ปราบนายตัวร้ายด้วยรัก [Yaoi][ระบบ]

ตอนที่ 15 : โลกทิพย์กายทอง ตอนที่ 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 961
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 155 ครั้ง
    19 เม.ย. 63

 

 

"ไอ้ลูกผีปอบ!! ลูกผีปอบ!!" หนังสติ๊กที่บรรจุลูกหินถูกยิงมาจากทุกทิศทางทันทีที่มีคนสังเกตเห็นหนูด้วงในหมู่บ้าน ร่างเล็กๆ ที่กำลังแบกกระบุงใส่ฟืนโซเซเล็กน้อย ทว่ายังคงเดินตรงไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เจมี่มองไปรอบๆ อย่างประหลาดใจ เพราะทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ต่างก็ทำท่าหวาดกลัวหนูด้วงเหมือนโรคร้าย

"ไอ้ด้วง!!" เสียงเรียกที่ฟังดูหยาบคายอย่างชัดเจนดังขึ้นเบื้องหลัง หนูด้วงสะดุ้งทันที ดวงตาฉายแววหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด ที่เดินเรียงแถวออกมาจากกลุ่มชาวบ้านก็คือเด็กชายตัวโตๆ หลายคนซึ่งน่าจะอายุมากกว่าหนูด้วงสักสองสามปี

[ขอแนะนำให้รู้จักตัวร้ายอันดับหนึ่งของเรื่อง ทองเปลว] ระบบประกาศ เท่าที่เจมี่รู้ ทองเปลวคนนี้เองที่จะถูกหนูด้วงเอาก้อนหินฟาดจนสมองไหลตายอนาถในอนาคต

"ดูสารรูปมันสิวะ" ไอ้ทองเปลวหันไปหัวเราะกับบรรดาสหายเลวของเขา "ยังกะนังผีปอบแม่มันมิมีผิด"

พวกแก๊งเด็กเปรตหัวเราะกันจนท้องคัดท้องแข็ง

"แม่ข้ามิใช่ผีปอบ!!" หนูด้วงพยายามทำเป็นเข้มแข็งขึ้นทั้งที่เจมี่เห็นว่าขาของเขาสั่นอย่างชัดเจน

ทองเปลวได้ยินดังนั้นก็เดินส่ายเข้ามาหลายก้าวอย่างมุ่งร้าย "มิใช่แล้วผีปอบอะไรวะ เมื่อวานไก่ยายเม่าถูกควักไส้ตายแทบหมดเล้า ชาวบ้านเขาสงสัยกันทั่วว่าเป็นฝีมือแม่มึง ดีที่พ่อกูช่วยห้ามไว้ ไม่เช่นนั้นกระท่อมสับปะรังเคของมึงคงถูกเผาไม่เหลือ เอ้า รีบกราบตีนกูเสียสิ"

ทองเปลวยื่นเท้าสกปรกออกไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง กอดอกยักคิ้วให้หนูด้วงอย่างกระหยิ่มใจ

"กราบตีน กราบตีน กราบตีน -- " พวกเด็กเปรตส่งเสียงเชียร์ดังลั่นพลางปรบมือไปด้วย

"กูไม่กราบ!! แล้วแม่กูก็มิใช่ผีปอบ!!" ตอนนี้หนูด้วงเริ่มเสียงแข็งแล้วเหมือนกัน ร่างเล็กจ้องไอ้ทองเปลวด้วยสายตาแข็งกร้าว

"ไอ้ด้วงนี่มันไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเสียแล้ว" เด็กคนหนึ่งพูดขึ้น "สงสัยวันนี้มันคงอยากเจ็บตัวกระมัง"

"ใช่ๆ พี่ทองเปลว อย่างนี้ต้องสั่งสอนเสียหน่อย"

ทองเปลวยิ้มมุมปากอย่างชั่วร้าย "ไอ้ด้วง มึง!!" กำปั้นลอยมากระแทกหน้าหนูด้วงทันที เล่นเอาเขาหงายหลังลงไปกองกับพื้น ฟืนที่แบกมาหกกระจาย

จากนั้นการต่อสู้ของเหล่าลูกผู้ชายตัวน้อยก็เริ่มขึ้น ไม่สิ ต้องเรียกว่าเรียกว่าการต่อสู้แบบหมาหมู่ถึงจะถูก

ถึงหนูด้วงจะตัวเล็กแถมมีอยู่คนเดียวแต่เขาก็สู้ยิบตา แม้ร่างกายจะผ่ายผอมแต่ปราดเปรียวมาก หลบหลีกได้คล่องแคล่วว่องไว เจมี่อดภูมิใจไม่ได้ แต่ภูมิใจอยู่ไม่นานเจมี่ก็ได้เรียนรู้ว่าในบางสถานการณ์ ความกล้าไม่ช่วยอะไร

หนูด้วงถูกถีบกระเด็นลงไปกองกับพื้น ดวงตาเขียวช้ำ สภาพดูย่ำแย่มาก

"ฮ่าๆๆๆ" พวกแก๊งเด็กเปรตหัวเราะลั่นอย่างสะใจ

ระหว่างที่ทุกคนกำลังหัวเราะขบขันอยู่นั้น เด็กผมแกละคนหนึ่งในกลุ่มก็หยิบก้อนหินก้อนใหญ่บนพื้นขึ้นมาชั่งน้ำหนักในมือ ทำท่าจะเขวี้ยงใส่หนูด้วง หินก้อนใหญ่ขนาดนี้ หากโดนเข้าไปแม้ไม่ตายก็คงไม่สมประกอบแน่

บังอาจมารังแกหนูด้วงของเขางั้นเหรอ ได้...

"ไอ้ลูกผี -- โอ๊ย!!!" เด็กแกละยังไม่ทันได้ปาก้อนหิน ร่างก็เซไปข้างหลังราวกับมีแรงปริศนาผลัก ก้อนหินใหญ่หลุดมือหล่นใส่เท้าเต็มแรง เขาร้องไห้โฮทันที

"ไอ้แกละเป็นอะไรลูก!!!" หญิงร่างท้วมผู้เป็นแม่รีบวิ่งเข้ามาดูลูกชายอย่างตกใจ

"ฮือ..แม่ มันมีอะไรผลักหนูก็ไม่รู้ สงสัยจะเป็นฝีมือไอ้ลูกผีปอบ" ไอ้แกละรีบฟ้อง ดวงตาของผู้เป็นแม่หันขวับมามองหนูด้วงอย่างมุ่งร้าย

ตอนนี้เจมี่เริ่มใจเสียแล้ว หรือว่าการช่วยเหลือของเขาจะยิ่งทำให้หนูด้วงเดือดร้อนเข้าไปกันใหญ่

"แก!!!" หญิงคนนั้นเดินเข้ามากระชากผมเปียของหนูด้วง "ลูกผีปอบอย่างแกเข้ามาในหมู่บ้านได้ยังไงกัน เจ้าข้าเอ๊ย!!" หญิงคนนั้นร้องเสียงดัง ชาวบ้านต่างเริ่มเข้ามามุงดู "เจ้าข้าเอ๊ย มาไล่ไอ้ลูกผีปอบไปจากหมู่บ้านที!!"

ชาวบ้านหลายคนพร้อมไม้พายบ้าง ไม้ตะพดบ้างเริ่มกรูกันเข้ามา เจมี่ตกใจแทบสิ้นสติ นี่เด็กนะ นี่เด็ก!!! เขาตัดสินใจประนมมือร่ายคาถาตามความทรงจำ แสงสีทองจางๆ ถูกปล่อยออกมาจากร่างกายปกคลุมหนูด้วงเอาไว้ แม้พลังของเขาจะยังไม่ฟื้นคืนทั้งหมด แต่หากเกิดอะไรขึ้น หนูด้วงคงพอจะแคล้วคลาดได้บ้าง

ร่างเล็กๆ สั่นสะท้านเมื่อเห็นผู้ใหญ่พร้อมอาวุธตรงเข้ามา เขาประนมมือท่วมหัวน้ำตาไหลพราก ร้องว่า "หนูหาได้ทำอะไรไอ้แกละเลยนะจ๊ะป้าแย้ม"

"ลูกผีปอบ ไสหัวไปซะ!!" ชายชราคนหนึ่งตะโกนพลางใช้ไม้พายกระทุ้งสีข้างหนูด้วง

"ใช่ๆ มันเป็นตัวเสนียดจัญไรเหมือนแม่มัน ไล่มันออกไป!!"

"ไล่มันออกไป!! "

"ออกไปซะไอ้ตัวเสนียด" ชาวบ้านประสานเสียงเซ็งแซ่

หนูด้วงได้แต่ประนมมือส่ายหัวอย่างน่าสงสาร เจมี่ที่คิดว่าตัวเองเป็นต้นเหตุความเดือดร้อนรีบเข้าไปกอดร่างเล็กๆ ที่กำลังสั่นสะท้านเอาไว้

หนูด้วงรู้สึกถึงไอเย็นแบบนั้นอีกแล้ว แล้วก็กลิ่นหอมสดชื่นนั้น น้ำตาเขาหยุดไหล ในใจรู้สึกเข้มแข็งขึ้นอย่างน่าประหลาด

ตอนนี้เขาเริ่มแน่ใจแล้วว่าตัวเองไม่ได้ตัวคนเดียว

"มีอะไรกัน มีอะไรกัน" เสียงเข้มทรงอำนาจดังขึ้น ชาวบ้านต่างสะดุ้งทันทีก่อนหลีกทางให้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามา เขาเป็นชายวัยกลางคนอายุประมาณสี่สิบ หนวดหนาจัดแต่งเป็นทรงโค้งอย่างประณีตเหนือริมฝีปาก ในมือถือไม้ตะพดหัวเงิน ดูจากการแต่งกายและบ่าวไพร่ที่เดินตามด้านหลัง แสดงว่าฐานะคงไม่ธรรมดา ไอ้ทองเปลวรีบวิ่งเข้าไปยืนข้างชายผู้นั้นอย่างประจบประแจง

[ขอแนะนำให้รู้จักตัวร้ายอันดับสาม นายบ้านทองมั่น] นายบ้านทองมั่นก็คือพ่อของไอ้ทองเปลวนั่นเอง

"พวกเองนี่รังแกได้แม้กระทั่งเด็ก" เขาส่ายหน้า หันไปมองรอบๆ อย่างจนปัญญา

"พ่อจ้ะ เมื่อครู่ไอ้แกละมันบอกว่ามีอะไรไม่รู้ผลักมันจนล้มคว่ำแถมยังโดนก้อนหินทับตีนอีก ดูสิพ่อ สงสัยจะเป็นผีห่าที่แม่ไอ้ด้วงมันเลี้ยงไว้" ไอ้ทองเปลวรีบฟ้องทันที

ฉันไม่ใช่ผีห่านะ ฉันคือเทวดา เจมี่เถียงในใจเงียบๆ แต่เขาไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามแล้วเพราะกลัวหนูด้วงจะซวยยิ่งขึ้นไปอีก

นายบ้านทองมั่นผู้เป็นหัวหน้าหมู่บ้านฉุดแขนหนูด้วงที่น้ำตาเริ่มแห้งแล้วให้ยืนขึ้น ถามว่า "ไอ้ด้วง เอ็งเข้ามาในหมู่บ้านทำไม"

"จะลองเอาฟืนมาขายให้นายบ้านจ้ะ" หนูด้วงตอบพลางมองไปยังท่อนฟืนสีดำแตกๆ หักๆ บนพื้น

"บ้านไหนเขาก็มีฟืนใช้กันทั้งนั้น ไอ้ด้วงเอ๊ย" นายบ้านทองมั่นส่ายหน้า "เอ็งกลับบ้านไปซะ แล้วต่อไปอย่าลงมาจากเขาอีก" เขาหันมองชาวบ้านรอบๆ "มามุงดูอะไรกัน ไสหัวไปทำงานทำการได้แล้ว"

พูดจบก็หันหลังพาบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนกลับเรือน

เจมี่มองหนูด้วงที่ค่อยๆ เก็บฟืนลงกระบุงด้วยสีหน้าสลด ชาวบ้านบางคนยังถ่มน้ำลายใส่เขาอย่างรังเกียจ หนูด้วงพยายามใช้หลังมือเช็ดหน้า ผลคือหน้าดำเป็นปื้น เจมี่เห็นดังนั้นจึงเอื้อมมือไปเช็ดแก้มให้เขาเบาๆ หนูด้วงที่รู้สึกได้ถึงไอเย็นบนผิวเริ่มน้ำตาไหลรินอีกรอบ

"ท่านเทวดา ฮือ..." เขาสูดน้ำมูกแรงๆ หลายครั้ง

"ขอโทษนะ" เจมี่พูดเบาๆ โดยที่เขาไม่ได้ยิน

 

แม่ของหนูด้วงเคยอาศัยอยู่ในหมู่บ้านมาก่อน เธอคืออดีตสาวงามอันดับหนึ่งแห่งหมู่บ้านเขามะเดื่อ คนโบราณเชื่อกันว่าสาวสวยมักจะอาภัพ ซึ่งสำหรับแม่ของหนูด้วงแล้วเห็นจะเป็นเรื่องจริง

ตั้งแต่ย่างเข้าวัยสาวเธอมีชายหนุ่มมารุมรักมากมาย เรียกว่าหัวกระไดไม่แห้งเลยก็ว่าได้ หนึ่งในบรรดาหนุ่มๆ เหล่านั้นยังมีหมอผีชื่อดัง เซเลบของหมู่บ้านนามว่า 'หมอแม้น' รวมอยู่ด้วย ทว่าแม่หนูด้วงไม่ได้รักใคร่อะไรหมอแม้น ปฏิเสธน้ำใจไม่ไยดี สุดท้ายเธอกลับเลือกผู้ชายยากจนคนหนึ่ง แม้พ่อแม่ไม่เห็นด้วยแต่ก็คัดค้านไม่ได้เพราะเธอเกิดท้องป่องขึ้นมาซะก่อน ในที่สุด ทั้งสองจึงเข้าสู่ประตูวิวาห์อย่างเรียบง่าย

ความจริงเรื่องนี้ควรจะจบอย่างชื่นมื่น ถ้าไม่ใช่เพราะหมอแม้นที่รักไม่สมหวังกลับแปรเปลี่ยนเป็นความแค้น เขาทำของสกปรกบางอย่างใส่พ่อหนูด้วงจนตายไม่สวย สภาพศพซีดขาวแห้งเหี่ยวไร้เลือดราวกับถูกสูบออกไปจนหมด จากนั้นหมอแม้นก็กล่าวหาแม่หนูด้วงว่าเป็นผีปอบ คนสมัยก่อนยิ่งในหมู่บ้านเล็กๆ ใครว่าอะไรก็ว่าตามกันไป สุดท้ายแม่หนูด้วงและลูกชายคนเดียวก็ต้องย้ายไปอาศัยอยู่บนเขาโดยอาศัยเก็บของป่าประทังชีวิตไปวันๆ ผ่านไปไม่กี่ปีผู้เป็นแม่ก็เริ่มล้มป่วยออดๆ แอดๆ ไปอีกคน เป็นที่มาชีวิตรันทดของหนูด้วงที่เจมี่ฟังระบบเล่าจบแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้า

"แค่มีคนบอกว่าเป็นปอบก็ทำให้ใครคนหนึ่งเป็นปอบขึ้นมาจริงๆ เหรอ?!" เขาบ่นกับระบบอย่างแค้นเคืองระหว่างเดินตามหนูด้วงกลับบ้าน

[เรากำลังพูดถึงกลุ่มคนที่ไม่ได้ถูกสอนมาให้คิด เจมี่ แน่นอนว่าพวกเขามีนักคิดอยู่เหมือนกัน แต่ก็มักถูกทำลายไปอย่างรวดเร็วก่อนจะได้เติบโต] ระบบออกความเห็น

ระหว่างเดินแบกฟืนกลับบ้าน หนูด้วงก็หยุดที่ศาลไม้เล็กๆ แห่งหนึ่งริมทาง ศาลแห่งนี้มีคนวางขนมและอาหารไว้พอสมควร เด็กน้อยมองอาหารตาละห้อยพลางกลืนน้ำลายดังเอื๊อก

"อย่านะ..." เจมี่พูดเบาๆ

รอบๆ เครื่องเซ่นเหล่านั้นมีสัมภเวสีหน้าตาน่ากลัวกำลังดื่มกินกันอย่างมูมมาม พอเห็นพญาจิตสุวรรณพวกมันก็ถอยกรูออกไปหลบในป่าหญ้าข้างๆ ดวงตาแดงเถือกจ้องมองพวกเขาอย่างหวั่นเกรง ทว่ายังคงไม่ยอมทิ้งอาหารไป

หนูด้วงจดๆ จ้องๆ อยู่นาน ในที่สุดความหิวก็เป็นฝ่ายชนะ เขาหยิบขนมตาลชิ้นหนึ่งขึ้นมาอย่างลังเลใจ

"อย่ากินเลยนะ นี่มันของเซ่นผี ของสกปรก ไม่คู่ควรกับเจ้าหรอก" เจมี่บอกเบาๆ

แม้ว่าจะไม่ได้ยิน แต่บางครั้งความรู้สึกก็สามารถสื่อถึงกันได้ หรือที่เรียกกันว่า 'ดลใจ' ปากที่กำลังอ้าอยู่พลันหุบลง หนูด้วงวางขนมลงอย่างเสียดาย "ขอโทษด้วยนะจ๊ะท่านเจ้าที่ พอดีหนูหิวไปหน่อย" เขาเกาหัวแกรกๆ อย่างขัดเขิน ก่อนจะแบกกระบุงขึ้นหลังแล้วออกเดินต่อ

เจมี่ถอนหายใจอย่างโล่งอก เขานิ่งคิดสักพัก ตั้งแต่ได้รับแสงแห่งความกตัญญูจากหนูด้วง พลังของพญาจิตสุวรรณก็ฟื้นฟูขึ้นมากแล้ว ดูเหมือนถ้าเป็นเรื่องไม่ใหญ่เกินไปขนาดระเบิดภูเขาเผากระท่อมก็คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงนัก

หนูด้วงเดินโซซัดโซเซขึ้นเขาสักพัก ความหิวทำให้เขาใจลอยคิดถึงแต่ภาพอาหารคาวหวานต่างๆ ในที่สุดเท้าก็สะดุดหินก้อนหนึ่ง ล้มหน้าคว่ำลงกับพื้นอย่างแรง

"โอ๊ย!!" ร่างเล็กร้องโอดโอย ฟืนบนหลังหกกระจายอีกรอบ หนูด้วงมองฟืนที่หกกระจายแล้วก็พาลให้รู้สึกหมดแรง อดน้อยใจในชีวิตแสนลำบากของตัวเองไม่ได้

"หนูน้อย เป็นอะไรหรือเปล่า" เสียงนุ่มทุ้มอบอุ่นดังขึ้น เมื่อหนูด้วงเงยหน้าขึ้นมองก็พบกับชายหนุ่มหน้ารูปงามมากคนหนึ่ง แม้จะไม่สวมเครื่องประดับมากมาย แต่โจงกระเบนผ้าไหมยกทองนั้นก็ช่างเตะตาซะเหลือเกิน ผิวพรรณผุดผ่องเหลืองนวลเหมือนพอกขมิ้นไพรทุกวัน แค่มองปราดเดียวก็รู้ฐานะแล้ว

เจมี่ยื่นมือให้ แต่หนูด้วงมองมือแสนสะอาดนวลเนียนของเขาแล้วกลับไม่กล้ารับความช่วยเหลือ

"หนู...หนูไม่เป็นไรจ้ะ" เขารีบลุกขึ้นเก็บฟืนลงกระบุง อดแอบมองมือไม้ดำปี๋ของตัวเองไม่ได้ เปรียบเทียบกับพี่ชายรูปงามคนนี้แล้ว ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหวจริงๆ

"ฟืนพวกนี้เผาเองรึ" เจมี่มองไปที่กองฟืน

"เผาเองจ้ะ" หนูด้วงตอบ ใบหน้าแต้มรอยยิ้มแม้คราบน้ำตาจะยังไม่แห้งดี

"ข้ากำลังอยากได้ฟืนอยู่พอดี ขอซื้อต่อเจ้าก็แล้วกัน" เจมี่หันไปข้างหลัง "เด็กๆ มาขนไปเร็ว"

ผู้ชายร่างใหญ่หน้าตาบึ้งตึงหลายคนเดินเรียงแถวออกมาจากชายป่า คนเหล่านี้ก็คือสัมภเวสีเมื่อครู่ที่เจมี่จับมาแปลงโฉมหมาดๆ สีหน้าพวกมันบ่งบอกอารมณ์ไม่เต็มใจอย่างชัดเจน แต่ด้วยวรรณะที่สูงกว่าของพญาจิตสุวรรณ พวกมันเลยทำอะไรไม่ได้นอกจากก้มหน้าก้มตาเก็บฟืนใส่กระบุงแล้วหอบเข้าป่าไป

หนูด้วงมองภาพเหตุการณ์นี้อย่างงุนงง

คนพวกนี้คือใคร แล้วมาทำอะไรกันในป่า? หรือว่าพี่ชายรูปงามจะเป็นเจ้าชายที่แอบหนีออกจากวังมาเที่ยวป่าแบบในนิทานที่แม่เล่าให้ฟัง

"อะแฮ่ม ฟืนขายเท่าไหร่ล่ะ" เจมี่ถามขัดจังหวะจินตนาการกว้างไกลของหนูด้วง

ร่างเล็กสะดุ้งตื่นจากภวังค์ก็เกาหัวแกรกๆ "หนูก็ไม่เคยขายเหมือนกัน แล้วแต่ท่านเศรษฐีจะให้เลยจ้ะ"

มีเงินนับเป็นน้อง มีทองนับเป็นพี่ เจมี่ได้กลายเป็นท่านเศรษฐีไปเสียแล้ว เขาแสร้งทำเป็นเอามือไพล่หลัง ระหว่างนั้นก็เสกทองคำแท่งขึ้นมา ก่อนจะส่งให้หนูด้วงที่ตาลุกวาว "นี่นับว่าพอหรือไม่"

หนูด้วงโบกไม้โบกมือปฏิเสธทันที "หนูว่า...มันมากไปจ้ะ แค่ฟืนเอง"

"แต่ข้าอยากให้"

"ไม่ได้จริงๆ จ้ะ"

"รับไปเถอะน่า ข้ารวย"

"ไม่ได้หรอกจ้ะ แม่สอนไว้ว่า เอาเปรียบผู้อื่น เหล่าเทพเทวาไม่ปราศรัย"

เถียงกันไปมาอยู่ครึ่งค่อนวันเจมี่ก็ยอมแพ้ เขาจึงส่งอัฐทรงกลมให้หนูด้วงเป็นกำมือ คราวนี้หนูด้วงไม่ปฏิเสธ เพียงแต่เขาเลือกหยิบไปอันเดียวเท่านั้น

"เจ้านี่มันดื้อด้านจริงๆ" เจมี่อดบ่นด้วยความเอ็นดูไม่ได้

หนูด้วงยิ้มแหงอย่างมีความสุข

เหล่าสัมภเวสีในคราบชายหนุ่มทยอยเดินออกมาจากป่า คนหนึ่งส่งกระบุงเปล่าๆ ให้หนูด้วงด้วยสีหน้าบึ้งตึงเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ ส่วนที่เหลือต่างยืนนอบน้อมอยู่ข้างหลังเจมี่

"เอาล่ะ กลับบ้านดีๆ ล่ะหนูน้อย" เจมี่กับเหล่าบริวารสัมภเวสีแสร้งทำเป็นเดินเข้าป่าไป พอลับสายตาหนูด้วงเขาก็แปลงกายกลับเป็นพญาจิตสุวรรณรูปทองดังเดิม

"ขอบใจมาก พวกเจ้าแยกย้ายกันไปได้แล้ว"

"ขอรับ" พวกมันรับคำก่อนสลายกลายเป็นฝุ่นสีดำกลุ่มหนึ่ง คงกลับไปกินอาหารต่อ ที่หมู่บ้านนี้ไม่มีวัด เจมี่เดาว่าผู้คนคงนับถือผีกันเหมือนในหนังสือเรียนที่เขาเคยอ่าน

กว่าหนูด้วงจะกลับถึงกระท่อมก็เป็นเวลาเย็น

"แม่จ๋า แม่ต้องไม่เชื่อแน่เลย!" ขาเล็กๆ วิ่งซอยเท้าเข้าไปในกระท่อมโย้เย้ อวดอัฐทรงกลมที่ได้จากการขายถ่านอย่างภาคภูมิใจ

"ทองคำเป็นแท่งๆ เลย สงสัยจะเป็นเจ้าชายหลงป่ามานะจ๊ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้หนูจะเอาอัฐที่ได้ไปซื้อข้าวสาร วันนี้เห็นทีคงไม่ได้แล้ว" สีหน้าเด็กน้อยสลดลงเมื่อคิดว่าต้องลงไปที่หมู่บ้านอีกรอบ "เย็นนี้เรากินปลาย่างกันนะจ๊ะแม่"

"แม่กินอะไรก็ได้ทั้งนั้น ห่วงก็แต่หนูด้วง" คนเป็นแม่พูดเสียงแหบแห้ง เจมี่เห็นว่าไอดำบนหน้าผากเธอยิ่งเข้มขึ้นกว่าตอนที่พวกเขาออกจากบ้านเสียอีก น่ากลัวจะเร็วกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้

"งั้นเดี๋ยวหนูจะออกไปจับปลาที่ลำธาร แม่รอเดี๋ยวนะจ๊ะ"

สองชั่วโมงถัดมา พระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ หนูด้วงก็กลับบ้านมาพร้อมปลาดุกตัวเล็กๆ สองตัว ผลไม้ป่าอีกเล็กน้อยแน่นอนว่ามื้อนี้ไม่มีข้าว

เด็กน้อยก่อไฟในเตาอย่างขยันขันแข็ง เสียบปลากับไม้ไผ่ยาวๆ เหลาแหลมแล้วเริ่มปิ้งปลากลับไปกลับมา สักพักกลิ่นหอมของปลาย่างก็ฟุ้งไปทั่วบริเวณ เจมี่พึ่งเข้าใจคำว่าในน้ำมีปลาในนามีข้าวก็วันนี้เอง คนสมัยก่อนแม้ยากจนข้นแค้นขนาดไหนก็ยังมีปลาอยู่ในน้ำ มีพืชผักต่างๆ ให้เก็บกินประทังความหิวได้

หนูด้วงเริ่มจัดสำรับเพื่อยกไปให้มารดา วันนี้ปลาดุกย่างน่ากินมาก อดคิดไม่ได้ว่าถ้าหากมีข้าวสวยร้อนๆ ก็คงดี

น่าแปลกที่พอคิดดังนั้น จมูกก็พลันได้กลิ่นข้าวสวยหอมฟุ้ง หนูด้วงอดหัวเราะกับตัวเองไม่ได้ เขาคิดว่าตนเองคงหิวมากเสียจนได้กลิ่นข้าวขึ้นมาจริงๆ

เด็กน้อยยกสำรับเข้าบ้านอย่างแข็งขัน แม่ของหนูด้วงยังคงนอนหลับ เขาเขย่าตัวมารดาเล็กน้อย "แม่จ๋า กินข้าวเถิด ไม่สิ กินปลานะ"

แม่หนูด้วงค่อยๆ ลุกขึ้นมาอย่างลำบาก สูดจมูกฟุดฟิดเล็กน้อยคล้ายได้กลิ่นหอมของอะไรบางอย่าง

"หนูด้วง ไหนบอกไม่มีข้าวไงลูก เหตุใดแม่ถึงได้กลิ่นข้าวสุกเล่า" เธอถามอย่างประหลาดใจ

"ไม่มีจริงๆ นะจ๊ะ" หนูด้วงตอบ ทันใดนั้นเขาก็คิดอะไรบางอย่างได้ รีบวิ่งไปที่หม้อดินเผาหลังบ้านอย่างรวดเร็ว เมื่อเปิดหม้อข้าวออกหนูด้วงก็ต้องประหลาดใจ ข้าวสุกสีขาวราวกับก้อนเมฆแบบที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิตกำลังส่งกลิ่นหอมอยู่ในหม้อ หนูด้วงร้องไห้โฮ

"แม่จ๋า แม่ มาดูนี่เร็ว" เขาแบกหม้อดินเผาวิ่งเข้าไปในกระท่อมทั้งน้ำตา

"นั่นอะไรรึหนูด้วง...หอมจังเลยลูก..." ผู้เป็นแม่พูดเสียงแผ่ว

"ข้าวจ้ะ สงสัยจะเป็นข้าวทิพย์ของท่านเทวดา" ด้วงรีบยื่นให้ดู

"ข้าวอะไรทำไมมันขาวถึงเพียงนี้ เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็น" แม่หนูด้วงพึมพำ แล้วสองแม่ลูกกอดคอร้องไห้โฮ มองดูข้าวสุกสีขาวในหม้อราวกับมองทองคำก็ไม่ปาน

"รีบออกไปขอบพระคุณท่านเทวดาสักหน่อยเถิด ธูปล่ะ ธูป" หญิงสาวมองไปรอบๆ กระท่อมหลังน้อย "ไม่มีธูปก็ไม่เป็นไร พวกเรายากจนข้นแค้นถึงเพียงนี้ท่านคงไม่ถือสา หนูด้วงไปเก็บดอกดาวเรืองท้ายหมู่บ้านมาเสียหน่อยเถิด รีบไป ประเดี๋ยวจะมืดค่ำเสียก่อน"

"จ้ะแม่" หนูด้วงวิ่งออกไปอย่างร่าเริง ไม่ถึงชั่วโมงก็กลับมาพร้อมดอกดาวเรืองเต็มอ้อมแขน

"ทำไมเด็ดมาเยอะถึงเพียงนี้" ผู้เป็นแม่ถามยิ้มๆ

"ก็ท่านเทวดาแสนดีขนาดนี้ ดอกเดียวจะพอได้อย่างไรจ๊ะ" เขายิ้มเขินๆ

"เอ้า รีบประคองแม่ลงไปหน่อยเถิด"

หนูด้วงค่อยๆ ประคองแขนหญิงสาวเดินออกจากกระท่อมอย่างลำบาก ตัวเธอสั่นไปทั้งตัวเหมือนใกล้จะล้มเต็มที ความจริงเจมี่ไม่ได้ต้องการให้เป็นเรื่องใหญ่โตเลย เขาแค่อยากให้สองแม่ลูกได้กินอิ่มก็เท่านั้น

"ประนมมือเข้าสิหนูด้วงเอ๊ย"

สองแม่ลูกนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น หญิงสาวกล่าวด้วยเสียงสะอื้น "ข้าผู้ต่ำต้อยและลูกน้อยขอขอบพระคุณเทวดาอารักษ์ทั้งหลายที่ปกปักรักษาเราสองแม่ลูก เราแม่ลูกหาได้มีสิ่งใดจะตอบแทนท่าน นอกจากดอกไม้เหล่านี้ ข้าเองไม่รู้จะมีชีวิตอยู่ได้นานสักเพียงใด ขอฝากฝัง -- " เธอพูดได้แค่นั้นก็ร้องไห้ออกมา ด้วยช้ำใจในชีวิตด้อยวาสนา

"ขอฝากฝังลูกชายคนเดียวให้ท่านโปรดเมตตามันด้วยเถิด"

"แม่จ๋า แม่อย่าพูดอย่างนั้นสิจ๊ะ" หนูด้วงกระตุกแขนเสื้อผู้เป็นแม้อย่างหวาดกลัว เขาไม่ชอบให้แม่พูดแบบนี้เลย

เจมี่มองดอกดาวเรืองที่ปรากฏในมือตนเองอีกครั้ง ก่อนที่จะสลายเป็นผงทองนับร้อยพันเข้าสู่ร่าง ตอนนี้อาการบาดเจ็บของเขาแทบหายดีแล้ว

สองแม่ลูกกราบเสร็จแล้วก็พากันเดินเข้ากระท่อมไปกินข้าว อาหารมื้อนี้คือมื้อที่ดีที่สุดของพวกเขา สองแม่ลูกกินไปคุยกันไปอย่างมีความสุข แม่หนูด้วงดูสดชื่นแจ่มใสราวกับไม่เคยป่วยไข้มาก่อน

แล้ววันรุ่งขึ้นเธอก็ไม่ตื่นขึ้นมาอีก

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 155 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

149 ความคิดเห็น

  1. #29 NightHeart (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 19 เมษายน 2563 / 11:47
    สงสารหนูดวงอ่า ต้องร้องไห้หนักแน่ๆเลย เศร้าอ่าาา
    #29
    0
  2. #28 sir_chad (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 19 เมษายน 2563 / 09:09

    น่าสงสาร รอตอนต่อไปค่ะ

    #28
    0