้งทีละมากๆ แต่กลับไม่ชอบให้มีอาหารหลายอย่างอยู่บนโต๊ะ และกินอย่างประหยัดราวกับกลัวว่าพรุ่งนี้จะไม่มีอะไรให้กินอีก ถึงเจมี่จะชอบคุณชัชมากแต่เขากลับไม่ชอบร่วมโต๊ะกับอีกฝ่าย เพราะกินเหลือแม้แต่นิดเดียวก็อาจจะโดนมองแรงได้

"ทำไมแกไม่กินด้วยกัน" คุณชัชเอ่ยถามเมื่อเห็นเขาจัดอาหารแค่ที่เดียว 

"ผมกินมาแล้วฮะ" เจมี่ตอบ 

ชายหนุ่มนั่งลงมองข้าวรูปหัวใจด้วยสีหน้าหงุดหงิด "นี่แกประชดฉัน?"

"เปล่านะฮะ" เจมี่รีบปฏิเสธ "นี่แทนหัวใจรักจากผม ให้คุณชัชได้รู้ว่าถึงใครไม่รัก ผมก็รักของผม"

คุณชัชคล้ายไม่สนใจสิ่งที่เขาพูด แถมยังขยี้ข้าวรูปหัวใจจนเสียรูปก่อนเริ่มรับประทานด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก นี่เป็นปัญหาอีกอย่างหนึ่ง คือเจมี่มักพูดเล่นกับอีกฝ่ายบ่อยๆ ซะจนพอพูดความจริงขึ้นมาก็ดูเหมือนพูดเล่นอยู่ดี

"ฉันเคยบอกแกแล้วไม่ใช่เหรอว่าให้ทำกับข้าวแค่อย่างเดียว"

เจมี่อดกลอกตาไม่ได้ "เพราะอย่างนี้ไงถึงโดนสาวทิ้ง ใครจะอยากแต่งกับผู้ชายที่มีกับข้าวอย่างเดียวบนโต๊ะ"

"แกนี่มันชักจะมากขึ้นทุกวันแล้วนะไอ้ชื่น เห็นฉันใจดีด้วยก็เอาใหญ่" ชายหนุ่มส่ายหัวก่อนตักอาหารใส่ปาก โดยเฉพาะต้มฟักมะนาวดองที่ตักหลายคำเป็นพิเศษ

ก็ชอบอยู่เห็นๆ แล้วยังจะบ่น...

"เติมหน่อยไหมฮะ" เจมี่ขยิบตาอย่างซุกซน

"ไม่ต้อง ใครจะกินล้างกินผลาญเหมือนแก ที่ไหนใครว่าอร่อยก็สรรหาไปกิน ทั้งเซี๊ยะก๋วยเตี๋ยวเป็ด จุฑารส ข้าวต้มปลาตรอกจันทร์ -- อะไรอีก บาเยียพาหุรัด -- "

คุณชัชของเขาค่อยๆ ร่ายยาวเป็นชุด กลายเป็นเจมี่ที่หน้าบึ้งลงเรื่อยๆ "ผมเคยกินคนเดียวซะที่ไหน ทุกครั้งก็ซื้อมาให้คุณชัชเพราะอยากให้กินของดีๆ อร่อยๆ ไม่อยากให้ใช้ชีวิตเหมือนจะมีระเบิดลงตลอดเวลา ทั้งหมดนี่ก็เพราะว่ารักคุณชัชหรอกฮะ"

"เดี๋ยวนี้แกช่างพูดว่ารักได้คล่องปากเหลือเกิน ระวังพูดบ่อยๆ จะหมดความหมาย" คุณชัชเงยหน้ามองเขา เจมี่รีบหลบสายตาแหลมคมคู่นั้น ใจเต้นแรงขึ้นมาทันที

"ทะ...ทำไมถึงพูดบ่อยๆ แล้วจะหมดความหมายฮะ" เขารีบถามกลบเกลื่อน

อีกฝ่ายวางช้อนลงครู่หนึ่ง สีหน้าครุ่นคิด

"เวลาที่แกพูดอะไรบ่อยๆ มันจะเคยปาก" ชายหนุ่มค่อยๆ ตอบอย่างระมัดระวัง "ในที่สุดแล้ว คำหวานพวกนั้นก็กลายเป็นแค่...คำเคยปาก เข้าใจไหม แค่พูดออกมาง่ายๆ แต่ไม่รู้สึก..."

ชายหนุ่มเริ่มทานอาหารอีกครั้ง "เชื่อฉันเถอะ ฉันอยู่มาครึ่งชีวิตแล้ว"

ระหว่างที่คุณชัชทานอาหาร เจมี่ก็ครุ่นคิดถึงวิธีที่หนูด้วงจีบเขา แล้วก็ตัดสินใจว่าการจีบที่ทรงพลังและมีอานุภาพทำลายล้างรุนแรงที่สุดก็คือการจีบอย่างโง่ๆ นั่นเอง แต่ขณะกำลังรวบรวมความกล้าที่จะสารภาพรักอย่างโง่ๆ นั่น อีกฝ่ายกลับส่งสัญญาณมือให้เขาเงียบ ชายหนุ่มเงี่ยหูฟังเสียงประกาศข่าวด่วนจากวิทยุ เสียงผู้ประกาศกำลังนำเสนอข่าวฆาตกรต่อเนื่องที่น่ากลัวมาก ฉายาไอ้มืด มีดโหด ฆ่าคนตายด้วยมีดอีโต้มาแล้วหลายสิบคน ตอนนี้หนีจากนนทบุรีมาหลบซ่อนตัวอยู่ในเขตพระนคร

"น่ากลัวจังเลยนะฮะ ในข่าวว่ามีคนเห็นมันแถวบางลำพูด้วย อาจจะอยู่แถวบ้านเราก็ได้" เจมี่พูด อดโล่งอกไม่ได้ที่ไม่ได้ผลีผลามเอ่ยอะไรออกไป เพราะบรรยากาศช่างไม่เป็นใจเอาซะเลย 

"บ้านเมืองช่วงนี้อันตราย แกก็เพลาๆ เรื่องเที่ยวเล่นลงหน่อย คืนนี้ก็มานอนที่เรือนใหญ่แล้วกัน"

"ฮะ"

เจมี่พยายามซ่อนยิ้มไว้ในใจ แต่กระนั้นใบหน้าก็กลายเป็นสีชมพูระเรื่ออย่างมีความสุข

ชัชวาลเหลือบมองใบหน้าแป้นแล่นของเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างหงุดหงิด เขาบังเกิดความรู้สึกนั้นอีกแล้ว ความรู้สึกว่าลืมอะไรบางอย่างที่สำคัญมากไป แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก 

พอสามทุ่มเจมี่จึงขึ้นมานอนในห้องรับแขกที่อยู่ติดกับห้องคุณชัช ห่างแค่ผนังกั้น แต่ก็ใกล้ขึ้นมาอีกหน่อย ความเงียบปกคลุมได้ยินเพียงเสียจิ้งหรีดและเสียงรถยนต์วิ่งผ่านนานๆ ครั้ง ขณะครึ่งหลับครึ่งตื่น เจมี่รู้สึกคล้ายได้ยินเสียงเอี๊ยดอ๊าดเบาๆ ที่ชั้นล่าง เขาสะดุ้งตื่นทันที บางทีอาจจะเป็นหนูกระมัง เขาล้มตัวลงนอนต่อ แต่แล้วก็ได้ยินเสียงเดิมอีก ข่าวตอนหัวค่ำเรื่องไอ้มืดที่ควงอีโต้ไล่ฆ่าคนลอยไปลอยมาอยู่ในหัว เจมี่ตัดสินใจจะลงไปดูข้างล่างเพื่อความสบายใจ แต่เมื่อเปิดประตูก็เจอร่างสูงของคุณชัชยืนเป็นเงาตะคุ่มๆ อยู่หน้าห้องนอน พวกเขาต่างสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเห็นอีกฝ่าย

"แกออกมาทำอะไร!" คุณชัชเอ็ดเบาๆ

"ผมได้ยินเสียงแปลกๆ " เจมี่รีบไปหลบอยู่ใกล้ๆ ร่างใหญ่ของชายหนุ่มทันที ในมือคุณชัชมือปืนลูกโม่สีดำอยู่ด้วย

"ไปอยู่ในห้อง อย่าออกมา"

"ไม่ฮะ ผมไปด้วย ผมกลัว"

เถียงกันสักพักคุณชัชก็ยอมแพ้ "งั้นก็อยู่ข้างหลังฉันไว้"

พวกเขาค่อยๆ เดินสำรวจรอบๆ เรือนใหญ่อย่างระมัดระวัง แต่ก็ไม่พบอะไรผิดปรกติ ประตูหน้าต่างก็ยังอยู่ในสภาพดีไม่มีรอยงัดแงะ

"สงสัยจะแมวละมั้งคุณชัช" เจมี่บอก

"ขึ้นไปนอนเถอะ" หนุ่มใหญ่ส่ายหัวก่อนเดินขึ้นไปชั้นบน "คืนนี้แกมานอนห้องฉันก็แล้วกัน"

เจมี่แอบยิ้มแป้นอยู่ในความมืด เขาขนผ้าห่มกับผ้านวมมาปูด้านล่างเตียงหลังใหญ่ คนบนเตียงยังไม่ยอมนอน แต่เปิดโคมไฟหัวเตียงอ่านหนังสือเงียบๆ ใบหน้าด้านข้างของคุณชัชยามต้องไฟสีเหลืองนวลดูสุขุมมาก เจมี่นอนมองอย่างมีความสุข ถึงจะไม่มีอะไรเหมือนเดิม แต่เขาก็ยังรักวิญญาณดวงนี้

"คุณชัชไม่นอนเหรอฮะ" 

"ฉันนอนไม่หลับ ไม่สบายใจ"

เจมี่หลับตาลง รู้สึกอบอุ่นที่อย่างน้อยก็ได้อยู่ห้องเดียวกัน ขณะกำลังนอนเพลินๆ คล้ายจะหลับ เสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง เสียงเอี๊ยดๆ ของอะไรสักอย่าง 

ไม่อ้อนตอนนี้แล้วจะไปอ้อนตอนไหน... คิดได้ดังนั้นจึงกระโดดขึ้นเตียงคุณชัชทันที

"แกขึ้นมาทำไม!" ชายหนุ่มบนเตียงดุ

"เสียงอะไรก็ไม่รู้ ผมกลัว" เจมี่พูดเสียงอ่อย "ผมนอนด้วยนะ รับรองว่าผมนอนไม่ดิ้นไม่กรน รูมเมททุกคนเป็นพยานได้"

ชัชวาลนิ่งคิดนิดหนึ่งก่อนเขยิบที่ให้เด็กหนุ่มเข้าไปนอนด้านใน "ถ้าดิ้นฉันจะถีบแกลงไปแน่"

"ฮะ" เจมี่ถึงผ้าห่มขึ้นถึงคออย่างมีความสุข

ประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมาชัชวาลจึงปิดหนังสือ เอื้อมมือดับโคมไฟหัวเตียง 

เวลาตีสอง เด็กหนุ่มข้างๆ ได้หลับไปนานแล้ว ไม่ดิ้นไม่กรนอย่างที่คุยไว้ แต่กลับกอดก่ายเขาไว้แน่นเหมือนปลาหมึกยักษ์ แขนข้างหนึ่งพาดอยู่บนอก ขายาวๆ อีกข้างพาดอยู่แถวเอวของเขา ชัชวาลนอนก่ายหน้าผากในความมืด เหลือบมองคนที่นอนอยู่ข้างๆ มีชีวิตอยู่มานานขนาดนี้ย่อมเคยแตะต้องผู้หญิงมาบ้าง ร่างกายของผู้หญิงนั้นอุ่นร้อนและนุ่มนิ่มน่าสัมผัส แต่ร่างกายของเด็กหนุ่มกลับไม่มีส่วนไหนที่นุ่มนิ่มเลยสักนิด ยิ่งร่างนี้ที่มีแต่กระดูกและกล้ามเนื้อแข็งๆ แต่น่าแปลกที่เขากลับรู้สึกผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด ความเหนื่อย เครียด และสิ้นหวังในหลายวันที่ผ่านมาคล้ายเบาบางลง เขาค่อยๆ หลับตาลง ซึมซับความรู้สึกผ่อนคลายนี้จนหลับไป

คืนนี้ชัชวาลฝันประหลาดมาก เขานอนเอนกายอยู่ในถ้ำแก้ววิจิตรงดงามระยิบระยับ บนพื้นเต็มไปด้วยเพชรพลอยหลากสีสัน เบื้องหน้าเป็นสระน้ำราบเรียบคล้ายทะเลสาบใต้ดินขนาดใหญ่ น้ำใสกระจ่างกระเพื่อมเป็นวงเล็กน้อย ก่อนที่เรือนร่างสีทองแสนสมบูรณ์แบบของชายหนุ่มผู้หนึ่งจะค่อยๆ เยื้องกรายขึ้นมาจากน้ำ ผมยาวสีดำเปียกชุ่มแนบสนิทไปกับกล้ามเนื้องดงาม มีเพียงผ้าบางๆ คลุมเอวไว้อย่างหมิ่นเหม่ มองเห็นเส้นสายเป็นรูปตัววีพุ่งลงมายังจุดเร้นลับที่มีผ้าปิดบัง เขามองไปยังร่างเกือบเปลือยนั้นอย่างพอใจ รักใคร่ รักจนแทบระเบิดออกมาจากอก รักจนแทบหลอมละลาย

ร่างนั้นเดินส่ายเข้ามาใกล้ก่อนจะย่อตัวลงใช้ขาเรียวยาวคร่อมเอวของเขาไว้ เส้นผมเปียกปอนพาให้น้ำหยดลงบนผิวกาย มันทั้งเย็นทั้งร้อน ริมฝีปากแดงสดของอีกฝ่ายเผยรอยยิ้มแสนซุกซน มองเห็นเขี้ยวเล็กๆ สีขาววาววับเป็นประกาย เขายกมือขึ้นลูบไล้สะโพกงอนงามของอีกฝ่ายอย่างหลงใหล

"ท่านเป็นเทพองค์เดียวในใจข้า" ริมฝีปากของเขากล่าวประโยคนั้นก่อนที่ร่างสีทองด้านบนจะเคลื่อนกายลงมาจนแนบสนิท ทั้งเย็นทั้งร้อน ทั้งเบาทั้งหนักหนา

"เชื่อเถอะว่า ข้าคือเทพที่ฮอตที่สุดแล้ว" ร่างสีทองกระซิบข้างหูเขา ริมฝีปากสีแดงสดแย้มยิ้มเล็กน้อยก่อนกัดลงบนลำคอเขาจนจมเขี้ยว มันทั้งเจ็บปวดและแสนหวาน เขาแหงนหน้าครางอย่างสุขสม

ชัชวาลสะดุ้งตื่นทันที แสงแดดยามเช้าส่องกระทบใบหน้า อะไรบางอย่างหนักๆ กำลังทับเขาไว้จนรู้สึกหายใจไม่ออกคล้ายถูกผีอำ เมื่อนึกได้ว่าอะไรเป็นอะไรเขาจึงค่อยๆ ยกขายาวๆ ของเด็กหนุ่มออก พูดให้ง่ายกว่าคือยกทั้งตัว เพราะตอนนี้ชื่นชีวาแทบขึ้นมานอนบนร่างเขา ใบหน้าของอีกฝ่ายแนบอยู่กับลำคอ ริมฝีปากแดงเรื่อพึมพำอะไรเบาๆ อยู่ข้างหู ลมหายใจอุ่นร้อนระอยู่กับผิวจนความรู้สึกประหลาดบางอย่างผุดขึ้นในใจ

หลังจากพลิกร่างของเด็กหนุ่มออกอย่างเบามือ ชัชวาลจึงลุกขึ้นคลำหาแว่นตามาสวมก่อนนั่งหอบหายใจทบทวนความฝันเมื่อคืน มันช่าง...ร้อนแรงเหลือเกิน ไม่เคยฝันอะไรสมจริงขนาดนี้มาก่อนเลย เพียงแต่ในฝัน ร่างสีทองนั่นดูยังไงก็เป็นผู้ชายชัดๆ เขาก้มลงมองเบื้องล่างของตัวเองเนื่องจากรู้สึกแปลกๆ

"บัดซบ" ชายหนุ่มพึมพำก่อนรีบลุกขึ้นกระเสือกกระสนเข้าห้องน้ำไปอย่างรวดเร็ว โชคดีที่ตื่นก่อนไอ้ชื่น ไม่อย่างนั้นคงได้ขายหน้าเด็กครั้งใหญ่แน่
 

 

 

__________________________

 

 

 

Talk เขียนๆ ไปแล้วก็รู้สึกว่า แท้จริงแล้ว เจมี่กำลังตามจีบปู่คนหนึ่งอยู่ค่ะ นี่มันปู่ชัดๆ

และนี่คือบาเยีย อาหารแขก ทำจากถั่ว หน้าตาธรรมดาแต่อร่อยมากกก

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 89 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

149 ความคิดเห็น

  1. #144 pyanc (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2563 / 05:15
    ขอนอกเรื่อง เกิดมาหลายปีไม่เคยรู้จักต้มฟักมะนาวดองมาก่อน สงสัยจนต้องไปค้นยูทูปเลยค่ะ5555555555
    #144
    0
  2. #94 JirajedPhakdeeto (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2563 / 13:01

    โอ้ยน๊อออ -ชื่นของคุณชัช น่ารักซะเหลือเกินน ฮือออ ฉันรักนิยายเรื่องนี้!
    #94
    0
  3. #93 sir_chad (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2563 / 07:29

    ชอบ Arc นี้อ่ะ รอตอนต่อไปค่ะ

    #93
    0
  4. #92 Rookie_King (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2563 / 23:21
    รู้นะคะว่าคุณชัชเป็นพระเอก แต่คุณพรี่ค๊า พี่ชุนดือมาก ดือที่สุด ฮือ คนบ้าเธอจะมาน่ารักแบบนี้ไม่ได้นะ ;-; 5555
    อะเน้~ คุณชัช~ เริ่มหลงน้องแล้วหรอคะ รับรู้ได้ถึงออร่าบางอย่างจากตัวน้องแล้วล่ะสิ้~! ตอนนี้พี่ชุนคลั่งรักน้อง ส่วนตอนหลังๆ คุณชัชคลั่งรักกว่า 5555555
    #92
    0