ปราบนายตัวร้ายด้วยรัก [Yaoi][ระบบ]

ตอนที่ 25 : โลกทิพย์กายทอง ตอนจบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,023
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 137 ครั้ง
    19 มิ.ย. 63

 

จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี จากปีเป็นหลายปี เจมี่ไม่รู้ว่าเด็กโข่งของเขาอยู่ที่ไหนหรือทำอะไรอยู่ รู้เพียงเขาสุขสบายดี ตลอดหลายปี หนูด้วงไม่เคยเรียกหาเขาสักครั้งเดียว และโชคดีที่เจมี่เองก็ไม่ได้ถูกเรียกตัวไปสู้รบกับใคร เขาไม่กล้ากลับวิมานสมุทรเพราะเวลาที่นั่นเดินเร็วเกินไป แต่ยังคงประจำอยู่ที่ศาลบนโลกมนุษย์ คอยช่วยเหลือผู้คนตกทุกข์ได้ยากเท่าที่จะทำได้ ถึงแม้จะรู้สึกโหวงเหวงว่างเปล่าอยู่บ่อยๆ แต่ก็ยังโชคดีที่มีแก๊งแม่สีและองค์หญิงบัวทองเป็นเพื่อนคุยแก้เหงาไปวันๆ

หลังการจากไปของหนูด้วง ทองรำไพก็แต่งงานกับผู้ชายเหลวไหลคนหนึ่งในแก๊งไอ้ทองเปลว นางไม่ได้เป็นใบ้ แต่ผ่านไปหลายปีเสียงถึงเริ่มกลับคืนมา ส่วนไอ้ทองเปลวก็เล่นพนันหนักมือขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งยังติดฝิ่นอย่างหนัก ขนาดลุกจากเตียงยังลำบาก ตอนนี้มันจึงไม่มีปัญญาไปหาเรื่องใครอีกแล้ว นายบ้านทองมั่นตายไปเมื่อประมาณสามปีที่แล้ว หลังจากนั้นทรัพย์สมบัติก็ถูกบุตรชาย บุตรสาวและลูกเขยคนดีผลาญอย่างหนักจนแทบไม่เหลือ ครอบครัวนี้แม้เจมี่ไม่ได้สาปแช่งก็ล่มจมลงไปเอง

วันนี้ก็เหมือนกับทุกวัน เจมี่นอนเอนกายสบายๆ คอยฟังผู้คนที่มาขอพรยังศาลของเขา พักนี้คนแห่กันมาเยอะขึ้นเรื่อยๆ ทั้งคนในหมู่บ้านและจากที่อื่น แม้กระทั่งคนใหญ่คนโตในราชวงศ์ก็บุกป่าฝ่าดงมาขอพรกัน ศาลของเจมี่ตอนนี้หรูหราไฮโซสุดๆ รูปสลักไม้ถูกตบแต่งด้วยทองคำ ดวงตาประดับเพชรพลอยงดงาม แต่เจมี่กลับรู้สึกว่างเปล่าเหี่ยวแห้งขึ้นเรื่อยๆ เขาเกลียดความรู้สึกแบบนี้จริงๆ

"นี่ ได้ข่าวหรือเปล่าว่าหมู่บ้านเรามีเศรษฐีใหม่ย้ายเข้ามาอยู่" กลุ่มสตรีขาเมาท์เจ้าประจำเริ่มพูดคุยกันหลังจากวางของไหว้เสร็จ

"รู้สิ ปลูกเรือนหลังใหญ่หลังโตขนาดนั้น เห็นว่าไปค้าขายอยู่เมืองหลวงจนร่ำรวย"

"หล๊อหล่อทั้งยังไม่มีเมีย แต่เห็นว่ามีลูกชายลูกสาวหน้าตาน่าเอ็นดูสองคน สงสัยจะเป็นพ่อม่ายกระมัง"

"อย่างนี้ก็มีหวังสิวะ" กลุ่มเพื่อนพลังหญิงหัวเราะคิกคัก ก่อนจะพากันเดินหิ้วตะกร้าเปล่าจากไป

ไม่นานตะวันก็เริ่มคล้อยต่ำ ผู้คนเริ่มบางตาขึ้นแล้ว ตาชม ชายขาพิการเดินกะโผลกกะเผลกมาเก็บของไหว้และทำความสะอาดศาลอย่างที่ทำมาหลายปี

"วันนี้ให้ฉันทำเองเถอะจ้ะ" เสียงคุ้นเคยเสียงหนึ่งดังขึ้น เจมี่ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมอง ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่แย่งไม้กวาดมาจากมือจากตาชมก่อนเริ่มทำความสะอาดด้วยตัวเอง เขากวาดใบไม้รอบๆ อย่างตั้งอกตั้งใจ

ตอนนี้หนูด้วงของเขาอายุราวสี่สิบปีเห็นจะได้ ใบหน้าหล่อเหลาแบบหนุ่มใหญ่เริ่มปรากฏริ้วรอยตามวัย เผลอแป๊บเดียวก็โตขนาดนี้แล้ว เจมี่มองใบหน้านั้นด้วยความรู้สึกหลากหลาย มันผสมปนเประหว่างความรู้สึกของเขาเองกับความเป็นเทวดา อดรู้สึกไม่ได้ว่ามนุษย์คนหนึ่งเปลี่ยนแปลงไปเร็วนัก เมื่อวานเขายังอุ้มเด็กน้อยเข้าเอว วันนี้เด็กน้อยคนนั้นกลับเริ่มแก่ตัวลงแล้ว ในขณะที่เจมี่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย

หลังจากกวาดเสร็จชายหนุ่มก็วางดอกไม้ธูปเทียนและของไหว้อย่างดีที่เตรียมมา พวงมาลัยไม่ใช่ดอกไม้ป่าอีกแล้ว แต่เป็นดอกมะลิร้อยเป็นพวงอย่างพิถีพิถันงดงามมาก

"พี่บุญมี วันนี้ไอ้ด้วงกลับมาแล้วนะขอรับ" ดวงตาของชายหนุ่มยามเงยหน้ามองรูปสลักแวววาวไปด้วยน้ำตา เจมี่อดยิ้มไม่ได้ เขายังคงเป็นเด็กขี้แยคนเดิมไม่มีผิด

"แม้ว่าท่านจะไม่ยอมพบข้าก็ไม่เป็นไร ความรู้สึกของข้าก็ยังคงเหมือนวันเก่า หมู่นี้ไอ้ด้วงเริ่มแก่ตัวขึ้น มานึกๆ ดูแล้วก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกนานเท่าไหร่ ข้าเพียงอยากพบท่านอีกสักครั้ง..." เขายิ้มน้อยๆ อย่างเศร้าใจ

"อ่อ เมื่อสองปีก่อนข้าได้รับเด็กน้อยกำพร้าสองคนเป็นลูกบุญธรรม วันนี้จึงพามาให้ท่านได้รู้จัก"

เขากวักมือเรียกเด็กหญิงเด็กชายหน้าตาน่าเอ็นดูสองคนที่ยืนรออยู่ด้านข้างกับบ่าวรับใช้ให้เดินเข้ามา "แม่ชบา พ่อขวัญ มาไหว้ท่านเทวดาของพ่อสิลูก"

เด็กน้อยทั้งสองค่อยๆ ก้มลงกราบเขาอย่างงกๆ เงิ่นๆ น่ารักมากจริงๆ

"นี่ท่านเทวดาที่พ่อเล่าให้ฟังหรือจ๊ะ งามนัก เป็นสีทองระยิบระยับทั้งตัวเลย" เด็กหญิงมองเจมี่ตาแป๋ว ดูเหมือนเธอจะเป็นพวกที่มีตาทิพย์โดยกำเนิด

หนูด้วงดูไม่แปลกใจแต่อย่างใด "ใช่แล้ว นี่คือท่านเทวดาที่เลี้ยงพ่อมาเมื่อตอนยังเด็กอย่างไรเล่า"

"ข้าดีใจที่เห็นพ่อเจ้ามีความสุข" เจมี่พูดกับเด็กหญิงทั้งน้ำตา เธอพยักหน้าเบาๆ

"ท่านเทวดาบอกว่าดีใจที่เห็นพ่อมีความสุขจ้ะ" เด็กหญิงชบาบอกพ่อเสียงใส "แต่ท่านเทวดากำลังร้องไห้ น้ำตาเป็นทองด้วย งามนัก"

หนูด้วงดูนิ่งไป ดวงตาแดงก่ำ ก่อนเรียกให้บ่าวรับใช้ที่ยืนรออยู่ข้างหลังมาพาเด็กๆ กลับเรือน เจมี่เองก็ไม่ได้อยู่ต่อ เขาเดินตรงไปยังทางเส้นเก่าไปสู่หน้าผาที่เขากับหนูด้วงเคยชอบไปนั่งเล่นด้วยกันเมื่อครั้งยังเยาว์

เจมี่ทรุดนั่งลงบนหินก้อนประจำ พระอาทิตย์ที่กำลังตกดินก็เหมือนกับทุกวัน แต่ก็ไม่เหมือนซะทีเดียว รายละเอียดต่างๆ ทั้งก้อนเมฆทั้งสีสันก็ล้วนเปลี่ยนไปทุกวัน คล้ายภาพวาดภาพใหม่จากจิตรกรแสนขยัน หากวันหนึ่งเจมี่ได้กลับโลกเดิมเขาก็ตั้งใจว่าจะเป็นศิลปินที่วาดแต่พระอาทิตย์กับท้องทะเลเท่านั้น

ไม่นานหนูด้วงก็เดินตามมา เขาเห็นแผ่นหลังที่คุ้นเคยของพี่บุญมีเหมือนวันเก่า ชายหนุ่มไม่ได้พูดอะไร แค่เดินมานั่งลงข้างๆ ก่อนหยิบขลุ่ยที่เหน็บไว้ข้างเอวออกมาเป่าเป็นทำนองไพเราะเพลงหนึ่ง

กาเอ๋ยเจ้ากาหลง

จะหลงลงดงใดใครเขาห่วง

คนจรนอนดินถวิลดวง

ดอกฟ้าฤๅจะร่วงลงมามือ[1]

กว่าหนูด้วงจะเป่าจบเพลงพระอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าไปแล้ว พระจันทร์ลอยสูงขึ้นสาดแสงสีเงินไปทั่วบริเวณ ชายหนุ่มวางขลุ่ยลง เฝ้ามองเขาด้วยดวงตาเปี่ยมรัก ฝ่ามือใหญ่ยื่นออกมา เจมี่ยื่นมือออกไปกุมมือนั้นไว้ อดคิดไม่ได้ว่าพระจันทร์ในวันนี้ดูงดงามกว่าเก่า แม้จะรู้ดีว่าบนนั้นเป็นเพียงแผ่นดินแห้งแล้งที่ไม่มีตายายตำข้าวหรือกระต่ายขนนุ่มฟูก็ตาม พวกเขามองหน้ากันแล้วก็ได้แต่ยิ้ม แล้วก็หัวเราะทั้งน้ำตา ปราศจากคำพูดใด

 

หนูด้วงมีชีวิตจนถึงอายุหกสิบสี่ปี ก่อนตายเขาได้สร้างวัดขึ้นมาบนเขาซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นกระท่อมหลังเก่าเมื่อครั้งยังเด็ก มีชื่อว่าวัดจิตสุวรรณ สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับมารดาผู้ล่วงลับและด้วยความเคารพรักที่มีต่อเทวดาองค์หนึ่ง หลังจากนั้นจึงได้เชิญพระธุดงค์ให้อยู่จำพรรษา ชาวบ้านเริ่มรู้จักฟังเทศน์ฟังธรรมแทนที่จะไหว้แต่ผีบรรพบุรุษกัน รวมถึงศาลของเจมี่ก็ใหญ่โตขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก

ชีวิตของหนูด้วงทำความดีมากมายบรรยายไม่หมด พูดได้แค่ว่าคนในหมู่บ้านเขามะเดื่อต่างดีใจที่มีเขา ก่อนตายเจมี่กุมมือเขาไว้แน่น ใบหน้าของหนูด้วงแม้จะยับย่นด้วยความชราแต่ก็เป็นใบหน้าของคนที่มีความสุข ไร้เรื่องเศร้าหมอง

เมื่อตอนยังเด็ก เจมี่เข้าใจผิดไปเองว่าหนูด้วงจะต้องทุกข์ทรมานกับความรู้สึกนี้ แต่เมื่อได้เห็นรอยยิ้มของเขาในวันสุดท้ายของชีวิตถึงได้รู้ว่าไม่ใช่เลย เขาไม่ควรไปตัดสินชีวิตของคนอื่นตั้งแต่แรกเลยจริงๆ

"ด้วง เจ้าเคยเสียใจที่ทุ่มเทชีวิตเพื่อข้าบ้างหรือไม่" เจมี่ถามขำๆ

หนูด้วงส่ายหน้าช้าๆ "มีท่าน ไม่มีวันไหนที่เสียใจเลย" เขายิ้มอวดฟันหลอ "แต่ชาตินี้ท่านให้ข้ารอนานนัก ชาติหน้าข้าจะปล่อยให้ท่านรอสักสิบปีบ้างดีไหมนะ..." เขาพูดเบาๆ ราวกับถามตัวเองมากกว่า

"ขอโทษนะ" เจมี่บีบมือหนูด้วงอย่างรู้สึกผิด "ข้าบอกหรือยังว่ารักเจ้า"

"บอกแล้ว บอกแล้ว ท่านเคยบอกแล้ว" หนูด้วงยิ้ม บีบมือเขากลับ "ข้าก็รักท่านเช่นกัน แต่ข้ามั่นใจว่าเคยบอกท่านหลายครั้งแล้ว...." เปลือกตาของชายชราค่อยๆ ปิดลง ดีใจยิ่งนักที่ภาพสุดท้ายในชีวิตคือภาพคนที่เขารัก

เจมี่เฝ้ามองแสงสีขาวบริสุทธิ์ลอยออกจากร่างที่แก่ชรา แสงนั้นลอยวนรอบกายเขาอย่างรักใคร่ก่อนลอยขึ้นฟ้าไป

เจมี่เหม่อมองตามแสงสว่าง รู้ว่าหนูด้วงของเขาต้องไปดีแน่นอน

 

หลังจากนั้นก็เป็นความเคว้งคว้างล้วนๆ เจมี่อยากรีบกลับชายหาดเพื่อเดินทางสู่โลกใหม่แล้ว จะได้ไปเจอคนรักไวๆ แต่ปัญหาก็คือเขาไม่รู้ว่าจะกลับชายหาดได้ยังไง ดูเหมือนระบบจะทอดทิ้งเขาไปแล้ว หรือว่าเขาต้องติดอยู่ในร่างนี้จนกว่าจะหมดบุญ ซึ่งเท่าที่รู้มันนานมากๆ จนแทบเปื่อย เจมี่พยายามเอาดาบร้างนิวรณ์ออกมาฟันเปิดประตูมิติ แม้จะฟังดูโง่เง่าไปหน่อยแต่ก็ดีกว่าไม่ลองทำอะไรเลย แน่นอนว่ามันไม่สำเร็จ แถมยังถูกลุงดาบด่าจนหูชาไปหลายวัน

"องค์หญิงบัวทองผุสดีขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ" เทพบริวารองค์หนึ่งประกาศในขณะที่เจมี่นอนดูปลาหลากสีสันว่ายวนไปมาอยู่บนตั่งทองผ่านหน้าต่างในวิมานสมุทร ซึ่งเป็นที่ที่เขาหมกตัวอยู่หลังจากหนูด้วงตายลง

วิมานของพญาจิตสุวรรณใหญ่โตและงดงามมาก จากพื้นจรดเพดานโค้งทรงสูงราวกับมหาวิหารประดับประดาด้วยแก้วมณีต่างๆ ระยิบระยับไปหมด แม้กระทั่งก้อนกรวดโง่ๆ บนพื้นก้อนเดียวก็น่าจะมีค่ามากกว่าบ้านบนโลกมนุษย์เขาไม่รู้กี่เท่า ไม่นับเหล่าเทพบริวารทั้งนางฟ้าและเทวดาอีกหลายร้อย เจมี่แทบไม่ต้องกระดิกตัวทำอะไรเลยเพราะมีคนคอยทำให้ทุกอย่าง

และเพราะว่าวิมานหลังนี้อยู่ใต้ทะเล ดังนั้นนอกหน้าต่างจึงมองเห็นฝูงปลาสีสันสวยงามว่ายไปมาอย่างอิสระราวกับอยู่ในอควาเรียมขนาดยักษ์ พออยู่สักหลายๆ วันเจมี่ก็เริ่มรู้สึกคล้ายอยู่ในเรื่องเดอะลิตเติ้ลเมอร์เมดจนเผลอฮัมเพลง Part of Your World บ่อยๆ

"ดูเจ้าทำตัวห่อเหี่ยวเข้าสิ" เสียงหวานขององค์หญิงบัวทองนำมาก่อนตัว นางฟ้าเพื่อนรักของเขากำลังเดินคล้ายลอยละล่องตรงมาหา ใบหน้ามีรอยยิ้มงดงามประดับเช่นเคย

"ท่านพูดถูก ชีวิตมันว่างเปล่าพิลึก" เจมี่บ่นพลางลุกขึ้นบิดขี้เกียจ "มียูทูปสักหน่อยก็น่าจะดีนะ"

"คงอีกไม่นานหรอก" องค์หญิงบัวทองหัวเราะก่อนเดินมานั่งลงข้างๆ "เจ้ากำลังฟุ้งซ่านเพราะไม่มีอะไรทำ ให้ข้าพาเจ้าเที่ยวชมป่าหิมวันต์ดีหรือไม่ วันนี้ข้ามีลางสังหรณ์ว่าจะมีสิ่งที่น่าสนใจ"

"ไป ไปสิ" ดวงตาสีทองเฉยชาของเจมี่ทอประกายแวววาวทันที หลายวันมานี้เขามัวแต่ห่อเหี่ยวคิดถึงหนูด้วงและเครียดเรื่องระบบจนยังไม่ได้ออกสำรวจโลกทิพย์เลยแม้แต่น้อย

ดังนั้นพวกเขาจึงพากันหายตัวมายังป่าหิมวันต์ หรือที่มนุษย์มักเรียกกันว่าป่าหิมพานต์ มันงดงามจนน่าตื่นตะลึง ทั้งพืชและดอกไม้แม้กระทั่งอากาศก็ล้วนเปล่งประกายระยิบระยับราวกับมีละอองทิพย์ปกคลุม มองเห็นเขาพระสุเมรุตั้งตระหง่านอยู่ไกลๆ สูงขึ้นไปจึงจะเป็นที่ตั้งของสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาอันเป็นเมืองเทพซึ่งเจมี่ก็ยังไม่เคยขึ้นไปเหมือนกัน

พวกเขาเดินดูอะไรกันไปเรื่อยภายใต้คำแนะนำขององค์หญิงบัวทอง สัตว์ต่างๆ ในป่าหิมพานต์ต่างก็มีลักษณะแปลกประหลาดและงดงามเฉพาะตัวเหมือนที่เจมี่เคยเห็นตามผนังโบสถ์ นกสินธุปักษีสีฟ้าสดตัวใหญ่มหึมาที่มีหางเหมือนปลาบินผ่านหัวเขาไปพร้อมลูกน้อยขนฟูหลายตัว ยังมีอัสดรวิหคที่มีลำตัวเหมือนม้าแต่หัวเป็นนกย่อขาหน้าโค้งให้พวกเขาอย่างสง่างามขณะควบผ่านเป็นฝูงใหญ่

เจมี่มองสิ่งต่างๆ จนตาลายไปหมด แต่ในใจก็ยังคงรู้สึกว่างเปล่าอยู่ลึกๆ คล้ายมีอะไรหายไป

"ข้าย่อมเข้าใจความรู้สึกของเจ้า" องค์หญิงบัวทองกล่าวขณะที่พวกเขานั่งลงข้างๆ กันที่ริมสระอโนดาต มองดูกินรีน้อยกลุ่มหนึ่งกำลังวักน้ำสาดใส่กันอย่างบ้าคลั่ง เสียงหัวเราะสดใสดังกังวานไปทั้งสระ

"ข้าได้ข่าวมาว่า...ตระกูลกัณหาโคตมะมีนาคราชองค์หนึ่งพึ่งจุติใหม่ เกิดจากแก้วมณีบำเพ็ญเพียรสามพันปีของพระนางศิรีภัสสรนาคินี" นางคล้ายพูดลอยๆ มากกว่าพูดกับเขา "พวกคนธรรพ์ต่างร้องเพลงขับลำนำว่าเป็นนาคหนุ่มเกล็ดสีดำสนิทประกายน้ำเงิน มีฤทธิ์เดชมหาศาล อีกทั้งยังหล่อเหลามากทีเดียว"

แววตาของเจมี่ยังคงเลื่อนลอยอยู่ แม้จะมองไปยังพวกกินรีน้อยที่กำลังเล่นน้ำ แต่ในใจคิดถึงแต่วิธีกลับชายหาด

"งั้นเหรอ" เขาพึมพำอย่างไม่ใส่ใจ พญาจิตสุวรรณมีห้องเก็บของวิเศษที่เขายังไม่ได้เข้าไปสำรวจ บางทีอาจมีอะไรสักอย่างที่เปิดประตูมิติได้จริงๆ

"เขาดูสนใจเจ้ามากเลย"

"งั้นเหรอ" เจมี่ตอบส่งๆ ว่าแต่เมื่อกี้องค์หญิงบัวทองพูดอะไรนะ เขาหันขวับมองนางอย่างประหลาดใจ

"ท่านพูดเรื่องอะไร?"

นางพยักพเยิดไปยังต้นไม้ริมสระ นาคหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งยืนกอดอกสบายๆ อยู่ใต้เงาไม้พลางจับตามองเขาไม่วางตา ริมฝีปากบางเผยรอยยิ้มน้อยๆ ผิวของเขาเป็นสีน้ำตาลเข้มระยิบระยับไปด้วยละอองทิพย์ ผมยาวดำสนิททิ้งตัวลงจรดเอว ใบหน้าคมเข้มหล่อเหลามาก ทรงอาภรณ์งดงามสีดำเงินทั้งร่าง

"เรื่องของพวกเจ้าทำให้ข้าซาบซึ้งจนน้ำตาแทบไหล" องค์หญิงบัวทองขยิบตาอย่างซุกซนก่อนเดินผละไป

"ท่านพูดเรื่องอะไร แล้วนั่นท่านจะไปไหน" เจมี่ถามอย่างงุนงงระหว่างที่นาคหนุ่มตนนั้นเดินสาวเท้าเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ดวงตาสีดำสนิทจับจ้องมาที่เขาราวกับว่ามองเท่าไหร่ก็ไม่พอ เจมี่คิดว่าใบหน้าของอีกฝ่ายดูคุ้นๆ ชอบกล ในที่สุดเขาก็เดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้า ร่างกายล่ำสันสูงใหญ่กว่าเขาถึงช่วงศีรษะ เจมี่เหม่อมองใบหน้านั้นอย่างเลื่อนลอย มันเป็นใบหน้าที่แสนคุ้นเคย เขายกมือขึ้นไล้ไปตามแนวกรามแข็งแรงและโหนกแก้มสูงของอีกฝ่าย

"หนูด้วงงั้นหรือ" เจมี่กระซิบถาม

"เป็นหนูด้วงของท่านเสมอ ของท่านคนเดียว" ร่างสูงกุมมือเขาไว้ก่อนประทับจุมพิตอย่างอ่อนโยน

"หวาน หวานจนมดขึ้นหมดแล้ว" เจมี่รำพึง แล้วพวกเขาก็หัวเราะขึ้นพร้อมกัน หน้าผากแนบหน้าผาก แก้มแนบแก้ม คลอเคลียไม่ห่าง

"ท่านรอนานหรือไม่"

"หลายวัน" เจมี่ตอบ "เจ้าให้ข้ารอตั้งหลายวัน"

"ข้าทำโทษท่านแล้ว" เขาหัวเราะ โน้มใบหน้าคมสันลงมา จุมพิตเปลือกตาเจมี่เบาๆ แล้วถามว่า "เรากลับบ้านกันดีหรือไม่"

"อื้อ" เจมี่ตอบได้แค่นั้นจริงๆ "กลับบ้านกัน" ฝ่ามือของทั้งสองประสานกัน ก่อนหายตัวไป ทิ้งไว้เพียงแสงสีเงินและสีทองจางๆ ในอากาศ

ไม่ไกลจากบริเวณนั้น ร่างสองร่างที่กำลังแอบมองอยู่หลังพุ่มไม้ต่างน้ำตาไหลพรากๆ ด้วยความซาบซึ้ง ร่างหนึ่งเป็นขององค์หญิงบัวทอง ส่วนอีกร่างเป็นคนธรรพ์หนุ่มน้อยในอาภรณ์สีงาช้างที่กระเดียดไปทางงดงามมากว่าหล่อเหลา ที่ข้างเอวห้อยพิณแก้วสลักลวดลายงดงามมาก ริมฝีปากแดงสดอมยิ้มระหว่างที่มือขีดๆ เขียนๆ อะไรสักอย่างอยู่บนกระดานชนวนเล็กๆ

"แต่งเสร็จหรือยัง" องค์หญิงบัวทองถาม

"เสร็จแล้วเพคะองค์หญิง รับรองว่าคนทั้งสวรรค์จะต้องหลั่งน้ำตา" คนธรรพ์น้อยตอบด้วยเสียงแหลมเล็กที่ไพเราะราวกับเสียงดนตรี เขากระแอมเล็กน้อยให้คอโล่งก่อนเริ่มร่ายกลอนบทหนึ่ง

ถึงม้วยดินสิ้นฟ้ามหาสมุทร

ไม่สิ้นสุดความรักสมัครสมาน

แม้เกิดในใต้ฟ้าสุธาธาร

ขอพบพานพิศวาสไม่คลาดคลา[2]

"ไพเราะนัก" องค์หญิงบัวทองเอ่ยชม ก่อนดึงปิ่นแก้วระยิบระยับชิ้นหนึ่งออกมาจากมวยผมดำขลับส่งให้เป็นรางวัล

"ขอบพระทัยองค์หญิงบัวทอง" คนธรรพ์น้อยรับปิ่นมาด้วยสีหน้ายินดี "ถ้าเช่นนั้นกระหม่อมขอทูลลาไปขับลำนำก่อน มีชาวฟ้ารอฟังอีกมาก กระหม่อมโดนทวงจนหูชาทุกวัน องค์หญิงอยากทรงไปนั่งฟังด้วยหรือไม่"

"ไม่ล่ะ เจ้าไปเถิด" องค์หญิงบัวทองตอบ นางเองไม่จำเป็นต้องฟังเพราะได้รู้ตอนจบก่อนใครแล้ว ใบหน้าหวานยิ้มน้อยๆ อย่างพอใจ นางเหลือบมองท้องฟ้าเบื้องบน คิดถึงใครบางคนที่อยู่สูงขึ้นไปจนตาทิพย์ก็มองไม่เห็น ไม่ใช่คิดถึงด้วยความเศร้าหมองแต่ด้วยความสุขใจ ก่อนที่ร่างงดงามจะหายตัวไปพร้อมแสงสว่าง

หลังจากองค์หญิงบัวทองจากไปแล้ว คนธรรพ์หนุ่มน้อยก็เหาะขึ้นฟ้าลอยละล่องจนมาจนถึงเนินดอกไม้กว้างใหญ่แห่งหนึ่งริมสระอโนดาต เนินแห่งนี้มีชื่อเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่าบัลลังก์ดอกไม้ อันเป็นที่ที่พวกคนธรรพ์วิทยาธรและเหล่ากินรีใช้สำหรับร่ายรำหรือขับลำนำต่างๆ ทั่วทั้งบริเวณถูกปกคลุมด้วยดอกไม้เล็กๆ สีขาวราวกับพรมเนื้อละเอียด ตรงกลางเนินมีต้นระฆังเงินขนาดใหญ่ต้นหนึ่งออกดอกสีฟ้าอ่อนโปรยปรายส่งกลิ่นหอมตลอดปี

คนธรรพ์หนุ่มน้อยนั่งลงขัดสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้ก่อนปลดพิณแก้วออกมาจากข้างเอว นิ้วเรียวยาวกรีดเบาๆ เป็นทำนองง่ายๆ พิณแก้วส่งเสียงกังวานใสไปทั่วบริเวณ เหล่ากินรีและเทพธิดาที่เล่นน้ำอยู่ต่างหันตามเสียงพิณ รวมถึงพวกสัตว์ทิพย์ต่างก็หยุดเงี่ยหูฟังอย่างสนใจ

"จันทนะคนธรรพ์!" เหล่ากินรีน้อยกรีดเสียงแหลมก่อนแข่งกันวิ่งขึ้นจากน้ำแล้วมานั่งเรียงอย่างเป็นระเบียบ "จันทนะคนธรรพ์ วันนี้ท่านจะเล่านิทานเรื่องอะไรหรือ" กินรีน้อยตนหนึ่งถามขึ้นด้วยเสียงเจื้อยแจ้ว ปีกสีขาวกระพือเบาๆ อย่างตื่นเต้น ตอนนี้บัลลังก์ดอกไม้เริ่มมีชาวโลกทิพย์เข้ามานั่งจับจองพื้นที่กันอย่างรวดเร็ว ทั้งเทพบุตรและเทพธิดา กินรีสาวและเหล่านาคี แม้แต่พวกสัตว์ทิพย์ก็พากันมารอฟัง ที่เกาะอยู่บนต้นไม้หรือก้อนหินข้างๆ ก็มีอีกมาก

"วันนี้เป็นเรื่องราวความรักอันแสนซาบซึ้งของพญาจิตสุวรรณนาคราชและเด็กหนุ่มชาวมนุษย์ เป็นตอนจบแล้วนะ" คนธรรพ์หนุ่มตอบ หลับตาพริ้มบรรเลงพิณแก้วคลอไปด้วยระหว่างพูด

พวกครุฑร่างใหญ่ที่จับกลุ่มเกี้ยวพานางกินรีอยู่แถวนั้น แค่ได้ยินชื่อพญาจิตสุวรรณก็หัวเราะพรืดอย่างขบขัน

"น่าสนุกนัก ข้าขอไปฟังด้วยดีกว่า" ครุฑหนุ่มตนหนึ่งกล่าวกับสหายแล้วเดินเข้ามานั่งลงทันที นาคีสาวหน้าแฉล้มที่นั่งอยู่ก่อนแล้วเหลือบมองค้อนอย่างไม่พอใจเล็กน้อย แต่ก็เขยิบที่นั่งให้ ทั้งสองเผลอสบตากัน ครุฑหนุ่มเผยรอยยิ้มน้อยๆ อย่างขัดเขิน

"เอ้า นั่งกันดีๆ กินรีน้อยอย่าทะเลาะกัน เอาล่ะ ข้าจะเริ่มแล้วนะ" คนธรรพ์หน้าหวานยกนิ้วแตะริมฝีปากเป็นสัญญาณให้เงียบ ความเงียบเข้าปกคลุมทันที ได้ยินเพียงเสียงน้ำตกดังแว่วๆ กลีบดอกระฆังเงินโปรยปรายเบาๆ อย่างร่าเริง ส่งกลิ่นหอมรัญจวนไปทั่วบริเวณ

นิ้วเรียวยาวค่อยๆ กรีดบรรเลงเป็นบทเพลงหวานซึ้ง ก้องกังวานไปทั่วสวรรค์

 

 

 

__________________________

 

 

Talk พีเรียดเขียนยากมว๊ากกกกกกก เป็นลมมม ขอบคุณรีดทุกท่านที่อยู่ลุ้นกันจนจบนะคะ ตอนหน้านุ้งเจมี่จะไปโลกไหนต่อต้องรอติดตามนะ

เชิงอรรถ

  1. ^คำหอม-เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
  2. ^พระสุนทรโวหาร (ภู่)
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 137 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

149 ความคิดเห็น

  1. #91 GFMB (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2563 / 04:06
    งื้อออออ ดีใจจจจจ
    #91
    0
  2. #75 Yeeee (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 / 00:15

    ชอบมากๆๆๆๆๆๆ เลยค่ะไรท์ คือดี คือซึ้ง คือชอบอะ ขอบคุณที่แต่งเรื่องนี้เลยค่ะ ภาษาดี สำนวนดี อารมณ์ได้ น้ำตาไหลอะมันบีบคั้นจิตรใจ ลุ้นไปทุุกบรรทัด ออกเล่มก็ซื้อค่ะ ชอบ!!!!!

    #75
    0
  3. #74 spanami (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2563 / 08:55

    สนุกมากเลย
    #74
    0
  4. #73 yhokky (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2563 / 21:55

    ชอบมากเลยค่าาา💕💕
    #73
    0
  5. #72 Mypari (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2563 / 20:39

    ชอบมากๆเลยแม่
    #72
    0
  6. #70 dear1093 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2563 / 16:47

    ดีมากเลยค่ะ
    #70
    0
  7. #63 sir_chad (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2563 / 20:07

    ดีจังเลย ได้อยู่ด้วยกันแล้ว

    #63
    0
  8. #62 T--T (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2563 / 20:04

    ทั้งเรื่องกำลังหน่วงๆใจละแหกโค้งมาตอนสุดท้าย ถถถ

    ปล.arcนี้สามารถเป็นเรื่องสั้นได้เลยนะคะเนี่ย จบในตัวมันเอง (ฮา)

    #62
    0
  9. #61 Rookie_King (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2563 / 16:27
    อ้าว พีคไปอีก ไม่นึกว่าหนูด้วงจะได้มาอยู่กับพี่บุญมีบองเขาอีกครั้ง แงงง นุ่มฟูวววว
    #61
    1
    • #61-1 Rookie_King(จากตอนที่ 25)
      15 มิถุนายน 2563 / 16:27
      *ของ สิวะ 5555
      #61-1
  10. #60 kalamandaton (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2563 / 16:10

    มันแลดูอบอุ่นจังเลยยยย ทีนี้ก็ได้อยู่ด้วยกันแล้วนะ พี่บุญมีกับน้องด้วง อร๊ายยยยยยยย
    #60
    0