ปราบนายตัวร้ายด้วยรัก [Yaoi][ระบบ]

ตอนที่ 22 : โลกทิพย์กายทอง ตอนที่ 9

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 761
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 134 ครั้ง
    14 มิ.ย. 63

 

 

เรือนของตาอินกับยายช้อยก็ยังคงเดิม เพียงแต่รู้สึกว่าจะทรุดโทรมลงบ้างเล็กน้อย บางส่วนก็ถูกต่อเติมเพิ่มขึ้นมา แม้เจมี่จะอยู่ในเทือกเขานิลกาฬแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็จริง แต่น่ากลัวว่าเวลาบนโลกมนุษย์คงผ่านไปพักใหญ่ เจมี่ที่แปลงกายเป็นหนุ่มน้อยรูปงามรีบเดินเข้าไปยังใต้ถุนเรือน หญิงชราคนหนึ่งกำลังจีบใบตองห่อขนมอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ เมื่อนางเห็นเขาเดินเข้าไปใกล้ก็เงยหน้าขึ้น พยายามเพ่งมองด้วยนัยน์ตาฝ้าฟางสีฟ้าขุ่น

เจมี่ใจหายวาบ ยายช้อยตอนนี้ดูแก่หง่อมลงไปมากจริงๆ

"พ่อหนุ่มน้อย มาหาใครรึ" นางถามด้วยเสียงแหบเครือ

เจมี่พยายามสะกดกลั้นความหวาดกลัวในใจ เขามองซ้ายมองขวา แต่ไม่เห็นใครอื่นนอกจากยายช้อย "ตาอินล่ะจ๊ะยาย"

"ตายไปหลายปีแล้วมิรู้ดอกรึ" นางตอบ ก่อนหันไปสนใจใบตองในมือต่อ ไร้วี่แววช่างพูดคุยเหมือนเก่า

"แล้วหนูด้วงเล่า"

หญิงชราถอนหายใจ เงยหน้ามองเขาอีกครั้ง "ไอ้ด้วงไปตัดไม้อยู่บนเขานู้น วันๆ มันยุ่งอยู่กับการสร้างศาลให้ท่านเทวดาของมัน เฮ้อ...เด็กคนนี้ช่างกตัญญูเสียจริง -- "

เจมี่ไม่ได้อยู่ฟังยายช้อยพูดจนจบก็หายตัวไปทันที

" -- แต่ว่านะ นี่มันก็หลายปีมาแล้ว ท่านเทวดารูปทองของมันคงไม่กลับมาแล้วล่ะ มันควรเลิกละเมอเพ้อพกเสียที อ่าว ไปไหนเสียแล้วล่ะ" ยายช้อยมองรอบตัวอย่างงุนงง "พวกคนหนุ่มนี่นะ ใจร้อนดั่งฟืนไฟ" บ่นเสร็จนางก็กลับไปยุ่งกับการห่อขนมต่อ

บนเนินเขาไม่ไกลจากกระท่อมหลังเก่าที่เขาเคยอยู่กับหนูด้วง เจมี่กำลังยืนมองศาลแห่งหนึ่ง สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง เกือบจะมีขนาดเท่าเรือนหลังย่อมๆ ภายในมีรูปจำลองพญานาคแกะสลักจากไม้ท่อนใหญ่ตั้งอยู่ แม้ฝีไม้ลายมือจะอยู่ในระดับชาวบ้าน ไม่นับว่าดีอะไร แต่ก็ดูออกว่าคงพยายามทำอย่างสุดฝีมือแล้ว ที่โต๊ะเตี้ยๆ ด้านหน้าเต็มไปด้วยผลหมากรากไม้และอาหารคาวหวานนานาชนิด ทั้งดอกไม้ธูปเทียนก็พร้อมสรรพ ทุกสิ่งสะอาดสะอ้านราวกับได้รับการดูแลอย่างดี ดูเหมือนศาลของเขาจะเป็นที่นิยมอยู่เหมือนกัน

ภายในศาลแห่งนี้มีชายสามคนในเสื้อผ้าสีฉูดฉาดกำลังนั่งดื่มกินกันอยู่ คนหนึ่งสวมเสื้อแพรสีเหลือง อีกคนสีน้ำเงิน อีกคนสีแดง แถมผ้าคาดเอวกับผ้าโพกหัวหลากสีตัดกันดูไม่จืด ดูๆ ไปแล้วเหมือนตัวตลกในคณะลิเกไม่มีผิด

เจมี่หัวเราะเบาๆ เมื่อจำได้ว่าสามคนนี้เป็นใคร

หนึ่งในนั้นหันมาเห็นเขาพอดี "พญาจิตสุวรรณนาคราช!" เจ้าเสื้อสีน้ำเงินร่างอ้วนร้องลั่น รีบวิ่งมากอดขาเจมี่ร้องไห้ร้องห่มทันที "ท่านกลับมาแล้ว ท่านกลับมาแล้ว"

"ถอยไป ถอยไป" เจ้าแดงผู้เป็นหัวหน้าแก๊งรีบผลักเจ้าน้ำเงินให้พ้นทางแล้วเข้ามาแทนที่ "ท่านกลับมาแล้ว ฮือ"

"พญาจิตสุวรรณนาคราช ในที่สุดพระองค์ก็กลับมาเสียที" เจ้าเหลืองรูปร่างผอมแห้งก้มลงกราบน้ำตานองหน้าอย่างยินดี

"หนูด้วงเป็นผู้สร้างศาลแห่งนี้หรือ" เจมี่มองไปรอบๆ เป็นความรู้สึกพิลึกดีที่มีศาลเป็นของตัวเอง ดูเหมือนตอนนี้เขาได้กลายเป็น เจ้าพ่อเจมี่ ไปแล้ว นี่ถ้ายุคนี้มีสลากกินแบ่งคงได้บันเทิงทุกวันแน่ๆ

"ขอรับ ศาลแห่งนี้หนูด้วงเป็นผู้สร้างให้ท่าน พวกเราเลยย้ายมากิน เอ๊ย มาดูแลศาลของพระองค์แทน" เจ้าแดงตอบพลางยิ้มแหย

"ดูเหมือนชีวิตพวกเจ้าสมบูรณ์พูนสุขขึ้นนะ" เจมี่มองเหล่าบริวารผีตรงหน้าอย่างขบขัน

"ขอรับ" เจ้าแดงรีบรับคำ "พวกเราบำเพ็ญภาวนาตามที่ท่านสอนอยู่เนืองๆ จนเมื่อสักสามปีที่แล้วจึงได้หลุดพ้นจากภพสัมภเวสี บัดนี้แม้จะเป็นภูตผีชั้นต่ำไม่มีฤทธิ์เดชอันใดมากมาย แต่ก็สุขสบายกว่าเมื่อก่อนมากขอรับ ถ้าชาวบ้านขอลูกวัวหรือขอให้พืชพรรณงอกงามพวกเราก็พอจะให้พรได้อยู่ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะบารมีของพระองค์"

ชาวแก๊งแม่สีพากันก้มกราบเขาอย่างซึ้งใจ

"แล้วหนูด้วงเล่า อยู่ที่ไหน" เจมี่รีบถาม

"อยู่ในป่าด้านหลังนี้แหละขอรับ กำลังตัดไม้มาซ่อมเสาต้นนั้น" เจ้าเหลืองชี้ไปยังเสาต้นหนึ่งที่มีรอยกัดแทะ "เจ้าหนูสกปรกมันมาแทะตอนเราเผลอ"

"เอาล่ะ พวกเจ้าตามสบายเถิด ข้าจะไปตามหาหนูด้วง" พูดจบเจมี่เดินย่ำออกไปทางด้านหลัง เพียงไม่นานก็เริ่มได้ยินเสียงขวานกระทบไม้ดังแว่วๆ เป็นจังหวะต่อเนื่อง ในใจเกิดประหม่าขึ้นมานิดหน่อย ไม่รู้ว่าเด็กน้อยของเขาจะเป็นยังไงบ้าง

ในที่สุดเจมี่ก็เดินมาจนถึงลานโล่ง เบื้องหน้าเป็นชายหนุ่มผู้หนึ่งกำลังตัดไม้อย่างขะมักเขม้น เจมี่รู้สึกคล้ายขอบตาร้อนผ่าว น่าเศร้าจริงๆ ทั้งที่อยากอยู่ดูแลหนูด้วง รอดูเขาเติบใหญ่ แต่ก็พลาดไปเสียได้

ตอนนี้เด็กน้อยของเขาโตเป็นหนุ่มแล้ว รูปร่างสูงใหญ่เกินชายมาตรฐานผู้ชายสมัยโบราณไปมาก หน้าตาหล่อเหลาคมเข้ม ไม่เสียแรงที่มารดาเป็นถึงอดีตสาวงามอันดับหนึ่งของหมู่บ้าน ร่างกายท่อนบนล่ำสันที่ปราศจากเสื้อเป็นมันเลื่อมด้วยหยาดเหงื่อ ตอนนี้เขาน่าจะอายุประมาณยี่สิบต้นๆ เห็นจะได้

หนูด้วงที่ตอนนี้กลายเป็นไอ้ด้วงแล้วเงยหน้าขึ้นจากงานตรงหน้าพลางมองไปรอบๆ จมูกคล้ายได้กลิ่นหอมประหลาดอันแสนคุ้นเคยโชยมาตามสายลม มือใหญ่เหวี่ยงขวานปักไว้บนไม้ท่อนหนึ่งที่ตัดเสร็จแล้วก่อนคลายผ้าคาดเอวออกมาซับเหงื่อบนใบหน้า

กลิ่นหอมจางๆ นั้นทำให้เขาหวนนึกถึงความทรงจำในวัยเยาว์ที่เลือนราง ภาพชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่งที่ชอบเล่านิทานแปลกๆ ร้องเพลงด้วยภาษาประหลาดและทำอาหารแสนอร่อยให้เขากิน ไอ้ด้วงเคยได้ยินมาว่าพวกเทวดามีชีวิตยืนยาวนัก บางทีพี่บุญมีอาจลืมเขาไปแล้วด้วยซ้ำ

แต่กระนั้นความคิดถึงกลับไม่ได้ลดน้อยถอยลงตามกาลเวลาเลย มีแต่จะเพิ่มพูนขึ้น

เขาคลายแถบผ้าสกปรกมอมแมมที่พันข้อมือออก ปรากฏกำไลพญานาคทองคำคล้ายงูสีทองตัวน้อยกำลังขดตัวนอนสบาย มันเป็นสิ่งเดียวที่ยืนยันว่าชีวิตในวัยเด็กของเขาไม่ใช่เพียงฝันไป ไอ้ด้วงอดส่ายหัวให้กับความคะนึงหาลึกๆ ในใจของตัวเองไม่ได้ ทันใดนั้นนาคสีทองกลับก็ค่อยๆ คลายตัวออก เขาเพ่งมองอย่างแปลกใจ หลายปีมานี้มันแทบไม่เคยขยับเขยื้อนเลย

นาคทองคำผงกหัวขึ้น หันขวับมาทางเจมี่ทันที ไอ้ด้วงรีบมองตาม แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า เขาลูบหัวนาคตัวน้อยเบาๆ มันเงยหน้ามองเขานิดหนึ่ง ดวงตาทำจากเพชรสีขาวส่องประกายวิบวับ ก่อนขดตัวรอบข้อมือเขาอีกครั้งแล้วกลายเป็นเพียงสร้อยข้อมือธรรมดา ไอ้ด้วงพันผ้ากลับคืนก่อนคว้าขวานขึ้นมาอีกครั้ง สีหน้าครุ่นคิด

เจมี่ยืนมองร่างแกร่งทำงานอยู่อีกพักใหญ่ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่รู้ว่าคำทักทายแรกหลังผ่านไปหลายปีคืออะไร 'สวัสดี ข้ากลับมาแล้ว' หรือว่า 'ไง สบายดีไหม รอนานเลยละสิ'

แม้จะมีคำพูดเป็นล้านอยากทักทาย กลับไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดี สุดท้ายจึงได้แต่หันหลังเดินจากไป

ระหว่างที่ยังคิดไม่ตก เจมี่ตัดสินใจกลับไปยังกระท่อมที่ครั้งหนึ่งเขาเคยอยู่กับหนูด้วงเมื่อยังเยาว์ ที่นี่ยังคงได้รับการดูแลอย่างดี สวนผักก็ยังอยู่ น่าประหลาดนัก เหนือหลุมศพมารดาของหนูด้วงที่ใต้ต้นคูน ดอกดาวเรืองที่ใครบางคนปลูกไว้กำลังออกดอกสีเหลืองบานสะพรั่ง ศาลไม้หลังเก่าของเจมี่ก็ยังอยู่เหมือนเดิม ราวกับเวลาที่นี่ถูกหยุดเอาไว้

เจมี่นั่งลงบนขอนไม้ท่อนหนึ่ง มองทุกอย่างรอบตัวด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดเกินบรรยาย

ไม่นานก็มีเสียงเดินดังขึ้นจากด้านหลัง เจมี่เป็นเทวดา เขาย่อมได้ยินเสียงหัวใจของมนุษย์ที่กำลังเต้นแรงด้วยความโหยหาและปวดร้าว เขาเหลือบมองไปยังด้านหลังแวบหนึ่ง กระนั้นในหัวก็ยังคงว่างเปล่า คำพูดผุดขึ้นมาแล้วก็อันตรธานหายไปเช่นเดิม

เสียงฝีเท้านั้นหยุดลงในที่สุด

"ข้านึกว่าท่านจะไม่กลับมาอีกแล้ว" หนูด้วงกลับเป็นฝ่ายเอ่ยก่อน น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือความน้อยอกน้อยใจอย่างชัดเจน

เจมี่สูดหายใจก่อนลุกขึ้นยืน หันกลับไปเผชิญหน้ากับสิ่งที่เขาทิ้งเอาไว้ ดวงตาคมปลาบของเด็กหนุ่มตรงหน้าแวววาวไปด้วยหยาดน้ำตา มีทั้งความยินดี ความน้อยใจและอีกหลายอย่างอัดแน่นไปหมด

ไอ้ด้วงมองใบหน้าคุ้นเคยนั้นอย่างโหยหา พี่บุญมีของเขายังคงดูอ่อนเยาว์ไม่เปลี่ยนไปจากในความทรงจำเลยสักนิดเดียว วันแล้ววันเล่าที่เขาออกไปนั่งรออยู่หน้าเรือน รอให้คนผู้นี้กลับมา ไม่สนใจว่าใครจะเยาะเย้ยถากถางหรือว่าเขาบ้า จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี จากปีเป็นหลายปี เขาจมอยู่กับความรู้สึกนั้น กลัวว่าจะถูกทอดทิ้ง กลัวว่าจะถูกลืม

"เจ้าโตขึ้นเยอะ -- " เจมี่พูดยังไม่ทันจบประโยค ทั้งร่างก็ถูกรวบไปกอดไว้แน่น แน่นชนิดที่ว่าถ้าเป็นมนุษย์อาจจะขาดอากาศหายใจตายได้เลย

"หนูด้วง...ขอโทษที่ให้เจ้าต้องรอนะ เจ้าคงรอนานแย่" เจมี่พยายามยื่นมือออกมาตบหลังเขาเบาๆ

"นึกว่าพี่บุญมีลืมข้าสิ้นแล้ว" เด็กหนุ่มตัดพ้อ น้ำตาหยดแหมะลงบนไหล่เจมี่ไม่หยุด

"เจ้า...เจ้ายังขี้แยเหมือนเดิม บอกแล้วไงว่าลูกผู้ชายไม่ร้องไห้" เจมี่พยายามผลักร่างสูงใหญ่ออกอย่างยากลำบาก

"อภัยให้ข้าด้วยเถิดขอรับ" หนูด้วงเช็ดน้ำตาลวกๆ ด้วยหลังมือ ก่อนก้มลงกราบแทบเท้า "ข้าหาได้ตั้งใจล่วงเกินท่านเทวดาไม่ เพียงแต่ดีใจไปหน่อย"

"ลุกขึ้นเถิด" เจมี่รีบฉุดร่างใหญ่ให้ยืนขึ้น "เรียกข้าว่าพี่บุญมีเหมือนเดิมก็ได้ ท่านเทวดาอะไรนั่นไม่มีจริงหรอก"

"ข้ามิกล้าหรอกขอรับ" เด็กหนุ่มมองเขาด้วยดวงตาแวววาว ครู่หนึ่งที่พวกเขาต่างมองหน้ากันและตกอยู่ในความเงียบงัน คล้ายๆ ว่าเวลาได้สร้างช่องว่างบางอย่างขึ้นมากั้นกลาง ไม่อาจแนบสนิทได้เหมือนวันเก่า

"มานั่งก่อนสิ หลายปีมานี้เจ้าสุขสบายดีหรือไม่" เขาตบๆ ลงบนขอนไม้ให้หนูด้วงนั่งลงด้วยกัน แต่อีกฝ่ายกลับเลือกที่จะนั่งบนพื้นดินแทน

ทั้งสองต่างแลกเปลี่ยนเรื่องราวต่างๆ ที่ได้พบเจอมาให้กันฟัง ชีวิตของหนูด้วงก็เรียบง่ายตามประสาชาวบ้าน ไม่มีเรื่องน่าตื่นเต้นหรือซับซ้อนอะไร ส่วนเจมี่ก็เล่าเรื่องของสิงขรรามสูรให้เขาฟังคร่าวๆ โดยที่เลือกข้ามรายละเอียดเรื่องความทรงจำที่เกี่ยวกับคณิณออกไป และเปลี่ยนให้เป็นเรื่องการต่อสู้ด้วยเพลงดาบอะไรทำนองนั้นแทน

ตลอดเวลาที่พูดคุยกัน สายตาของหนูด้วงไม่ละไปจากใบหน้าของเจมี่เลยแม้แต่น้อย หลายปีที่เฝ้ารอคอย ความรู้สึกในใจที่เดิมทีเป็นเพียงเมล็ดพันธุ์เล็กๆ ที่กำลังผลิหน่ออ่อนได้งอกงามกลายเป็นบางสิ่งไปเรียบร้อยแล้ว

"ที่แท้เวลาของท่านก็ผ่านไปเพียงไม่กี่ชั่วยาม ข้าดีใจยิ่งนักที่รู้ว่าท่านเทวดามิได้ลืมข้า" เขาพูดเบาๆ อย่างเอียงอาย เจมี่อดไม่ไหวต้องเคาะกะโหลกเด็กโข่งไปหนึ่งทีด้วยความหมั่นไส้

"ดูเจ้าสิ ตลกชะมัด ตัวก็ออกใหญ่โตเหมือนพวกยักษ์ แต่ทำท่าราวกับเป็นเด็กสาว"

พวกเขาหัวเราะขึ้นมาพร้อมกัน บรรยากาศกลับมาเป็นกันเองอีกครั้ง

เจมี่มองไปยังกระท่อมหลังเล็ก เอ่ยชมว่า "เจ้ายังคงดูแลที่นี่เป็นอย่างดีเลย"

"ขอรับ" หนูด้วงยิ้มหน้าบาน "ข้ายังคงขึ้นเขามาปัดกวาดเกือบทุกวัน หวังใจว่าเมื่อท่านกลับมาจะได้อยู่ด้วยกันเหมือนวันเก่า..." น้ำเสียงช่วงท้ายกลับเบาหวิวอย่างประหลาด

หนูด้วงเงยหน้าขึ้นสบตาเขา "ท่านเทวดาขอรับ แท้จริงแล้วไอ้ด้วงผู้นี้เป็นคนเห็นแก่ตัวยิ่งนัก แต่ท่านอย่าไปอีกได้หรือไม่ขอรับ เพราะคราวหน้าที่ท่านจากไป เกรงว่ากลับมาข้าก็คงไม่ได้มีชีวิตอยู่รอท่านอีกแล้ว"

เจมี่เองก็หนักใจเหมือนกัน "เรื่องนี้ข้าไม่อาจสัญญากับเจ้าได้ ไม่รู้วันไหนจะถูกเรียกตัวอีก"

"ถ้าเช่นนั้นคราวหน้าพาข้าไปด้วยได้หรือไม่ขอรับ ท่านจะเสกให้ข้าเป็นตัวอะไรสักอย่างก็ได้ เป็นหนอนเป็นแมลงข้าล้วนยินดี ชั่วชีวิตนี้ไม่อยากแยกจากท่านอีกแล้ว..."

เจมี่คิดว่าถ้าเขาเป็นมนุษย์คงมีใจสั่นกันบ้างแหละ เด็กนี่ปากหวานขนาดนี้ ไม่รู้มีเมียไปกี่คนแล้ว "เจ้าโตเพียงนี้แล้ว แต่งงานมีครอบครัวแล้วหรือยัง" เจมี่ถามขำๆ

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผิวหน้าสีน้ำตาลของอีกฝ่ายกลับค่อยๆ ขึ้นสีแดงระเรื่อ เขาส่ายหน้าเบาๆ "ยังหรอกขอรับ"

"งั้นหรือ" เจมี่ค่อนข้างประหลาดใจ เด็กวัยรุ่นในยุคนี้อายุสิบสี่สิบห้าก็แต่งงานมีลูกกันเป็นโหลแล้วด้วยซ้ำ "มีคนทำไม่ดีกับเจ้าหรือเปล่า"

"ไม่...ไม่ขอรับ" เขาปฏิเสธเสียงแผ่ว "ข้าเพียงแต่..ข้า..ข้า...ข้ามีคนในใจอยู่แล้ว" หนูด้วงตอบอ้อมแอ้มไม่เต็มปากอย่างขัดเขิน สายตาหลุบต่ำมองแต่พื้นดิน ความรู้สึกออกจะท่วมท้นขนาดนี้ เจมี่ที่เป็นเทวดาไม่รู้ก็ไม่ควรเรียกตนเองว่าเทวดาแล้ว น่าแปลกที่วิญญาณของคนรักกลับยึดติดกับเขาไม่เปลี่ยนแปลง เพียงแต่ชาตินี้ระบบดันส่งเขามาอยู่ในร่างเทวดา ไม่สามารถครองคู่กับมนุษย์ได้เนื่องจากผิดกฎสวรรค์ ยังไงซะชาตินี้เขากับอดีตคนรักเป็นได้แค่มิตรที่ดีต่อกันเท่านั้น

"ก็ค่อยๆ ดูไปก็แล้วกัน" เจมี่ลุกยืนขึ้น

"ท่านเทวดาขอรับ ท่านจะทิ้งข้าไปอีกแล้วหรือขอรับ" หนูด้วงถามอย่างน้อยอกน้อยใจเมื่อเห็นเขาออกเดิน แววตาสลดลงจนน่าสงสาร ความจริงเจมี่ก็ไม่รู้จะเดินไปไหน แค่เดินแก้เขินเท่านั้นเอง

"ปะ...เปล่า ก็เจ้าสร้างศาลให้ข้ามิใช่หรือ ข้าก็จะไปอยู่ที่ศาลอย่างไรเล่า"

"ศาลซอมซ่อของข้าจะไปเทียบกับวิมานสมุทรบาดาลของท่านได้อย่างไร ท่านมิต้องใส่ใจหรอกขอรับ" หนูด้วงตัดพ้ออีกแล้ว คุยกันไปกันมาล้วนมีแต่คำตัดพ้อเสียครึ่งหนึ่ง เจมี่อดคิดไม่ได้ว่าหนูด้วงของเขาโตมาแล้วช่างขี้ใจน้อยเหลือเกิน

ใจน้อยแบบนี้ระวังจะหัวล้านเร็วนะรู้ไหม

"แล้วเจ้าจะน้อยอกน้อยใจไปไย ศาลก็สร้างให้ข้าเองแท้ๆ" เจมี่บ่นกระปอดกระแปด แต่สุดท้ายก็ยอมแปลงเป็นมานพน้อยเดินตามหนูด้วงกลับบ้านยายช้อยอย่างจนใจ เพราะกลัวว่าเด็กโข่งจะตรอมใจตายถ้าเขาทำตัวห่างเหิน

หนูด้วงเด็กโข่งในร่างใหญ่ยักษ์ยิ้มกว้างไปตลอดทาง หางทิพย์กระดิกไปมา จูงมือเขาลงเขาอย่างยินดี

 

 

ทว่าเมื่อกลับมาถึงเรือนยายช้อย ใครบางคนก็รออยู่ก่อนแล้ว

"พี่ด้วง" เสียงเรียกหวานหยดย้อยดังขึ้น หญิงสาวหน้าตางดงามคนหนึ่งรีบวิ่งเข้ามาประชิดตัวหนูด้วงทันที

"พี่ด้วงจ๋า ทองรำไพมารอพี่อยู่ตั้งนานแหนะ วันนี้ทำแกงส้มโอมาฝากพี่ด้วย" หญิงสาวชูปิ่นโตขึ้นมาอย่างอวดๆ ปรายตามองมายังเจมี่นิดหนึ่ง "แล้วนั่นใครหรือจ๊ะ เพื่อนพี่รึ"

สาวสวยคนนี้คงจะเป็นทองรำไพ ตัวร้ายอันดับสองที่หายไป ผู้เป็นน้องสาวของไอ้ทองเปลว และลูกสาวคนเดียวของนายบ้านทองมั่น เจมี่คิดว่าถ้าระบบยังอยู่คงประกาศประมาณนี้ละมั้ง

ไอ้ด้วงไม่สนใจทั้งแกงส้มโอและคำถามนั้น แม้แต่หางตายังไม่เหลือบแลทองรำไพแม้แต่น้อย จูงมือเจมี่เดินไปหายายช้อยอย่างแน่วแน่ ทองรำไพที่กลายเป็นอากาศธาตุในใจแค้นเคืองยิ่งนัก เป็นถึงลูกสาวคนเดียวของนายบ้านกลับถูกเมินเหมือนหมา

"หนูด้วงของข้าโตแล้วช่างเนื้อหอมจริงๆ มีสาวมาส่งปิ่นโตให้ถึงหน้าบ้านแหนะ" เจมี่ล้อเลียนอีกฝ่ายขำๆ ส่วนไอ้ด้วงที่ทั้งประโยคได้ยินเพียงคำว่า หนูด้วงของข้า หัวใจน้อยๆ ก็พองฟูยิ่งกว่าขนมสายไหม

"ข้าไม่เคยสนใจ" เขาบีบมือเจมี่แน่นขึ้น

ยายช้อยเห็นหนูด้วงกลับมาก็ดีใจ "อ้าว กลับมาแล้วเรอะ แล้วนั่นใครเล่า" นางหันมาทางเจมี่

"นี่เพื่อนฉันเองจ้ะยาย สมัยก่อนย้ายไปอยู่หมู่บ้านท่าทราย พึ่งกลับมาเยี่ยม เลยพามาพักอยู่กับเราจ้ะ" หนูด้วงตอบคล่องแคล่วราวกับซ้อมในใจมาหลายรอบแล้ว

เจมี่ยกมือไหว้ "ฉันขอพักอยู่สักไม่กี่วันหรอกจ้ะยาย"

"จะพักกี่วันก็ตามใจเถิดพ่อคุณ เรือนเราก็ออกกว้างขวาง" หญิงชรายิ้มกว้างจนน้ำหมากไหลย้อย นางนึกถูกชะตาเจมี่ขึ้นมาทันที "เอ้าเจ้าด้วง พาแขกขึ้นเรือนไปพักผ่อนเถิด เดินทางมาเหนื่อยๆ เย็นแล้วจะได้กินข้าวกินปลากัน"

"ประเดี๋ยวฉันจะลงมาช่วยทำกับข้าวนะจ๊ะยาย" หนูด้วงกล่าวจบก็ลากเจมี่ขึ้นเรือนทันที

ทองรำไพที่ถูกเมินเดินเท้าสะเอวเข้ามาอย่างหงุดหงิด กระแทกปิ่นโตลงบนแคร่เสียงดังแกร๊ง

"อ่าว แม่ทองรำไพ" ยายช้อยเห็นนางก็เอ่ยทัก "มาตั้งแต่เมื่อใดเล่า"

ทองรำไพยิ่งหงุดหงิดใหญ่ เมื่อครู่ระหว่างรอพี่ด้วงกลับมาก็พึ่งจะคุยกับยายช้อยจนปากเปียกปากแฉะ เผลอแป๊บเดียวลืมเสียแล้ว แก่กะโหลกกะลาจริงๆ เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนตอบเสียงอ่อนเสียงหวานว่า "ก็พักใหญ่แล้วจ้ะ พอดีเห็นว่าส้มโอปีนี้เปรี้ยวหวานกำลังแกง ฉันเลยทำมาฝาก" พูดพลางแกะปิ่นโตออกจากเถาอวดแกงสีเหลืองนวลเข้มข้น "เห็นว่าพี่ด้วงมีแขก งั้นฉันไม่กวนแล้ว กลับก่อนนะจ๊ะยาย"

"เอ่อ ไปดีมาดีเถิดแม่คุณ" ยายช้อยว่า

ทองรำไพยกมือไหว้หญิงชราเสร็จก็เหลือบตามองบนเรือนอย่างไม่พอใจ ยังไงเสียพี่ด้วงก็ต้องเป็นผัวของนางเท่านั้น นี่นางก็รอมานานเกินไปแล้ว ขืนรอนานกว่านี้คงได้เป็นสาวเทื้อเรือนกันพอดี

หากใช้ไม้อ่อนไม่ได้ ดูเหมือนต้องใช้ไม้แข็งเสียแล้วกระมัง คิดได้ดังนั้นก็เม้มปากก่อนเดินออกไป

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 134 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

149 ความคิดเห็น

  1. #50 T--T (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 / 15:29

    นางร้ายที่ยังคงเป็นนางร้ายตามเคยยย

    #50
    0
  2. #49 thuhu (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2563 / 22:59
    ไม้แข็งก็ไม่น่าจะใช้ได้นะ555
    #49
    0
  3. #48 nannphathryolay (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2563 / 19:59

    แรดจังน้อง

    #48
    0