ปราบนายตัวร้ายด้วยรัก [Yaoi][ระบบ]

ตอนที่ 29 : โลกของชื่นชีวา ตอนที่ 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 663
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 102 ครั้ง
    14 ส.ค. 63

 

 

 

รถยุโรปสีดำเงางามจอดลงที่หน้าตึกสูงแห่งหนึ่งบนถนนเยาวราช ที่แห่งนี้เป็นโรงน้ำชาอันโด่งดัง คับคั่งไปด้วยสาวงามและเหล่าผู้มีอันจะกินในย่านนี้ ร่างสูงเพรียวของเสี่ยย้งในสูทลำลองสีเข้มก้าวลงจากรถโดยมีผู้ติดตามคอยเปิดประตูให้

เสียงเพลงและควันจากซิการ์ปะทะกับใบหน้าหล่อเหลาทันทีที่ก้าวเข้าไปด้านใน กลิ่นชาและกลิ่นอาหารหอมๆ ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ สาวงามในชุดกี่เพ้าสีแดงเน้นทรวดทรงบนเวทียกพื้นเตี้ยๆ ส่งยิ้มหวานให้ระหว่างร้องเพลงอันโด่งดังของเติ้งลี่จวิน เสียงทักทายดังขึ้นตามโต๊ะต่างๆ เสี่ยย้งพยักหน้าหน้าให้คนนั้นแวะพูดคุยกับคนนี้อยู่พักหนึ่งจึงปลีกตัวเดินไปยังลิฟต์ที่มีผู้ติดตามกดรอไว้ให้ ไม่นานลิฟต์ก็ค่อยๆ เคลื่อนขึ้นด้านบน คราวนี้เมื่อลิฟต์เปิดออก กลับคล้ายอยู่ในโลกอีกใบหนึ่ง โต๊ะพนันชนิดต่างๆ วางเรียงรายเป็นแถว เหล่านักพนันกำลังจับกลุ่มตามโต๊ะต่างๆ ส่งเสียงดังขวักไขว่ เสี่ยย้งเดินแวะทักทายแขกบางคนก่อนเดินแยกออกไปยังปีกทางเดินอีกแห่งที่เงียบสงบ สุดปลายทางเดินเป็นประตูไม้บานใหญ่ ผู้ติดตามชุดดำรีบเปิดประตูให้ 

ชายหนุ่มทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หนังเบื้องหลังโต๊ะทำงานอย่างอ่อนล้า มือประสานไว้บนตักพลางหลับตาลงคล้ายทำสมาธิอยู่ครู่ใหญ่ก่อนดึงลิ้นชักด้านข้างเปิดออก เขาหยิบภาพถ่ายหลายใบในอิริยาบถต่างๆ ของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งขึ้นมาดู ภาพลูกชายที่เขารู้ว่ามีแต่ไม่เคยใส่ใจ

เด็กหนุ่มมีดวงตาเหมือนแม่ แต่ได้รอยยิ้มมาจากคนในตระกูลของเขา...

เสี่ยย้งมองรูปภาพเหล่านั้นอยู่พักใหญ่ก่อนเดินไปยังชั้นหนังสือ หยิบหนังสือเก่าๆ เล่มหนึ่งออกมากรีดเปิดส่งๆ คล้ายมองหาอะไรสักอย่าง รูปถ่ายอีกใบหนึ่งร่วงออกมาจากหน้ากระดาษสีเหลืองกรอบ ชายหนุ่มรับไว้ทันท่วงที ภาพใบนี้ดูค่อนข้างเก่ากว่ามากและเต็มไปด้วยรอยด่างดวง เป็นภาพของเด็กชายสองคนในกางเกงขาสั้นพับสูงเปลือยท่อนบนกำลังกอดคอกันอยู่ริมแม่น้ำ ในมือชูเบ็ดตกปลาขึ้นสูงอวดปลาตัวใหญ่ที่ตกได้ ส่งยิ้มให้กล้องอย่างร่าเริง

ขณะกำลังมองรูปถ่ายเก่าๆ พลางคิดอะไรเรื่อยเปื่อยอย่างใจลอยนั้นประตูห้องก็เปิดออก ผู้ติดตามชุดดำคนหนึ่งรีบเดินเข้ามารายงาน "นายครับ เจ้าสัวอรุณขอเข้าพบครับ"

เสี่ยย้งรีบเก็บภาพนั้นไว้ในหนังสืออีกรอบ สีหน้าดูตื่นเต้นกระวนกระวาย "แกรีบไปเชิญท่านเข้ามาเร็ว อย่าให้ท่านต้องรอ"

ไม่นาน ร่างสูงใหญ่ของชายวัยกลางคนผู้หนึ่งก็เดินเข้ามาในห้อง เขาแต่งกายดูดีทุกกระเบียดนิ้วในชุดสูทและเสื้อกั๊กสีเทา ไม้เท้าหัวเงินในมือราวกับถูกขัดจนมันปลาบ ริมฝีปากคาบซิการ์ส่งควันขาว ทั้งเนื้อทั้งตัวแผ่กลิ่นอายน่าเกรงขามราวกับเสือแก่ที่เขี้ยวเล็บถูกลับจนคมกริบ ดูก็รู้ไม่ใช่คนที่ใครจะแตะต้องได้

"โถ่ เจ้าสัวอรุณครับ ไม่เห็นต้องมาด้วยตัวเองเลย เรียกผมไปหาก็ได้" เสี่ยย้งรีบประจบประแจงทันทีพลางเดินไปขยับเก้าอี้ให้ "เชิญนั่งก่อนสิครับ"

ผู้ที่ถูกเรียกว่าเจ้าสัวอรุณทรุดนั่งลงบนเก้าอี้พลางไขว่ห้างอย่างสง่างาม มือประสานอยู่บนตัก "พอดีผ่านมาทำธุระแถวนี้ นึกถึงลื้อขึ้นมาก็เลยแวะเยี่ยมสักหน่อย"

เสี่ยย้งหัวเราะอย่างเสแสร้ง จิ้งจอกเฒ่าผู้นี้นะหรือเกิดคิดถึงเขา คงจะไม่ใช่กระมัง "เราคนกันเองทั้งนั้น มีอะไรให้ผมรับใช้ก็บอกมาได้เลยครับ อย่าเกรงใจ"

เจ้าสัวอรุณยิ้มเล็กน้อย เอ่ยว่า "ฉันคิดว่านายคงรู้อยู่แล้ว ว่าตอนนี้ฉันมีแผนร่วมทุนกับทางบริษัทต่างชาติ สร้างห้างที่ใหญ่ที่สุดและทันสมัยที่สุดในพระนครขึ้นมา เพียงแต่มันติดปัญหาเรื่องที่ดินอยู่นิดหน่อยเท่านั้น..."

"หากผมช่วยอะไรได้ ผมย่อมทุ่มเทชีวิตเพื่อท่านแน่นอนครับ" เสี่ยย้งรีบประจบประแจงอีกครั้ง ใครจะรู้ว่าภายใต้หน้ากากแห่งความมั่งคั่ง เขากำลังติดหนี้เจ้าสัวอรุณเป็นเงินจำนวนมหาศาลจากธุรกิจค้าไม้แถบภาคเหนือที่เจ๊งไม่มีชิ้นดี ถ้าตอนนี้เจ้าสัวอรุณสั่งให้เขาไปโดดหน้าผา เขาก็คงพิจารณาอย่างถ้วนถี่

ผู้เป็นเจ้าสัวใหญ่ถอนหายใจเล็กน้อย กล่าวว่า "ที่ดินส่วนใหญ่ฉันกว้านซื้อไว้หมดแล้ว ติดอยู่ที่ที่ดินผืนหนึ่ง เจ้าของเขาไม่ยอมขายหรือให้เช่า อ้างว่าเป็นที่บรรพบุรุษท่าเดียว คนของฉันเขาบอกว่าเจ้าของที่เป็นเพื่อนเก่าของลื้อ เลยอยากให้ไปช่วยพูดสักหน่อย ไอ้เรื่องเงินมันไม่ใช่ปัญหา เรียกมาได้เต็มที่"

"ใครหรือครับ" เสี่ยย้งขมวดคิ้ว

"ชัชวาล ชยังกูล เขาเป็นเพื่อนเก่าของลื้อใช่ไหม? "

เมื่อได้ยินชื่อนี้ สีหน้าของเสี่ยย้งก็ซีดเผือดลงเล็กน้อย เขานิ่งไปพักใหญ่ ก่อนเอ่ยว่า "ชัชวาลเป็น…เพื่อนเก่าของผมครับ แต่ว่าเราไม่ได้ติดต่อกันนานมากแล้ว…"

"ฉันรู้" เจ้าสัวอรุณกล่าวเรียบๆ "เคยได้ยินเรื่องอะไรๆ มาบ้างเหมือนกัน แต่มิตรภาพลูกผู้ชายคงไม่ขาดสะบั้นง่ายๆ เพราะนังนักร้องสำส่อนในโรงน้ำชาคนเดียวหรอกกระมัง หืม? "

"ผม…ผมจะลองคุยให้ครับ"

"ก็คงต้องเป็นแบบนั้น" เจ้าสัวอรุณเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างพอใจ ส่งซิการ์เข้าปาก พ่นควันขาวออกมาเป็นวงใหญ่

 

 

ในที่สุดก็ถึงเวลาที่เจมี่ต้องไปเข้าโรงเรียนประจำ เขาบอกลากับป้าและนวลกับพี่นิ่มทั้งน้ำตา ทั้งสองคนช่วยกันทำขนมต่างๆ ที่เก็บไว้กินได้นานเช่นกล้วยฉาบ ขนมผิง ขนมปั้นสิบไส้ต่างๆ ใส่ปี๊บสังกะสีจนเต็มแน่นเพื่อให้เขาเอาไว้กินตอนหิวๆ เจมี่รู้สึกรักใคร่คนทั้งสองมากเหมือนคนในครอบครัว เขารู้สึกว่าในโลกอันหลากหลายที่ดูไร้ที่สิ้นสุดและไม่รู้จะจบลงเมื่อไหร่ การได้พบเจอกับคนที่อบอุ่นนั้นนับเป็นความโชคดีในชีวิตจริงๆ

ป้านวลเดินจูงมือเขามาส่งที่รถพลางย่อตัวลงสวมกอดเจมี่ไว้แน่น กลับเป็นหญิงสูงวัยที่น้ำตาไหลพรากซะเอง

"เห็นเอ็งได้มีชีวิตเหมือนเด็กคนอื่นแล้วป้าก็สบายใจ ต่อไปชื่นต้องตั้งใจเรียนอย่าเถลไถลแชเชือนนะลูก คุณชัชจะได้ไม่ผิดหวัง"

"ป้าอย่าร้องไห้เลยน่า อายเด็กมันไหมนั่น" พี่นิ่มว่าพลางส่งปี๊บขนมให้เขา "นี่ขนมของโปรดตัวทั้งนั้น ไปอยู่โรงเรียนก็ตั้งใจเรียนเข้าล่ะ พวกเด็กเกเรก็อยู่ห่างๆ ไว้ ประเดี๋ยวจะถูกตีหัวแตกอีกรอบ"

"ขอบคุณฮะพี่นิ่ม" เจมี่รับปี๊บขนมมากอดไว้แน่น "ป้านวลไม่ต้องร้องนะ รับรองว่าผมจะตั้งใจเรียน แล้ววันศุกร์หน้าเจอกันฮะ" พูดจบก็หันไปมองคุณชัชที่ยืนเต๊ะท่าพิงรถอยู่เป็นเชิงกดดัน ว่าเย็นวันศุกร์จะต้องมารับเขาแน่ๆ มารับเขาจริงๆ มารับจริงๆ นะ

ชายหนุ่มยกมือขึ้นมองนาฬิกาอย่างรำคาญใจ "พิรี้พิไรกันอยู่นั่น ทำยังกับว่าฉันจะส่งมันไปอยู่เชียงใหม่ ขึ้นรถได้แล้ว วันนี้ฉันมีสอนตอนบ่ายโมงเดี๋ยวต้องรีบกลับมาอีก"

เจมี่อยากจะถอนหายใจในความแข็งทื่อไร้อารมณ์อ่อนไหวของคุณชัชจริงๆ เขากอดป้านวลแรงๆ อีกครั้งแล้วรีบเดินขึ้นรถ เพราะถ้ายังยืนอาลัยอาวรณ์อยู่นานกว่านี้ผู้ปกครองของเขาอาจจะเส้นเลือดในสมองแตกตายซะก่อน

รถยนต์ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากบ้านไม้สีขาว เขาหันไปโบกมือให้ป้านวลกับพี่นิ่มจนลับสายตาไป ไม่นานตึกรามบ้านช่องและความเจริญของเมืองหลวงก็เริ่มห่างไกลขึ้นเรื่อยๆ โรงเรียนของเจมี่ตั้งอยู่แถบชานเมืองที่ล้อมรอบด้วยทุ่งนาอันแสนเงียบสงบ ถนนทางเข้าโรงเรียนสองข้างทางปลูกต้นสนเรียงเป็นแถว เขาถอนหายใจเป็นครั้งที่ร้อยเมื่อเห็นประตูเหล็กดัดสูงลิบสีดำซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนคุก เจมี่เหลือบมองไปยังคุณชัชที่กำลังขับรถอย่างตั้งใจ พลางสงสัยว่าอีกฝ่ายกำลังดีใจที่สลัดเขาทิ้งได้หรือเปล่านะ...

ในที่สุดรถยนต์จึงจอดลงที่สนามหญ้าด้านหน้าตึกฝรั่งสูงหลายชั้น เหล่าเด็กชายในเสื้อนอกสีน้ำเงินเข้มและกางเกงขาสั้นสีเดียวกันต่างเดินกันขวักไขว่ บ้างทักทายเพื่อนฝูง บ้างร่ำลาผู้ปกครอง

คุณชัชพาเขาไปรายงานตัวกับครูผู้ดูแลหอพักเป็นอันดับแรก หอพักของที่นี่แบ่งออกเป็นสองหอ คือหอเด็กเล็กและเด็กโตซึ่งอยู่แยกกันคนละฝั่งของโรงเรียน แต่ละหอก็ประกอบด้วยห้องนั่งเล่นรวมขนาดใหญ่ที่ชั้นล่างสำหรับทำการบ้าน อ่านหนังสือ และทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน ชั้นบนขึ้นไปจึงเป็นหอนอน

เจมี่เดินไปตรวจดูรายชื่อของตัวเองที่บอร์ดในห้องนั่งเล่นรวม ห้องหนึ่งอยู่สี่คน และหนึ่งในรูมเมทของเขาก็คือ...ชุณห์ บูรพาภิรมย์... เจมี่หันขวับไปมองหน้าคุณชัชทันที

"อะไร มีอะไร"

"เปล่าฮะ" เจมี่ตอบ "เรารีบเอาของไปเก็บแล้วลงไปที่หอประชุมกันดีกว่า" เขาเร่งหอบขนมและกระเป๋าใบเล็กๆ ขึ้นไปยังชั้นสอง มีคุณชัชช่วยยกกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ตามมาด้านหลัง ด้านในห้องกว้างขวางพอประมาณ มีเตียงสองชั้นด้านละสองเตียงแต่ยังไม่เห็นรูมเมท คนยังมาไม่ถึง

"สมัยฉันเรียนไม่ได้นอนห้องส่วนตัวสบายขนาดนี้หรอก" ชัชวาลกล่าวพลางมองไปรอบๆ "นอนเรียงห้องละยี่สิบสามสิบเตียงได้มั้ง นี่ดีขึ้นเยอะ ว่าแต่รูมเมทแกมีใครบ้าง"

"เห็นมาสเตอร์บอกว่าเด็กใหม่ต้องอยู่กับนักเรียนรุ่นพี่ฮะ เพื่อจะได้มีคนคอยดูแลแนะนำ" เจมี่ยักไหล่ รีบจัดของเร็วกว่าพายุเพื่อลากคุณชัชออกจากห้องก่อนที่จะต้องเผชิญหน้ากับศัตรูคู่แค้นเก่า แต่ก็ดูเหมือนช้าไป ประตูห้องเปิดผ่างออก ตามด้วยเสียงหวีดร้องอันแสนคุ้นเคย

"ตัวเล็กกกกกกกกก"

เจมี่ถูกอะไรบางอย่างสีดำๆ พุ่งเข้าใส่ล้มคว่ำไปบนเตียงทันที เขารู้สึกเหมือนจมลงไปบนฟูกทั้งตัว คุณชัชโวยวายเสียงดังก่อนพยายามดึงก้อนดำๆ ที่ทับเขาอยู่ออกอย่างยากลำบาก แต่ก้อนกลับยิ่งติดแน่น แถมหันไปขู่ฟ่อใส่คุณชัชเหมือนแมว

"เดี๋ยวก่อน" เจมี่พยายามเงยหน้าขึ้นหอบหายใจ "พี่ชุน ปล่อยผมมม"

"คิดถึงจังเลย ตัวเล็กคิดถึงพี่บ้างหรือเปล่า" ชุนหัวเราะร่า ถูไถใบหน้ากับเสื้อเขาอย่างมีความสุข

"นี่มันอะไรกัน เธอเป็นใคร" สุดท้ายคุณชัชจึงหิ้วคอเสื้อชุนขึ้นมา เด็กหนุ่มถลึงตามองคนที่กำลังคว้าคอเสื้อตัวเองไว้ด้วยสีหน้าบึ้งตึง

ประตูเปิดออกอีกครั้ง ตามมาด้วยร่างสูงโปร่งของเสี่ยย้งที่ส่งยิ้มกว้างราวกับไม่เคยมีเรื่องบาดหมางอะไรมาก่อนเลยในชีวิต "ชัชวาลเพื่อนรัก" เสี่ยย้งอ้าแขนกว้าง สีหน้าแจ่มใสเอื้ออาทรราวกับรูปปั้นพระเยซูหน้าโรงเรียน "กำลังอยากเจออยู่พอดีเลย ฉันมีข้อเสนอใหม่ที่นายจะต้องสนใจ ไปดื่มกาแฟกันข้างล่างดีไหม ปล่อยให้พี่น้องเขาได้ทำความรู้จักกันดีกว่า"

ชัชวาลมองเสี่ยย้งสลับกับมองชุนอย่างงุนงง

"นั่นไอ้ชุน ลูกชายฉันเอง" เสี่ยย้งรีบแนะนำ "ชุน ไหว้อาชัชสิลูก"

"จะปล่อยผมได้หรือยังไม่ทราบ" ชุนพูดเสียงเข้ม อย่าว่าแต่ไหว้เลย อีกนิดหนึ่งก็ดูเหมือนจะต่อยกันอยู่แล้ว ชัชวาลรีบปล่อยคอเสื้อเด็กหนุ่มทันที สีหน้าเริ่มไม่ดีแบบที่เจมี่รู้สึกได้ว่าระเบิดจะลงในไม่ช้า

"เมื่อไหร่แกจะเลิกยุ่งกับครอบครัวฉันสักที ไอ้ย้ง" ชายหนุ่มกระซิบเสียงแผ่วเบาอย่างอันตราย

"ฉันผิดไปแล้ว" เสี่ยย้งยกมือแบออกเป็นเชิงยอมแพ้ "ฉันกลับแก้ไขอดีตไม่ได้ แต่ฉันก็อยากมีส่วนร่วมกับอนาคตของลูกชายฉัน ทั้งสองคน"

"ไอ้ชื่น มานี่" คุณชัชหันมาเรียกเขาเสียงเข้ม เจมี่รีบเดินไปแอบหลังผู้ปกครองทันที

"เดี๋ยวสิชัชวาล คุยกันก่อน เจ้าสัวอรุณมีข้อเสนอใหม่สุดพิเศษเลยนะ รับรองว่าแกจะได้ประโยชน์ไปเต็มๆ "

"ไม่ขาย บอกแล้วไงว่าไม่ขาย ยิ่งเป็นแกยิ่งไม่อยากขายเข้าไปกันใหญ่" คุณชัชลากเจมี่ออกจากห้องพร้อมปิดประตูใส่หน้าเสี่ยย้งอย่างแรง หลังจากนั้นผู้ปกครองของเขาก็พยายามไปวิ่งเต้นอยู่พักใหญ่เพื่อให้เขาไม่ต้องนอนห้องเดียวกับชุน แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผล เขาจุดบุหรี่สูบอย่างหงุดหงิด ท้ายที่สุดจึงหันมาเล่นงานเจมี่ด้วยการกำชับแล้วกำชับอีกว่าไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับพี่ชายต่างแม่คนนี้ให้มากนัก

"มันก็คงจะเลวเหมือนพ่อมัน" เขากล่าวอย่างเย็นชา แต่เมื่อเห็นเด็กข้างๆ หน้าเจื่อนลงจึงนึกได้ว่าพ่อมันที่ว่าก็คือพ่อของเด็กเขาด้วย

"ขอโทษ ความจริงฉันก็เป็นครูบาอาจารย์ ไม่ควรพูดอะไรแบบนี้กับเด็กคนไหน ไม่ดีเลยจริงๆ " คิ้วเข้มของชายหนุ่มขมวดจนเป็นเส้นตรง "อย่าเลียนแบบฉันล่ะ คนเราไม่จำเป็นต้องเหมือนพ่อแม่หรอก แต่เด็กที่ชื่อชุนอะไรนั่นน่ะ ดูท่าทางไม่น่าไว้ใจ อย่าไปยุ่งกับมันให้มากนัก"

"ผมเข้าใจฮะ" เจมี่บอก "คุณชัชไม่ต้องเครียดหรอก จะพูดจาแย่ๆ บ้างก็ได้ ไม่งั้นสักวันอาจจะเป็นบ้าเอา"

ชัชวาลได้ยินดังนั้นก็เผลอหัวเราะเบาๆ หลายครั้งที่เด็กคนนี้ทำให้เขาประหลาดใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชื่นชีวาเหมือนเหรียญที่มีสองด้าน บางครั้งเขาก็ทำตัวเป็นเด็กๆ แต่บางครั้งกลับพูดจาราวกับคนที่ผ่านโลกมามากจนปลง นี่เป็นส่วนที่ชัชวาลไม่เคยเข้าใจเลย

พวกเขากำลังนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ริมทะเลสาบของโรงเรียน มองดูพวกนักเรียนชั้นโตๆ ที่อยู่ชมรมเรือพายกำลังนำเรือลำแคบลงทะเลสาบ เจมี่อดทึ่งไม่ได้ ยังไม่ทันจะเปิดเรียนด้วยซ้ำ คุณชัชเองก็เหม่อมองเด็กพวกนั้นอย่างสนใจ ดวงตาหลังกรอบแว่นหนาทอประกายยามหวนคิดถึงชีวิตเสรีในวัยเยาว์ "เห็นแบบนี้ สมัยหนุ่มๆ ฉันก็เคยเป็นหนึ่งในฝีพายอันดับต้นๆ ของโรงเรียนเชียวนะ"

"สมัยหนุ่มๆ อะไรกันล่ะ คุณชัชก็ยังหนุ่มอยู่เลยนี่ฮะ"

ชัชวาลอดส่ายหัวให้กับความปากหวานของเด็กข้างๆ ไม่ได้ เขาเอนกายนอนลงบนพื้นหญ้าอย่างผ่อนคลาย แขนข้างหนึ่งรองศีรษะไว้ "แกปากดีแบบนี้ โตเป็นหนุ่มเมื่อไหร่คงทำสาวๆ ร้องไห้กันทั้งเมืองแน่"

ขอแค่คุณคนเดียวก็พอแล้ว เจมี่แอบตอบอยู่ในใจ "ว่าแต่เมื่อกี้พ่อผม...เอ่อ...เสี่ยย้งพูดเรื่องซื้อขายอะไรสักอย่าง มีปัญหาอะไรกันหรือฮะ"

"ไม่ใช่เรื่องของเด็กหรอก" ชายหนุ่มตอบพลางพ่นควันขาวออกมากลุ่มใหญ่ "เฮ้อ ช่างเถอะ เล่าให้แกฟังก็ได้ มีเจ้าสัวใหญ่เขาอยากซื้อที่ดินฉันไปทำห้าง แต่ฉันปฏิเสธไปแล้ว"

"ที่ดิน? แถวไหนฮะ"

"ปทุมวัน"

"ปทุมวัน? " เจมี่ทวนคำอย่างประหลาดใจ ถ้าจำไม่ผิดที่แถวนั้นในยุคปัจจุบันติดอันดับราคาต่อตารางเมตรแพงที่สุดในประเทศเลยไม่ใช่หรือ "คุณชัชฟังนะฮะ ต่อไปอีกสักยี่สิบสามสิบปีที่คุณชัชตรงนั้นอาจจะได้ราคาสูงถึงไร่ละพันล้านก็ได้นะฮะ"

ชัชวาลเหลือบมองเด็กหนุ่มข้างๆ พลางหัวเราะอย่างหาได้ยาก "พันล้าน? แกนั่งทางในเห็นหรือไง"

"จริงๆ นะฮะ เพราะฉะนั้นตอนนี้จะรีบขายไม่ได้เด็ดขาด" เจมี่ปรับสีหน้าเป็นจริงจัง แต่อนิจจาที่ภาพลักษณ์รั่วๆ ที่เขาสร้างไว้เพื่อให้ดูน่ารักน่าเอ็นดูได้กลายเป็นภาพจำของชัชวาลไปเสียแล้ว ชายหนุ่มยิ่งหัวเราะหนักขึ้น พึมพำว่า "ไร่ละพันล้าน ฉันจะรวยใหญ่แล้ว"

"คุณชัช..."

"ช่างเถอะน่า จะกี่พันล้านก็ไม่ขายหรอก" เขายันตัวลุกขึ้นนั่ง ขยี้บุหรี่จนดับ "ปู่ฉันเป็นคนยกให้ก่อนตาย ท่านสั่งไว้ว่าห้ามขายเด็ดขาด ไม่งั้นกลายเป็นผีจะตามมาบีบคอฉันให้อยู่ไม่สุขไปตลอดชีวิต อีกอย่าง ตอนนี้ที่ตรงนั้นก็เป็นตึกแถวแล้วก็บ้านเช่า พวกผู้เช่าส่วนใหญ่ก็เป็นคนเก่าคนแก่ของคุณปู่ รู้จักกันทั้งนั้น ถ้าขายไปพวกเขาก็จะลำบาก"

เจมี่กำลังจะอ้าปากอธิบายเรื่องรถไฟฟ้า แต่คิดไปคิดมาแล้วจะยิ่งฟังดูพิลึกเข้าไปกันใหญ่ ในที่สุดจึงได้แต่เงียบ

หลังจากเข้าพิธีปฐมนิเทศอันยืดยาวและน่าเบื่อแล้วก็ได้เวลาแห่งการบอกลา เจมี่เงยหน้ามองคุณชัชอย่างคาดหวัง สีหน้าของเขามีความหมายเดียวคือ กอดฉันสิ กอดฉัน ได้โปรด แต่คุณชัชเหมือนจะแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น หรือไม่ก็ไม่รู้จริงๆ ดังนั้นเจมี่จึงตัดสินใจใช้สิทธิ์ของความเป็นเด็ก กางแขนกระโดดกอดชายหนุ่มเต็มแรงจนร่างใหญ่ซวนเซไปด้านหลังเล็กน้อย ด้วยส่วนสูงที่ยังไม่เต็มที่ ใบหน้าของเจมี่จึงฝังแนบอยู่แถวๆ หน้าท้องของอีกฝ่าย ได้กลิ่นผ่อนคลายของโคโลญจน์ผู้ชายตามสมัยนิยมผสมกับกลิ่นบุหรี่จางๆ คุณชัชตัวแข็งทื่อไปเล็กน้อย แต่ในที่สุดก็ยกมือลูบหัวเขาอย่างเก้ๆ กังๆ

"ฉันก็ให้แกได้แค่การศึกษา ตั้งใจเรียนเข้าล่ะ ไม่งั้นจะเอาแกไปปล่อยวัด"

แม้แต่คำพูดบอกลาก็ยังคงเป็นสไตล์ชัชวาล ชยังกูรแบบดั้งเดิมไม่เปลี่ยน

"รักคุณชัชนะฮะ" เขาพูดเบาๆ ก่อนดีดตัวออกจากร่างแกร่งของชายหนุ่ม วิ่งเข้าสู่ตึกเรียนโดยไม่หันกลับไปมองข้างหลังอีก

ชัชวาลเกิดมาจนป่านนี้ แม้ไม่ใช่ว่าพึ่งจะมีใครบอกรักเป็นครั้งแรก แต่ในใจกลับรู้สึกอบอุ่นอย่างน่าประหลาด บางทีอาจเพราะมันคือคำว่ารักจากคนในครอบครัวกระมัง คิดๆ ดูแล้วท้ายที่สุดการรับเลี้ยงเด็กคนนี้ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรเลย ชื่นชีวาเป็นเด็กดีและว่าง่าย ชีวิตทุกวันล้วนมีแต่สีสัน

มีแต่สีสัน...

ชายหนุ่มขับรถคันงามเคลื่อนออกจากประตูโรงเรียน เผลอเหลือบมองที่นั่งด้านข้างเป็นพักๆ บนรถเงียบสงบดีเหลือเกิน ต่างจากตอนขามาลิบลับ มือใหญ่เอื้อมเปิดรายการวิทยุที่ชอบ แต่บรรยากาศในรถกลับว้าเหว่อย่างน่าประหลาดเมื่อปราศจากเสียงเล็กๆ ที่คอยตะแหง่วๆ ถามนั่นถามนี่จนน่ารำคาญ ในหูคล้ายยังได้ยินเสียงเหล่านั้นดังก้อง

คุณชัชฮะ

คุณชัช

คุณชัชดูนี่สิ

คุณชัชดูผม…

ชัชวาลพยายามสะบัดหัวไล่เสียงในจินตนาการเหล่านั้น พลางคิดว่าความเคยชินนี่น่ากลัวจริงๆ

 

 

 

 

__________________________

 

 

 

 

Talk ขอบคุณทุกคอมเมนต์ด้วยนะคะ อ่านตลอด เป็นกำลังใจให้มากจริงๆ กราบบบ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 102 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

149 ความคิดเห็น

  1. #90 nutsara2548 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2563 / 21:22

    สนุกมาก~
    #90
    0
  2. #89 sir_chad (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2563 / 15:22

    น้องชื่นเวอร์ชั่นเจมี่น่ารักเกิ้นนน

    #89
    0
  3. #88 sevenroses (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2563 / 13:47

    มีหลอนเสียงน้องอีกนาน

    #88
    0
  4. #87 Rookie_King (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2563 / 12:46
    แก ฉันชอบเอเนอร์จี้พี่ชุน ฮือ คนหลงน้องแห่งปี โอ้ย มันเป็นนุ้บนิ้บ หนึ่งคำก็ตัวเล็ก สองคำก็ตัวเล็ก ฉันรักพี่ชุนจังเลยแก ;-;
    อะเน้ คูมชัชคะ ดิฉันบอกแล้วใช่มั้ยคะว่าระวังเหงา หึๆ จงโดนเสียงหวานๆ ของน้องหลอกหลอนหูจนต้องมาหาน้องบ่อยๆ เลย! 5555555
    #87
    0