ปราบนายตัวร้ายด้วยรัก [Yaoi][ระบบ]

ตอนที่ 20 : โลกทิพย์กายทอง ตอนที่ 7

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 788
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 118 ครั้ง
    21 พ.ค. 63

 

 

เจมี่พร้อมด้วยเหล่าเทพบริวารหายตัวมายังหมู่บ้านร้างแห่งหนึ่ง ดูเหมือนจะยังอยู่ในโลกมนุษย์ หมู่บ้านแห่งนี้เต็มไปด้วยไอหมอกสีดำปกคลุม ไม่มีคนเดินเพ่นพ่านหรือทำกิจกรรมใดๆ ทั้งสิ้น แม้แต่ภูตผีหรือเจ้าที่เจ้าทางก็ไม่มีให้เห็นสักตนเดียว

"นี่มันอะไรกัน..." เจมี่พึมพำอย่างสยอง พยายามสะกดกลั้นความกลัวเพราะเกรงว่าเหล่าเทพบริวารจะล่วงรู้

"สิงขรรามสูรเชี่ยวชาญที่สุดในด้านการบิดเบือนจิตใจผู้คน มันดูดกลืนวิญญาณมนุษย์เพื่อเติมเต็มพลังชั่วร้ายของตนเองพ่ะย่ะค่ะ เชิญเสด็จทางนี้" สุปินนะนาคราชผายมือให้เจมี่เดินนำไปข้างหน้า

ยิ่งเดินเข้าไปด้านในหมู่บ้าน ภาพที่ปรากฏก็ยิ่งน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ บนพื้นมีศพสภาพซีดขาวนอนเกลื่อนกลาด ดวงตาเบิกโพลง แต่ที่น่ากลัวกว่าคนตายก็คือคนที่ยังมีชีวิตอยู่ต่างหาก พวกเขาเอาแต่นั่งตาลอยยิ้มแย้มราวกับซดน้ำสมุนไพรมากเกินไป เดี๋ยวๆ ก็ส่งเสียงหัวเราะคิกคัก แล้วก็ลงไปชักดิ้นชักงออยู่บนพื้น ดวงตาเหลือกถลน น้ำลายฟูมปาก ก่อนแน่นิ่งไป

เจมี่ได้แต่อึ้ง เกิดมาไม่คิดว่าต้องมาเจออะไรแบบนี้ เขาพยายามควบคุมร่างกายไม่ให้สั่นอย่างเต็มที่

ตัวอะไรกันที่ทำแบบนี้ได้...

"เอ่อ...แล้วตอนนี้สิงขรรามสูรอยู่ที่ใดหรือ" เขากลั้นใจถาม

"ตอนนี้มันโดนเทพบริวารของท้าวเวสสุวรรณไล่ต้อนจนต้องไปซ่อนตัวอยู่ในเทือกเขานิลกาฬพ่ะย่ะค่ะ" ภัททกะนาคราชผู้มีดวงตาสีน้ำเงินเป็นผู้ตอบ "แต่เทพบริวารเหล่านั้นก็โดนเล่นงานเสียจนย่อยยับ แม้นไม่ถึงตายแต่ก็สลบไสลมิได้สติ จนกระทั่งบัดนี้ยังไม่มีเทพองค์ใดเข้าไปในเขานิลกาฬแล้วออกมาในสภาพสมประดีเลยสักองค์ จอมเทพทั้งสี่ทิศประชุมกันแล้วจึงเห็นว่าพระองค์คือคนที่เหมาะสมแก่การออกปราบมันพ่ะย่ะค่ะ"

เจมี่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ หลายครั้ง ในใจมีแต่คำว่า เวรแล้ว เวรแล้ว เวรแล้ว ซ้ำไปซ้ำมาราวกับแผ่นเสียงตกร่อง

"ข้าขอตัวสักประเดี๋ยว พวกเจ้าไม่ต้องตามมา" เขาแข็งใจหันไปพูดกับบริวารทั้งสอง ก่อนรีบเดินตัวตรงแหน็วไปยังชายป่าอีกด้าน

เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ระบบ ระบบ!" เจมี่ร้องหาความหวังสุดท้ายในชีวิต "ได้โปรด ผมขอร้องล่ะ ผมกำลังจะตาย"

แน่นอนว่าไม่มีเสียงตอบรับ เจมี่ลูบหน้าอย่างหมดแรง เอาเข้าจริงแล้วเขาก็เก่งแต่กับมนุษย์และภูตผีชั้นต่ำเท่านั้น แต่จะให้ไปสู้กับตัวอะไรที่ทำร้ายเทวดาจนปางตายได้ น่ากลัวจะเกินกำลัง อีกอย่างการฝึกฝนใช้ดาบร้างนิวรณ์ของเขาก็ไม่ได้คืบหน้าเลยสักนิด

"เจ้ากำลังมีปัญหาอยู่หรือ" เสียงสตรีนางหนึ่งดังขึ้น องค์หญิงบัวทองในชุดสีขาวระยิบระยับกำลังเดินนวยนาดมาทางเขา

"ขอบคุณสวรรค์ องค์หญิงบัวทอง ผมแย่แน่ คุณต้องช่วยผมนะ" เจมี่รีบเข้าไปคว้ามือเธอทันที องค์หญิงบัวทองปรายตามองมือของเขาเป็นเชิงตั้งคำถาม

เจมี่รีบปล่อยราวกับถูกไฟลวก

"ขอโทษด้วยครับ ผมไม่ได้ตั้งใจ" เขารู้สึกเหมือนตัวเองใกล้จะสติแตกเต็มที่แล้ว "ผมต้องไปสู้กับตัวอะไรก็ไม่รู้ ผมแย่แน่ ที่โลกเก่าผม แม้แต่มดผมยังไม่เคยบี้ด้วยซ้ำ!"

"ใจเย็นๆ ก่อน" องค์หญิงบัวทองพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ ก่อนแบมือข้างหนึ่งออก กลางฝ่ามือปรากฏแสงสว่างก่อนจะกลายเป็นแหวนเงินเรียบๆ วงหนึ่ง

"นี่จะช่วยผมได้หรือครับ" เจมี่มองแหวนในมือเธออย่างมีหวัง

"ไม่ใช่" องค์หญิงบัวทองส่ายหน้า "นี่เป็นสิ่งที่จะช่วยอำพรางตัวตนที่แท้จริงของเจ้าได้ แต่จำไว้ว่า เจ้าไม่อาจเผชิญหน้ากับเทพองค์ใหญ่ๆ ได้เด็ดขาด โดยเฉพาะท้าวเวสสุวรรณ ท่านจะมองตัวตนของเจ้าออกทันที"

"แต่จะว่าไป พวกเทพชั้นสูงถึงมองเห็นก็ไม่สนใจอยู่แล้ว" เธอเสริมด้วยท่าทางครุ่นคิด

"ผมตายแน่เลย" เจมี่ครางอย่างหมดหวัง

องค์หญิงบัวทองยิ้มขบขันกับท่าทางของเขา พญาจิตสุวรรณในตอนนี้น่ารักเกินไปแล้ว หากเมื่อก่อนเขาแสดงท่าทีอย่างนี้ เกรงว่านางคงตกลงแต่งงานโดยไม่ต้องคิดนานเลย

"เจ้าต้องมีสติยามเผชิญหน้ากับสิงขรรามสูร ฤทธิ์ของมันเป็นฤทธิ์ทางใจเสียส่วนใหญ่ ดาบร้างนิวรณ์ของเจ้ามีอำนาจทลายภาพลวงทั้งหลาย หากจิตไร้นิวรณ์ มันไม่อาจสู้เจ้าได้เลย"

"คุณไม่เข้าใจ ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่านิวรณ์แปลว่าอะไร -- " พูดยังไม่ทันจบ ภัททกะนาคราชและสุปินนะนาคราชก็เดินพรวดพราดเข้ามาด้วยท่าทางร้อนใจ เมื่อเห็นเจมี่กับองค์หญิงบัวทองอยู่ด้วยกัน นาคหนุ่มทั้งสองต่างก็สบตากันอย่างประดักประเดิด พลางสงสัยว่าเจ้านายของพวกเขาไปจีบองค์หญิงบัวทองติดตั้งแต่เมื่อไหร่?

"ข้าต้องไปแล้ว" องค์หญิงบัวทองยิ้มน้อยๆ ก่อนกำชับอีกครั้ง "จำไว้ให้ดี เจ้าต้องมีสติตั้งมั่น" ว่าแล้วนางก็หมุนกายจากไปพร้อมแสงสว่าง

"เอ่อ..." สุปินนะนาคราชดูขัดเขินอย่างเห็นได้ชัด "เราควรไปยังเทือกเขานิลกาฬกันเลยไหมพ่ะย่ะค่ะ"

เจมี่รู้ตัวว่าไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกแล้ว คงต้องเล่นตามน้ำไปเรื่อยๆ ตอนนี้เขาหน้าหนาขึ้นตั้งเยอะ ถึงจะแพ้ก็คงไม่เป็นไร ถ้าตายก็แค่กลับชายหาด จะห่วงก็แต่หนูด้วงที่รออยู่ เขาถอนหายใจก่อนหันไปกล่าวว่า

"เราไปกันเถอะ"

 

เทือกเขานิลกาฬตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างรอยต่อของโลกมนุษย์กับแดนสวรรค์ เป็นหนึ่งในภพสลับซับซ้อนที่ไม่มีเผ่าพันธุ์ใดอยู่อาศัย แม้แต่ภูตผีชั้นต่ำสุดก็ยังขอบาย

ภาพภูเขาหินสูงชันสีดำสนิทไร้หญ้าหรือต้นไม้ปกคลุมทำให้เจมี่ได้แต่ตกตะลึง มันสวยงามอลังการมากเหมือนภาพวาดพู่กันจีน แต่เป็นความงามที่อันตราย ไม่มีเสียงนกร้อง ไม่มีสายลมพัดผ่าน นอกจากนี้เทือกเขานิลกาฬยังถูกโอบล้อมด้วยยอดเขาแหลมๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน ภูมิประเทศโดยรวมราวกับเขาวงกต ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมไอ้ปีศาจผีบ้านั่นถึงเลือกมาซ่อนตัวอยู่ที่นี่

เจมี่พร้อมเหล่าไพร่พลทหารนาคราชกว่าร้อยนายยืนมองเทือกเขาสูงตระหง่านอย่างหนักใจ บนพื้นกลาดเกลื่อนไปด้วยร่างที่กำลังนอนสลบไสลของยักษ์และเทพบุตรหลายองค์ซึ่งเคยมาเยือนที่นี่ก่อนหน้านี้

เทพบริวารของเขาช่วยกันลากพวกที่บาดเจ็บไร้สติมานอนรวมกันบนลานหินโล่งๆ แห่งหนึ่ง

ทันใดนั้น ยักษ์รูปร่างสูงใหญ่ประมาณสามสิบตนก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมแสงสว่าง ทั้งหมดเดินเข้ามาทำความเคารพเขาอย่างนอบน้อม

"พญาจิตสุวรรณเกล็ดทอง นี่คือโกศกักวิญญาณที่ท้าวเวสสุวรรณประทานมาให้พ่ะย่ะค่ะ" ยักษ์ผิวสีแดงผู้เป็นหัวหน้าย่อกายถวายโกศสีดำสนิทหมองๆ ให้เขา รูปร่างเหมือนที่เก็บกระดูกของมนุษย์

เจมี่ไม่อยากจะถามเลยว่ามันใช้ยังไง ด้วยกลัวจะเสียหน้า เขารับโกศมามองอย่างพิจารณา พยายามถามอ้อมๆ ว่า "นี่เราจะไม่ฆ่ามันหรือ?"

"ฆ่าไม่ตายหรอกพ่ะย่ะค่ะ" ยักษ์ตนหนึ่งตอบ "สิงขรรามสูรเหลือโทษทัณฑ์ในอเวจีมหานรกอีกหนึ่งกัป หากยังใช้กรรมในนรกไม่สิ้น ฆ่าอย่างไรก็ไม่ตายพ่ะย่ะค่ะ"

ฆ่าก็ไม่ตายไปอีก เจมี่ไม่รู้ว่าควรจะโล่งใจดีไหมที่ไม่ต้องฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เขาอยากจะยกมือกุมขมับแต่ก็เกรงใจบริวารที่มองอยู่ ได้แต่ฝืนคีพลุคคูลขรึมต่อไปแม้ในใจจะกรีดร้องหนักขนาดไหนก็ตาม

"พระองค์ แล้วเราจะเข้าไปพร้อมกันหรือแยกกันค้นหาดีพ่ะย่ะค่ะ" สุปินนะนาคราชเอ่ยถาม ขณะที่เหล่ายักษ์เดินไปยืนเรียงแถวเคียงข้างทหารนาคาอย่างเป็นระเบียบ

อันตรายเกินไปหากแยกกัน เจมี่คิดเงียบๆ เขาเนี่ยแหละจะอันตราย

"แยกกันอันตรายเกินไป พวกเราจับกลุ่มกันเอาไว้เถิด จงชักอาวุธของพวกเจ้าเตรียมตัวให้พร้อม" เจมี่ตะโกนก้อง ดาบร้างนิวรณ์ปรากฏในมือข้างหนึ่งทันที เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หลายครั้งก่อนจะก้าวเท้าออกเดินนำไปข้างหน้า

 

พวกเขาตั้งแถวเดินลัดเลาะไปตามซอกผาคับแคบอย่างลำบาก ต่างคนต่างคอยระวังตัวตลอดเวลา แต่หลังจากเดินไปได้ประมาณหนึ่งชั่วโมง นอกจากที่เจมี่สะดุดก้อนหินล้มหน้าทิ่มดินแล้วก็ไม่พบอะไรอีก โชคดีที่ไม่มีใครสงสัยในท่าทางที่แปลกไปของเขา ข่าวลือเรื่องที่เขาถูกองค์หญิงบัวทองสะบั้นรักจนเสียศูนย์โด่งดังไปทั่วสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา เหล่าทหารต่างลอบมองเขาด้วยสีหน้าเห็นใจอย่างปิดไม่มิด

หลังจากเดินไปอีกสักระยะหนึ่ง เจมี่ก็เริ่มรู้สึกว่านี่เขาทำบ้าอะไรอยู่ เขานิลกาฬออกจะกว้างใหญ่ไพศาลขนาดนี้ พวกเขาคงไม่เดินๆ อยู่แล้วบังเอิญไปเจอไอ้ปีศาจหรอกกระมัง?

เขาหันไปข้างหลังเพื่อจะขอคำปรึกษาจากบริวารคู่ใจ

"แหก!!"

เจมี่เผลออุทานคำติดปากของคุณยายทันที เพราะตอนนี้กลายเป็นว่าเขาเดินอยู่คนเดียว เหล่าบริวารนับร้อยที่ตามหลังมาต่างหายตัวไปไม่เหลือแม้แต่เงา

ความเงียบรอบข้างเริ่มบีบรัดหัวใจ เสียงไซเรนเตือนภัยในหัวเขาดังวิ้งๆ ตลอดเวลา เจมี่กระชับดาบร้างนิวรณ์ในมือแน่น มองซ้ายมองขวาอย่างเลิกลักเต็มที

"สุปินนะนาคราช? ภัททกะนาคราช?" เขาลองเรียกเบาๆ แน่นอนไม่มีเสียงอะไรตอบกลับมา แต่คล้ายว่าจะได้ยินเสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังแว่วๆ จากอีกฟากของหินผา

ดวงใจน้อยๆ ที่ตื่นกลัวอยู่แล้วยิ่งตกลงไปอยู่ตาตุ่มทันที

"ถ้าอายุยี่สิบนายจะแต่งงานกับฉันไหม..."

เสียงกระซิบนั้นดังขึ้นข้างหูพร้อมลมหายใจร้อนผ่าว เจมี่เหวี่ยงดาบร้างนิวรณ์ไปด้านหลังทันทีตามสัญชาตญาณ คมดาบประกายแก้วได้แต่ฟาดผ่านอากาศเปล่าๆ ไม่มีใครอยู่ทั้งสิ้น เขาตัวสั่นเทา พยายามตั้งสติอย่างสุดความสามารถ

มันไม่ใช่ของจริง มันเป็นนิวรณ์ๆๆๆๆ เจมี่พร่ำบอกตัวเอง

ครั้นคิดจะกลายร่างเป็นพญานาคแล้วพ่นไฟเผาทำลายภูเขาลูกนี้ไม่ให้เหลือ ก็กลัวจะไปโดนพวกเดียวกันเองที่ตอนนี้ไม่รู้อยู่ที่ไหนอีก

"นะ...แน่จริงแกก็ออกมาสิ!!" เจมี่กลั้นใจตะโกนออกไป เสียงของเขาดังก้องสะท้อนหินผาทอดยาวไปไกลเหมือนไม่สิ้นสุด

"กล่อมกมล นายทิ้งฉันไป นายผิดสัญญา..."

เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้งที่ข้างหูเหมือนเคย เจมี่หันขวับฟาดดาบใส่อากาศว่างเปล่าอีกครั้ง แม้แต่ตาทิพย์ขั้นสุดยอดก็มองหาไอ้ผีบ้าห่านรกนี่ไม่เห็น

"เจ้าหนู ตั้งสติหน่อยสิ!!!" ดาบร้างนิวรณ์ด่าเขาในที่สุดหลังจากที่เงียบมาตลอด "แล้วอย่าเอาข้าไปใช้ด้วยท่าทางทุเรศๆ แบบนั้นนะ!! มันเสียเกียรติดาบร้างนิวรณ์ผู้ยิ่งใหญ่หมด!!"

"ขอโทษ ขอโทษครับ"

เขารีบวิ่งไปแอบที่ซอกผาแห่งหนึ่ง "ลุงดาบช่วยผมด้วย ผมไม่ใช่นักรบ ผมเป็นแค่นักเรียนม.ปลาย!!" เจมี่ละล่ำละลักออกมาด้วยความหวาดกลัว "ตกเย็นก็ช่วยยายทำขนมขาย เรื่องสู้กันอะไรแบบในละครเนี่ย ผมทำไม่ได้จริงๆ!"

"ชิชะ! ข้ามิสนใจว่าเจ้าจะเป็นใครมาจากไหน แต่จะสู้กับสิงขรรามสูรนั้น แท้จริงแล้วมิใช่สู้กับใครอื่นเลยนอกจากใจตนเอง หากพ่ายแพ้แม้กระทั่งใจตนเอง ก็จงโยนข้าทิ้งไว้ตรงนี้เถิด อย่ามาถือข้าให้ข้าต้องแปดเปื้อนความอ่อนแอยิ่งกว่าอิสตรีของเจ้า!!"

"ผม...คือผม..."

เขาก็ไม่รู้จะเถียงอะไรเหมือนกัน การต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่ไม่เห็นตัว มันน่ากลัวตรงที่ใจจะยิ่งปรุงแต่งความกลัวขึ้นมาเท่าทวีคูณนี่แหละ

"กล่อมกมล นายอยู่ไหน ฉันคิดถึงนายจะแย่แล้ว นายทิ้งฉันไว้คนเดียวได้ยังไง" เสียงตัดพ้อน้อยอกน้อยใจนั้นดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ พร้อมเสียงฝีเท้าหนักๆ

เจมี่ตัวแข็งทื่อเหมือนถูกสาปให้เป็นก้อนหิน เขาไม่รู้ว่าลึกๆ แล้วเขากลัวอะไรมากกว่ากัน ระหว่างสิงขรรามสูรกับการต้องเผชิญกับใบหน้านั้นอีกครั้ง เจมี่คิดว่าบางทีอาจจะเป็นอย่างหลัง เขารีบวิ่งไปหลบยังซอกผาอีกแห่งหนึ่งใกล้ๆ

"จิตปล่อยวาง จิตปล่อยวาง" เจมี่พึมพำกับตัวเอง หายใจเข้าออกลึกๆ หลายครั้ง กระชับดาบในมือแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว

หลบไปมาอย่างนี้ก็เสียเวลาไปเปล่าๆ กว่าจะสู้กันเสร็จหนูด้วงได้แก่ตายพอดี

ใช่แล้ว...หนูด้วงกำลังรอเขาอยู่!

"ย่าาาา จิตปล่อยวาง!!" เจมี่พุ่งออกไปเต็มแรง แต่ยังไม่ทันจะเห็นว่าอะไรอยู่เบื้องหน้า เบื้องหลังก็มีมือใหญ่สวมกอดเขาไว้แน่น อ้อมกอดนั้นอบอุ่นคุ้นเคยราวกับไม่เคยห่างกันสักวัน

"ฉันคิดถึงนายจะแย่อยู่แล้ว" ตัวบ้าอะไรก็ตามในร่างคณิณพูดขึ้น เจมี่มองใบหน้านั้นอย่างตื่นตะลึง มันเคยเป็นใบหน้าที่เขารักหมดใจ

"แก..แกห้ามใช้หน้านี้นะ!!" เขาฟันใส่สิงขรรามสูรเต็มแรง ร่างคนรักของเขาสลายกลายเป็นควันสีดำพร้อมกับเสียงหัวเราะเบาๆ

"แหมๆ...ช่างใจร้ายเสียจริง นี่เจ้าปฏิบัติต่อคนรักเยี่ยงนี้รึ" สิงขรรามสูรปรากฏตัวขึ้นบนชะง่อนผาสูงใกล้ๆ กัน คราวนี้มันดูเหมือนอยู่ในร่างจริง เป็นชายหนุ่มรูปงามในเครื่องทรงแบบกษัตริย์โบราณสีแดงเข้ม นั่งห้อยขาชันเข่าข้างหนึ่งสบายๆ ราวกับไม่มีเรื่องทุกข์ร้อนอะไรในชีวิต

"นี่ลุงดาบ" เจมี่อดบ่นไม่ได้ "ผมฟันโดนมันเต็มๆ ทำไมมันไม่เป็นอะไรเลยล่ะ?"

ดาบร้างนิวรณ์ในมือส่งเสียงหัวเราะแผ่วๆ อย่างสมเพชเขาเต็มที "เจ้าพูดว่าจิตปล่อยวาง แต่จิตเจ้าไม่เคยปล่อยวางเลย เจ้าใช้ดาบร้างนิวรณ์ แต่จิตเจ้ายังคงเต็มไปด้วยนิวรณ์ ข้าเคยบอกแล้วอย่างไร ว่าหากไม่ไร้นิวรณ์ ดาบเล่มนี้ตัดฟืนไม่เข้าด้วยซ้ำ"

"อะไรกัน!!" เจมี่พยายามข่มใจไม่เขวี้ยงดาบทิ้ง แต่ถึงอยากจะทำตัวกระฟัดกระเฟียดสักหน่อยก็ไม่มีเวลาแล้ว เขาแบมือออก ในมือปรากฏกงจักรทองคำมีเปลวไฟสีเงินพวยพุ่งอยู่รอบๆ เจมี่เขวี้ยงมันออกไปเต็มแรงใส่สิงขรรามสูร ไอ้ผีบ้านั่นไม่หลบด้วยซ้ำ กงจักรสุดเท่ของเขาแค่ทะลุผ่านมันไปเฉยๆ ราวกับร่างของมันประกอบจากเมฆหมอก

"นี่หรือพญาจิตสุวรรณผู้ยิ่งใหญ่ ข้าว่ามิใช่กระมัง" น้ำเสียงเยาะเย้ยถากถางดังก้องไปทั่วผา

เจมี่รับกงจักรกลับสู่มืออย่างงุนงง

"ก็บอกแล้วไง มีแค่ข้าเท่านั้นที่เอาชนะมันได้" ดาบร้างนิวรณ์ก็ยังคงขิงตัวเองต่อไปเรื่อยๆ ไม่หยุดปาก

แต่มันจะทำยังไงให้จิตไร้นิวรณ์ล่ะ นั่นแหละปัญหาใหญ่!!

"ผู้คนที่ติดอยู่ในฝันของข้าล้วนติดอยู่กับความรัก เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมรักถึงใช้ทรมานผู้คนได้ดีที่สุด เด็กน้อย" สิงขรรามสูรลุกยืนขึ้นบิดขี้เกียจ ปรายตามองเจมี่เหมือนเขาเป็นแค่เศษดินไร้ความหมายกองหนึ่ง "รักคืออาวุธที่ทรงพลังยิ่งกว่าดาบไร้ค่าในมือเจ้าเสียอีก ไม่มีอะไรจะใช้บิดเบือนจิตใจผู้คนได้ดียิ่งกว่ารักอีกแล้ว"

มันยิ้มอวดฟันขาวและเขี้ยวแหลมคม "เจ้าเองก็ไม่ต่างกัน แม้นเป็นเทพชั้นสูงแล้วอย่างไร เป็นสัตว์นรกเช่นข้าแล้วอย่างไร สุดท้ายล้วนติดอยู่ในรัก"

"ข้าจะแสดงให้เห็น...ความฝันที่หวานล้ำที่สุดในใจเจ้า ความฝันที่เจ้าหวาดกลัวที่สุด..."

ขาดคำ หมอกควันสีดำก็เริ่มปกคลุมเหนือซอกผาที่เจมี่ยืนอยู่ เขาพยายามหายตัว แต่ทำไม่สำเร็จ ดูเหมือนหมอกพวกนี้คงมีฤทธิ์อะไรบางอย่าง

หมอกสีดำเริ่มครอบคลุมไปทั่วบริเวณจนเจมี่แทบมองไม่เห็นแม้กระทั่งมือตัวเอง ตาทิพย์ของเขาก็ดูจะไร้ประโยชน์ในสถานการณ์เช่นนี้

"เจ้าหนู ระวังตัวให้ดี" ดาบร้างนิวรณ์พูดเสียงเข้ม

ทันใดนั้นภาพรอบตัวเจมี่ก็เริ่มเปลี่ยนไป หมอกควันเริ่มก่อตัวเป็นผนังสีขาวรอบด้าน แค่ไม่กี่วินาที เจมี่ก็กำลังยืนอยู่ในโถงทางเดินยาวเหยียด รอบด้านเป็นประตูหลายบานเรียงรายกันไปคล้ายๆ ในคอนโด เพียงแต่ผู้หญิงฝรั่งชุดขาวที่เดินไปเดินมาพร้อมสมุดจดและรถเข็นในมือบ่งบอกให้รู้ว่าเขากำลังอยู่ในโรงพยาบาลอะไรสักอย่าง

เจมี่เริ่มใจคอไม่ดี ด้วยความเป็นเทวดา เขาจึงรู้อะไรๆ ได้เร็วกว่าตอนเป็นมนุษย์มาก ผู้ชายคนหนึ่งเดินทะลุผ่านร่างเขาไป เป็นผู้ชายเอเชีย หัวล้าน รูปร่างเล็ก

เขาก็คือคุณอาเกรียงไกร....ทนายประจำตระกูลจากโลกที่แล้วนั่นเอง...

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 118 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

149 ความคิดเห็น

  1. #67 dear1093 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2563 / 14:44
    แหก!!!
    5555555555555555
    #67
    0
  2. #40 sir_chad (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2563 / 12:17

    จะรอดไหมนี่

    #40
    0