ปราบนายตัวร้ายด้วยรัก [Yaoi][ระบบ]

ตอนที่ 27 : โลกของชื่นชีวา ตอนที่ 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 798
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 103 ครั้ง
    2 ส.ค. 63


 

เจมี่ค่อยๆ ลืมตาขึ้นพร้อมกับความรู้สึกปวดหัวแทบระเบิด เขากะพริบตาปริบๆ หลายครั้ง ภาพแรกที่เห็นคือเพดานห้องสีขาวและใบหน้าเลือนรางของหญิงมีอายุผู้หนึ่งคอยผลุบๆ โผล่ๆ ตรวจดูเขาอย่างกระวนกระวาย รอบกายเป็นเตียงผู้ป่วยอีกหลายเตียงและนางพยาบาลในชุดสีขาวเดินไปเดินมาเป็นระยะ ดูเหมือนเขาจะอยู่ในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลหรืออะไรสักอย่าง

ปวดหัว ปวดหัวแทบตายอยู่แล้ว... เจมี่ขมวดคิ้ว ยกมือขึ้นคลำศีรษะตัวเองเบาๆ ดูเหมือนจะมีผ้าพันแผลหนาเตอะโปะเอาไว้

"ชื่น เป็นยังไงบ้าง เจ็บมากไหมลูก" หญิงผู้นั้นถามเขาด้วยสีหน้าเป็นกังวล

ยังไม่ทันได้ตอบอะไร ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งคนหนึ่งก็เดินกอดอกเข้ามายืนอยู่ปลายเตียงด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก เขาดูอายุประมาณสามสิบปลายๆ ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้ม สวมแว่นตากรอบหนา ผมสั้นเสยไปด้านหลังเรียบกริบแทบไม่กระดิกสักเส้น เจมี่คิดว่าเขาดูเหมือนอาจารย์ฝ่ายปกครองดุๆ สักคน

[ขอแนะนำตัวเอกของเรื่อง ชัชวาล ชยังกูร] ระบบประกาศ

เจมี่ตาเป็นประกายทันที เขาพยายามจะส่งยิ้มบางๆ ให้คนรัก คนรักที่ไม่มีวันพลัดพรากของเขา แต่อีกฝ่ายกลับมองเขาอย่างเย็นชา เอ่ยว่า "แกนี่มันขยันก่อเรื่องให้ฉันได้ไม่เว้นแต่ละวัน เหมือนพ่อแม่แกไม่มีผิด" 

รอยยิ้มของเจมี่เจื่อนลงหลายส่วน 

"คุณชัชขา อย่าพึ่งไปว่าเด็กมันเลยค่ะ ไม่ใช่ความผิดของมันเลยนะคะ" หญิงมีอายุผู้นั้นพยายามแก้ตัวแทนเขา เจมี่ที่ยังไม่รู้สึกถึงความทรงจำจากเจ้าของร่างเลยสักนิดจึงทำได้แค่นอนหลับตาเพื่อรอโหลดความทรงจำจากเจ้าของร่างเดิม แต่จนแล้วจนรอดก็ยังคงว่างเปล่า

"นี่ระบบ ทำไมร่างนี้ไม่มีความทรงจำอะไรเลยล่ะ โหลดเร็วๆ หน่อยได้ไหมครับ"

[ขออภัยด้วยโฮสต์ ความทรงจำของร่างภาชนะเสียหายอย่างหนักจากการกระทบกระเทือน ระบบกำลังพยายามกู้คืนความทรงจำ กรุณารอสักครู่] ระบบตอบ เจมี่นอนกระวนกระวายอยู่สักพัก ไม่นานคุณหมอคนสวยหน้าตาใจดีก็เดินเข้ามาเพื่อตรวจตราแผลบนศีรษะที่ถูกเย็บและสอบถามอาการของเขาอย่างละเอียด ก่อนแยกไปคุยกับคุณชัชวาล ซึ่งดูเหมือนจะเป็นผู้ปกครองของเขา

"เจ้าชื่น เอ็งก็นอนพักไปก่อนนะ" หญิงสูงวัยลูบผมเขาเบาๆ ก่อนเดินไปร่วมสนทนากับคุณหมอด้วยอีกคน

เจมี่หลับตาลงอย่างอ่อนล้า ศีรษะเจ็บปวดรวดร้าวราวกับจะแยกออกเป็นเสี่ยงๆ เจ็บจนหางตาเริ่มมีน้ำตาซึมออกมา ทำไมต้องมาเข้าร่างในสภาพย่ำแย่ทุกทีก็ไม่รู้

[ขอแสดงความเสียใจด้วยโฮสต์ การกู้คืนความทรงจำจากร่างภาชนะล้มเหลว แต่ฉันมีข้อมูลคร่าวๆ ของโลกนี้ที่สามารถเล่าให้คุณฟังเพื่อเป็นแนวทางในการใช้ชีวิตและทำภารกิจได้] 

จากคำบอกเล่าของระบบ ร่างนี้มีชื่อว่าชื่นชีวา ชยังกูร หรือเรียกสั้นๆ ว่าชื่น อายุสิบสี่ปี น่าเสียดายที่ชีวิตของชื่นชีวานั้นกลับไม่ได้ชื่นชีวาสมชื่อแต่อย่างใด เขาเป็นเด็กในอุปถัมภ์ของคุณชัชวาล ชยังกูร หรือคุณชัช ตัวเอกของเรื่องนี้ ซึ่งเจมี่ก็ไม่รู้จะใช้คำไหนมาอธิบายสถานะของตัวเองเหมือนกัน เพราะมันค่อนข้างซับซ้อนมาก หากจะให้เล่าสั้นๆ ก็คือมารดาของเขาเป็นแฟนเก่าของคุณชัชซึ่งเกือบจะได้แต่งงานกันอยู่แล้ว ถึงขั้นเตรียมงามวิวาห์เรียบร้อย หากไม่ติดที่เจ้าหล่อนดันคบซ้อนแล้วเกิดตั้งท้องกับผู้ชายอีกคนเสียก่อน ซึ่งก็คือ เสี่ยย้ง ซึ่งควบตำแหน่งบิดาของเขาและหนึ่งในตัวร้ายของเรื่องนี้

ทว่าเสี่ยย้งนั้นกลับมีภรรยาตามกฎหมายอยู่แล้ว มารดาของเขามีความสุขอยู่ในฐานะเมียน้อยได้ไม่นานเท่าไหร่ก็ถูกเฉดหัวส่งจนต้องซมซานกลับมาหาคุณชัชในสภาพท้องโย้ใกล้คลอด คุณชัชเองก็ไม่ใช่พ่อพระจากที่ไหน จะให้รับแฟนเก่าที่เคยนอกใจจนงานแต่งล่มรวมทั้งลูกนอกไส้กลับมานั้นก็ดูจะเกินไปหน่อย

ด้วยความเสียใจที่ถูกปฏิเสธหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ มารดาของเขาจึงตกเลือดและคลอดเขาในบ้านของคุณชัชนั่นเอง ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาเธอก็เสียชีวิต ทิ้งไว้เพียงเด็กทารกที่ไม่มีใครต้องการ พ่อแท้ๆ ของเขา เสี่ยย้ง ก็ไม่คิดจะรับผิดชอบแต่อย่างใด ครอบครัวฝั่งมารดาที่เป็นคนจีนก็รังเกียจและก็ไม่มีใครต้องการเด็กน้อยให้เป็นภาระชีวิต

แต่ทว่าชื่นชีวาก็พอจะมีโชคอยู่บ้างเมื่อคุณชัชเกิดนึกเวทนาอย่างไรก็ไม่ทราบ ยอมรับเลี้ยงเขาไว้ในที่สุด ชื่อชื่นชีวานี้ก็เป็นป้านวล ผู้เป็นแม่บ้านที่ดูแลเขาเมื่อสักครู่นี้ตั้งให้เพื่อเอาเคล็ด เผื่อชีวิตจะมีเรื่องดีๆ กับเขาบ้าง

[เรื่องก็เป็นแบบนี้แหละโฮสต์] ระบบกล่าวปิดท้ายอย่างเรียบๆ [ฉันจะยังไม่ให้ข้อมูลภารกิจทั้งหมดจนกว่าตัวร้ายจะเริ่มปรากฏตัว ซึ่งจากคลังข้อมูลของระบบ ตัวร้ายหลักของเรื่องนี้จะปรากฏตัวในอีกสองสามปีข้างหน้า ระหว่างนี้คุณสามารถพักผ่อนอย่างมีความสุข สร้างสัมพันธ์อันดีกับตัวเอกและหาความรื่นเริงให้กับชีวิตได้ตามสบาย]

"ผมควรจะดีใจไหมเนี่ย" เจมี่ถามกลับอย่างเซ็งๆ 

ไม่นาน ป้านวลก็เดินเข้ามาบอกว่าหมออนุญาตให้เขาออกจากโรงพยาบาลได้เนื่องจากผลเอกซเรย์ดูปรกติดี หญิงสูงวัยผู้เป็นแม่บ้านค่อยๆ ประคองเขาออกจากห้องฉุกเฉินโดยมีคุณชัชเดินเอื่อยๆ ไม่สนใจโลกอยู่ข้างหน้า อีกฝ่ายไม่พูดอะไรและแทบไม่มองหน้าเขาสักแวบเดียว เจมี่ยอมรับว่าใจเสียหน่อยๆ ดูเหมือนคนรักจะเกลียดเขามากเนื่องจากชาติกำเนิดอันซับซ้อนและเจ็บปวด

พวกเขาเดินออกมาจากตัวอาคารสู่แสงแดดจ้า ระหว่างเดินไปยังรถของคุณชัชที่จอดรออยู่หน้าโรงพยาบาล เจมี่อดมองไปรอบๆ ไม่ได้ แล้วก็แน่ใจว่าเขาไม่ได้อยู่ในโลกยุคปัจจุบัน แน่ๆ รถยนต์ที่วิ่งผ่านไปผ่านมาล้วนเป็นรถคลาสสิครุ่นคุณปู่ที่เขาเคยเห็นแต่ในหนังย้อนยุค ผู้หญิงส่วนใหญ่สวมชุดกระโปรงสีสันสดใสแบบต่างๆ ผมดัดเซตเป็นทรงอย่างประณีต ยังมีหนุ่มวัยรุ่นที่สวมกางเกงขาบานมากๆ กับเสื้อลายดอกพวกนั้นอีก เจมี่หันไปสังเกตป้านวลอย่างละเอียดอีกครั้ง ป้านวลเป็นสตรีอายุราวห้าสิบกว่า เธอไว้ผมสั้นดัดเป็นลอนใหญ่ๆ สวมเสื้อคอบัวกับผ้าซิ่น

"นี่ระบบ เป็นอย่างที่ผมคิดหรือเปล่า โลกนี้ไม่ใช่ยุคปัจจุบันใช่ไหม" เจมี่ถามระบบในใจ

[ใช่แล้วโฮสต์ โลกนี้เป็นโลกในช่วงเวลาก่อนที่คุณจะเกิดประมาณหกสิบปี] ระบบตอบ

"หกสิบปีเลยเหรอ" เจมี่พึมพำ "งั้นก็ยังไม่มีอินเทอร์เน็ตน่ะสิ ผมโหยหาเทคโนโลยีจะแย่แล้ว"

[นั่นไม่ใช่เรื่องที่ควบคุมได้ โฮสต์ แต่ฉันมั่นใจว่าคุณจะมีทีวีให้ดูแน่นอน นอกจากนี้ละครวิทยุก็ฟังดูน่าสนใจ คุณจะได้พบกับความโรแมนติกของแสงเทียนและมนต์เสน่ห์ของวัฒนธรรมที่ล้าสมัย]

"ผมดีใจจะแย่แล้ว" เจมี่บ่นอุบ 

เขาเดินโซซัดโซเซไปขึ้นรถฟอร์ดมัสแตงสีน้ำเงินคันงามของคุณชัชอย่างอ่อนล้าภายใต้การประคับประคองของป้านวล

"เดินเองไม่เป็นหรือไง" คุณชัชเห็นเข้าก็เอ่ยถามอย่างหมั่นไส้เต็มที 

"ขอโทษด้วยครับ" เจมี่ก้มหน้าอย่างรู้สึกผิด

ทว่าทั้งคุณชัชและป้านวลที่ได้ยินคำขอโทษจากเด็กหนุ่มต่างมองหน้ากันอย่างงุนงง ปรกติเด็กคนนี้วันๆ เอาแต่ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือไม่พูดไม่จากับใครทั้งนั้น ถามอะไรก็ไม่ตอบ ไม่เคยมีใครได้ยินเสียงมาหลายปีแล้วด้วยซ้ำจนทุกคนเข้าใจว่าเป็นใบ้กันหมด

"ดี ยอมอ้าปากได้สักที รู้อย่างนี้ฉันน่าจะหาอะไรฟาดหัวแกตั้งนานแล้ว" ชายหนุ่มพูดอย่างใจร้ายก่อนเปิดประตูเข้าไปนั่งในที่นั่งคนขับ ป้านวลที่ยังดูงุนงงรีบสะกิดให้เจมี่เข้าไปนั่งด้านในอย่างเร่งรีบ

ขณะที่รถคันงามเคลื่อนไปตามถนนหนทาง เจมี่เองก็มองซ้ายทีขวาทีอย่างตื่นตาตื่นใจ หมายถึงตื่นตาตื่นใจในความล้าสมัยและความวินเทจต่างๆ เมืองหลวงของประเทศที่เคยเต็มไปด้วยตึกสูงตอนนี้กลับยังแบนราบพอจะมองเห็นเส้นขอบฟ้าได้อย่างสบายๆ ทั้งผู้คนและสภาพแวดล้อมก็ล้วนแปลกตาไปหมด 

ชัชวาลขับรถไปก็แอบสังเกตเด็กหนุ่มที่นั่งเบาะหลังอยู่ตลอด แววตาที่เคยมีแต่ความหวาดกลัวผู้คนบัดนี้กลับใสกระจ่างและเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ศีรษะเล็กๆ ที่มีผ้าพันแผลโปะไว้หนาหันไปหันมาอยู่ตลอดเวลาราวกับลูกข่าง

"เป็นอะไรของแก ทำท่าราวกับไม่เคยพบเคยเห็น แกเป็นบ้าไปแล้วหรือไง" ชายหนุ่มเอ่ยถามอย่างดุๆ

"คุณชัชอย่าว่าเด็กมันเลยค่ะ" ป้านวลรีบแก้ตัวแทน "ไอ้ชื่นมันไม่ค่อยได้ออกจากบ้านก็คงอยากรู้อยากเห็นเป็นธรรมดา"

"ป้าก็แก้ตัวแทนมันอยู่เรื่อย" คุณชัชว่า "แล้วไปทำอีท่าไหนถึงถูกพวกนักเลงตีหัวเอา"

เจมี่พยายามครุ่นคิด แต่ก็จำอะไรไม่ได้นอกจากภาพรางๆ ตอนที่หน้าลงไปแนบกับพื้นถนนแล้ว "ผม…คือผมจำไม่ได้เลยครับ" เขาตอบเสียงแผ่ว

คุณชัชส่งเสียง 'เฮอะ' ในลำคอเบาๆ อย่างขบขัน

เจมี่ไม่รู้ว่าควรโต้ตอบอะไร เมื่อไม่มีความทรงจำก็วางตัวไม่ถูกเอาเสียเลย ดังนั้นจึงได้แต่นั่งเงียบๆ ประมาณสิบห้านาทีต่อมารถยนต์ก็เลี้ยวเข้าสู่บ้านหลังหนึ่งในย่านชุมชนเก่ากลางเมืองหลวง

บ้านของคุณชัชวาลเป็นบ้านไม้สีขาวหลังย่อมๆ สไตล์โคโรเนียลครึ่งไทยครึ่งฝรั่ง บานหน้าต่างและระแนงตกแต่งด้วยไม้ฉลุลาย แบ่งเป็นเรือนใหญ่ด้านหน้าและเรือนเล็กด้านหลังอันเป็นเรือนคนใช้ คั่นกลางด้วยสวนขนาดย่อม ล้อมรอบไปด้วยไม้ยืนต้นให้ร่มเงามากมายหลายชนิด เป็นบ้านที่ร่มรื่นน่าอยู่เอามากๆ

เจมี่รู้จากระบบว่าคุณชัชเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งแถบท่าพระจันทร์ เขาเกิดในครอบครัวทหาร บิดาเป็นอดีตนายทหารยศสูง มารดาก็มาจากตระกูลใหญ่ มีพี่สาวหนึ่งคนสมรสกับนายทหารเช่นกัน อีกทั้งคนสมัยก่อนชื่นชมข้าราชการมาก ถือว่าเป็นอาชีพที่มีเกียรติกว่าอาชีพอื่น ดังนั้นคุณชัชซึ่งทั้งหล่อ ชาติตระกูลดี การงานเลิศแถมยังโสดจึงเป็นที่หมายปองของสาวๆ ที่ยังโสดทั่วทั้งพระนครเลยไปจนถึงฝั่งธนบุรี นับว่าชาตินี้เจมี่มีคู่แข่งมากจริงๆ

แน่นอนว่าเขาย่อมไม่ได้อาศัยอยู่ในเรือนใหญ่ แต่อยู่กับป้านวลและหลานสาวของป้านวลที่ชื่อพี่นิ่มในเรือนคนใช้หลังเล็ก เจมี่พาศีรษะอันปวดร้าวเดินขึ้นไปยังชั้นบนของตัวบ้าน ห้องของเขาแทบไม่มีอะไรเลยนอกจากตู้เสื้อผ้าแล้วก็โต๊ะเขียนหนังสือเตี้ยๆ คล้ายโต๊ะญี่ปุ่น มีหนังสือพิมพ์และนิตยสารเก่าๆ มากมายกองอยู่มุมห้อง เสื่อและเครื่องนอนหมอนมุ้งถูกพับไว้ด้านหนึ่ง เขาเดินไปยังกระจกตั้งโต๊ะบานเล็กเพื่อสำรวจใบหน้าของตัวเองเป็นอันดับแรก

แม้ระบบจะบอกว่าร่างนี้อายุประมาณสิบสี่ปี แต่ที่เห็นกลับดูเด็กกว่านั้นมากราวกับไม่ถึงสิบขวบ หัวโต แก้มตอบ แขนขาลีบแบนราวกับเด็กขาดสารอาหาร ผิวซีดขาวจนแทบโปร่งแสง ดูรวมๆ แล้วคงต้องบอกว่าน่ากลัวมากกว่าน่ารัก ถ้าจะมีอะไรดีๆ อยู่บ้างก็คงเป็นตาหงส์เรียวยาวสีน้ำตาลอ่อนกับลักยิ้มบนแก้มสองข้างซึ่งพอช่วยให้ใบหน้าดูสดใสขึ้นบ้าง 

"อ่าว เจ้าชื่น ทำไมไม่นอนพัก" ป้านวลเดินเข้ามาในห้องพร้อมถ้วยยา "เอ้า นี่น้ำใบบัวบก แก้ช้ำในดีนัก กินเสียสิ" นางส่งถ้วยที่มีน้ำเขียวอี๋ให้เขา เจมี่รู้สึกซึ้งใจกับการดูแลของป้านวลมากจริงๆ อาจจะเป็นเพราะป้านวลทำให้เขานึกถึงคุณยายอยู่หน่อยๆ

"ขอบคุณครับ" เจมี่รับมาดื่มรวดเดียวหมดพลางทำหน้าเหยเกเพราะรสเฝื่อน "ถ้าป้ามีอะไรให้ผมทำก็บอกเลยนะครับ ผมไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก" เจมี่เงยหน้าบอกหญิงสูงวัย นางลูบหัวเขาอย่างเอ็นดู อดดีใจไม่ได้ที่เด็กคนนี้เปลี่ยนไปในทางดีขึ้น ไม่เอาแต่นั่งกอดเข่าไม่พูดไม่จาอยู่ตรงมุมห้องเหมือนเก่า

"เห็นเอ็งเป็นแบบนี้ป้าค่อยเบาใจหน่อย วันนี้ก็นอนพักไปเถอะ งานในบ้านมันจะไปมีอะไร้" ป้านวลเก็บถ้วยยาใส่ถาดแล้วตั้งท่าจะเดินออกไป แต่เจมี่ก็รีบแย่งถาดมาย่างรวดเร็ว

"เดี๋ยวผมไปล้างเองดีกว่าครับ" เขารีบเดินกระย่องกระแย่งลงบันไดไปก่อนป้านวลจะได้ทักท้วง รู้สึกได้ว่าสายตาของหญิงสูงวัยที่ยังคงมองตามหลังอย่างพิจารณา

 

หลายอาทิตย์หลังจากนั้น รอยเย็บหลายสิบเข็มบนศีรษะของเจมี่ก็ตัดไหมออกเรียบร้อย เขาใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการพักฟื้นและเรียนรู้ชีวิตของยุคสมัยนี้ ทว่าความทรงจำของเจ้าของร่างก็ยังคงว่างเปล่าเหมือนเดิม ระบบบอกว่าร่างภาชนะอาจเกิดอาการความจำเสื่อมจากแรงกระแทก เมื่อเวลาผ่านไปสักพักบางทีความทรงจำอาจจะค่อยๆ กลับคืนมา หรืออาจไม่กลับคืนมาอีกเลยก็เป็นได้ และในเมื่อไม่มีคาแรกเตอร์ให้อ้างอิง เจมี่จึงตัดสินใจว่าจะเป็นตัวของตัวเองก็แล้วกัน

[โฮสต์ก็เป็นตัวของตัวเองมาตลอดไม่ใช่หรือ] ระบบได้แต่สงสัยอยู่ในใจ

เช้าวันหนึ่งขณะที่เขากับป้านวลกำลังช่วยกันทำข้าวต้มปลาอยู่ในครัว พี่นิ่ม สาวน้อยวัยสิบห้าซึ่งไว้ผมเปียสองข้างก็เดินพรวดพราดเข้ามา "ป้านวล วันนี้คุณชัชเธอบอกว่าจะเข้ามหาลัยเร็ว ให้รีบเสิร์ฟอาหารเช้าหน่อย เอาไข่ลวกกับกาแฟง่ายๆ ก็ได้"

"เอ่อ เสร็จพอดี ชื่นตักสิลูก"

"ฮะ" เจมี่รับคำก่อนตักข้าวต้มร้อนๆ พร้อมเนื้อปลาชิ้นใหญ่ใส่ในถ้วยกระเบื้องใบสวย โรยด้วยกระเทียมเจียวและผักชี

"หอมจังเลยชื่น หมู่นี้กับข้าวป้านวลอร่อยขึ้นเยอะ พี่ล่ะอยากจะเอาดอกไม้ไปขอบคุณพวกนักเลงที่ตีหัวชื่นจริงๆ "

"เดี๋ยวเถอะนังนิ่ม พูดจาเลื่อนเปื้อนอะไรของหล่อน" ป้านวลเอ็ด

"อ่าว ก็จริงนี่ป้า" สาวน้อยเถียงตาใส

เจมี่หัวเราะแก้เก้อ หันกลับไปสาละวนกับการทำของหวานใส่บาตรต่อขณะที่พี่นิ่มยกสำรับอาหารออกไป

ร่างสะโอดสะองของสาววัยแรกรุ่นเดินประคองถาดอาหารตัดผ่านสวนอย่างระมัดระวัง ชัชวาลผู้เป็นเจ้านายของบ้านในชุดสูทสีเข้มกำลังนั่งอยู่ที่ระเบียงหน้าบ้านบนเก้าอี้หวายตัวโปรดพลางพลิกหนังสือพิมพ์ไปด้วย มืออีกข้างคีบซิการ์คิวบาที่กำลังส่งควันสีขาวลอยคลุ้ง ดวงตาคมหลังแว่นตากรอบหนาทอประกายเคร่งขรึม

"อาหารเช้ามาแล้วค่ะคุณผู้ชาย" นิ่มเสิร์ฟอาหารและกาแฟเสร็จแล้วจึงยืนรอรับใช้อยู่ข้างๆ

ชายหนุ่มตักข้าวต้มเข้าปากคำแล้วคำเล่า จนในที่สุดก็หมดถ้วย เขายกกาแฟขึ้นจิบ เอ่ยถามว่า "หมู่นี้ไอ้ชื่นเป็นยังไงบ้าง" 

"แปลกๆ นะคะ" สาวน้อยนิ่งคิดสักพักก่อนตอบ "เหมือนไม่ใช่คนเดิม ป้านวลยังบอกว่าสงสัยจะถูกผีสิง ว่าจะพาไปรดน้ำมนต์ที่วัดอยู่ร่ำร่ำ"

"ยังไง?" 

"ก็กลายเป็นคนธรรมะธัมโมไปเลยค่ะ" นิ่มกระซิบอย่างสลักสำคัญ "วันๆ คิดแต่เรื่องจะไปทำบุญ ตื่นแต่เช้ามาตักบาตรกรวดน้ำ ปรกติไม่เห็นเคยสนใจ คำพูดคำจาก็แปลกๆ ยังไงชอบกล ฟังแต่เพลงฝาหรั่ง ที่สำคัญคือทำอาหารเก่งมาก ทั้งที่ไม่เห็นเคยทำอะไรมาก่อน อย่างข้าวต้มปลานี่มันก็เป็นคนทำ ป้านวลเลยสบายตัวไปเยอะเลยค่ะ"

สาวน้อยวัยกำลังโตได้ทีก็พูดจ๋อยๆ ไม่หยุดปากอย่างเพลิดเพลิน "นี่วันก่อนเห็นป้านวลตัดเสื้อเข้าก็อยากเรียนบ้าง ผู้ชายอะไร้อยากเรียนตัดเสื้อ" นิ่มหัวเราะเบาๆ

ผู้เป็นเจ้าบ้านฟังสาวใช้เล่าเรื่องด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนสะบัดหนังสือพิมพ์กางออกอ่านอีกครั้ง "ก็ดีแล้ว ในที่สุดก็เลี้ยงไม่เสียข้าวสุกเสียที บอกป้านวลว่าไม่ต้องพามันไปรดน้ำมนต์หรอก เกิดกลายเป็นคนเดิมขึ้นมาจะเดือดร้อน"

"ค่ะ" นิ่มรับคำอย่างว่าง่ายก่อนเก็บจานเปล่าออกไป

"กลายเป็นคนละคนงั้นรึ..." ชายหนุ่มส่ายหน้าอย่างขบขัน "ไร้สาระจริงๆ"

 

ช่วงกลางวัน เจมี่อยู่บ้านคนเดียว คุณชัชออกไปมหาวิทยาลัยตั้งแต่เช้าตรู่ กว่าจะกลับก็คงค่ำๆ ป้านวลไปเยี่ยมน้องสาวที่บางรัก ส่วนพี่นิ่มก็คงไปขลุกอยู่กับแฟนหนุ่มซึ่งเป็นลูกจ้างในตลาดที่ไหนสักแห่ง เจมี่กำลังลองฝึกใช้จักรเย็บผ้าของป้านวลอยู่ใต้ถุนบ้าน มันเป็นจักรโบราณแบบต้องใช้เท้าถีบ เขาลองใช้เศษผ้าเหลือๆ มาฝึกเดินตะเข็บดู แต่ลำพังแค่เดินตะเข็บให้ตรงยังลำบาก

ตอนนี้เจมี่กำลังพยายามหาอาชีพในอนาคตให้ตัวเองอยู่ เนื่องจากในชาตินี้เขาไม่มีทั้งเงินทองและพลังวิเศษอะไร อีกทั้งสมัยนี้ผู้คนยังไม่ค่อยนิยมเสื้อผ้าสำเร็จรูป ดังนั้นอาชีพตัดเสื้อผ้าถ้าหากฝีมือดีๆ ก็น่าจะทำเงินได้ไม่ยาก

วิทยุทรานซิสเตอร์เครื่องใหญ่กำลังเล่นเพลง Stand By Me ของ Ben E King เจมี่ร้องคลอไปเบาๆ อย่างเพลิดเพลิน ชื่นชีวามีเสียงที่เพราะและมีเสน่ห์มาก เจมี่คิดว่าเขาน่าจะไปเป็นนักร้องได้สบายๆ หากอาชีพตัดเสื้อไม่ประสบความสำเร็จ

ดังนั้นเมื่อชัชวาลกลับมาบ้านก่อนเวลาในช่วงกลางวันเนื่องจากรู้สึกปวดหัว เขาจึงได้เห็นภาพแปลกประหลาดอย่างหนึ่งเมื่อเดินมายังเรือนคนใช้

เพียงแค่ไม่กี่อาทิตย์ ตอนนี้ชื่นชีวากลับกลายเป็นคนละคน เด็กหนุ่มดูมีเนื้อมีหนังมากขึ้น คล้ายจะสูงขึ้นหน่อยๆ แก้มที่เคยซูบตอบก็ดูเอิบอิ่มและมีสีระเรื่ออย่างคนสุขภาพดี แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคงเป็นความสดใสที่แผ่ออกมาจากร่างทุกตารางนิ้ว ใบหน้าที่กำลังก้มต่ำดูมีสมาธิเต็มเปี่ยมราวกับไม่สนใจโลกภายนอก ริมฝีปากบางครวญเพลงไปด้วยอย่างมีความสุข เสียงนั้นนุ่มทุ้มและสมบูรณ์แบบราวกับออกมาจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงชั้นดี ชายหนุ่มเผลอเหม่อมองภาพตรงหน้าอย่างลืมตัว

"คุณชัช" เมื่อเจมี่เหลือบไปเห็นว่าใครกำลังมองอยู่ก็รีบลุกพรวดขึ้นทันที เขาเดินไปปิดวิทยุ สองมือกุมไว้ด้านหน้าอย่างเกร็งๆ

คุณชัชมองเขาอย่างพิจารณาพลางคลายเนกไทออกอย่างหงุดหงิด ถามว่า "ป้านวลไปไหน"

"เห็นบอกว่าไปเยี่ยมน้องสาวที่บางรักฮะ" เจมี่ตอบ

"แล้วนิ่มล่ะ"

"คือ..." เจมี่อึกอัก "คงจะไปหาเพื่อนแถวนี้ฮะ"

"ดี คนรับใช้บ้านนี้อยู่ไม่ติดบ้านกันเลยสักคน" น้ำเสียงนั้นออกจะไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด

"มีอะไรใช้ผมได้เลยนะฮะ" เจมี่รีบเสนอตัวอย่างกระตือรือร้นหวังทำคะแนนสักเล็กน้อย เขาไม่กล้าเสนอหน้าไปที่เรือนใหญ่เลยตลอดหลายอาทิตย์ที่ผ่านมา เพราะป้านวลย้ำนักย้ำหนาว่าเขาหน้าเหมือนแม่ ใบหน้าเขามีแต่จะทำให้ผู้เป็นนายหงุดหงิด

"ยกอาหารกลางวันไปให้ฉันที่เรือนใหญ่ เร็วๆ เข้าล่ะ" พูดจบร่างสูงก็เดินลิ่วจากไป

เจมี่รีบปรี่ไปที่ตู้กับข้าวทันที แต่ป้านวลไม่ได้ทำอาหารกลางวันสำหรับเจ้านายเอาไว้ เนื่องจากปรกติแล้วคุณชัชแทบไม่เคยกลับมาทานข้าวกลางวันที่บ้าน ดังนั้นในตู้จึงมีเพียงปลาตัวเล็กๆ ทอดกรอบแค่หยิบมือเดียวกับน้ำพริกผักเท่านั้นตามประสาคนขี้เหนียวอย่างป้านวล เจมี่รีบเปิดตู้เย็นโบราณเครื่องหนาสำรวจดูเครื่องปรุงอย่างรวดเร็ว มีเนื้อหมูอยู่พอสมควร ไข่ไก่สดและผักคะน้าอีกนิดหน่อย เขาจึงตัดสินใจทำข้าวผัดหมู

ทว่าส่วนที่ยากที่สุดกลับไม่ใช่การผัดข้าว แต่เป็นการก่อไฟ ความจริงสมัยนี้ก็เริ่มใช้เตาแก๊สกันแล้ว แต่ป้านวลอยากช่วยเจ้านายประหยัดหรืออย่างไรก็ไม่ทราบจึงยืนยันจะใช้เตาถ่านต่อไป ซึ่งเป็นเรื่องที่เขากับพี่นิ่มรวมหัวกันบ่นเป็นประจำ

 สมัยอยู่โลกเก่าไม่ใช่ว่าเจมี่จะไม่รู้จักเตาถ่าน เพียงแต่ไม่เคยเป็นคนต้องจุด โลกที่แล้วหนูด้วงเองก็เป็นคนจุดเตาตลอด โลกนี้ก็มีป้านวลหรือไม่ก็พี่นิ่มคอยทำให้ เจมี่เริ่มสุมกาบมะพร้าวจุดไฟอย่างรวดเร็ว แต่มันไม่ง่ายเลยจริงๆ กว่าเขาจะทำให้ถ่านจะติดไฟได้สำเร็จก็น่าจะปาเข้าไปเป็นสิบนาทีเห็นจะได้ เจมี่ทั้งพัดทั้งเป่าจนแขนจะหลุด แล้วไม่ใช่ว่าไฟติดแล้วจะรีบร้อนผัดข้าวได้เลย เพราะต้องรอให้ไฟได้ที่ซะก่อน ไม่ได้ควบคุมความร้อนได้ง่ายดั่งใจเหมือนเตาแก๊ส เจมี่หวาดผวาว่าคุณชัชจะมาทึ้งหัวเขาด้วยความหิวตลอดเวลา เขาใช้เวลาผัดข้าวไม่กี่นาทีก็ได้ข้าวผัดสีเหลืองนวลกำลังดี เจมี่ตักใส่จานแล้วทอดปลาตัวเล็กตากแห้งอีกกำมือหนึ่ง ล้างไม้ล้างมือเสร็จจึงยกสำรับเดินไปยังเรือนใหญ่

"มาแล้วฮะ" เจมี่วางสำรับลงบนโต๊ะที่เฉลียงหน้าบ้าน คุณชัชมองเขาด้วยสีหน้าแปลกๆ ชอบกล

"หายไปนานจนฉันนึกว่าแกตายไปแล้วซะอีก ไปล้างหน้าล้างตาซะไป หน้าแกมอมเป็นแมวคราว" ชายหนุ่มว่าก่อนตักข้าวผัดเข้าปากอย่างหงุดหงิด

รสชาติไม่เลวเลย….

เจมี่เอนหลังเหลือบมองเงาสะท้อนในกระจกหน้าต่างแวบหนึ่ง แล้วก็หัวเราะก๊าก หน้าเขาดำปี๋เหมือนเอาหน้าไปแนบก้นหม้อมาอย่างไรอย่างนั้น คงเป็นเพราะเตาถ่านเจ้าปัญหานั่น

ชัชวาลได้ยินเสียงหัวเราะสดใสเหมือนระฆังแก้วถึงกับหยุดชะงัก

"ขอโทษฮะ ขอโทษ" เจมี่รีบขอโทษทันทีเพราะนึกว่าตัวเองเสียมารยาทแล้ว "ผมจะรีบไปล้างหน้าเดี๋ยวนี้แหละฮะ" ว่าพลางวิ่งฉิวกลับไปล้างหน้ายังเรือนเล็ก หลังจากแน่ใจว่าสะอาดเรียบร้อยดีแล้วจึงกลับมาเก็บโต๊ะให้คุณผู้ชายของบ้าน คุณชัชกินอิ่มแล้วก็นั่งสูบซิการ์สบายอารมณ์พลางเปิดหนังสืออะไรอ่านไปด้วย ดูเหมือนเขาจะชอบอ่านหนังสือมากๆ เพราะเห็นอ่านเกือบตลอดเวลา

"ในเมื่อแกหายดีก็ควรกลับไปเรียนหนังสือได้แล้ว" ชายหนุ่มพูดโดยไม่เงยหน้าขึ้นมองเขาเลยสักนิด

"เรียนหนังสือ? " เจมี่เกาหัวอย่างงุนงง เขาเรียนหนังสือด้วยหรือ?

"อยู่บ้านเฉยๆ ไปก็ไม่มีประโยชน์ ตอนนี้ก็ดูเป็นผู้เป็นคนกว่าเมื่อก่อน ฉันจะส่งแกไปเรียนโรงเรียนประจำ"

"ผมเรียนโรงเรียนวัดแถวนี้ก็ได้มั้งฮะ" เจมี่ท้วง "โรงเรียนประจำก็ต้อง…ไปค้าง…" เจมี่หน้าเจื่อนลง เขาไม่อยากแยกจากคนรักเลย ถึงตอนนี้จะยังไม่ใช่ก็เถอะ

"ใช่ โรงเรียนประจำก็ต้องไปค้าง ฉลาดมาก" ชายหนุ่มเอ่ยชมอย่างประชดประชัน "หน้าแกเหมือนแม่ เห็นหน้าแกแล้วหงุดหงิดเต็มที เอาตามนี้ ไม่ต้องเถียง"

หน้าเหมือนแม่นับเป็นความผิดด้วยหรือ? เจมี่ได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจ เขารับคำเสียงแผ่วก่อนเก็บจานชามเดินคอตกกลับเรือนเล็กไป

 

 

 

 

__________________________

 

 

 

 

 

Talk ว่าจะไม่เขียนพีเรียดแล้ว แต่ก็ยังอยากเขียนแบบช่วงยุคปู่ย่าตายายวิจเทจๆ สักช่วง 70s สักเรื่องนึง คราวที่แล้วเจมี่เลี้ยงน้อง คราวนี้เลยให้พระเอกของเราเป็นฝ่ายเลี้ยงบ้าง

ไม่ต้องกลัวว่าพระเอกจะไม่รักน้องนะ เพราะพระเอกเรื่องนี้ นอกจากคลั่งรักนายเอกแล้วก็ไม่มีอะไรเลย 555

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 103 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

147 ความคิดเห็น

  1. #84 sevenroses (@sevenroses) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2563 / 16:16

    น้องน่าสงสาน

    #84
    0
  2. #83 miyuukiMF (@T--T) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2563 / 20:18

    เราชอบพีเรียดไทยมากค่ะ แต่หายากมากจิงๆ ขอบคุณที่แต่งนะคะ แงงง //กอดขาไรท์

    #83
    0
  3. วันที่ 3 สิงหาคม 2563 / 18:28

    ฉันเชื่อเลยว่า ถ้าน้องไปโรงเรียนประจำกลับมาน้องก็จะสวยสะพรึงมีแต่ตามจีบที่ร.ร 😂 แล้วอีพี่ก็จะหวงไม่ให้น้องเรียน

    #81
    0
  4. #80 Aconite_ (@Rookie_King) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2563 / 23:23
    แห๊มมม ตอนนี้อยากให้เรียนประจำ หลังๆ มาเริ่มคลั่งรัก ประจงประจำอะไรไม่รู้จัก 5555555
    #80
    0
  5. #79 이브KazYuto (@evey6102) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2563 / 22:16
    แรกๆซึนหลังคนซึนกลายเป็นคลั่งรักแทน(´·ω·`)(´·ω·`)(。>﹏<。)(。>﹏<。)
    #79
    0
  6. #78 montax (@montax) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2563 / 17:22
    รอมาต่อเร็วๆนะไรท์สู้ๆ
    #78
    0
  7. #77 sir_chad (@sir_chad) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2563 / 16:13

    โอ้ รอดูคนคลั่งรักไม่ไหวแล้ว

    #77
    0