ปราบนายตัวร้ายด้วยรัก [Yaoi][ระบบ]

ตอนที่ 17 : โลกทิพย์กายทอง ตอนที่ 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 904
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 116 ครั้ง
    11 พ.ค. 63

 

 

"เจ้ามิใช่พญาจิตสุวรรณนาคราช แต่เจ้าก็คือพญาจิตสุวรรณนาคราช..." องค์หญิงบัวทองเดินไปเดินมาพลางพึมพำกับตัวเองไปด้วย "แต่ถึงเจ้าจะคือพญาจิตสุวรรณนาคราช เจ้าก็ไม่ใช่พญาจิตสุวรรณนาคราชตัวจริง แต่หากจะบอกว่าเจ้าไม่ใช่พญาจิตสุวรรณนาคราชก็หามิได้..."

เจมี่ "..."

ตั้งแต่ที่เขาโดนจับได้ องค์หญิงบัวทองเป็นแบบนี้มาครึ่งชั่วโมงแล้ว

นางขยับเข้ามาเพ่งมองใบหน้าเขาอย่างพิจารณา ดวงตาสีฟ้าอ่อนใสนั่นทำให้เจมี่รู้สึกขนลุกพิลึกจนต้องถอยหลังไปหลายก้าว

"เจ้ามิใช่วิญญาณร้ายที่มาสิงร่าง ไม่มีวิญญาณใดมาสิงสู่ในร่างเทพได้ ดูเหมือนพญาจิตสุวรรณตัวจริงจะสิ้นบุญไปแล้ว สำหรับข้ามิน่าแปลกใจอะไร ข้าเคยเตือนเขาหลายครั้งแล้วว่า ชีวิตที่วนเวียนอยู่กับการต่อสู้ฆ่าฟันจะยิ่งเร่งให้หมดบุญเร็วขึ้น"

องค์หญิงบัวทองละสายตาจากใบหน้าเขาเงยหน้ามองท้องฟ้า

"สรุปว่า...ที่เจ้าบอกว่าตนเองมาจากโลกอนาคตนั้นมิได้โกหก แม้เจ้าจะไม่ใช่พญาจิตสุวรรณนาคราชตัวจริง แต่ก็ไม่อาจพูดได้ว่าเจ้าไม่ใช่พญา -- "

"พอเถอะครับ" เจมี่พูดขึ้นในที่สุด เขาฟังจนหัวสมองมึนงงไปหมดแล้ว "เอาเป็นว่า ผมจะไม่ไปตามตื๊อคุณอีกแล้ว ต่อไปนี้คุณสบายใจได้เลย โอเคไหม?"

"ครับ? โอเค? เป็นคำพูดของโลกอนาคตหรือ เล่าให้ข้าฟังหน่อยซิ" ดวงหน้างามหยาดฟ้าเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น "ข้าเคยมีสุบินนิมิตถึงเกวียนเหล็กยาวเหมือนลำตัวของเหล่านาคราช เลื้อยพันอยู่บนฟ้า ผู้คนต่างอัดแน่นกันอยู่ข้างใน ก้มหน้ามองแต่สองมือตนเอง น่าสนใจนัก ในโลกอนาคตกาลมีเรื่องเช่นนั้นจริงหรือไม่"

"..."

"คือ...นั่นอาจคือรถไฟฟ้า" เจมี่ตอบอย่างระมัดระวัง

"รถไฟฟ้ารึ! เล่าให้ข้าฟังหน่อยซิ"

โชคดีที่หนูด้วงเดินออกมาจากกระท่อมทันช่วยชีวิตเขาไว้ได้พอดี

หนูด้วงหันซ้ายหันขวา พยายามมองหาเจ้าชายและเหล่าบริวาร แต่ก็ไม่เห็นใคร เขานึกเสียใจที่ไม่ได้ถามชื่อเจ้าชายของเขาไว้ เด็กน้อยลองเรียกเบาๆ

"เจ้าชาย -- พี่ชายรูปงาม"

องค์หญิงบัวทองมองหนูด้วงสลับกับมองเขาด้วยสีหน้าประหลาดใจ

"เด็กคนนี้...เจ้าคอยตามดูแลเด็กคนนี้อยู่รึ"

เจมี่ถอนหายใจ "ใช่แล้ว ชีวิตเขาน่าสงสารมาก มารดาโดนกล่าวหาว่าเป็นผีปอบ ถูกไล่ออกจากหมู่บ้าน นี่ก็พึ่งเสียไปเมื่อวาน ตอนนี้เขาเหลือตัวคนเดียวแล้ว"

"เจ้าดูแลเขาตลอดไปไม่ได้ดอก รู้หรือไม่ว่าเมื่อสามวันก่อน พญามารสิงขรรามสูรได้หลุดจากอเวจีมหานรกอันเป็นที่คุมขัง บัดนี้ยังหาตัวไม่พบ ข้าคิดว่าอีกไม่ช้า เจ้าต้องถูกเรียกตัวให้ไปจัดการเขาแน่"

"ฮะ!!!" เจมี่ร้องลั่นอย่างตกใจ รู้สึกเหมือนตัวชาไปหมด "แต่ผมไม่เคยสู้กับใครเลยนะ ผมไม่เคยจับดาบอะไรด้วยซ้ำ!!!" เจมี่พลันนึกถึงวิชากระบี่กระบองที่เคยเรียนแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่ามันไม่น่าจะมีประโยชน์อะไรที่นี่

องค์หญิงบัวทองมองเขาด้วยสีน่าเวทนาปนหนักใจ "ก็ไม่แน่ดอก ตอนนี้มันยังซ่อนตัวอยู่ในเงามืด ต้องรอดูว่าพญายมราชจะจัดการเช่นไร ทางที่ดี เจ้าควรรีบหาครอบครัวให้เด็กน้อยผู้นี้ จงอย่างลืมว่าเวลาในโลกมนุษย์กับโลกทิพย์ต่างกันมาก เจ้าจากเขาไปเพียงชั่วครู่ กลับมาเขาก็อาจเหลือเพียงเถ้ากระดูก"

เจมี่หน้าซีดทันที เขาเผลอกัดเล็บด้วยความเครียด ในหัวมีภาพเขากำลังสู้กับตัวอะไรไม่รู้ใหญ่ๆ ดำๆ มีไฟลุกท่วม แล้วเขาก็ทำดาบหลุดมือครั้งแล้วครั้งเล่า ในที่สุดก็ตัวประหลาดก็ทุบเขาจนแบนติดพื้น หรือว่าเขาควรจะแกล้งป่วยไปเลย ไม่สิ เทวดาไม่ป่วยไข้ อีกทั้งพญาจิตสุวรรณเป็นนักรบที่เก่งเกินไป ถ้าเกิดเขาทำอะไรผิดพลาดขึ้นมา เกรงว่าทุกคนจะรู้กันหมดว่าเขาไม่ใช่พญาจิตสุวรรณตัวจริง!

องค์หญิงบัวทองมองไปยังร่างเล็กๆ ของหนูด้วงที่ยังคงเดินหาเจ้าชายของเขาไปรอบๆ "เจ้าต้องจำไว้อย่างหนึ่ง กรรมเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล กรรมเป็นสมบัติส่วนตัว เจ้าช่วยเขาครั้งหนึ่ง จะผลักดันให้เขาเผชิญวิบากนับร้อยไม่สิ้น เจ้ากรรมนายเวรของเขาจะกลายเป็นเจ้ากรรมนายเวรของเจ้า เจ้ากรรมนายเวรของเจ้าจะกลายเป็นของเขา ตอนนี้เจ้าเป็นเทวดา ต้องรู้จักวางอุเบกขากับกรรมมนุษย์เสียบ้าง"

"ผมจะจำไว้" เจมี่พลันนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ "ขอถามหน่อยได้ไหมว่า...คุณรู้ได้ยังไงว่าผมไม่ใช่พญาจิตสุวรรณตัวจริง"

ใบหน้างามยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์

"เจ้ามีบางอย่างติดตัวมาด้วย บางอย่างที่ไม่ใช่ของโลกนี้และมีอำนาจประหลาด บางสิ่งที่มาจากภายนอก" เธอพูดพลางเงยหน้ามองท้องฟ้า เหมือนพยายามมองหาอะไรบางอย่างที่อยู่ไกลออกไปนับล้านปีแสง

"จำคำของข้าไว้ให้ดี เจ้ามิควรแทรกแซงกรรมผู้อื่น" นางกล่าวก่อนส่งยิ้มบางๆ ให้เขา แล้วหายตัวไปพร้อมแสงนวล

"อะไรของเขา" เจมี่บ่นพึมพำอย่างงุนงง พลางคิดว่าเดี๋ยวเขาต้องลองเอาอาวุธวิเศษออกมาฝึกซ้อมสักหน่อย อาจเป็นตอนที่หนูด้วงหลับแล้ว เจมี่พร้อมพนันได้เลยว่าอสูรอะไรนั่นจะต้องฟาดเขาจนร่างแหลกขายขี้หน้าไปทั่วสวรรค์อย่างแน่นอน ชื่อเสียงโด่งดังของพญาจิตสุวรรณผู้ยิ่งใหญ่จะต้องถูกเขาทำลายในพริบตา

แต่จะทำยังไงได้ เขายักไหล่ๆ มันก็แค่ชื่อเสียง? ละมั้ง?

ขณะกำลังจะแปลงกายกลับเป็นเจ้าชายของหนูด้วง ระบบก็ชิงพูดขึ้นก่อน

[โฮสต์ ฉันมีเรื่องต้องบอกคุณ]

เจมี่มีสีหน้าระแวงทันที หรือว่าจะเป็นเรื่องที่องค์หญิงบัวทองรู้ตัวตนของเขา แต่สิ่งที่ระบบพูดออกมานั่นกลับแย่กว่าที่คิด

[ขออภัยที่ต้องบอกว่า ผู้พัฒนาของฉันกำลังจะปิดปรับปรุงระบบครั้งใหญ่ เกรงว่าคุณจะต้องทำภารกิจที่เหลือต่อคนเดียว]

"อะไรนะ!?" เจมี่ถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ "แล้วผมจะทำยังไง? ผมอาจต้องไปสู้กับปีศาจอะไรก็ไม่รู้ด้วย คุณจะทิ้งผมไว้ที่นี่ไม่ได้นะ..."

ถ้าหากตอนแรกยังไม่กลัว ตอนนี้เจมี่ก็เริ่มกลัวขึ้นมาแล้วจริงๆ

[ตอนนี้ค่าสัมพัทธ์ระหว่างมิติได้สร้างความเสียหายให้แก่ระบบของฉัน ความจริงโลกที่แล้วไม่ใช่โลกระดับง่าย แต่เป็นระดับปานกลาง นอกจากนี้ฉันยังคำนวนตำแหน่งตัวร้ายผิดพลาดจนคุณต้องถูกยิงตาย ฉันหวังว่าจะกลับมาใหม่ในเร็วๆ นี้พร้อมการประมวลผลที่แม่นยำมากขึ้น]

"ไม่ไปไม่ได้เหรอ..." เจมี่ถามอย่างสิ้นหวัง "แล้วผู้พัฒนาของคุณเป็นใคร"

[ขออภัย โฮสต์ แต่ฉันไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดเผยข้อมูลของผู้พัฒนา แต่ฉันมั่นใจว่าวันหนึ่งคุณจะได้รู้อย่างแน่นอน ก่อนไปฉันต้องขอเตือนคุณเรื่องหนึ่ง เมื่อคุณเป็นพญานาค ความรัก ความโกรธ และความเกลียด จะถูกคูณด้วย 100 จำไว้ว่าคุณสามารถทำลายหมู่บ้านข้างล่างได้ภายในพริบตาเดียว หากคุณสังหารมนุษย์ ฉันเองก็ช่วยอะไรคุณไม่ได้ ขอให้สนุกกับภารกิจ แล้วพบกันเมื่อฉันอัปเกรดสำเร็จ]

"เดี๋ยว ระบบ!! อย่าทิ้งผมไว้อย่างนี้!!" เขาร้องเรียกระบบอย่างจนตรอก แต่เรียกเท่าไหร่ก็ไม่มีเสียงตอบรับกลับมา

เจมี่มองไปรอบๆ ตัวด้วยความรู้สึกเคว้งคว้างอย่างน่าประหลาด เขาต้องมาอยู่ในโลกที่ไม่รู้จัก คนเดียวกลางป่าเขาลำเนาไพร กำลังจะต้องไปต่อสู้กับปีศาจร้าย และมีเด็กให้ต้องเลี้ยง

"พี่ชายรูปงาม เจ้าชาย..." หนูด้วงเองก็ยังคงเรียกหาเขาด้วยเสียงสั่นสะท้าน ดูสิ้นหวังกับชีวิตยิ่งกว่าเขาเสียอีก

ในที่สุดเด็กน้อยก็ทรุดลงนั่งบนขอนไม้ ดูเศร้าโศกเสียใจและโดดเดี่ยวจนเจมี่ใจอ่อนเหลวไปหมด จำต้องยอมสลัดความทุกข์ของตัวเอง แปลงร่างกลับเป็นพี่ชายรูปงามของหนูด้วงดังเดิม

"พี่ชายรูปงาม!" หนูด้วงพุ่งเข้ามากอดเอวเขาไว้แน่น ดูตกใจมาก "นึกว่าท่านจากไปเสียแล้ว"

เจมี่ถอนหายใจ ถึงยังไงก็ต้องเอาตัวรอดไปก่อน เรื่องของอนาคตก็ให้เป็นเรื่องของอนาคตไปแล้วกัน "ข้าไปเดินเล่นมา สายแล้ว เจ้าหิวหรือไม่" เจมี่ถามพลางลูบหัวเด็กน้อยเบาๆ พูดกับมนุษย์ยังไงก็ไม่พ้นเรื่องกินไปได้

"หิวจ้ะ แต่หนูจับปลากินได้ ไม่ต้องลำบากพี่ชายทำอาหารเลิศล้ำอันใดหรอกจ้ะ" เขาบอก จับมือเจมี่ไว้แน่นราวกับกลัวว่าจะหายไป ซึ่งหนูด้วงก็กลัวจริงๆ นั่นแหละ กลัวมากเสียด้วย เขาเองก็อธิบายความรู้สึกนี้ไม่ถูกเหมือนกัน

"ข้ายังมิได้ถามชื่อพี่ชายเลย พี่ชื่ออะไรจ๊ะ" เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นถาม

"เจมี่ ไม่สิ บุญมี ข้าชื่อบุญมี" เจมี่ตอบส่งๆ ชื่อจริงก็คือนายบุญมี แต่กรรมบัง เป็นชื่อที่เขาตั้งให้ตัวเองในใจ

"บุญมี" หนูด้วงทวนชื่อนั้นเบาๆ ชื่อไม่เลิศหรูเหมือนที่เขาจินตนาการไว้เลย ไม่เหมือนพวกเจ้าชายที่มารดาเคยเล่าให้ฟัง แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะพี่บุญมีคือคนดีที่สุดในโลกนี้!!

สุดท้าย สองคนที่ถูกทิ้งจึงจูงมือกันไปจับปลาที่ลำธาร เจมี่ได้แต่นั่งดูอยู่เฉยๆ เพราะเขาจับปลาไม่เป็น แต่ด้วยความที่ชาตินี้เขาเป็นพญานาคชั้นสูง แค่นั่งกระดิกเท้าปลาก็แห่กันมาทั้งลำธารราวกับพระสังข์ร่ายมนตร์เรียกปลาไม่มีผิด เจมี่เฝ้ามองหนูด้วงกระโดดโลดเต้นอยู่ในน้ำ ไม่จำเป็นต้องก้มตัวลงไปจับ ปลาก็กระโดดใส่อ้อมแขนจนตาลาย เด็กน้อยหัวเราะร่าพลางจับปลาตัวลื่นๆ พวกนั้นใส่ข้องจนเต็ม

เจมี่คิดว่าเป็นเด็กก็ดีอย่างหนึ่ง คือลืมความเจ็บปวดได้อย่างรวดเร็ว สมัยก่อนเขาเองก็เคยเป็นแบบนี้ ใช้ชีวิตสนุกสนานรื่นเริงไปวันๆ เครียดที่สุดก็แค่ตอนสอบ ต่างจากตอนนี้ที่ดูเหมือนว่าเขาจะมีเรื่องให้เครียดมากมายเลยทีเดียว

หลังจากกินปลาย่างกันจนอิ่มแปล้แล้ว เจมี่จึงเริ่มคุยเรื่องแผนการชีวิตในวันข้างหน้ากับหนูด้วงอย่างจริงจัง "เจ้าคิดหรือไม่ ว่าต่อจากนี้จะอยู่ยังไง"

หนูด้วงยกมือเกาหัวแกรกๆ ยิ้มแหยอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว "ก็...ก็...อยู่แบบนี้แหละจ้ะ"

เจมี่ส่ายหัว ดีดหน้าผากเขาเบาๆ "เจ้าจะอยู่ยังไงตัวคนเดียว ไม่มีญาติที่อื่นเลยหรือ?"

"ไม่มีจ้ะ ปู่ย่าตายายล้วนตายหมดแล้ว ญาติห่างๆ เขาก็กลัวแม่ หาว่าแม่เป็นผีปอบ..." เด็กน้อยมีสีหน้าสลดลงเมื่อพูดเรื่องนี้ "หนูไปอยู่กับพี่บุญมีได้ไหมจ๊ะ หนูจะขยัน ตั้งใจทำงานทุกอย่างเลย"

เขาเงยหน้ามองเจมี่อย่างมีหวัง

"บ้านข้าอยู่ไกลมาก เจ้าตามไปไม่ได้หรอก" เจมี่ยื่นมือไปลูบผมเปียเบาๆ "แต่ข้าจะอยู่กับเจ้าจนกว่าเจ้าจะโตพอดูแลตัวเองได้ ตกลงไหม"

หนูด้วงได้ยินดังนั้นกลับขมวดคิ้วอย่างสงสัย

"แล้ว...แล้ว เมียพี่ชายเขาจะไม่ว่าเอาหรือจ๊ะ" เด็กน้อยถามตาใส เพราะผู้ใหญ่วัยอย่างพี่บุญมีก็แต่งงานมีลูกกันแล้วทั้งนั้น มาอยู่กับเขานานๆ จะดีหรือ

"พรืด ข้า ข้ายังไม่แต่งงานดอก" เจมี่กระแอ่มไอ ยกขันน้ำขึ้นมาจิบแก้เขิน "เอาเป็นว่า หากจะอยู่ให้ได้ก็ต้องปลูกผักเลี้ยงสัตว์ ข้าจะลองศึกษาดูก่อน สัตว์คงจะเป็นไก่สินะ ส่วนผัก...มะเขือ แตงกวา ฟักทอง บวบ น้ำเต้า..."

ไม่รู้ว่าคนในยุคนี้เขาปลูกอะไรกันบ้าง

เจมี่ปรึกษากับหนูด้วงอยู่นานสองนาน ในที่สุดจึงตกลงกันว่าจะปลูกผักหลายชนิดและเลี้ยงไก่ ส่วนวัวกับการทำนายังไม่ต้องพูดถึง เพราะวัวตัวใหญ่เกินไป อีกทั้งเจมี่ก็ไม่มีความรู้เรื่องการทำนาข้าวเลยสักนิด

ครั้นเจมี่จะเนรมิตทุกอย่างขึ้นมาก็คงประหลาดไปหน่อย ดังนั้นพวกเขาตั้งใจว่าจะลงเขาไปยังบ้านตาอินกับยายช้อย ซึ่งเป็นชาวบ้านที่ค่อนข้างมีสติดีที่สุดในบรรดาชาวบ้านเขามะเดื่อ

จากคำบอกเล่าของหนูด้วง ตาอินกับยายช้อยอยู่ด้วยกันเพียงสองคน ลูกชายคนเดียวจมน้ำตายไปแล้วตั้งแต่ยังเล็ก แม้ทั้งสองไม่เคยเห็นด้วยกับการไล่แม่หนูด้วงออกจากหมู่บ้าน แต่ก็ไม่กล้าหาญพอจะเถียงกับคนอื่น ดังนั้นพวกเขาจึงมักแอบแบ่งปันข้าวสารและอาหารให้กับสองแม่ลูกเป็นประจำด้วยความสงสาร

เจมี่ฟังดูแล้วก็รู้สึกว่าก็ใช้ได้ ดังนั้นจึงพากันเดินลงจากเขาไปยังบ้านของสองตายายเพื่อขอแบ่งเมล็ดผักต่างๆ รวมถึงไก่ ซึ่งแน่นอนว่าเจมี่จะจ่ายให้อย่างงาม

เจมี่จูงมือหนูด้วงเดินไปตามถนนในหมู่บ้านอย่างผ่าเผย ไม่สนสายตาประหลาดใจของพวกชาวบ้านที่ผ่านไปผ่านมา โชคดีที่ความงามเยี่ยงเทวดาของเจมี่ได้กลบทุกอย่างไว้ไต้รัศมีหมดแล้ว ชาวบ้านหลายคนต้องขยี้ตารัวๆ กว่าจะจำได้ว่าเด็กน้อยข้างๆ เป็นใคร

 

เรือนของตาอินกับยายช้อยตั้งอยู่ทางทิศใต้ท้ายหมู่บ้าน เป็นเรือนไม้ใต้ถุนสูงขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ รูปร่างแปลกตากว่าบ้านอื่นอย่างเห็นได้ชัด บ่งบอกว่าต้องเป็นคนอินดี้ประมาณหนึ่ง

หนูด้วงเห็นเรือนของสองตายายก็บีบมือเจมี่แน่น เริ่มรู้สึกหนักใจขึ้นมา เพราะเกิดกลัวว่าจะทำให้สองตายายต้องเดือดร้อน

"ไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องกลัว" เจมี่ปลอบเบาๆ

พวกเขาพากันเดินเข้าไปยังใต้ถุนเรือน เจมี่เห็นหญิงชราผมสีดอกเลาเปลือยอกผู้หนึ่งกำลังนั่งสานกระบุงอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ ส่วนชายชราซึ่งคงเป็นตาอินกำลังอาบน้ำไก่ชนตัวงามอยู่ไม่ไกล "พวกท่านคงเป็นตาอินกับยายช้อย" เขาเป็นฝ่ายทักทายก่อน สีหน้าของยายช้อยน่าดูจริงๆ ถึงขนาดทำกระบุงที่กำลังสานหลุดมือ พ่นน้ำหมากกระจาย

"พ่อ...พ่อหนุ่มรูปงามราวกับเทวดานี่เป็นคนบ้านใดกันหนอ" นางรีบใช้ผ้าเช็ดน้ำหมากแล้วลุกเดินกระย่องกระแย่งลงมาคว้าแขนเจมี่ไปลูบไล้ทันที "งามราวกับเทวดาหล่นลงมาจากสรวงสวรรค์ นี่หากข้ายังไม่ออกเรือนละก็ -- "

"หน็อยแนะยายแก่ จะลงโลงอยู่แล้วยังพูดจาไม่เจียมกะลาหัว" ตาอินที่กำลังอาบน้ำไก่ตวัดสายตามองเจมี่อย่างขุ่นเคืองทันที ส่วนหนูด้วงก็ถูกลืมไปเลย

"อะแฮ่ม" เจมี่พยายามแกะมือหญิงชราออกอย่างเบามือไม่ให้ดูน่าเกลียดเกินไป พลางคว้าแขนหนูด้วงมายืนข้างหน้า "ตายายจ๋า มารดาของหนูด้วงพึ่งเสียเมื่อวานนี้ เขาตัวคนเดียวไร้ญาติขาดมิตรข้าจึงช่วยดูแล นี่ก็ว่าจะมาหาเมล็ดผักและเป็ดไก่ไปเลี้ยงที่กระท่อมน่ะจ้ะ"

ตาอินกับยายช้อยมองไปที่เด็กน้อยราวกับพึ่งสังเกตเห็น

"เฮ้อ...ไอ้ด้วงเอ๊ย ชีวิตช่างน่าเวทนาแท้" ตาอินว่า

"นี่แนะตาแก่ เราสองก็ไม่มีลูกเต้า หรือว่าจะให้มันมาอยู่ด้วยดี?" ยายช้อยแนะ มือยังคอยแอบแต๊ะอั๋งเจมี่ไม่เลิกรา

ขณะนั้น หญิงร่างใหญ่นางหนึ่งพร้อมเพื่อนบ้านขาเผือกก็เดินเข้ามาร่วมวงสนทนาด้วย เจมี่จำได้ว่านางเป็นแม่ของเด็กแกละที่จะเอาหินเขวี้ยงหัวหนูด้วงของเขา จึงรีบดันตัวเด็กน้อยไปไว้ด้านหลังทันที

"ไม่ได้เด็ดขาด!! ตาอิน ยายช้อย ลืมแล้วรึว่าแม่มันเป็นผีปอบ แม่เป็นปอบ ลูกก็ต้องสืบทอดความเป็นปอบไปด้วย!!"

ยายช้อยส่ายหน้า "ข้าไม่เห็นเคยได้ยินเรื่องเช่นนี้ ใช่ไหมตาแก่"

"ใช่แล้ว ผีกระสือเท่านั้นที่สืบทอดทางน้ำลาย" ตาอินว่า

แม่ไอ้แกละยังคงปั้นหน้าหวาดกลัวอย่างเสแสร้ง "แล้วถ้าหากมันเป็นผีปอบเหมือนแม่มัน ภายหน้าเราไม่ถูกควักไส้ตายห่ากันทั้งหมู่บ้านรึ! เอาอย่างนี้เถิด พวกเราไปตามหมอแม้นมาช่วยยืนยันดีหรือไม่"

ชาวบ้านหลายคนส่งเสียงเห็นด้วย ส่วนหนูด้วงเกาะแขนเจมี่ไว้แน่น น้ำตาไหลออกมาอย่างช้าๆ

"พอเถิด!!" เจมี่ขัดขึ้นอย่างทนไม่ไหว "เด็กคนนี้เป็นมนุษย์ธรรมดา ไม่ใช่ผีสางอะไร อีกอย่าง ข้าก็มิได้อยากจะให้เขาไปอยู่กับใคร เด็กคนเดียวข้าย่อมเลี้ยงไหว ตายายจ๊ะ ข้ามาหาซื้อเมล็ดผักแล้วก็ไก่สักสิบตัวไปเลี้ยงเท่านั้น มิได้จะมาหาครอบครัวให้หนูด้วงแต่อย่างใด"

พูดจบเขาก็ควักทองแท่งออกมาจากชายพกทันที ให้มันรู้อำนาจแห่งทองซะบาง นี่แน่ะ! จงดูซะ! เจมี่ชูทองไปข้างหน้าสองตายาย

ชาวบ้านต่างตกตะลึง ลืมเรื่องความเป็นปอบไม่ปอบไปจนหมด แย่งกันเสนอขายทั้งพืชผัก ข้าวเปลือก วัวควาย มีคนเสนอขายบ้านกับที่ดินให้พวกเขาด้วยซ้ำ ทุกอย่างวุ่นวายไปหมดจนเจมี่แทบทนไม่ไหว

"พอแล้ว!!" ตาอินตวาดลั่น ชาวบ้านจึงเงียบเสียงลง ชายชราหันมามองเจมี่กับหนูด้วงนิ่งๆ "ทองมากมายเช่นนี้พวกข้าเก็บไว้เกรงจะโดนโจรปล้นเสียก่อน เอ็งเก็บไว้เถิดไอ้หนุ่ม ยายช้อยไปเอาเมล็ดผักมาให้ไอ้ด้วง ส่วนไก่เดี๋ยวข้าจับแล้วให้คนไปส่งที่กระท่อมบนเขา ไม่คิดอัฐ เพียงแต่ภายหน้า ลูกไก่ที่ออกมาต้องคืนเป็นจำนวนเท่าที่ให้ไป"

เจมี่คิดว่าเขาได้ทำตัวสมกับที่มาจากโลกทุนนิยมแล้ว แต่ไม่รู้ว่าคืนนี้จะโดนโจรปล้นหรือเปล่า

สุดท้ายเขาก็ซื้อเครื่องมือเครื่องใช้สำหรับการทำสวนรวมทั้งหม้อไหกลับมาจำนวนหนึ่ง เมื่อกลับถึงกระท่อมก็เริ่มลงมือแผ้วถางที่ดินรกร้างด้านหลังขณะที่หนูด้วงก็ช่วยถอนหญ้าอยู่ข้างๆ

สมัยก่อนเจมี่ก็เคยช่วยคุณยายปลูกผักที่สวนหลังบ้านอยู่เหมือนกัน เพียงแต่ไม่ได้ปลูกอะไรจริงๆ จังๆ จะมีก็แต่พวกผักกาด คะน้า พริก กะเพรา โหระพายี่หร่าอะไรทำนองนั้น

ทำงานกันอยู่สักพัก ชาวแก๊งสัมภเวสีทั้งสามก็ปรากฏตัวขึ้น เจมี่มองหน้าพวกมันอย่างประหลาดใจ เพราะเขาไม่ได้เรียกพวกมันมาเสียหน่อย

"พญาจิตสุวรรณขอรับ ให้พวกเราทำเองเถิดขอรับ" เจ้าตัวหัวหน้าพูดขึ้น

เจ้าผีตัวอ้วนที่เป็นลูกน้องรีบพยักหน้าหย็อยๆ "จริงด้วยขอรับ ท่านสูงส่งถึงเพียงนี้ จะให้มือเปื้อนดินได้เยี่ยงไร"

"ข้าไม่อยากรบกวนพวกเจ้า สิ่งใดที่ข้าทำได้ก็อยากทำเองมากกว่า พวกเจ้าไปกินอาหารของพวกเจ้าเถิด" เจมี่กระซิบบอกเบาๆ เหลือบมองไปทางหนูด้วงที่นั่งถอนหญ้าอยู่ไม่ไกล กลัวเขาจะได้ยินบทสนทนา

"สมัยก่อนตอนยังไม่พบท่าน พวกเราหิวโหยเหลือเกิน แม้จะกินมากขนาดไหนกลับไม่เคยอิ่มท้อง ยิ่งกินก็ยิ่งหิว ทุกวันช่างทรมานนัก นับแต่ท่านแผ่เมตตาให้ ตอนนี้พวกเราไม่หิวโหยดังเก่าอีกแล้ว คาดว่าอีกไม่นานจะหลุดพ้นจากภพภูมิน่าอดสูนี้" เจ้าผีตัวหัวหน้าพูดอย่างซึ่งใจ

"ใช่ขอรับ!" เจ้าผีตัวผอมรีบเสริม "เมื่อก่อนเราคิดว่ามีอาหารกินทุกวันก็ดีถมไปแล้ว ไม่เคยคิดจะปรับปรุงตัวเองให้เป็นผีที่ดีขึ้น ชาวบ้านไม่ถวายของเซ่นก็ตามไปหลอกหลอน ทั้งเข้าฝันทั้งเขย่าเรือนจนชาวบ้านพวกนั้นไม่เป็นอันกินอันนอน มาวันนี้ให้รู้สึกละอายใจยิ่งนัก โปรดให้เราทำเถิดขอรับ"

เจมี่ไม่รู้จะตอบอะไรเหมือนกัน ความจริงเขาแค่แผ่เมตตาง่ายๆ ให้พวกมันเท่านั้น

"แล้ว...พวกเจ้าชื่ออะไรกันบ้าง" เขาถาม

"พวกเรานับแต่ตายก็มีเพียงความหิวโหย ไร้ความทรงจำ ไม่มีชื่อหรอกขอรับ" เจ้าผีตัวหัวหน้าตอบ เจมี่จึงตัดสินใจตั้งชื่อให้บริวารใหม่เอี่ยมของเขา อันได้แก่ เจ้าตัวหัวหน้าชื่อแดง เจ้าตัวผอมชื่อเหลือง ส่วนเจ้าตัวอ้วนชื่อน้ำเงิน รวมกันเป็นแก๊งแม่สีพอดี พวกมันเอ่ยปากขอบคุณชื่อใหม่น้ำตาไหลพรากๆ เป็นภาพที่ประหลาดพอควร

หลังจากฉากร้องไห้ร้องห่มผ่านไป พวกมันจึงแย่งจอบไปจากมือเจมี่แล้วเริ่มแผ่วทางหน้าดินต่อทันที หนูด้วงแอบมองภาพที่เกิดขึ้นและได้ยินอย่างหวาดๆ มีคำว่าผี มีพญาจิตสุวรรณอะไรสักอย่าง

แล้วทำไมพวกบริวารของเจ้าชายถึงร้องไห้แบบนั้น...

เด็กน้อยข่มความสงสัยไว้ในใจ เดินไปเปิดตุ่มใส่น้ำจะตักดื่มแก้หิว แต่ปรากฏว่ามีงูตัวเล็กตัวน้อยหลายตัวอยู่ข้างใน หนูด้วงช้อนงูเหล่านั้นขึ้นมาจากน้ำอย่างงุนงง แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งโหยงเมื่องูเห่าสีดำมะเมื่อมตัวเท่าแขนเลื้อยปัดผ่านขาของเขาไปอย่างเอื่อยๆ ร่างเล็กตัวแข็งทื่อไปหมด โชคดีที่งูเห่าดูเหมือนไม่สนใจเขาเลย มันเพียงแต่เลื้อยเข้าป่าไปเฉยๆ ไม่รู้ทำไมหนูด้วงถึงอดเหลือบมองไปทางพี่บุญมีไม่ได้ แวบหนึ่งกลางแสงแดดจ้า เขาคิดว่าเห็นผิวพรรณเนียนละเอียดของพี่บุญมีส่องประกายเลื่อมพรายแปลกๆ หนูด้วงกะพริบตาหลายครั้ง สงสัยเขาคงจะเหนื่อยจนตาลายกระมัง เด็กน้อยตักน้ำในตุ่มดื่มอย่างใจลอย

 

 

__________________________

 

 

Talk

ระบบบบบ เธอจะมาทิ้งน้อลไว้อย่างนี้ไม่ได้นะ TT

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 116 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

149 ความคิดเห็น

  1. #34 เมี้ยวเมี้ยว (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2563 / 22:01

    มีความสงสัยที่นางฟ้าองค์นั้นบอกน้องเจมี่จัง มันคืออะไรเนี่ย 5555


    ชอบจังเลยค่ะไรท์ ไม่ค่อยเห็นแนวระบบที่เขียนเกี่ยวกับเทวดาหรือภพภูมิที่เป็นของไทยเลย ชอบมากค่ะ ชอบตั้งแต่โลกละครหลังข่าวแล้ว ไรท์คิดได้ไงอะ ตลกดีค่ะ

    #34
    1
    • #34-1 TienTienTien(จากตอนที่ 17)
      9 พฤษภาคม 2563 / 08:20
      ขอบคุณจ้า
      #34-1