ปราบนายตัวร้ายด้วยรัก [Yaoi][ระบบ]

ตอนที่ 18 : โลกทิพย์กายทอง ตอนที่ 5

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 826
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 102 ครั้ง
    11 พ.ค. 63

 

 

เจมี่พบหนูด้วงในเดือนกุมภาพันธ์หากนับแบบยุคปัจจุบัน ตอนนี้ล่วงเข้าเดือนมิถุนาแล้ว ฝนเริ่มตกหนักขึ้นเรื่อยๆ พืชผักของเขากับหนูด้วงงอกงามดีมาก (แน่นอนว่าเจมี่แอบใช้พลังวิเศษนิดหน่อย) ไก่ในเล้าก็ออกไข่ให้กินได้ทุกวัน เจมี่จ้างช่างเหล็กในหมู่บ้านให้ตีกระทะเล็กๆ ขึ้นมา ตอนนี้พวกเขาจึงมีทั้งไข่ทอด ไข่ดาว ไข่ต่างๆ สารพัดให้ได้กินกันจนแทบไม่ต้องเสกอะไรออกมาอีกแล้ว

หลังจากพระอาทิตย์ตกดิน เจมี่ตรวจดูหนูว่าด้วงอาบน้ำและแปรงฟันด้วยกิ่งข่อยเรียบร้อยแล้วก็พาเขาเข้านอน

"วันนี้พี่บุญมีจะเล่านิทานเรื่องอะไรจ๊ะ" เด็กน้อยถามตาใส แสงเทียนสีเหลืองนวลในกระท่อมขับกล่อมให้ทุกอย่างดูอบอุ่นยิ่งนัก

"อืม.." เจมี่นิ่งคิดว่ายังมีนิทานเรื่องไหนที่ยังไม่เคยเล่าบ้าง "เรื่องตาชมกับยายแช่มก็แล้วกัน" นี่เป็นนิทานแปลกๆ ที่คุณยายเคยเล่าให้เขาฟังสมัยยังเป็นเด็ก

"กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีตาชมกับยายแช่มสองตายายอาศัยอยู่ชายป่า ยายแช่มเป็นคนดื้อมาก ถ้าตาชมบอกว่าไปทางขวา นางก็จะไปทางซ้าย ถ้าตาชมบอกไปทางซ้าย นางก็จะไปทางขวา ถ้าตาชมบอกให้เดินหน้า ยายแช่มก็จะถอยหลัง"

หนูด้วงหัวเราะคิกคักอย่างขบขัน

"วันหนึ่งสองตายายเข้าไปในป่า ตาชมเจอหลุมดักสัตว์ที่มีไม้ปลายแหลมวางไว้เต็มก้นหลุม ตาชมบอก ยายแช่มเอ๊ย อย่าโดดลงไปนะ ข้างหน้าเป็นหลุมดักสัตว์" เจมี่เลียนเสียงชายแก่ได้อย่างสมจริงมาก

"แต่ยายแช่มเป็นคนดื้อมาก นางหันไปตะโกนใส่ตาชมว่า ข้าจะโดด จากนั้นนางก็กระโจนลงไปในหลุมทันที แล้วก็ถูกหนามแหลมแทงจนตาย ตาชมยืนหัวเราะอยู่ข้างหลุม เฮ่อ! ข้าบอกแล้วก็ไม่เชื่อ หลังจากนั้นตาชมก็หาเมียใหม่ที่สาวกว่า สวยกว่า อยู่ด้วยกันจนแก่จนเฒ่าอย่างมีความสุข จบแล้ว"

หนูด้วง "..."

"พี่บุญมีจ๊ะ ทำไมยายแช่มถึงโดดลงไปทั้งที่รู้ว่าเป็นหลุมดักสัตว์ล่ะจ๊ะ" เด็กน้อยถามอย่างสงสัย

"เอ่อ...เพราะนางเป็นคนดื้อมากไง คนบางคนก็ยอมตายดีกว่ายอมทำตามที่คนอื่นบอก" ความจริงเจมี่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่านิทานเรื่องนี้มันให้ข้อคิดอะไร หรือว่าคุณยายของเขาไปฟังมาจากไหนเหมือนกัน "ยังไม่หลับอีก พี่บุญมีร้องเพลงให้เจ้าฟังดีไหม หรือจะฟังเรื่องเจ้าหญิงเกือกแก้ว"

หนูด้วงหลังจากเจอนิทานสุดคัลท์ก็ยากที่จะหลับลง "หนูอยากฟังเพลงดาวน้อย" เขากระซิบเบาๆ

"ได้สิ อะแฮ่ม" เจมี่กระแอมนิดหนึ่งก่อนเริ่มร้องเพลงโปรดของหนูด้วง "ทวิงเกิล ทวิงเกิล ลิทเทิล สตาร์ -- "

กะพริบระยิบระยับ เจ้าดาวดวงน้อย

ฉันสงสัยว่าเธอคือสิ่งใดกันหนอ

ลอยละลิ่วสูงโพ้นแสนไกล

ดังเพชรส่องแสงสดใสในนภา

กะพริบระยิบระยับ เจ้าดาวดวงน้อย

ฉันสงสัยว่าเธอนั้นคือสิ่งใด

เจมี่ร้องซ้ำไปซ้ำมาสักพัก ดวงตาสุกใสราวกับดาวดวงน้อยของหนูด้วงก็ค่อยๆ หรี่ปรือลงก่อนหลับไป เจมี่เป่าเทียนจนดับ แล้วจึงค่อยๆ เดินย่องออกจากกระท่อมเพื่อแอบไปฝึกวิทยายุทธ์ของเขาเหมือนอย่างทุกวัน

เขาเดินมาจนถึงชายป่าส่วนที่เป็นพื้นที่โล่ง จากนั้นจึงแปลงกายกลับเป็นพญาจิตสุวรรณรูปทองดังเดิม

สาเหตุที่เขาต้องย่องออกมาฝึกเพลงดาบอะไรดึกๆ ดื่นๆ อย่างนี้ก็เป็นเพราะเขาสังหรณ์ใจไม่ดีว่าอาจจะต้องได้ใช้แน่ ซึ่งลางสังหรณ์ของเทวดาส่วนใหญ่มักจะแม่นมากด้วย โชคดีที่ในความทรงจำของพญาจิตสุวรรณมีทุกอย่างครบถ้วนทุกกระบวนท่าอยู่แล้ว สิ่งที่เจมี่ขาดจริงๆ ก็คือความกล้าหาญ ซึ่งเขายอมรับตรงๆ ว่าไม่มีเลย แค่คิดว่าจะต้องเผชิญหน้ากับปีศาจร้าย ขาก็สั่นพับๆ ไปหมด

เจมี่ยื่นมือออกไปด้านหน้า ในมือเขาปรากฏดาบทองเล่มหนึ่งทันที

อาวุธวิเศษประจำกายของพญาจิตสุวรรณนั้นมีมากมาย แต่ที่สร้างชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วสามโลกธาตุก็หนีไม่พ้น ดาบร้างนิวรณ์ เล่มนี้ ทว่าน้อยครั้งมากที่ผู้คนจะได้ยลโฉม ด้ามดาบทำจากทองคำประดับเพชรสีขาวระยิบระยับ ใบดาบเป็นแก้วผลึกใสส่องประกาย ลำพังแค่ชักออกจากฝักก็น่าจะทำให้คู่ต่อสู้ตาลายได้แล้ว ไม่ต้องพูดถึงพลังของมัน

ปัญหาก็คืออาวุธชิ้นนี้ก็เหมือนองค์หญิงบัวทอง เจมี่อดรู้สึกไม่ได้ ว่ามันรู้ว่าเขาไม่ใช่พญาจิตสุวรรณตัวจริง เพราะมันคอยแต่จะลื่นหลุดมือเขาอยู่เรื่อย แถมมันยังไม่ได้โบกสะบัดแล้วมีแสงสีเฟี้ยวฟ้าวระเบิดตูมตามเหมือนในละครจักรๆ วงศ์ๆ เลยสักนิด มันไม่มีอะไรเลยซะจนเจมี่สงสัยว่ามีอะไรผิดพลาดหรือเปล่า หรือว่าเขาจะขี้ขลาดเกินไปจนดาบรังเกียจ

เจมี่พยายามใช้ดาบฟันไปมารอบๆ เลียนแบบท่าทางของพญาจิตสุวรรณในความทรงจำ แต่แล้วดาบก็ลื่นหลุดมือเขาเป็นครั้งที่ร้อย

"เฮ้อ...ทำไมมันยากอย่างนี้" เขาก้มเก็บขึ้นมาอย่างท้อใจ พลิกหน้าพลิกหลังดูจนทั่วก็ไม่มีอะไรผิดปรกติ

"เจ้าโง่ ดูเจ้าโง่แกว่งดาบเข้าสิ" เสียงเย้ยหยันคล้ายเสียงชายสูงวัยดังขึ้น เจมี่สะดุ้ง หันมองรอบตัวอย่างหวาดๆ

"ใครน่ะ" เขาถาม เป็นเทวดาระดับนี้แล้วคงไม่มีผีตนไหนกล้าหลอกเขาหรอกกระมัง

"ข้าก็คือร้างนิวรณ์" เสียงนั้นดังขึ้นจากดาบในมือ เจมี่โยนดาบลงพื้นทันทีด้วยความตกใจ ดาบพูดได้!!

"เจ้าโง่ เจ้าโง่ เจ้าโง่ จุ๊ๆๆ" ดาบส่งเสียงจิ๊จ๊ะอย่างขัดใจ "เจ้าไม่มีวันใช้ข้าได้ แม้แต่พญาจิตสุวรรณเองน้อยครั้งถึงจะใช้ข้าต่อสู้ รู้ไหมว่าทำไม"

"ดาบ ดาบพูดได้!" เจมี่อุทานอย่างโง่เง่า เรียกเสียงจิ๊จ๊ะไม่พอใจจากดาบอีกหลายครั้ง เขารีบเก็บดาบบนพื้นขึ้นมาอย่างหวาดระแวง ในความทรงจำของพญาจิตสุวรรณ ดาบร้างนิวรณ์ไม่ได้พูดได้สักหน่อย?

"ข้ามิเคยต้องพูดกับเขา เพราะข้าคือส่วนหนึ่งของเขาอยู่แล้ว แต่เจ้ามิใช่" ดาบร้างนิวรณ์ตอบเหมือนรู้ความคิดเขา "เวลาเจ้าถือข้าอยู่ในมือ จะต้องไม่มีตัวเจ้า ไม่มีใครกำลังถือดาบอยู่ทั้งนั้น ไม่มีคู่ต่อสู้ให้เจ้าฟาดฟัน เจ้าต้องร้างนิวรณ์ถึงจะชนะ เข้าใจหรือไม่"

แน่นอนว่าเจมี่ไม่เข้าใจสักอย่างที่ดาบพูดออกมา

"ข้าไม่สนว่าเจ้าคือใคร ข้าไม่ผูกพันกับใครหรืออะไรทั้งนั้น แม้กระทั่งพญาจิตสุวรรณตัวจริงก็ตาม ข้าไม่มีมิตร ข้าไม่มีศัตรู เมื่อเจ้าถือข้าอยู่ในมือ จิตเจ้าจะต้องร้างจากนิวรณ์ทั้งห้า"

"งั้น...งั้นผมใช้อาวุธอย่างอื่นดีกว่า ขอโทษด้วยครับ" เจมี่ทำท่าจะเก็บดาบลงฝัก

"เจ้าโง่!!" ดาบตวาดลั่น "เจ้าจะหายอดศาสตราวุธเช่นข้าได้จากที่ไหน ไม่มีอาวุธวิเศษใดจะเอาชนะพญามารสิงขรรามสูรได้นอกจากข้าอีกแล้ว มารคือนิวรณ์ นิวรณ์คือมาร เอาล่ะ เห็นแก่ความถูกต้อง ข้าจะสอนเจ้าก็ได้ ไหนลองหลับตาซิ"

เจมี่ใช้สองมือประคองดาบไว้ตรงหน้า หลับตาลงช้าๆ เริ่มแรกว่างเปล่าไม่มีอะไร ต่อไปก็เริ่มมีใบหน้าของคุณยายที่กำลังยิ้มจนหน้ายับย่นไปหมด แป้งขาวๆ ที่พอกไว้ร่วงกราว จากนั้นเป็นภาพใบหน้าหล่อเหลาของคณิณกำลังเคลื่อนเข้าใกล้เขาอย่างช้าๆ มุมปากประดับเส้นโค้งสวยงามยิ้มน้อยๆ... อีกนิดเดียว แค่นิดเดียว...

....แล้วดาบฟาดหัวเขาอย่างแรง

"โอ๊ย เจ็บ!!" เจมี่ร้องอย่างเจ็บปวด "คุณตีผมทำไมเนี่ย"

ไม่ใช่สิ แล้วนี่มันดาบอะไรกัน?!

"จุ๊ๆๆ" ดาบส่งเสียงล้อเลียนอย่างรู้ทัน "จิตซัดส่ายดั่งพระพายชายพัด พัดพาไปยังอดีต อนาคต พัดไปพัดมาราวกับวิหคตัวน้อยล่องลอยอยู่กลางมหาสมุทร เมื่อยืนอยู่เบื่องหน้าศัตรู อาวุธในมือเจ้าจะปลิดชีพตัวเจ้าเองหาใช่ใครอื่น ไหนลองใหม่ซิ"

เจมี่พลันเห็นภาพเขากำลังสู้กับปีศาจร้ายอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่แล้วดาบก็เอาแต่ฟาดหัวตัวเองไม่หยุด "แล้วพญาจิตสุวรรณล่ะ เขาใช้คุณได้หรือครับ?"

ดาบปากจัดในมือเขาหัวเราะเบาๆ อย่างขบขัน "ฮ่าๆ เขาฟุ้งซ่านยิ่งกว่าเจ้าเสียอีก ในหัวมีแต่ภาพองค์หญิงบัวทองในท่วงท่าต่างๆ ไม่อยากพูดมากเพราะเจ้ายังเด็ก ทว่ายามเขาถือข้ายืนอยู่เบื้องหน้าศัตรู ใจเขาปราศจากนิวรณ์ ไม่มีพอใจ ไม่มีไม่พอใจ ไม่ท้อแท้ ไม่ฮึกเหิม ไม่กล้า ไม่กลัว ไม่สงบ ไม่ฟุ้งซ่าน ข้าไม่อยากรีบดูถูกเจ้า แต่ของแบบนี้ต้องฝึกฝน เอ้า ลองอีกครั้งซิ"

เจมี่พยายามแล้วพยายามอีก แต่ภาพใบหน้าคณิณก็คอยหลอกหลอนเขาอยู่เรื่อย เจมี่ไม่อยากจะยอมรับว่ายังคิดถึงเขาอยู่ คิดถึงทุกวัน ถึงจะเป็นเทวดา สุขสบายทุกอย่าง แต่ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าโลกย้อนยุคนี่ไม่เหมาะกับเขาเลย เขาไม่ได้เกิดมาเพื่อจับดาบต่อสู้อะไร เขาแค่อยากนอนดูเน็ตฟลิกซ์โง่ๆ อยู่บนโซฟากับคนรักเท่านั้น

เจมี่ตั้งสมาธิจนหน้าบิดเบี้ยว ทว่าดาบทองหนาหนักในมือกลับฟาดใส่หัวเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่หยุด จนเขาอดคิดไม่ได้ว่าถ้าหากเขาเป็นมนุษย์ คงสมองบวมไปแล้ว

 

เจมี่ฝึกหนักตั้งแต่หัวค่ำยันเช้ามืด ในที่สุดดาบร้างนิวรณ์ก็เป็นฝ่ายทนไม่ไหว มันไม่เคยเจอใครโง่เง่าขนาดนี้มาก่อน "พ่อหนุ่มที่อยู่ในใจเจ้า ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากมาร" ลุงดาบ (ที่เจมี่ตั้งชื่อเอง) เอ่ยขึ้นในที่สุด

"เขาไม่มีอยู่จริง เขาไม่มีตัวตน เป็นเพียงภาพลวงตาที่เจ้าสร้างขึ้นเอง เป็นนิวรณ์ เป็นมาร"

ไม่ใช่ว่าเจมี่ไม่พยายาม เขาพยายามแล้ว แต่ยิ่งไม่อยากนึกถึงก็ยิ่งนึก ไม่อยากก็คิดยิ่งคิด การไม่คิดอะไรเป็นเรื่องที่ยากสุดๆ

ดาบร้างนิวรณ์ถอนหายใจอย่างผิดหวัง "วันนี้พอแค่นี้เถิด กลับไปนั่งสมาธิสงบใจซะ ตอนนี้เจ้าไม่มีวันใช้ข้าได้แม้แต่จะเอาไปผ่าฟืนก็ตาม"

เจมี่เอ่ยขอบคุณแล้วเก็บดาบลงฝัก พลางคิดว่าจะไม่เอาลุงดาบออกมาอีกแล้ว อย่างที่บอกว่าเขายังมีอาวุธวิเศษอีกมากมาย อันได้แก่กงจักรทองคำสุดเท่ หอก ธนู และอีกสารพัด ทำไมเขาจะต้องเอาดาบพูดได้ออกมาใช้ด้วย ดาบนี่จะพูดน้ำไหลไฟดับจนพญามารพ่ายแพ้ไปเองหรือไง เจมี่ยักไหล่

"ข้าได้ยินน่ะ!" ดาบตะโกนเสียงดังแว่วๆ ออกมาจากฝัก

เจมี่สะดุ้ง "ลุงห้ามแอบดูความคิดผมนะ!"

เขารอจนแน่ใจว่าลุงดาบไม่มีปฏิกิริยาอะไรแล้วจึงเดินเข้ากระท่อมไป

เจมี่ทรุดนั่งลงบนแคร่ มองหนูด้วงที่ยังคงหลับปุ๋ยอย่างสบายอารมณ์ ข้างนอกฝนตกปรอยๆ เจมี่ขยับผ้าห่มขึ้นมาคลุมให้หนูด้วงเพราะกลัวเขาหนาว เสร็จแล้วจึงนั่งขัดขานั่งสมาธิ พึมพำว่า จิตปล่อยวาง จิตปล่อยวาง เหมือนในการ์ตูนเรื่องกังฟูแพนด้า

เขาค่อยๆ เข้าสู่ภวังค์อย่างช้าๆ ทุกอย่างสงบนิ่ง ร่างกายอบอวลไปด้วยพลังงานทิพย์

จิตปล่อยวาง...

จิตปล่อยวาง.....

จิต....

"ถ้าอายุยี่สิบ นายจะแต่งงานกับฉันไหม" เสียงคุ้นเคยดังขึ้นข้างหู เจมี่สะดุ้งเฮือกทันที

เขาหันมองไปรอบๆ อย่างตกใจ แต่ไม่มีอะไรนอกจากความมืดในกระท่อม

"มันไม่ใช่เรื่องจริง มันคือนิวรณ์ มันไม่ใช่เรื่องจริง มันคือนิวรณ์ -- " เจมี่ปลอบตัวเองซ้ำไปซ้ำมา เขาคงเก็บเรื่องที่ลุงดาบพูดเอามาคิดมากเกินไป ข้างนอกฟ้าเริ่มสว่างแล้ว เจมี่ลุกขึ้นเดินโซเซออกไปนอกกระท่อม พยายามหายใจเข้าออกทั้งที่ไม่จำเป็น

"พี่บุญมี" เสียงเล็กๆ ดังขึ้นข้างหลัง หนูด้วงกำลังมองมาที่เขาอย่างเป็นกังวล ไม่รู้ว่าตื่นนอนตั้งแต่เมื่อไหร่ "พี่ไม่สบายหรือเปล่าจ๊ะ"

"ไม่ ข้า ข้า...ข้าไม่เป็นไร" เจมี่ตอบตะกุกตะกัก ในหูยังได้ยินเสียงนั้นก้องอยู่เหมือนผ่านไปเมื่อวาน

หนูด้วงยังคงลอบมองมาอย่างเป็นห่วง เขาคิดว่าวันนี้พี่บุญมีดูใจลอยแปลกๆ ยังไงชอบกล

 

ช่วงสายหลังจากดูแลสวนผักเสร็จแล้ว เขากับหนูด้วงก็พากันไปเล่นน้ำที่น้ำตกใกล้ๆ เด็กน้อยเล่นน้ำจับปลาจนเหนื่อยแล้วจึงขึ้นฝั่ง คว้าขลุ่ยไม้ไผ่เหลาหยาบๆ ขึ้นมาเป่าเป็นทำนองเพลงง่ายๆ

"ใครเป็นคนสอนเจ้าเป่าหรือ" เจมี่ที่กำลังนอนเอนกายหลับตาพริ้มอยู่บนก้อนหินใหญ่เอ่ยถามขึ้น ในหัวยังมีแต่ภาพใบหน้าของคณิณลอยไปลอยมา

อากาศเย็นสบายริมน้ำตกเริ่มทำให้เขารู้สึกง่วงขึ้นทุกที

"พ่อจ๊ะ ขลุ่ยนี่พ่อก็เป็นคนเหลา" หนูด้วงตอบแล้วก็เป่าต่อ เจมี่ยิ่งฟังก็รู้สึกเหมือนหนังตาจะปิดอยู่รอมร่อ ในที่สุดก็สัปหงกก่อนผล็อยหลับไป

หนูด้วงเป่าขลุ่ยจบเพลงก็เงยหน้าขึ้นมองพี่บุญมีของเขา แต่ตอนนี้เบื้องหน้ากลับเป็นพญานาคตัวใหญ่ยักษ์ขนาดภูเขาลูกย่อมๆ กำลังนอนขดกายอย่างสบายอารมณ์ เกล็ดสีทองเจิดจ้าสะท้อนแสงอาทิตย์กระเพื่อมขึ้นลงเป็นจังหวะรับกับการหายใจ

เจมี่ได้ลืมเรื่องสำคัญไปเสียสนิท ว่ายามหลับเขาจะกลับคืนร่างเดิม

ทว่าหนูด้วงกลับไม่ได้แสดงท่าทีตกใจอะไร เขาไม่ได้พึ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก แต่ดูเหมือนพี่บุญมีจะไม่รู้ตัวเลย

เด็กน้อยค่อยๆ ยื่นมือออกไปเกาคางลื่นๆ ที่เต็มไปด้วยเกล็ดแข็งๆ หัวใหญ่โตที่มีหงอนสีทองขยับเล็กน้อยแล้วพลิกให้เขาเกาได้สะดวกยิ่งขึ้น เห็นได้ชัดว่าชอบ เพราะมีเสียงกรนดังออกมาจากในลำคอเหมือนแมวไม่มีผิด ลมหายใจที่ออกจากจมูกใหญ่มีผงทองคำเจืออยู่ด้วย หนูด้วงที่ถูกหายใจรด ตอนนี้เป็นสีทองทั้งตัวราวกับกุมารทองไม่มีผิด

เด็กน้อยหัวเราะคิกคัก เขาไม่ได้กลัว ถึงพี่บุญมีจะเป็นอะไรเขาก็ไม่สนใจ เพราะพี่บุญมีคือสิ่งที่ดีที่สุดในโลกใบนี้!

หนูด้วงตัดสินใจกลับกระท่อมไปทำอาหารรอพี่บุญมีตื่น เมื่อเปิดตุ่มน้ำออกหนูด้วงก็พบงูตัวเล็กตัวน้อยอยู่ในน้ำหลายตัวเช่นเคย เขาใช้มือหยิบออกไปจนหมด ทำอาหารเสร็จก็เข้าไปจัดการที่หลับที่นอน แน่นอนว่าเต็มไปด้วยงูเช่นกัน ทั้งตัวน้อยตัวใหญ่ หนูด้วงบรรจงหยิบไปปล่อยที่หน้าต่างจนหมด แต่เดี๋ยวพวกมันก็หาทางเข้ามาอีก

ตอนนี้กระท่อมของเขาเต็มไปด้วยงู งูเต็มไปหมด หนูด้วงไม่เคยทำร้ายพวกงู และพวกงูก็ไม่เคยทำร้ายเขาเลย แม้หนูด้วงจะเผลอเหยียบเป็นประจำก็ตาม

กว่าเจมี่ตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็เป็นเวลากลางดึก (ในอีกสองอาทิตย์ถัดมา) เขาหาวหวอด

"พี่บุญมีตื่นแล้วหรือจ๊ะ" หนูด้วงที่เหมือนกำลังนั่งร้อยสร้อยอะไรสักอย่างรีบวิ่งเข้ามาหาอย่างดีใจ

"หนูด้วงทำไมไม่ปลุกข้า แล้วมานั่งทำอะไรมืดๆ เช่นนี้ ทำไมไม่ไปนอน" เจมี่ถามอย่างแปลกใจ นี่เขาเผลอหลับไปนานขนาดนี้เชียวหรือ

เด็กน้อยก้มหน้าลงอย่างขัดเขิน พึมพำว่า "หนูไม่อยากทิ้งพี่บุญมีไว้คนเดียว" เขาชูบางอย่างออกมาด้านหน้า ดูเหมือนจะเป็นสร้อยข้อมือร้อยจากเม็ดลำเจียก

"นะ...หนูให้พี่บุญมี..." โชคดีที่ค่อนข้างมืด เพราะตอนนี้ใบสีน้ำตาลของหนูด้วงกำลังแดงแปร๊ด เจมี่รีบรับสร้อยข้อมือเม็ดลำเจียกมาสวมไว้อย่างงุนงง

"ขอบใจ -- "

พูดยังไม่ทันจบหนูด้วงก็วิ่งปรื๋อกลับกระท่อมไปโดยไม่รอกันแม้แต่น้อย เจมี่สงสัยว่าเขากำลังเจอกับวัยต่อต้านหรือเปล่า แต่ก็ไม่น่าจะใช่ เขาส่ายหัวก่อนเดินตามหลังไป

 

กิจวัตรประจำวันของหนูด้วงมีไม่มากนัก อันได้แก่การถวายดอกไม้ให้แก่ท่านเทวดาของเขา ดูแลปัดกวาดหลุมศพมารดาผู้ล่วงลับ หลังจากนั้นจึงเป็นเวลาของการดูแลแปลงผักหลังกระท่อม ที่ตอนนี้กำลังแย่งกันออกจนกินไม่หวาดไม่ไหว

"หนูด้วง วันนี้เราลองเก็บผักไปขายกันเถอะ" เจมี่พูดขึ้นระหว่างยืนมองฟักทองลูกโตที่กำลังจะเน่าคาต้นเพราะกินไม่ทัน

ทว่าเด็กน้อยมีสีหน้าสลดลง "จะดีหรือจ๊ะ ชาวบ้านเขา...ชาวบ้านเขารังเกียจหนู"

เจมี่ลูบหัวเขาเบาๆ "หนูด้วง มนุษย์เป็นสัตว์สังคม อยู่คนเดียวชายป่าแบบนี้มันไม่ปลอดภัย ต่อไปหนูด้วงต้องเอาชนะใจพวกเขาให้ได้ รู้ไหม"

อยู่กันมานาน หนูด้วงชินกับคำพูดแปลกๆ บางอย่างของพี่บุญมีแล้ว อะไรคือสัตว์สังคม อะไรคือมนุษย์ เขาไม่คิดจะถามต่อ หนูด้วงเข้าไปกอดขาพี่บุญมีของเขาเอาไว้แน่น "หนูไม่อยากอยู่กับใคร หนูอยากอยู่กับพี่บุญมีเท่านั้น"

"อ้อนเก่ง" เจมี่ดึงแก้มเขาจนยึด เรียกเสียงหัวเราะจากเด็กจุกได้เหมือนเคย

เขากับหนูด้วงช่วยกันเก็บผักหลายชนิดลงกระบุง ทุกเดือน ที่หมู่บ้านจะมีตลาดนัด เจมี่ตัดสินใจว่าคงถึงเวลาแล้วที่หนูด้วงจะต้องหัดคบค้าสมาคมกับคนอื่นเสียที

"พี่บุญมีจ๊ะ ชาวบ้านเห็นหนูเขาจะไม่พอใจหรือเปล่าจ๊ะ แล้วเขาจะกล้าซื้อผักเราหรือ" หนูด้วงถามอย่างเป็นกังวลระหว่างเรียงผักลงกระบุง

"ไม่หรอก ขายไม่ได้เราก็เอากลับมากินกัน ไม่เห็นเป็นไร"

หนูด้วงลุกขึ้นมากอดเอวเขาไว้แน่นราวกับทำแบบนี้แล้วจะช่วยให้ใจเขามั่นคงขึ้น คงเป็นผลจากการขาดความอบอุ่น เด็กนี่เลยชอบสกินชิพอยู่ตลอดเวลา

"เมื่อคืนหนูฝันว่าพี่บุญมีทิ้งหนูไป หนูร้องเรียกอยู่นานมาก แต่พี่บุญมีก็เดินห่างไปเรื่อยๆ ไม่หันมามองหนูสักนิด หนูกลัวมากเลยจ้ะ" เขาพูดอู้อี้อยู่กับชายโจงกระเบนของเจมี่

"ไม่ต้องกลัวนะ" เจมี่ปลอบเบาๆ "พี่บุญมีจะอยู่กับเจ้าจนเติบใหญ่ หาเมียสวยๆ ให้สักหลายๆ คน ให้หนูด้วงมีชีวิตดีๆ"

หนูด้วงเงยหน้าขึ้น น้ำตาคลอเบ้า "ถ้าโตแล้วมีเมียแล้วพี่บุญมีก็จะไปหรือจ๊ะ งั้นหนูไม่มีหรอก หนูจะอยู่กับพี่บุญมี พี่บุญมีไปไหนหนูก็จะไปด้วย"

เจมี่ถอนใจ ย่อตัวลงจนอยู่ระดับเดียวกับเขา "ชีวิตมนุษย์มีสุขทุกข์มีพบพรากเป็นเรื่องธรรมดา หนูด้วงเป็นผู้ชายอย่าขี้แย รีบไปกันเถิด ประเดี๋ยวตลาดจะวายเสียก่อน"

เขาเช็ดน้ำตาให้แล้วจึงจูงมือเด็กน้อยพร้อมผักเต็มกระบุงลงเขาตรงไปยังตลาดบ้านเขามะเดื่อ

 

"ผักสดๆ ผักสดๆ จ้า"

"หนังกวาง พึ่งล่าได้เมื่อเช้านี้เอง"

"น้ำผึ้งจ้า น้ำพึ่งเดือนห้า หว๊านหวาน หวานเหมือนแม่ค้าเลยจ้า"

เสียงพ่อค้าแม่ขายต่างแข่งกันร้องเรียกลูกค้ากันอย่างร่าเริง ตลาดบ้านเขามะเดื่อนี้จะเรียกตลาดก็คงเรียกได้ไม่เต็มปากนัก เพราะเหมือนจะมีแต่พวกชาวบ้านเอาของกินของใช้มาแลกเปลี่ยนกันมากกว่า จะมีพ่อค้าเร่จากที่อื่นอยู่บ้างประปรายเท่านั้น

เจมี่กับหนูด้วงตั้งแผงที่สุดปลายถนน ออกจะลับตาคนไปสักหน่อย แต่เขาไม่ได้สนว่าจะขายได้จริงๆ หรือเปล่า แค่อยากให้หนูด้วงเลิกกลัวผู้คน และผู้คนเลิกกลัวหนูด้วงก็แค่นั้น

นับแต่มารดาหนูด้วงเสีย ถึงข่าวลือจะยังมีอยู่ แต่ก็ไม่มีใครหวาดกลัวเด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่งสักเท่าไหร่แล้ว อีกทั้งตาอินกับยายช้อยก็บอกเขาว่าชาวบ้านบางส่วนเริ่มเห็นใจในชีวิตเด็กน้อยกันมากขึ้น ดูเหมือนทุกอย่างกำลังเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดี

ระหว่างจัดแผงหนูด้วงเอาแต่เกาะแขนเขาแน่นไม่ยอมปล่อย มือนั้นออกจะสั่นนิดๆ เจมี่รู้สึกได้ว่าเด็กน้อยของเขาได้กลายเป็นโรคกลัวที่ชุมชนไปแล้ว ไม่รู้จะแก้ไขยังไงเหมือนกัน

เขาจัดแผงเสร็จอย่างรวดเร็ว ความจริงก็ไม่นับว่าเป็นแผงอะไร แค่ปูผ้าแล้ววางผักลงไปเท่านั้น สาวชาวบ้านหลายคนเดินเข้ามาส่งยิ้มหวานเอียงอายทอดสะพานให้เจมี่ไม่หยุด ที่น่าหงุดหงิดคือพวกหล่อนแทบไม่มีใครห่มท่อนบนกันเลย ส่วนคนที่ห่มก็ช่างวับๆ แวมๆ เหลือเกิน ทำให้เจมี่ไม่รู้ว่าควรเอาสายตาไปวางตรงไหนดี

เอาล่ะ ขายของก็ต้องร้องเรียกลูกค้าสินะ เจมี่กลั้นหายใจตะโกนออกไปว่า "ผักจ้า ผักสดๆ ปลูกเองกับมือเลยจ้า ไข่ก็มีนะ" เขาไม่คิดเลยว่าเขาจะมีวันนี้ วันที่ต้องมานั่งขายผักขายไข่ นับว่าเปิดประสบการณ์ชีวิตจริงๆ

"พ่อค้าจ๋า ฟักทองลูกละเท่าไหร่หรือจ๊ะ" สาวใหญ่คนหนึ่งที่กะเต็งลูกเล็กๆ มาด้วยเอ่ยถามเขาด้วยเสียงหวานหยดย้อย

"แล้วตัวพ่อค้าละจ๊ะ เท่าไหร่" สาวใหญ่เคี้ยวหมากปากแดงอีกคนรีบแย่งถามขึ้นมาทันที คำถามนี้เรียกเสียงหัวเราะคิกคักจากสาวน้อยสาวใหญ่โดยรอบจนทั่ว เจมี่ที่ถูกผู้หญิงจีบโต้งๆ หน้าแดงก่ำ แล้วทำไมผู้หญิงสมัยก่อนถึงได้ใจกล้าขนาดนี้ ไหนบอกว่ารักนวลสงวนตัวไม่ใช่หรือ?

หนูด้วงแอบโผล่หน้ามาจากด้านหลัง มองสาวน้อยสาวใหญ่ที่ผลัดกันมาเกี้ยวพาพี่บุญมีของเขาด้วยสีหน้าถมึงทึง เขาไม่ชอบให้ใครมายุ่งกับพี่บุญมี ของเขา เอาซะเลย ความหงุดหงิดแปลกๆ ในใจเริ่มก่อตัวขึ้นทีละน้อย

คงเป็นผลจากความหล่อ เจมี่ตั้งแผงแค่แป๊บเดียวก็ขายได้เกือบหมดแล้ว ไม่มีใครสนใจจะรังเกียจหนูด้วงเลยสักคน พูดตรงๆ คือไม่มีใครสนใจเขาเลยต่างหาก

ขณะที่เจมี่กำลังป้อนขนมต้มที่มีคนเอามาแลกผักให้หนูด้วงกิน เด็กชายกลุ่มหนึ่งก็เดินส่ายเข้ามา นำโดยไอ้ทองเปลว เจ้ากรรมนายเวรเจ้าเก่าและบรรดาลิ่วล้อตัวกะเปี๊ยกน่ารังเกียจของเขา

เจมี่ส่งเสียง 'เหอะ' อยู่ในลำคอ ส่วนหนูด้วงยิ่งแนบหดไปกับแผ่นหลังเขาราวกับอยากหายเข้ามาในตัวเขาซะเลย

"ได้ข่าวว่าไอ้ลูกผีปอบมันปลูกผักขาย วันนี้เลยมาดูให้เห็นเป็นบุญตาเสียหน่อย" ไอ้ทองเปลวพูดเสียงยานคาง "ไหนดูหน่อยสิ"

มันหยิบผักขึ้นมากำมือหนึ่ง เขวี้ยงไปด้านข้าง แล้วรีบเช็ดมือกับโจงกระเบนอย่างรังเกียจด้วยสีหน้าเสแสร้ง แอคติ้งควรค่าแก่การไปเล่นละครเวทีเป็นอย่างมาก

"เฮ้ยไอ้แกละ เมื่อกี้ข้าเผลอจับผักของไอ้ลูกผีปอบว่ะ ข้าจะติดเชื้อผีปอบไหมเนี่ย" มันหันไปถามสมุนผมแกละด้วยสีหน้าขบขัน

"รีบกลับไปล้างมือเถิดพี่ทองเปลว ของสกปรกทั้งนั้น" ไอ้แกละเน้นคำว่าสกปรกเสียงดังจนน่าจะได้ยินกันทั้งตลาด ชาวบ้านเริ่มเข้ามามุงรอชมเรื่องสนุกตามประสายุคไม่มีเฟสบุ๊คและทวิตเตอร์

เจมี่ยืนขึ้นอย่างทนไม่ไหว "พวกมึงว่าผักใครสกปรก" เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาอยากตบเด็กเกรียนพวกนี้ให้หัวคะมำ

"อ้าวไอ้นี่ หน้าตาก็ดีไม่น่าโง่" เด็กเปรตคนหนึ่งพูดขึ้น เรียกเสียงหัวเราะจากชาวแก๊งระงม

ไอ้ทองเปลวทำลอยหน้าลอยตาน่าตบเป็นอย่างยิ่ง "พี่ชายไม่รู้หรือว่าไอ้ด้วงมันเป็นผีปอบ อยู่กับมันไปได้ เอ๊ะหรือว่า...." ไอ้ทองเปลวลากเสียง "หรือว่าพี่ชายจะเป็นพวกเดียวกับมัน"

ระบบพูดถูก ตอนนี้ความโกรธของเจมี่พุ่งจากศูนย์ถึงพันในเวลาห้าวินาทีเท่านั้น ลำคอราวกับมีบางอย่างร้อนผ่าวผุดขึ้นมา

"หนูด้วง ไม่ใช่ ผีปอบ!" เขาเค้นเสียงออกมาแต่ละคำอย่างยากลำบาก

ดวงตาสีดำเริ่มเปลี่ยนเป็นสีชาทองอย่างช้าๆ ก่อนสีทองจะเปล่งประกายชัดขึ้นเรื่อยๆ พลังอำนาจเริ่มแผ่ซ่านออกมาจากร่างทีละน้อย แม้แต่มนุษย์ธรรมดา ถ้ามีตาก็ย่อมมองออกถึงความผิดปรกติ

รอยยิ้มเยาะของไอ้ทองเปลวเริ่มจืดจางลง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นสีหน้าหวาดกลัวสุดขีด

"พะ..พวกมึง" มันพูดตะกุกตะกักพลางก้าวถอยหลัง "ผี...ผีปอบ! ช่วยด้วย!!" ไอ้ทองเปลวร้องลั่นก่อนวิ่งหนีไป

 

 

__________________________
 

 

Talk : ปุกาดๆ พบคนไม่มุบออนหนึ่งอัตราค่ะ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 102 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

149 ความคิดเห็น

  1. #35 Yeeee (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2563 / 22:18

    แย่แล้ว น้องเจมี่ของขึ้นแล้ว ทำไงดีเนี่ยจะโดนอะไรไหม ลุ้นๆๆๆๆ เลยค่า

    #35
    0
  2. #32 Alicia2005 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2563 / 18:04

    อัปไวๆนะ
    #32
    0