ปราบนายตัวร้ายด้วยรัก [Yaoi][ระบบ]

ตอนที่ 14 : โลกทิพย์กายทอง ตอนที่ 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,315
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 134 ครั้ง
    16 เม.ย. 63

 

 

"เปรี้ยง!!! "

แสงสีขาวพร่างพราวทั่วฟ้า เจมี่ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ หน้าอกปวดแปลบเหมือนโดนมีดกรีดเฉือน ก่อนจะดิ่งลงมาปะทะกับต้นไม้ใหญ่จนต้นไม้หักโค่นเป็นสองท่อนทันที

ความคิดแรกคือ นี่เขาถูกฟ้าผ่าหรือ?!

ทั่วทั้งร่างเจ็บไปหมดจนกระอักเลือดออกมากองโต เจมี่มองดูเลือดสีทองที่กองอยู่บนเศษใบไม้แห้งบนพื้นอย่างงุนงง

เดี๋ยวนะ แล้วทำไมเลือดของเขาถึงเป็นสีทอง...

ยังไม่ทันจะได้ขบคิดอะไร เสียงหัวเราะทุ้มต่ำก็ดังกังวานจากท้องฟ้าสีดำเบื้องบน แสงสีขาวคมปลาบฟาดใส่เขาซ้ำอีกรอบ เจมี่กระโจนหลบอย่างอ่อนแรง แต่ทว่าการกระโจนสั้นๆ ของเขากลับพาร่างลอยเหนือพื้นหลายสิบเมตร เจมี่มองพื้นดินห่างไกลใต้ฝ่าเท้าอย่างตกตะลึง

นี่มันแปลกเกินไปแล้ว!! หรือว่าเขาจะอยู่ในโลกเวทมนตร์อะไรสักอย่าง?!

แสงสีขาวยังคงฟาดฟันใส่เขาอย่างต่อเนื่อง ร่างกายที่บาดเจ็บหนักไม่อาจหลบพ้น ในที่สุดแสงหนึ่งก็ปะทะกับร่างเขาตรงๆ

ราวกับถูกสายฟ้าฟาด เขาร้องลั่นก่อนร่วงลงพื้นอย่างน่าสมเพชพร้อมกับกระอักเลือดสีทองออกมาอีกกองใหญ่

"ฮ่าๆๆ พญาจิตสุวรรณนาคราช วันนี้ท่านแพ้แล้ว ฮ่าๆๆๆ" เท้าใหญ่โตคู่หนึ่งที่สวมรองเท้าปลายงอนกระโดดลงพื้นอย่างแรงจนพื้นดินยุบเป็นหลุมใหญ่ เมื่อเจมี่เงยหน้าขึ้นก็พบกับ ยักษ์?

นั่นมันยักษ์ไม่ใช่เหรอ!!! นี่ระบบพาเขามาที่ไหนกัน!!!

ยักษ์ตนนี้สูงอย่างน้อยก็สี่ห้าเมตร เขี้ยวยาวโง้งออกมานอกปาก ผมหยิกขอดติดหนังหัว รูปร่างกำยำราวกับพวกนักเพาะกาย มันยกตะบองใหญ่สีดำประดับหนามทองเล็กๆ ขึ้นพาดบ่าสบายๆ ทั้งร่างแต่งองค์ทรงเครื่องเหมือนหลุดมาจากละครจักรๆ วงศ์ๆ ตอนเช้า อย่าบอกนะว่า...

[ไม่ใช่หรอกโฮสต์ ที่นี่คือโลกมนุษย์ ส่วนคุณเป็นคนของโลกทิพย์] ระบบรีบอธิบาย

ยักษ์ตนนั้นเดินมาหาเขาช้าๆ แต่ละก้าวหนักหนาจนแผ่นดินสะเทือนเลือนลั่น ในที่สุดเท้าคู่โตก็เหยียบอยู่บนหลังเจมี่ เขารู้สึกหนักเหมือนร่างกายถูกภูเขาทับเอาไว้ก็ไม่ปาน

"พญาจิตสุวรรณนาคราช วันนี้ข้า...ทินสูรยักษาผู้นี้มีชัยเหนือท่านแล้ว บอกไปใครจะเชื่อเล่า วะฮ่าๆๆ" ยักษ์ตนนั้นเงยหน้าหัวเราะไม่หยุด

พวกยักษ์นี่ชอบหัวเราะกันมากหรือไงนะ เจมี่คิดเงียบๆ แล้วนายช่วยเอาเท้าออกจากหลังฉันก่อนได้ไหม มันหนักนะ!

"ข้าต้องรีบไปป่าวประกาศให้ทั่วทั้งสามโลกธาตุ ฮ่าๆๆๆ ให้เหล่าเทพเทวาทั้งหลายได้รู้ว่า ฮ่าๆๆ พญาจิตสุวรรณนาคราชผู้เกรียงไกรได้พ่ายแพ้ใต้เงื้อมมือของข้าแล้ว ฮ่าๆๆๆ" แล้วยักษ์หนุ่มเปี่ยมอารมณ์ขันก็พุ่งทะยานขึ้นฟ้าหายไปพร้อมกับเสียงหัวเราะลั่น ทิ้งเจมี่ที่กำลังงงงันไว้บนพื้นดิน

ต้องใช้เวลาพักใหญ่กว่าเจมี่จะทำใจกับโลกสุดแฟนตาซีได้ เขาค่อยๆ ตะเกียกตะกายลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก เจ้าของร่างนี้ ทั้งเนื้อทั้งตัวประดับประดาไปด้วยเครื่องหัวเครื่องทองอะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมดจนเจมี่กระชากทิ้งไปหลายอย่าง ในที่สุดเขาก็คลานไปหอบหายใจใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง

"ระบบ...นี่มัน...นี่มันโลกอะไรกันเนี่ย!!"

[ฉันคิดว่าได้บอกคุณชัดเจนแล้ว ที่นี่คือโลกมนุษย์ ส่วนคุณเป็นคนของโลกทิพย์] ระบบยังคงตอบหน้าตาย

เจมี่ที่หูอื้อตาลายไปหมดเริ่มสำรวจบาดแผลบนร่างกายตนเอง ทว่าเมื่อก้มลงมองชัดๆ ก็ต้องตกตะลึง! หน้าท้องเขา...ที่หน้าท้องเขานั่นมัน ซิกซ์แพ็ก!!

โอ้มายกู๊ดเนส!! เจมี่แทบลืมความเจ็บปวดไปจนหมด

"ซิกซ์แพ็กนี่!! ของจริงเลยเหรอ!!" เขาลูบไล้หน้าท้องเป็นลอนสวยของตัวเองอย่างห้ามไม่อยู่ ไม่ใช่แค่ซิกซ์แพ็ก แต่แขนทั้งสองข้างก็เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อสวยงามมาก

แต่ที่ยิ่งไปกว่าซิกซ์แพ็กแน่นๆ ก็คือ ผิวของเขาเป็นสีทองทั้งตัว!!

เจมี่ตะลึงพรึงเพริด ผิวของเขาเหมือนไปเกลือกกลิ้งบนผงทองมายังไงอย่างงั้น แถมยังมีประกายกลิตเตอร์ระยิบระยับไปหมด เขาคือสังข์ทอง!!!

[ไม่ใช่หรอก เจมี่ คุณไม่ใช่พระสังข์] ระบบรีบอธิบาย [คุณคือเทวดา เทวดาชั้นจาตุมหาราชิกาที่จุตินาคพิภพ] จากนั้นระบบก็เริ่มอธิบายเรื่องของโลกนี้ให้เขาฟังคร่าวๆ

โลกนี้เป็นหนึ่งในโลกระดับง่าย (แต่มันจะง่ายจริงหรือ เจมี่คิด) เขามาอยู่ในร่างของพญานาคตระกูลวิรูปักษ์หรือตระกูลเกล็ดทอง มีนามว่าพญาจิตสุวรรณนาคราช เป็นนักรบที่เกรียงไกรของเผ่าพันธุ์ ถือกำเนิดแบบโอปปาติกะ มีฤทธิ์มากและอยู่ในวรรณะกษัตริย์ นิสัยส่วนตัวค่อนข้างเย่อหยิ่งและมีศัตรูมาก ใครๆ ก็อยากประลองกับเขาสักครั้งในชีวิต ดังเช่นทินสูรยักษาช่างขำที่ฟาดเขาจนแทบสลบเมื่อครู่นี้

เจมี่เดาว่า ที่พญาจิตสุวรรณต้องมาพ่ายแพ้หมดสภาพ ก็คงเป็นเพราะเขามาเข้าร่างผิดเวลานั่นเอง

เขาค่อยๆ ยันต้นไม้ลุกขึ้นช้าๆ แต่แล้วก็ต้องนั่งลงไปใหม่ แม้ภายนอกจะไม่มีแม้แต่รอยช้ำ แต่ความเจ็บปวดที่หน้าอกกลับทวีความรุนแรงขึ้นทุกที

เขากระอักเลือดสีทองหลายครั้งติดๆ กันจนแทบเป็นลม ตัวสั่นเทิ้ม รอบกายตอนนี้เป็นป่าที่เสียหายเป็นวงกว้างจากการต่อสู้กัน ต้นไม้ใหญ่หักโค่นเป็นแถบเหมือนโดนรถแม็คโครไถ เหล่าเทวดานางฟ้าที่อาศัยอยู่ในต้นไม้ที่หักโค่นลอบมองเขาด้วยสายตาโกรธเคืองปิดไม่มิด บ่นพึมพำอะไรประมาณว่า "พวกเทวดาใหญ่โตนี่นะ"

เจมี่ไม่มีแรงจะลุกไปขอโทษขอโพยใครแล้ว "แล้วผมต้องทำไง ผมบาดเจ็บ...มีโรงพยาบาลเทวดาหรือคาถาอาคมอะไรรักษาผมได้ไหม?" เขาถามระบบอย่างเจ็บปวด

[ได้โปรดรอการปรับตัวทางจิตวิญญาณสักครู่ คุณจะได้รับความทรงจำจากเจ้าของร่างในไม่ช้า]

ระบบพูดยังไม่ทันขาดคำ ความทรงจำต่างๆ ของพญาจิตสุวรรณก็หลั่งไหลเข้ามาในสมองดุจสายน้ำหลาก เมื่อหลอมรวมกับตัวตนของเขาแล้ว เจมี่จึงเปลี่ยนจากท่านั่งกางขาน่าสมเพชให้เป็นท่านั่งสมาธิแบบขัดเพชร เขายึดหลังตรง พยายามรวบรวมพลังเพื่อรักษาบาดแผลในร่างกาย

จากความทรงจำของพญาจิตสุวรรณ ตะบองวิเศษของยักษ์ช่างหัวเราะตนนั้นเป็นอาวุธที่ทรงพลังมาก หากโดนมันฟาดใส่ก็จะทำให้พลังของเหล่าเทพเทวาถูกทำลายชั่วขณะ ชั่วขณะนี้อาจหมายถึงหลายเดือน หรือแม้กระทั่งหลายปี แม้ภายนอกจะดูไม่เป็นไรแต่ภายในกลับบอบช้ำมาก

เจมี่นั่งสมาธิเพิ่มพลังให้แก้วมณีนาคราชอยู่ถึงสามวันเต็ม แต่ก็รักษาได้แค่พอยืนไหวเท่านั้น พลังทิพย์เขาหายเกลี้ยง ดีกว่ามนุษย์ธรรมดาแค่นิดเดียวเท่านั้น

ในที่สุดเจมี่ก็ค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นยืน เขาคิดว่ายังไงกลับวิมานก่อนก็แล้วกัน รักษาหายแล้วค่อยเริ่มภารกิจก็ยังไม่สาย

แต่ยังไม่ทันจะได้ไปไหน เจมี่ก็สังเกตเห็นแสงสว่างเป็นประกายวิบวับอยู่ในป่าไกลๆ เป็นแสงสว่างที่ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นหัวใจยังไงก็บอกไม่ถูก

[โฮสต์ นั่นคือแสงแห่งความกตัญญู สามารถรักษาอาการบาดเจ็บของคุณได้] ระบบพูดขึ้น

เจมี่พยักหน้าก่อนเดินกะโผลกกะเผลกตามแสงสว่างไป เขาเดินลึกเข้าไปในป่าเรื่อยๆ ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ก็ยิ่งอบอุ่นในใจ รู้สึกได้เลยว่าอาการบาดเจ็บเริ่มดีขึ้นแม้จะยังไม่เห็นต้นเหตุแห่งแสงสว่างก็ตาม

ในที่สุดก็เดินมาถึงลานโล่งๆ แห่งหนึ่งที่ต้นไม้ค่อนข้างบางตากว่าที่อื่น

"ฮึบ ฮึบ..." เด็กชายตัวเล็กๆ คนหนึ่งกำลังพยายามใช้ขวานทื่อๆ สนิมเขรอะจามต้นไม้ต้นหนึ่งอย่างเอาเป็นเอาตาย เขาไว้ผมเปียยาวกลางศีรษะแบบเด็กโบราณ ทั้งตัวสวมเพียงโจงกระเบนสีน้ำตาลมอซอเท่านั้น ไม่สวมรองเท้าและไม่ใส่เสื้อ เจมี่รู้สึกว่าเขาดูไม่เกินเจ็ดแปดขวบ น่าสงสัยว่าทำไมเด็กที่ดูซอมซ่อคนนี้ถึงมีแสงสว่างเจิดจ้าอบอุ่นขนาดนี้ได้

เจมี่หันมองไปรอบๆ ไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่อยู่ที่นี่ เทวดานางฟ้าหลายองค์ก็คอยวนเวียนอยู่รอบตัวเด็กน้อย เมื่อเห็นเจมี่ก็พากันทำความเคารพก่อนถอยออกไปอย่างสงบ

[ขอแนะนำให้รู้จักตัวเอกของโลกนี้ หนูด้วง]

"หนูด้วง?" เจมี่มองไปยังร่างเล็กที่พยายามเงื้อขวานจามต้นไม้อย่างต่อเนื่อง เหงื่อเขาไหลโทรมกาย ทว่าขวานนั้นทื่อไป เขาคงต้องจามเป็นร้อยครั้งแน่กว่าต้นไม้ขนาดเล็กๆ จะขาดสักต้น

"เขา..เขาคือคณิณหรือเปล่า?" เจมี่กลั้นใจถามอย่างมีหวัง

[อาจกล่าวได้ว่า เขาคือคณิณในอีกช่วงเวลาหนึ่ง] ระบบตอบ

เจมี่น้ำตารื้น มองร่างเล็กๆ ที่ขยันขันแข็งตรงหน้า ต่อไปจะต้องคอยดูแลให้ดี ไม่ให้ต้องพบกับความเจ็บปวดหรือความลำบากอีก

เขาเอื้อมมือไปลูบหัวเล็กๆ อย่างอดใจไม่ไหว ทว่าหนูด้วงที่รู้สึกถึงไอเย็นบนศีรษะถึงกับชะงัก จมูกได้กลิ่นหอมประหลาดบางอย่างอบอวลอยู่รอบกาย

เขาปล่อยขวานหล่นทันทีก่อนจะทรุดนั่งยองๆ พนมมือจุ้มปุ๊กอยู่บนพื้น พูดเสียงสั่นว่า "ท่านเทวดาจ๋า หนูหาได้อยากล่วงเกินท่านไม่ แต่หนูต้องตัดไม้ไปเผาฟืนขาย หนูเลือกแต่ไม้ต้นเล็กๆ เพราะแม่บอกว่าเทวดาอยู่แต่ในไม้ต้นใหญ่ๆ ตอนนี้แม่หนูป่วยหนักอยู่ที่กระท่อมชายป่า หนูเพียงอยากหาอัฐไปซื้อยาให้แม่เท่านั้น ขอท่านเทวดาอย่าโกรธเคืองที่หนูตัดไม้เลยนะจ๊ะ"

พูดจบก็ยกมือท่วมหัวไหว้ปลกๆ สามครั้งแล้วคว้าขวานทื่อๆ จามต้นไม้ต่อ

เจมี่เช็ดน้ำตาที่เจือผงทองของเขาเงียบๆ แน่นอนว่าหนูด้วงมองไม่เห็นเขาจนกว่าเขาจะอยากให้เห็น ซึ่งอาจยังไม่ใช่ในเร็วๆ นี้

"พญาจิตสุวรรณนาคราช" เทวดาชุดขาวองค์หนึ่งย่อตัวลงถวายบังคมเขาอย่างนอบน้อม "เด็กคนนี้เป็นเด็กดีมาก แต่ถึงขนาดทำให้ท่านสนใจได้ อนาคตคงไม่ธรรมดาเป็นแน่ ขอบุญรักษาเขาด้วยเถิด"

"ขอบุญรักษาท่านเช่นกัน" เจมี่ตอบตามแพทเทิร์นในความทรงจำ เทวดาองค์นั้นส่งยิ้มก่อนเลือนหายไป

ตอนนี้หนูด้วงตัดไม้ต้นนั้นสำเร็จแล้ว เขาค่อยๆ ขนไปรวมกับไม้ท่อนอื่นที่กองไว้ข้างๆ ใช้เชือกกล้วยมัดจนแน่นก่อนแบกขึ้นบ่า แต่น้ำหนักของไม้ทำให้ร่างเล็กๆ ผ่ายผอมเอียงไปด้านข้างคล้ายจะล้ม เจมี่รีบเข้าไปช่วยประคองไม้ด้านหนึ่งไว้ หนูด้วงรู้สึกได้ชัดเจนว่าไม้บนบ่าเบาขึ้น เขาสูดหายใจเฮือกใหญ่

ต้องเป็นท่านเทวดาแน่ ท่านเทวดาช่วยเขา

หนูด้วงดีใจจนน้ำตาไหล เรี่ยวแรงที่อ่อนล้าเพราะไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เมื่อเช้าเริ่มกลับมา เขาสูดจมูกแรงๆ หลายที พยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้

ด้วยชีวิตที่แสนลำบาก เมื่อได้รับน้ำใจแม้เพียงเล็กน้อยกลับซาบซึ้งไม่รู้ลืม

เจมี่เดินตามหนูด้วงพลางช่วยประคองไม้บนบ่าจนถึงกระท่อมหลังเล็กชายป่า เขาถึงกับอ้าปากค้าง นี่มัน..ใหญ่กว่ากระท่อมที่เขาสร้างเล่นๆ ที่ชายหาดไม่เท่าไหร่เลย

กระท่อมหลังนี้ทรุดโทรมมากแถมโย้เอียงไปด้านหนึ่ง เหมือนว่าแค่เอานิ้วสะกิดเบาๆ ก็พร้อมจะพังลงมาได้ทุกเมื่อ

หนูด้วงรีบวางกองไม้ลงที่ข้างกระท่อม เขาใช้กะลามะพร้าวตักน้ำในโอ่งเล็กๆ ล้างหน้าล้างตาอย่างลวกๆ ก่อนเปิดประตูเข้าไป

"แม่จ๋า หนูกลับมาแล้ว" หนูด้วงตะโกนเสียงใส เจมี่เดินตามเข้าไปในกระท่อมก็เห็นว่าข้างในมีเพียงแคร่ไม้ไผ่โทรมๆ หลังเดียวเท่านั้น บนแคร่มีหญิงสาวที่ดูป่วยไข้คนหนึ่งนอนอยู่ ด้วยตาทิพย์ของเทวดา เขาจึงเห็นภูตผีหน้าตาประหลาดตัวเล็กตัวน้อยมากมายกำลังเกาะอยู่บนร่างหญิงคนนั้น เจมี่โบกมือเบาๆ เหล่าผีพวกนั้นก็ผละออกจากร่างหญิงสาว พากันกระโดดหนีออกนอกหน้าต่างแทบเหยียบกันตาย

ทว่าเงาดำที่ปกคลุมหน้าผากของเธอบ่งบอกชัดเจนว่าอยู่ได้ไม่เกินสามวัน เขาอดถอนหายใจไม่ได้

"แม่จ๋า วันนี้มีเทวดาช่วยหนูด้วย -- " หนูด้วงเริ่มเล่าเรื่องไอเย็นบนหัวกับไม้บนบ่าที่จู่ๆ ก็เบาขึ้นราวกับขนนกด้วยเสียงเจื้อยแจ้วน่าเอ็นดู เขาเล่าเรื่องเล็กๆ เหล่านี้ราวกับเป็นเรื่องอภินิหารอะไรใหญ่โต เจมี่เดินไปนั่งขัดสมาธิตรงมุมห้องมองดูเด็กน้อยด้วยความขบขัน แม่ของหนูด้วงก็คงรู้สึกเช่นเดียวกันเพราะเธอยิ้มไม่หุบ ยกมือลูบหัวลูกชายอย่างอ่อนล้า

"แล้วก็มีกลิ่นหอม กลิ่นหอมสดชื่นมากเลยจ้ะ" หนูด้วงตัวน้อยอดคิดถึงกลิ่นหอมนี้ไม่ได้ เกิดมาไม่เคยได้กลิ่นอะไรหอมเช่นนั้นมาก่อนเลย

"เพราะหนูด้วงเป็นเด็กดีอย่างไรเล่า เทวดาถึงได้ช่วยเหลือ แค่กๆๆ" พูดได้เพียงไม่กี่คำก็เริ่มไอ แล้วเธอก็ไม่พูดอะไรอีก

"นี่ก็บ่ายคล้อยแล้ว แม่คงหิวแย่ รอเดี๋ยวนะจ๊ะ" ร่างเล็กๆ วิ่งถลาออกไปหลังบ้านทันที หนูด้วงเปิดหม้อดินเผาใบหนึ่งที่ตั้งอยู่บนเตา เขามองข้าวสุกที่เหลืออยู่ก้นหม้อนิดหน่อยอย่างสิ้นหวังก่อนจะใช้ทัพพีไม้ขูดข้าวก้นหม้อใส่จานดินเผาเก่าๆ จากนั้นจึงหยิบปลาย่างตัวเล็กที่แขวนไว้ใส่จานอีกใบหนึ่ง

"แม่จ๋า แม่กินข้าวก่อนเถิด เดี๋ยวหนูจะลองเอาฟืนไปขายที่เรือนนายบ้านทองมั่น เผื่อจะได้อัฐพอซื้อยากับข้าวสารบ้าง" เขาจัดเรียงอาหารบนแคร่ไม้ไผ่อย่างดี ตักน้ำใส่กะลามะพร้าวมาวางไว้ด้านข้าง ดูเหมือนหนูด้วงจะพูดคนเดียวเป็นส่วนใหญ่ เขาช่วยปรนนิบัติมารดาให้ลุกขึ้นอย่างยากลำบาก แม่ของหนูด้วงกินได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น หรือไม่ก็จงใจเก็บอาหารไว้ให้ลูกชาย

"หนูด้วงกินอะไรบ้างเถิด ผอมถึงเพียงนี้แล้ว" ผู้เป็นมารดาลูบหัวบุตรชายเบาๆ น้ำตาคลอ ในใจรู้สึกผิดที่ดูแลลูกน้อยของตนไม่ได้

"ไม่จ้ะ หนูไม่หิว ตอนไปตัดไม้ในป่าหนูจับปลามาย่างกินไปหลายตัวแล้วจ้ะ" หนูด้วงพูดเจื้อยแจ้ว เจมี่ที่เป็นเทวดารู้ทันทีว่าเขาโกหก เพื่อให้มารดาอิ่มท้อง เขาจึงไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เช้าแล้ว

มารดาหนูด้วงได้ยินอย่างนั้นก็กินต่ออีกเล็กน้อย ก่อนจะนอนลงอย่างหมดแรง หนูด้วงเก็บอาหารที่เหลือออกมา พอพ้นประตูกระท่อมก็รีบกวาดเศษอาหารเข้าปากอย่างมูมมามด้วยความหิว เสร็จแล้วแล้วจึงเก็บล้างถ้วยชามก่อนเดินเข้าไปในป่าด้านหลัง ที่นั่นเขาตรงไปเก็บดอกไม้ป่าสีขาวมาจำนวนหนึ่ง พยายามจัดแต่งอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วจัดใส่พานไม้เล็กๆ เรียบร้อยแล้วจึงคุกเข่ากับพื้นประนมมือแนบอก พึมพำว่า

"ท่านเทวดาจ๋า หนูกับมารดายากจนนัก เงินทองของสวยงามก็หามีไม่ มีเพียงดอกไม้ป่าเหล่านี้อยากมอบให้ท่าน ขอบคุณท่านเทวดาที่เมตตาหนูจ้ะ" พูดจบเขาก็ก้มลงกราบแนบพื้นดิน

ดอกไม้ป่ากำนั้นปรากฏในมือเจมี่ทันที แต่เป็นช่อที่สวยกว่า สว่างกว่า และมีประกายทองคำวิบวับเช่นเคย เจมี่โบกมือเบาๆ ช่อดอกไม้ป่าก็กลายเป็นละอองทองนับร้อยนับพันโปรยปรายเข้าสู่ร่างทิพย์ของเขา เพิ่มออร่าให้เขายิ่งขึ้นไปอีก

สุดยอด!! เป็นเทวดามันสุดยอดอย่างนี้เอง! เจมี่อดทึ่งไม่ได้ นี่ถ้าได้กลับบ้านเมื่อไหร่เขาสัญญาว่าจะตักบาตรทำบุญทุกวันไม่ขาดแน่นอน

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว หนูด้วงจึงเดินไปแบกกระบุงใส่ฟืนขึ้นหลังก่อนออกเดินทางลงเขาไปยังหมู่บ้าน

เจมี่ยังคงช่วยหนูด้วงประคองกระบุงใส่ฟืนเหมือนเดิม ร่างเล็กๆ เกร็งขึ้นทันทีเมื่อรู้สึกถึงฟืนด้านหลังที่เบาขึ้น เขาหันมาส่งยิ้มอวดฟันหลอไปรอบๆ ตัวอย่างยินดี อดคิดไม่ได้ว่าถ้าวันหน้าเกิดร่ำรวยเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐีขึ้นมา เขาจะสร้างศาลใหญ่ๆ ให้ท่านเทวดาของเขาอย่างแน่นอน!

ด้านล่างของเชิงเขามีหมู่บ้านขนาดใหญ่ตั้งอยู่ มีชื่อว่าหมู่บ้านเขามะเดื่อ ไร่นาสีทองทอดยาวอยู่ไกลๆ ควันไฟจากการทำอาหารลอยอ้อยอิ่งเป็นสาย หนูด้วงไม่ใช้ถนนใหญ่ที่ตรงเข้าสู่หมู่บ้าน แต่เดินลัดเลาะชายป่าแทนราวกับกลัวอะไรสักอย่าง เจมี่อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมสองแม่ลูกถึงแยกออกมาอยู่บนเขาห่างไกลผู้คนขนาดนี้ แต่แล้วไม่นานเขาก็ได้คำตอบ

 

 

__________________________

 

 

Talk มาช้าแต่มาน้าาาา ขอบคุณที่รอกันนะคะ รักกก

*เกิดแบบโอปปาติกะ คือ ผุดเกิดขึ้นมาเลยโดยไม่จำเป็นต้องมีพ่อแม่ เกิดแล้วโตเลย มีความเชื่อว่าพญานาคที่เกิดแบบโอปปาติกะคือพญานาคชั้นสูงสุด (เป็นเพียงความเชื่อนะจ๊ะ)

*นายบ้าน คือคำเรียกผู้ใหญ่บ้านสมัยก่อน เรื่องนี้เซ็ตติ้งคือหมู่บ้านในยุคโบราณ แต่ไม่ได้ระบุว่ายุคไหนนะคะ หากผิดพลาดประการใดต้องกราบขออภัยไว้ด้วยค่ะ ^^

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 134 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

147 ความคิดเห็น

  1. #66 dear1093 (@dear1093) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2563 / 13:32
    หู้ยๆๆๆๆ โลกนี้ลูกชั้นมีซิกแพ็คเด้อออออ
    #66
    0
  2. #65 dear1093 (@dear1093) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2563 / 13:18
    กว่าจะโต

    แห้งพอดีชั้น55555
    #65
    0
  3. #25 Harunafriend (@Harunafriend) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 16 เมษายน 2563 / 17:35

    โอ้ววววว ไรท์มาแล้ววววดีใจจังงเลยยย มาต่อเร็วๆนะค้าาาาา
    #25
    0
  4. #24 bee112 (@bee11) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 16 เมษายน 2563 / 10:58
    มาต่อเร็วน้าา
    #24
    0