ปราบนายตัวร้ายด้วยรัก [Yaoi][ระบบ]

ตอนที่ 21 : โลกทิพย์กายทอง ตอนที่ 8

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 786
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 113 ครั้ง
    25 พ.ค. 63

 

 

 

เจมี่เริ่มลังเลระหว่างการเดินตามไป หรือว่าควรหยุดอยู่ตรงนี้ดี แต่ในที่สุดเขาก็พ่ายแพ้ แค่บางที...ที่เขาอาจได้พบใครคนนั้นอีกสักครั้ง

"เจ้าหนู สิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่อาจไม่ใช่เรื่องจริง เจ้าต้องไม่เสียสติเด็ดขาด" ดาบร้างนิวรณ์เตือนเบาๆ

เจมี่เดินผ่านห้องหลายห้องไปตามทางเดินที่ทอดยาวเหมือนไม่สิ้นสุด บางห้องมีเสียงกรีดร้อง เสียงตะโกน เสียงเคาะซ้ำๆ เขาเดินเลี้ยวออกมายังปีกอีกด้านหนึ่งทางซ้ายมือ ห้องทางฝั่งนี้ค่อนข้างเงียบสงบกว่าและมีระยะห่างค่อนข้างมาก

ในที่สุดจึงเดินมาหยุดหน้าห้องหนึ่งเกือบสุดทางเดิน แม้ตอนนี้เขาจะไม่มีหัวใจ กลับรู้สึกคล้ายใจเต้นแรงอย่างน่าประหลาด

หน้าห้องนั้น ทนายเกรียงไกรกำลังพูดคุยอะไรบางอย่างกับคุณหมอฝรั่งผมบลอนด์รูปร่างสูงใหญ่อย่างเคร่งเครียด พยาบาลสาวเคาะประตูก่อนส่งเสียงบอกให้คนด้านในรู้ตัวเล็กน้อย เมื่อไม่มีเสียงตอบหรือปฏิเสธเธอจึงเปิดประตูเข้าไป

"ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ใช่แบบนี้" เจมี่พึมพำ "อย่าเป็นแบบนี้ ขอร้องล่ะ"

เขาเดินตามทนายเกรียงไกรเข้าไปในห้องที่ค่อนข้างกว้างขวางและสว่างไสว ข้างนอกหน้าต่างบานใหญ่มองเห็นทิวทัศน์ของเทือกเขาสูงอยู่ไกลๆ

ที่ริมหน้าต่าง แผ่นหลังของใครบางคนกำลังก้มๆ เงยๆ ขีดเขียนอะไรสักอย่างอยู่บนโต๊ะหนังสือ ปากพึมพำอะไรไปด้วย เจมี่เริ่มร้องไห้ออกมา

"ไม่ อย่าเป็นแบบนี้ อย่าเป็นแบบนี้..."

ดูเหมือนคณิณจะแก่ขึ้นสองสามปีนับตั้งแต่ครั้งสุดท้ายที่พบกัน เขาผอมมาก ผอมเหมือนโครงกระดูก ผมตัดสั้นเกรียนติดหนังหัวราวกับนักโทษยิ่งขับเน้นโครงหน้าซูบผอมให้เด่นชัดขึ้น เจมี่เดินเข้าไปใกล้ ในกระดาษแผ่นนั้น เขากำลังเขียนซ้ำๆ ว่า นายผิดสัญญา นายผิดสัญญา นายผิดสัญญา น้ำตาของเขาหยดลงบนกระดาษทุกครั้งที่เขียนแต่ละบรรทัด

ทนายเกรียงไกรทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่งอย่างอ่อนล้า "คณิณ หลานต้องกินอะไรบ้าง หมอบอกว่าหลานแทบไม่กินอะไรแล้ว พวกเขาเริ่มพูดเรื่องจะให้อาหารทางสายยาง หลานรู้ใช่ไหมว่ามันคืออะไร"

ไม่มีเสียงตอบรับจากร่างผ่ายผอมที่กำลังนั่งเขียนหนังสือ ทนายเกรียงไกรถอนหายใจ

"นี่มันก็สามปีแล้วนะคณิณ คนบนโลกนี้ยังมีอีกมากมาย หลาน...หลานน่าจะให้โอกาสตัวเองบ้าง อาไม่อยากจะพูดอย่างนี้ แต่ถ้ากล่อมกมลเห็นหลานเป็นแบบนี้วิญญาณเขาคงไม่มีความสุข"

คณิณยกมือปิดหูส่ายหน้าไปมา "อย่าพูด!! อย่าพูดถึงเขา เขาผิดสัญญา เขาทิ้งผม!!"

เขาขยำกระดาษปาใส่ผนังสีขาวอย่างแรงแล้วเริ่มเขียนใหม่อีกรอบ

"ผมไม่อยากให้เขามีความสุข เขาไม่ควรมีความสุข" คณิณพึมพำ เหลือบมองทนายเกรียงไกรแวบหนึ่ง "แล้วเมื่อไหร่ผมจะได้ออกไปจากที่นี่"

"ก็เมื่อหลานเลิกพยายามจะฆ่า...ฆ่า..." ทนายเกรียงไกรดูเหมือนจะสำลักคำพูดตัวเองจนไม่อาจกล่าวจบประโยค ราวกับเป็นคำพูดต้องห้ามอะไรสักอย่าง เขาถอดแว่นออก ลูบใบหน้าอย่างเหนื่อยล้า มือประสานไว้ใต้คาง ดูลำบากใจกับการเลือกคำพูดออกมา

"คณิณ เรื่องของพวกหลาน มันเป็นความทรงจำที่สวยงาม รู้ไหม อาเองก็ยังจำรักครั้งแรกได้อยู่เลย" เขายิ้มเล็กน้อย ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้ากลับมาเคร่งขรึมเหมือนเก่า "แต่หลานต้องเข้าใจนะว่า...เรื่องของพวกหลานมันไม่ถูกต้อง มัน...มันทำให้หลายคนเจ็บปวด"

"เจ็บปวดงั้นเหรอ!!" คณิณแหงนหน้าหัวเราะลั่น "แล้วเวลาที่ผมเจ็บปวดทุกคนหายหัวไปไหนกันหมด มีใครเคยมาดูบ้างไหม คุณอาก็เหมือนกัน เอาแต่พูดว่า อารู้สึกผิดกับพ่อเราอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เคยทำอะไรให้มันดีขึ้นบ้างไหม เราเอากันแล้วไง ทุกคนก็สนใจแต่เรื่องของตัวเองกันทั้งนั้น เจ็บปวดอะไร อยากจะขำ ไม่มีใครเจ็บปวดหรอกนอกจากผม ไม่มีเลย..."

เขากลับไปขีดเขียนต่อ "ถึงไม่มีใครสนใจก็ไม่เป็นไรเลย ผมขอแค่เขาคนเดียวไม่ได้เหรอ แค่เขา...ทำไมเขาต้องไป ทำไมเขาต้องทิ้งผมไป..."

"ทำไมทุกคนไม่ยอมปล่อยผมไปหาเขา"

ทนายเกรียงไกรส่ายหน้าอย่างจนปัญญา ก่อนเดินออกจากห้องไปคุยกับคุณหมอที่รออยู่ด้านนอกต่อ

เสียงของดาบร้างนิวรณ์พูดขึ้นแว่วๆ "เจ้าหนู นึกถึงเด็กคนนั้นไว้สิ เขากำลังรอเจ้าอยู่ ทุกโมงยามที่นี่อาจเป็นเวลาหลายปีสำหรับเขา ตั้งสติหน่อย"

เจมี่ร้องไห้โฮ เดินเข้าไปกอดแผ่นหลังกว้างเอาไว้ คณิณสะดุ้งเฮือก ปากกาหลุดมือ เขาหันกลับมาเหมือนพยายามมองหาบางสิ่ง

"นั่น...นั่นนายหรือเปล่า?" เขากระซิบเบาๆ ลุกยืนขึ้น ยืนมือออกมาข้างหน้าเหมือนคนตาบอด "นั่นนายหรือเปล่ากล่อมกมล"

"ฮือ...ผมไม่อยากเห็นพี่เป็นแบบนี้ อย่าทำแบบนี้ ขอร้องล่ะ"

คณิณไม่สามารถมองเห็นหรือได้ยินเขาได้ ดังนั้นจึงมีเพียงความเงียบในห้องเป็นเสียงตอบรับ "นายมันเป็นคนโกหก" เขาพูดเบาๆ ก่อนนั่งลงแล้วหยิบกระดาษแผ่นใหม่ออกมาจากกองกระดาษ คราวนี้เขาใช้สีไม้วาดภาพอะไรบางอย่าง เป็นภาพทะเล มีบ้านหลังเล็กๆ ทรงสามเหลี่ยม พระอาทิตย์กลมๆ ลอยอยู่ด้านบน และคนก้างปลาสองคนจับมือกัน

เจมี่หัวเราะทั้งน้ำตา เด็กอนุบาลยังฝีมือดีกว่าเขาซะอีก

"ทำไมนายไม่มาหลอกฉันบ้าง ขนาดเป็นผียังไม่ยอมทำตัวเหมือนผี สบายเกินไปหรือเปล่า" เขาพึมพำเบาๆ

"เจ้าหนู มันเป็นเพียงนิวรณ์ ตั้งสติ อย่าถูกมันหลอก"

"ไม่ ไม่ใช่ ผมรู้ว่านี่เขาจริงๆ" เจมี่เถียงทั้งน้ำตา "เขาไม่ควรเป็นแบบนี้ ผม...ทั้งหมดมันเป็นเพราะผม"

"ฟังนะ ถึงมันเป็นเรื่องจริง เจ้าก็แก้ไขอะไรไม่ได้ เจ้าต้องปล่อยเขาไป ปล่อยเขา" ดาบร้างนิวรณ์แทบจะอ้อนวอน

เจมี่ส่ายหน้าไปมา "ผมรักเขามาก แต่ไม่เคยพูดออกไปเลย ผม...ตอนนั้นผมอาจแค่ไม่แน่ใจ ผมเสียใจมาตลอด เสียใจที่ไม่เคยพูด ฮือ"

"งั้นก็พูดเสียเถิด มันจะไม่หายไปไหน อยู่ในใจเจ้าตลอด เพียงแต่มันจะทรมานใครไม่ได้อีก"

เจมี่ยื่นมือออกไปแตะไหล่อีกฝ่ายเบาๆ คณิณสะดุ้ง ดินสอหลุดมืออีกครั้ง เขาปิดหน้าร้องไห้จนไหล่สั่นสะท้าน เจมี่ก้มลงกระซิบข้างหูเขาว่า "คณิณ...ผมรักพี่จริงๆ ผมรักพี่ ผมรักพี่...ได้ยินหรือเปล่า"

เจมี่เอื้อมไปกุมมือผอมเหมือนโครงกระดูกของเขาไว้ มือของคณิณสั่นเล็กน้อย ก่อนค่อยๆ บีบมือเขากลับ คล้ายว่าจะรู้สึกได้

"ผมรักพี่นะ..."

จู่ๆ ดาบร่างนิวรณ์ในมือเขาก็เปล่งประกายขึ้นมา ฉับพลันทั้งห้องก็คล้ายถูกกระแทกอย่างแรง ข้าวของลอยคว้าง ผนังสีขาวปริราว เศษกระจกปลิวว่อนในอากาศ คณิณยืนขึ้น มองมาทางเขา ดวงตาสบกัน ทั้งมั่นคงและอ่อนโยน วินาทีนั้นมีความมั่นใจบางอย่างที่เจมี่ก็อธิบายไม่ถูกผุดขึ้นมา แค่รู้ว่าพวกเขาจะได้พบกันอีกแน่นอน

คณิณส่งยิ้มให้เขาทั้งน้ำตา ริมฝีปากขยับน้อยๆ เอ่ยอะไรบางอย่างที่เจมี่ไม่ได้ยิน แต่เข้าใจได้

เสียงกรีดร้องด้วยความเดือดดาลของใครบางคนดังขึ้นไกลๆ ก่อนที่หมอกควันสีดำจะเริ่มปกคลุมไปทั่วและเปลี่ยนรูปร่างอีกครั้ง

เจมี่พบว่าเขากำลังยืนอยู่ในคอนโดเก่าที่เขาเคยอยู่กับคณิณช่วงสั้นๆ

ยามค่ำคืน ท้องฟ้าในเมืองเป็นสีน้ำเงินอมม่วง ฝนกำลังตกกระทบหน้าต่างเบาๆ เจมี่เดินเข้าไปหาร่างสองร่างที่กำลังนั่งอิงแอบกันอยู่บนโซฟาหนังสีน้ำตาล สายตาของทั้งสองจับจ้องไปยังทีวีขนาดห้าสิบนิ้วที่กำลังฉายภาพยนตร์เรื่องหนึ่งอยู่ ชายกึ่งเปลือยในทีวีกำลังพยายามใช้ไม้ต่อแพขึ้นมาเพื่อจะหนีไปจากเกาะร้าง

เจมี่ในภาพความทรงจำนอนหนุนตักคณิณที่ลูบหัวเขาเบาๆ บนร่างมีผ้าห่มผืนหนาลายก้อนเมฆสีฟ้าที่ดูอบอุ่นมากคลุมอยู่

"ฉันคิดว่าติดเกาะก็ไม่เลว ถ้าติดกับนายก็ไม่ไปไหนแล้ว" คณิณพูดขึ้นขณะหยิบป๊อปคอร์นป้อนใส่ปากเขา

"แหวะ จะอ้วก พี่คือราชาแห่งความเลี่ยน ราชาแห่งของทอดของมัน" เจมี่ซุกไซ้ผ้าห่มอย่างสุขสบาย ปากเคี้ยวขนมหนุบหนับ "ผมอยู่ไม่ได้หรอก หนวดเฟิ้มหมดหล่อพอดี ผมจะต่อแพ"

คณิณหัวเราะ "ถ้าฉันไม่ต่อแพ คิดว่าน้ำหน้าอย่างนายจะทำสำเร็จ?"

เจมี่ลุกพรวด ชี้หน้าตัวเอง "น้ำหน้าอย่างผมคือ?"

"น้ำหน้าแสนน่ารักกกกก" คณิณดึงแก้มเขาจนยึดเหมือนชีสยึด จูบซับน้ำตาลที่มุมปาก

"หวาน" เขาพูดยิ้มๆ

เจมี่ไม่ได้เศร้าอีกแล้ว ใจเขารู้สึกสงบแปลกๆ ความทรงจำพวกนี้ไม่อาจทำร้ายใคร มันสวยงามเกินไป ดาบร้างนิวรณ์เปล่งประกายอีกครั้ง คราวนี้มันพามือเขายกขึ้นวาดผ่านอากาศเบาๆ ภาพในห้องแตกกระจายกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อยทันที

เสียงกรีดร้องของสัตว์ร้ายดังขึ้น หมอกสีดำปกคลุมก่อนแปรเปลี่ยนไปเป็นอีกสถานที่หนึ่ง คราวนี้เป็นโถงทางเดินมืดๆ ในบ้านอัครเดชเดชากรณ์วรกุล เจมี่จำได้ว่าเป็นวันที่เขาเกิดหิวขึ้นมากลางดึก จึงคิดว่าจะไปหานมในครัวกินสักแก้ว แต่เดินไปก็กลัวผีไป

ทันใดนั้นมือเย็นๆ ก็ยื่นออกมาคว้าแขนเขาไว้

"แห!! --" ยังไม่ทันตะโกนอะไรริมฝีปากก็ถูกมือใหญ่ปิดไว้แน่น ก่อนที่แก้มจะถูกจูบหนักๆ ซ้ายขวาหลายครั้ง

"คณิณ!! พี่ทำบ้าอะไร หัวใจจะวาย" เจมี่อดบ่นไม่ได้ คณิณไม่พูดอะไร จูงมือเขาลัดเลาะไปตามทางเดินมืดๆ ที่เขาไม่เคยไปมาก่อน บางครั้งร่างสูงก็หยุดเดินและดึงเขาไปจูบเป็นพักๆ

เจมี่เดินตามร่างในความทรงจำทั้งสองขึ้นบันไดแคบๆ เขาไม่ได้ร้องไห้อีกแล้ว ก็อย่างที่บอก บางสิ่งงดงามเกินจะมานั่งเสียใจ

พวกเขาไต่ขึ้นไปจนถึงระเบียงร้างๆ ปลอดคนแห่งหนึ่ง บนพื้นมีเบาะนุ่มๆ ปูไว้อย่างดีพร้อมหมอนอีกหลายใบ คณิณปล่อยมือเขา จุดเทียนหอมที่เตรียมไว้จนระเบียงมืดๆ สว่างไสวขึ้นมา

เจมี่พึ่งจะมานึกได้ตอนนี้เองว่าจริงๆ แล้วท่ามกลางความประสาทแดกทั้งหลายแหล่ คณิณเป็นคนโรแมนติกมากคนหนึ่ง

"ข้างล่างจะมองเห็นพวกเราไหม" เจมี่ในความทรงจำถามอย่างเป็นกังวล

คณิณส่ายหน้า "ไม่มีใครออกมาหรอก ฝั่งนี้หันหน้าไปทางสวน" จุดเทียนเสร็จคณิณก็ฉุดเขาให้นอนลงก่อนเริ่มจูบกันอีกครั้ง ริมฝีปากคลอเคลียไม่ห่าง เจมี่ยังคงจำลมหายใจกลิ่นยาสีฟันและกลิ่นของอากาศในคืนนั้นได้ดี

นานเท่านาน ในที่สุดพวกเขาก็ผละจากกัน นอนลงมองดวงดาวที่สุกสว่างอยู่บนท้องฟ้า มือกุมมือไว้หลวมๆ

"ถ้าอายุยี่สิบนายจะแต่งงานกับฉันไหม" คณิณหันมาถามเขา สีหน้าดูจริงจังเป็นพิเศษ

"ก็ต้องดูความประพฤติพี่ก่อน" เจมี่ตอบ นิ่งคิดสักพัก "ถ้าแต่งงานกันเราจะโดนตำรวจจับหรือเปล่า?"

คณิณหัวเราะพรืด "ไม่หรอก เราไม่ได้ก่ออาชญากรรมอะไรสักหน่อย มันอาจไม่มีใครยอมรับก็จริง แต่ถ้านายยอมสู้ไปด้วยกันฉันก็จะไม่ยอมแพ้เด็ดขาด"

คณิณหนุนแขนตัวเองหันหน้ามาทางเขา "แล้วถ้าฉันทำตัวดีผ่านเกณฑ์นายจะแต่งไหม?"

เจมี่หัวเราะ "แต่งสิ ทำไมจะไม่แต่ง"

อีกฝ่ายอมยิ้มกับคำตอบนั้น พวกเขานอนจับมือกัน วาดฝันถึงชีวิตสวยงามในวันหน้า

เจมี่มองภาพเด็กน้อยทั้งสองคนในวันนั้นราวกับกำลังดูรูปถ่ายที่งดงามมากใบหนึ่ง ในวัยเยาว์ที่แสนสดใส ทั้งเขาและคณิณไม่ได้พลาดอะไรไปเลย เพราะพวกเขามีกันและกัน

"ลาก่อน คณิณ ผมรักพี่เสมอ...ตลอดไป" เจมี่ยกดาบร้างนิวรณ์ขึ้นด้วยใจสงบนิ่ง คมดาบแก้วเปล่งประกายระยิบระยับราวกับมีดวงดาวนับล้านอยู่ข้างใน เขากรีดมันวาดผ่านอากาศเบาๆ แสงสีขาวพร่างพราวไปทั่ว

"ดีๆ เจ้าหนูเริ่มเข้าใจแล้วสิ ใช้เวลานานไปหน่อยเน้อ" ดาบร้างนิวรณ์พูดอย่างพอใจ

เมื่อแสงสีขาวเริ่มจางหายไป น่าแปลกที่ภาพเบื้องหน้ากลับไม่ใช่หุบเขานิลกาฬ แต่เป็นลานโล่งแห่งหนึ่ง ยามค่ำคืน เสียงผู้คนกรีดร้องระงมไปหมด ชายคนหนึ่งในเครื่องทรงกษัตริย์สีแดงเข้มกำลังตระกองกอดร่างไร้ลมหายใจของสตรีนางหนึ่งอยู่บนพื้น ดวงตาของเขาเลื่อนลอยไร้ชีวิต

"ทะ..ท้าวสิงขรมหาราช จะทำอย่างไรต่อไปดีพ่ะย่ะค่ะ" ทหารคนหนึ่งยืนตัวสั่นงันงกเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหวาดกลัว

"ฆ่ามัน ฆ่ามันทุกคน ชาวบ้าน ลูกเด็กเล็กแดงอย่าให้เหลือ ไม่สิ" สิงขรมหาราชเหลือบตามองทหารผู้นั้น "ถลกหนังพวกมันทั้งเป็น แล้วเอาไม้แหลมเสียบ ปักให้ทั่วแผ่นดิน เหมือนดอกไม้ เหมือนดอกไม้..."

เขาหัวเราะราวกับคนเสียสติ

"ตะ...แต่เด็กๆ...ชาวบ้าน...พระสงฆ์..." ทหารคนนั้นพูดเสียงสั่น ยังไม่ทันได้รู้ตัว หัวของเขาก็หลุดกระเด็นกลิ้งอยู่กับพื้น ดวงตายังคงเบิกกว้างคล้ายไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น

ชายผู้นั้นก้มลงจูบแก้มซีดขาวของร่างไร้ชีวิตในอ้อมกอดอย่างอ่อนโยน ก่อนโซเซลุกยืนขึ้น

"ทหาร!!!" เมื่อพระราชากู่ร้อง เสียงตอบรับก็ดังก้องทั่วบริเวณ "กูไม่ต้องการให้ผู้ใดในแผ่นดินนี้มีชีวิตรอดแม้แต่คนเดียว แต่ก่อนหน้านั้น ทุกคนต้องทรมาน ทรมานอย่างถึงที่สุด..."

รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏบนใบหน้าหล่อเหลา แล้วเขาก็กลายเป็นปีศาจ กลายเป็นปีศาจ

มีแต่เสียงกรีดร้อง ทั้งเสียงกรีดร้องของผู้คนที่ถูกพรากชีวิตไปและเสียงกรีดร้องของผู้คนนับไม่ถ้วนในนรก โซ่เหล็กตรึงแน่นกับแผ่นหิน เปลวไฟร้อนระอุโหมกระหน่ำบนร่างไม่เคยหยุดพักสักวินาที แม้อยากตายแค่ไหนก็ไม่อาจตายได้ เจมี่สะบัดดาบร้างนิวรณ์อีกครั้ง ภาพต่างๆ แตกกระจายกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อย แล้วทันใดนั้นเขาก็เห็นตัวจริงของมัน ยืนอยู่เบื้องหน้าเขามาตลอด ราวกับเป็นอีกด้านหนึ่งของกระจกเงา มันอยู่ในใจเขานี่เอง...

เจมี่ปราศจากความกลัวอย่างน่าประหลาด เขาแทงดาบออกไปเต็มแรงด้วยใจสงบนิ่ง

เพราะว่านี่คือใจของเขา แม้สิงขรรามสูรอยากหลบก็หลบไม่ได้

ปีศาจร้ายมองหน้าอกตนเองที่มีดาบร้างนิวรณ์ปักอยู่ด้วยสายตาตกตะลึง เลือดสีดำคล้ำส่งกลิ่นเน่าเหม็นทะลักออกมาไม่หยุด ใบหน้าของชายหนุ่มรูปงามเริ่มบิดเบี้ยวจนอัปลักษณ์ ผิวหนังคล้ายถูกไฟไหม้จนผิดรูป มองเห็นกระดูกขาวโพลนและเนื้อสีแดงสด กลิ่นเนื้อไหม้ลอยคละคลุ้งในอากาศ

"แก แก..." มันหัวเราะเบาๆ อย่างพ่ายแพ้ มองเจมี่ด้วยแววตาแดงฉาน "ข้าขอจองเวร...ข้าขอจองเวร"

"สิงขรรามสูร เจ้าสังหารผู้บริสุทธิ์มากมายสังเวยความรักที่บ้าคลั่ง ข้าว่าแท้จริงแล้ว เจ้าไม่รู้จักความรักเลยต่างหาก จงกลับไปยังที่ของเจ้าเสียเถิด" เจมี่แทงดาบลึกยิ่งขึ้น คมดาบแก้วผลึกใสกระจ่างไม่เปื้อนเลือดแม้แต่หยดเดียว ราวกับว่าไม่มีอะไรในโลกทำให้มันเปรอะเปื้อนได้ทั้งนั้น

เศษกระจกปลิวว่อนอีกครั้ง เจมี่เห็นความทรงจำและความฝันมากมายสะท้อนในเศษกระจกเหล่านั้น ทั้งของเขาและของคนอื่นที่ไม่รู้จัก ฉับพลันพวกเขาก็กลับมายืนอยู่ในหุบเขาอีกครั้ง หรือไม่ก็ยืนอยู่ตรงนั้นมาตลอดตั้งแต่แรก

มารร้ายกรีดร้องเสียงดังแสบแก้วหู ก่อนที่ร่างของมันสลายกลายเป็นหมอกควันสีดำขนาดใหญ่ปานพายุคลั่ง ปกคลุมเทือกเขานิลกาฬไว้จนมืดมิด

เจมี่แบมืออีกข้างออก ในมือปรากฏโกศสีดำสนิทหมองๆ เขาเปิดฝาทรงแหลมนั้น แล้วทุกอย่างก็ดับลง

 

 

บนเนินเขารอบนอกของเทือกเขานิลกาฬ เหล่าทหารทั้งนาคและยักษ์ต่างทยอยตื่นขึ้นมาอย่างงุนงง

"เหตุใดพวกเราจึงมานอนอยู่ตรงนี้" ยักษ์ตนหนึ่งพยายามลุกยืนขึ้นอย่างไร้เรี่ยวแรง "ข้าจำได้ว่า เราเดินตามพญาจิตสุวรรณกันอยู่ดีๆ แล้ว แล้ว -- "

"ดูนั่น!!" สุปินนะนาคราชกระเสือกกระสนยืนขึ้น ชี้มือไปยังท้องฟ้าเหนือเทือกเขานิลกาฬที่กำลังปรากฏพายุสีดำขนาดใหญ่ "พญาจิตสุวรรณคงกำลังต่อสู้อยู่กับสิงขรรามสูรเป็นแน่!!"

ยักษ์ผิวสีแดงผู้เป็นหัวหน้าตะโกนก้อง "เช่นนั้นจะรออะไรอยู่เล่า เราจงเร่งไปช่วยท้าวเธอกันเถิด!!" พวกยักษ์ที่เหลือกู่ร้องอย่างฮึกเหิม ชูตะบองหนามขึ้นฟ้า

ขณะที่เหล่าเทพบริวารทั้งหลายกำลังจะหายตัวไปช่วยเจ้านาย พายุคลั่งเหนือเทือกเขานิลกาฬกลับค่อยๆ จางหายไปอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงสายรุ้งสีทองทอประกายระยิบระยับตัดกับเทือกเขาสีดำสนิท

เหล่าทหารโห่ร้องอย่างยินดี ด้วยรู้ว่าเจ้านายของตนมีชัยแน่แล้ว

ไม่นาน ร่างทองของพญาจิตสุวรรณปรากฏตัวขึ้นบนเนินเขาก่อนเดินมาทางพวกเขา ในมือมีโกศสีดำที่มีควันลอยกรุ่น

"พญาจิตสุวรรณ" สุปินนะนาคราชกับภัททกะนาคราชรีบวิ่งเข้าไปหมอบกราบ "พวกเราไร้ความสามารถ แทนที่จะช่วยเป็นกำลังให้พระองค์ กลับถูกเจ้ามารนั้นหลอกให้ติดอยู่ในฝัน ขอพระองค์โปรดลงโทษด้วยเถิด"

นาคหนุ่มทั้งสองมีสีหน้าละอายใจเป็นอย่างมาก

"ลุกขึ้นเถิด ข้าไม่ถือโทษโกรธใครหรอก ใครๆ ก็ชอบฝันทั้งนั้นจริงไหม" เจมี่หันไปหาหัวหน้าของทหารยักษ์พลางยื่นโกศสีดำให้ "พวกเจ้านำของสิ่งนี้ขึ้นถวายท้าวเวสสุวรรณเถิด ให้สิงขรรามสูรได้กลับไปสู่ที่ที่ควรอยู่"

"ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ" ยักษ์ตนหัวหน้ารับโกศไปพลางมองเขาด้วยสีหน้าเลื่อมใส

เจมี่เห็นดังนั้นก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ทำขายหน้าอย่างที่จินตนาการไว้

"เหตุใดพระองค์ไม่ไปถวายด้วยตนเองเล่า" ภัททกะนาคราชถามอย่างสงสัย "ด้วยความดีความชอบขนาดนี้ ไม่แน่ว่า...ว่าท้าวเวสสุวรรณอาจประทานองค์หญิงบัวทองให้แก่พระองค์ก็เป็นได้" เขาเอ่ยประโยคท้ายๆ ด้วยเสียงกระซิบ

เจมี่ตบบ่านาคหนุ่มนัยน์ตาสีน้ำเงินเบาๆ อย่างขบขัน "ข้ากับองค์หญิงบัวทองเป็นเพียงสหายกันเท่านั้น อีกอย่างตอนนี้ข้ามีกิจสำคัญที่โลกมนุษย์ ต้องรีบไปแล้ว พวกเจ้าเองก็รักษาตัวด้วย"

"น้อมส่งเสด็จพญาจิตสุวรรณเกล็ดทอง" เหล่าทหารย่อตัวลงคุกเข่าจรดมือประนมเหนือเศียรเกล้า หารู้ไม่ว่าเจ้านายของพวกเขาได้หายตัวกลับหมู่บ้านเขามะเดื่อไปเรียบร้อยแล้ว

 

 

__________________________

 

 

Talk คิดว่าในที่สุดน้องก็มุบออนได้แล้วอะนะ ขอบคุณนักอ่านทุกท่านและทุกคอมเมนต์ด้วยจ้า

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 113 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

147 ความคิดเห็น

  1. #47 Lalazxcvbnm (@Lalazxcvbnm) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2563 / 13:26

    เศร้าอะฮือออออออออ
    #47
    0
  2. #46 miyuukiMF (@T--T) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2563 / 09:03

    น้อนนน มูบออนได้สักทีย์

    #46
    0
  3. #44 milk333 (@milk333) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2563 / 22:22

    แง้ เศร้าา
    #44
    0
  4. #43 NightHeart (@NightHeart) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2563 / 20:44
    น้ำตามากมายที่ต้องเสียไป เพื่อแลกกับการมูฟออนจากเธอ ฮืออออ
    #43
    0
  5. #42 Aconite_ (@Rookie_King) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2563 / 17:34
    กว่าจะมูฟออนได้น้ำตาไหลพรากเลยตัวฉัน แง้
    #42
    0
  6. #41 sir_chad (@sir_chad) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2563 / 16:10

    กลับไปหาเด็กน้อยแล้ว

    #41
    0