ปราบนายตัวร้ายด้วยรัก [Yaoi][ระบบ]

ตอนที่ 11 : โลกละครหลังข่าว ตอนที่ 9

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,204
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 171 ครั้ง
    9 มี.ค. 63

 

ในห้องนอนสีทองอร่าม เจมี่กำลังนอนเกลือกกลิ้งอยู่บนเตียง เขาพยายามทำการบ้าน แต่ก็ทำไม่สำเร็จ เขาพยายามเขียนอะไรสักอย่าง แต่หน้ากระดาษก็ว่างเปล่ามาครึ่งชั่วโมงแล้ว ในหัวคิดวนเวียนอยู่แต่เรื่องคณิณ ในที่สุดเขาก็ยอมแพ้ สลัดตัวเองลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัว เตรียมจะไปทำรายงานบ้านแบรนจริงๆ แบบที่ไม่ได้โกหกใคร

ในที่สุดระบบก็พูดขึ้นด้วยความทนไม่ไหว [โฮสต์ คุณควรไปคุยกับคณิณ โปรดอย่าลืมว่าคุณมาที่นี่เพื่ออะไร]

"ตอนนี้ผมไม่อยากเห็นหน้าเขา เขาเองก็เกลียดผมแล้ว จะให้คุยกันยังไง" เจมี่พูดอย่างดื้อดึง เขาใกล้จะเป็นกล่อมกมลตัวจริงเข้าไปทุกที

[เจมี่ คุณคิดถึงเขา เขาเองก็คิดถึงคุณมาก]

"การประมวลผลของคุณผิดพลาดแล้วล่ะ หน้าผมเขายังไม่อยากจะมองด้วยซ้ำ"

[คณิณยังคงรักคุณอยู่ เพียงแต่ปัญหาในใจที่ไม่สามารถคลี่คลายได้ การแสดงออกของเขาจึงผิดปรกติ จากการคำนวณของฉัน ขณะนี้คณิณใกล้จะไต่ถึงขีดสุดของอารมณ์แล้ว]

เจมี่ล้มตัวลงบนเตียงฝังหน้าลงกับหมอนใบหนึ่งอย่างอ่อนล้า "ระบบ ผมถามหน่อย จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าคณิณฆ่าคุณหญิงย่าสำเร็จ?"

[หากไม่นับติดคุก เขาจะติดอยู่ในความคิดตัวเอง] ระบบตอบ เมื่อเห็นเจมี่ดูงงงวยจึงอธิบายต่อ

[โฮสต์ คุณต้องเข้าใจว่าการแก้แค้นแม้ทำสำเร็จ ก็ไม่อาจนำความสุขและความสงบมาสู่จิตใจมนุษย์ได้อย่างแท้จริง การปล่อยวางนั้นพูดง่าย แต่ทำยากกว่าแก้แค้นมากนัก เพราะต้องใช้ความเข้มแข็งในจิตใจอย่างมหาศาล ซึ่งคณิณไม่มี ระบบจึงได้นำพาคุณมาช่วยเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไป -- หากคณิณแก้แค้นสำเร็จ จากการคำนวณของระบบ มีความเป็นไปได้สูงที่เขาจะเกิดอาการที่เรียกว่า 'เสียสติ' ต้องอยู่ในห้องมืดทึบไปตลอดชีวิตที่เหลือ และหลังจากนั้นอีกยาวนานในนรกที่สร้างขึ้นเอง คุณคงไม่อยากเห็นเขาต้องเป็นแบบนั้นใช่หรือไม่?]

ระบบเว้นจังหวะครู่หนึ่ง

[โฮสต์ คุณและคณิณควรเรียนรู้ว่าทรัพย์สมบัติมากแค่ไหนก็ซื้อสิ่งที่พวกคุณมีร่วมกันไม่ได้ ฉันหวังว่าพวกคุณจะเข้าใจเรื่องนี้ก่อนสายเกินไป]

คำตอบของระบบทำให้เจมี่นิ่งอึ้งไปพักใหญ่ เขาค่อยๆ ลุกจากเตียง ตรงไปยังเส้นทางเก่าของเขา สุดท้ายก็มาหยุดอยู่หน้าห้องคณิณเหมือนครั้งแรกที่พวกเขาเริ่มพูดคุยกัน เขาเคาะประตู แต่ไม่มีเสียงตอบรับ เมื่อลองขยับลูกบิดก็พบว่าประตูไม่ได้ล็อก เขาเดินเข้าไปในห้องมืดมิดที่ไม่ได้เปิดทั้งไฟและหน้าต่าง -- ในแสงสลัว คณิณกำลังนั่งเหม่อมองโคมไฟที่ไม่ได้เปิดเงียบๆ อยู่บนเตียง เจมี่เดินเข้าไปสวมกอดแผ่นหลังกว้างของคณิณเอาไว้ แก้มฝังแนบลงไปจนได้ยินเสียงหัวใจเต้น โชคดีที่ยังคงอบอุ่นเหมือนเคย

"ผมอยากรู้แค่ว่า เรื่องของเราที่ผ่านมาเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า" เขาถามเสียงแผ่วเบาในความมืด

คณิณยังคงนิ่งเงียบไม่กระดุกกระดิกและไม่ตอบอะไรเลยแม้แต่คำเดียว เจมี่กอดเขาไว้อย่างนั้นเนิ่นนาน ในที่สุดจึงจูบแก้มคนรักเบาๆ แล้วเดินออกจากห้องไป

 

เจมี่ใช้เวลาทั้งวันทำรายงานบ้างเล่นเกมบ้างอยู่บ้านแบรน ลึกๆ แล้วเขาไม่อยากกลับบ้านเลยสักนิดเดียว บางทีเขากับคณิณควรอยู่ห่างกันสักพักจริงๆ

วันนี้พ่อแม่แบรนไม่อยู่บ้าน พวกเขาจึงเริงร่ากันเต็มที่ อย่างน้อยก็เริงร่าพอจะทำให้เขาลืมเรื่องแย่ๆ ที่บ้านไปได้บ้าง ประมาณสี่ทุ่มขณะจะกลับแบรนก็ลากเขาไปยังเคาน์เตอร์เครื่องดื่มกลางบ้าน "พวก ฉันจะให้นายดูของดีอะไรบางอย่าง" แบรนเปิดตู้อย่างภูมิใจ ข้างในตู้ไม้สีเข้มบรรจุเหล้านอกในขวดแก้วสวยงามเรียงรายเป็นแถว

"นี่ของสะสมพ่อฉันเอง วันนี้พ่อแม่ไม่อยู่ พวกเรามาลองชิมดูกันดีกว่า" แบรนเอื้อมมือไปหยิบขวดที่บรรจุของเหลวสีน้ำตาลทองขวดหนึ่งลงมา จากนั้นก็รินใส่แก้วใสสองใบ

"แบรน ฉันว่าเรายังเด็กไปหรือเปล่า" เจมี่ถามอย่างเป็นกังวล

"กล่อมกมล นายอย่างทำตัวเคร่งเครียดไปหน่อยเลยน่า เอ้า" แบรนส่งแก้วใบหนึ่งให้เขา "ดื่มให้แก่ชีวิตวัยรุ่นแสนเส็งเคร็งและไม่มีอะไรดี" แบรนชูแก้วขึ้นสูงแล้วกระดกเข้าปากหน้าตาเหยเก เจมี่เห็นดังนั้นก็ลองจิบดูนิดหน่อย รสชาติไม่ได้ความจริงๆ ด้วย ไม่รู้พวกผู้ใหญ่ชอบกินของแบบนี้ไปได้ยังไงกัน

ด้วยความที่ยังเด็ก แม้จะดื่มกันแค่นิดหน่อยแต่พวกเขาก็เริ่มรู้สึกมึนๆ อย่างช่วยไม่ได้ สุดท้ายเขากับแบรนก็นั่งพิงเคาน์เตอร์เครื่องดื่มอย่างหมดสภาพทั้งที่ดื่มไปได้แก้วเดียวเท่านั้น เจมี่รู้สึกเหมือนในกระเพาะเขาร้อนจนแทบไหม้ สองแก้มแดงก่ำเหมือนมะเขือเทศที่สุกจนงอม

"เพื่อน วันนี้ทั้งวันนายดูใจลอยมาก เป็นไรไป? " แบรนถามเขาด้วยเสียงมึนงง

"ฉันเครียดจริงๆ พี่ชายฉันมันห่วยแตก" เจมี่ตอบพลางกระดกแก้วส่งน้ำสีเข้มเข้าปากเพิ่ม

แบรนหัวเราะลั่น "คณิณอะนะ ปรกตินายเกลียดเขาจะตายไม่ใช่ไง?"

"ฉันไม่เคยเกลียดเขา แต่เขาชอบทำตัวประหลาด" เจมี่ตอบ "แบบว่า เมื่อวานก็ดีๆ กันอยู่ พอรุ่งขึ้นอีกวันก็ไม่คุยกับฉันซะงั้น" แม้จะเริ่มมึนเมาด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์แต่เจมี่ก็ไม่ได้พูดความจริงออกไปทั้งหมด เขาไม่ได้เล่าว่าเขาเองก็ไม่ยอมคุยกับคณิณเหมือนกัน

"ห่วยแตกจริงๆ เพื่อน" แบรนหัวเราะก๊าก สภาพเขาน่าสมเพชมาก เหมือนขี้เมาข้างถนนที่ดื่มไปหลายขวด

จู่ๆ แบรนก็หยุดหัวเราะ เขาคว้าโทรศัพท์ขึ้นมากดหาเบอร์ใครคนหนึ่งแล้วโทรออก สักพักก็ยื่นให้เจมี่ "เอาดิเพื่อน บอกพี่นายเลยว่าเขาห่วยแตกแค่ไหน"

เจมี่รับโทรศัพท์อย่างลังเล แบรนชูสองนิ้วให้กำลังใจอยู่ข้าง ๆ เขากลั้นหายใจตะโกนใส่โทรศัพท์ว่า "ทำไมพี่ถึงห่วยแตกขนาดนี้!!!" โทรศัพท์ลื่นหลุดมือทันที เขากับแบรนหัวเราะกันจนท้องคัดท้องแข็ง

"ต้องอย่างงี้ดิเพื่อน" แบรนหัวเราะจนลงไปนอนกุมท้อง เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วตะโกนออกไปว่า "คณิณ เจ้าห่วย!!!"

เจมี่เห็นว่าคณิณยังไม่ได้วางสาย แต่ไม่มีเสียงพูดอะไรออกมาเลย แล้วขณะที่เขากับแบรนกำลังผลัดกันตะโกนใส่โทรศัพท์เหมือนคนบ้ากันอยู่นั้น เสียงออดหน้าบ้านก็ดังขึ้น เจมี่สร่างเมาทันที เขากับแบรนมองหน้ากันอย่างแตกตื่น แบรนรีบกวาดขวดเหล้าทั้งหมดกลับคืนที่แล้วทำลายหลักฐานอย่างลวกๆ

"สงสัยจะพ่อฉัน" แบรนลุกลี้ลุกลนวิ่งที่ประตู สักพักเขาก็เดินหน้าซีดกลับมาโดยมีคณิณเดินตามหลัง เจมี่เด้งพรวดขึ้นยืนทันที แต่สงสัยเขาจะลุกเร็วเกินไปหน่อย ภาพทุกอย่างดูเอียงแปลกๆ แล้วเจมี่ก็เซถลาไปด้านข้าง โชคดีที่คณิณรับเขาไว้ได้ทัน

"คณิณ พี่...พี่มาได้ไง" 

"ฉันจอดรถรอนายอยู่หน้าบ้านตั้งนานแล้ว" คณิณตอบเสียงเรียบก่อนจะประคองเขาเดินออกจากห้อง เจมี่หันไปโบกมือร่าเริงให้แบรนที่ยังคงดูงุนงงอยู่

"ไปละนะเพื่อน บอกพ่อนายด้วยว่าเหล้าไม่ดีต่อสุขภาพ จะตับแข็งเอาได้"

นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาเหมือนจะเมา โลกรอบตัวหมุนเคว้งเหมือนลูกข่าง คณิณยัดเขาใส่รถอย่างลวกๆ ก่อนขับออกไป เจมี่รู้สึกว่าเหตุการณ์นี้คุ้นๆ แต่นึกไม่ออกว่าที่ไหน

ในรถเงียบกริบจนน่าอึดอัด

"ทำไมพี่ถึงห่วยแตก" เขาหันไปถามคณิณอย่างเลื่อนลอย ปากเล็กๆ เบะคว่ำเหมือนเด็กน้อย "นึกว่าพี่จะไม่พูดกับผมไปตลอดชีวิตแล้วซะอีก"

"ฉันไม่อยากคุยกับนายที่ไร้สติแบบนี้" คณิณตอบเรียบๆ

"ตอนผมมีสติก็ไม่คุย พี่ไม่ยอมพูดกับผมมากี่วันแล้ว!!" เจมี่ตะโกนอย่างเหลืออด "ผมเบื่อ!! เบื่อที่พี่เป็นแบบเนี่ย! "

คณิณถอนหายใจก่อนจอดรถข้างทาง เขาดึงเจมี่เข้ามากอดไว้แน่นพลางลูบแผ่นหลังเขาอย่างแผ่วเบาโดยไม่พูดอะไร สัมผัสของคณิณทำให้ร่างกายเขาผ่อนคลายมากจริงๆ ไม่นานเจมี่ก็ผล็อยหลับไป

 

ในห้องนอนของเขา คณิณกำลังนั่งมองร่างเล็กๆ ที่หลับใหลอยู่บนเตียงด้วยใจสงบนิ่ง ข้างนอกฝนเริ่มตกโปรยปราย เขาก้มลงจูบหน้าผากน้องชายแผ่วเบาก่อนดึงผ้าห่มมาห่มให้เนื่องจากอากาศค่อนข้างเย็น

"รู้ไหม.. บางทีฉันก็คิดว่านายไม่ใช่กล่อมกมลตัวจริง" คณิณกระซิบในความมืด "ถ้านายถูกรถชนความจำเสื่อมอะไรแบบนั้นฉันคงไม่ประหลาดใจเท่าไหร่" เขาหัวเราะเบาๆ กับความคิดเหลวไหลของตัวเอง

"ตั้งแต่มีนายอยู่ด้วยกัน ไม่มีวันไหนที่ฉันไม่มีความสุขเลย" เขาปัดปอยผมที่ระหน้าผากน้องชายออกอย่างอ่อนโยน

"ขอบคุณนะ"

แล้วเสียงเคาะประตูดังขึ้นทำลายความเงียบสงบในห้อง "คุณชายใหญ่คะ แจ่มเข้าไปได้ไหมคะ"

"เข้ามาสิครับ" คณิณตอบ

แจ่มผลักประตูเข้ามา เมื่อเห็นใครบางคนที่นอนอยู่บนเตียงก็มีสีหน้าประหลาดใจ

"คุณชายใหญ่ คุณหญิงทรงสมรให้แจ่มมาตามไปพบด่วนค่ะ" เธอพูดอย่างกระวนกระวาย "แจ่มคิดว่าไม่ใช่เรื่องดีแน่ ถ้ายังไง...คุณชายใหญ่หลบออกจากบ้านสักพัก..."

"ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมจะไป" คณิณตัดบท "ป้าออกไปเถอะครับ"

แจ่มยังคงยืนนิ่งเหมือนมีอะไรจะพูด ริมฝีปากอ้าแล้วก็หุบหลายครั้ง ในที่สุดเธอก็ถอนหายใจก่อนเดินออกไป

คณิณเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า ก่อนล้วงปืนสั้นสีดำสนิทออกมาเหน็บไว้ใต้เข็มขัด

เขาเดินไปหาน้องชาย ก้มลงจูบหน้าผากเป็นครั้งสุดท้าย

"รักนาย" เขากระซิบในความมืด

 

เจมี่กำลังเพลิดเพลินอยู่ในห้วงฝันอันสับสนที่มีคณิณกอดเขาไว้แน่น แต่เดี๋ยวๆ ก็ผลักเขาลงไปในหลุมลึก แล้วก็รีบตะเกียกตะกายดึงเขาเข้ามากอดใหม่พลางขอโทษขอโพย แล้วก็ผลักเขาลงหลุมลึกซ้ำแล้วซ้ำอีก ทันใดนั้นในฝันเขาก็ได้ยินเสียงระบบประกาศดังก้อง

[อันตราย ขณะนี้คณิณกับคุณหญิงย่ากำลังทะเลาะกันอย่างรุนแรง]

เจมี่ตื่นจากฝันทันที เขาพยายามลุกจากเตียงอย่างอ่อนเพลีย ไม่รู้เขาหลับไปนานเท่าไหร่ แต่ฟ้าข้างนอกยังคงมืดอยู่ เขาวิ่งโซซัดโซเซออกจากห้อง เมื่อมาถึงโถงกลางก็ได้ยินเสียงคุณหญิงย่าดุด่าคณิณดังลั่น

"ฉันสืบรู้แล้วว่าชาวีหนีไปกับใคร มันก็คือไอ้เจต พี่ชายอุบาทว์ชาติชั่วของแกไง แกมีอะไรจะแก้ตัวอีก!! " คุณหญิงย่ายืนตะคอกคณิณที่ยังคงมีมีสีหน้าแจ่มใสไม่สะทกสะท้านอะไร

"ก็เขารักกัน คุณย่าจะให้ผมทำยังไงละครับ" คณิณยักไหล่ตอบอย่างกวนประสาท

"ใครย่าแก!! " คุณหญิงย่าตวาดลั่น

คณิณหัวเราะลั่นเหมือนคนบ้า "แล้วนี่ผมคุยอยู่กับหมาหรือไง? "

"เพียะ!!!" เสียงตบดังกังวานไปทั่วห้อง คณิณหน้าสะบัดตามแรงตบ แต่รอยยิ้มกลับไม่เลือนหายไปจากใบหน้า

"แกมันก็เหมือนนังแม่สำส่อนของแก พวกสวะ ชั้นต่ำ แกกับไอ้พี่ชายลักเพศของแกมันก็ทำได้แต่เรื่องต่ำๆ อย่างนี้แหละ!!!" คุณหญิงย่าว่าอย่างแค้นใจ

"แม่ผมไม่ใช่สวะ แม่ผมเป็นมนุษย์คนหนึ่ง แม่คือผู้หญิงคนเดียวที่คุณพ่อรัก"

คณิณยิ้มสดใสเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะล้วงมือเข้าไปใต้ชายเสื้อเชิ้ตสีดำของเขา วันนี้เขาตัดสินใจจบทุกอย่างเสียทีหลังจากที่ยืดเยื้อมานานเกินไปแล้ว บางที จะห่วงก็แต่กล่อมกมล...

เจมี่เห็นดังนั้นก็ก้าวออกไปทันที เมื่อคณิณเห็นเขาก็ชะงัก สีหน้าที่กำลังเป็นสีแดงเข้มด้วยความโกรธกลับเปลี่ยนเป็นซีดขาว เจมี่เดินเข้าขวางหน้าคุณหญิงย่าเอาไว้ ไม่ได้ทำเพื่อใครเลยนอกจากคนที่อยู่ตรงหน้า

"นาย...ทำไม...ทำไมนายไม่เคยอยู่ข้างฉันเลย" คณิณถามทั้งน้ำตา นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นคณิณร้องไห้

"ไม่มีใครอยู่ข้างฉันเลย ไม่มีเลย แม้แต่นาย แม้แต่นายก็ทิ้งฉัน!!"

เจมี่เอื้อมมือไปกุมมือข้างหนึ่งของคณิณเอาไว้

"ผมจะไปกับพี่ ผมจะอยู่ข้างพี่ไม่หนีไปไหน แต่พี่ก็ต้องไปกับผมด้วย ผมพยายามอยู่คนเดียวไม่ได้...."

คณิณล้วงปืนออกมาด้วยมือสั่นเทา เขาค่อยๆ ยกขึ้น และกดลงกับขมับตัวเอง

คุณหญิงย่ากรีดร้องด้วยความตกใจแล้วล้มลงไปทันที ดูเหมือนแจ่มจะเข้ามาประคองไว้

"ทำไม.. ทำไมกล่อมกมล ทำไมนายถึงมาขวางฉันเพื่อปกป้องมัน ทำไมนายไม่มายืนอยู่ข้างฉัน ทำไมนายไม่เลือกฉันบ้าง..." คณิณกระซิบเสียงแผ่วเบา น้ำตาไหลเป็นสาย

เจมี่ไม่ได้พูดอะไร เขาแค่เดินเข้าไปกอดคณิณไว้อย่างที่เคยทำมาเสมอ พยายามใส่ความรู้สึกทั้งหมดลงไปในอ้อมกอดนั้น

ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน เมื่อกล่อมกมลกอดเขาเอาไว้ คณิณก็เห็นภาพเขากับน้องชายกำลังเดินเล่นอยู่ในเมืองแห่งที่ที่มีหิมะตกโปรยปรายจนทางเดินกลายเป็นสีขาว ร้านรวงรอบข้างตกแต่งด้วยสีแดงสีเขียวและสีทองเต็มไปด้วยบรรยากาศเฉลิมฉลอง เสียงระฆังดังกังวานไปทั่วเมือง พวกเขากำลังซื้อของแต่งต้นคริสต์มาสและของขวัญมากมาย เพื่อนฝูงและเด็กๆ มาทานอาหารค่ำกันเต็มบ้าน เมื่อทุกคนกลับไปหมดพวกเขาก็อิงแอบกันอยู่หน้าเตาผิงอุ่นๆ กับหมาสีน้ำตาลตัวใหญ่ ตอนนี้เขาแทบจะได้กลิ่นไม้ที่กำลังถูกเผาไหม้อยู่ในเตาผิง กลิ่นสดชื่นของต้นสน และกลิ่นสบู่อาบน้ำหอมๆ ซึ่งเป็นกลิ่นเฉพาะของกล่อมกมล

มือข้างที่ถือปืนค่อยๆ ลดลงอย่างช้าๆ หรือว่าเขาจะยังมีโอกาศ โอกาศที่จะมีชีวิต โอกาศที่จะมีความสุข

เขาค่อยๆ ยกมือขึ้นกอดน้องชายและคนรักของเขาเอาไว้ น้ำตาไหลออกมาอย่างหยุดไม่ได้ เดิมเขาก็มีแต่น้องคนนี้ บางทีอาจได้มีกันและกันตลอดไป

เจมี่ค่อยๆ เอื้อมมือไปดึงปืนออกจากมือคณิณ ระหว่างนั้นเขาไม่ละสายตาไปจากใบหน้าอีกฝ่ายเลย เขาค่อยๆ วางปืนลงกับพื้นอย่างแผ่วเบา ก่อนจะเตะออกไปด้านหนึ่ง

"ไอ้คณิณ นี่แกตั้งใจจะมาฆ่าฉันเชียวเหรอ ฉันเป็นย่าแกนะ!!!" คุณหญิงย่าตะโกนลั่น ดึงคณิณกลับมาสู่โลกความเป็นจริงที่ไม่มีเตาผิงและต้นคริสต์มาส ไม่มีหมาสีน้ำตาล แต่โชคดีที่ยังมีกล่อมกมลอยู่

เจมี่จับมือคณิณไว้แน่น เขาหันไปทางคุณหญิงย่า แล้วพูดสิ่งที่อยู่ในใจมาตลอด

"คุณย่า แล้วคุณย่าเคยทำเหมือนเขาเป็นหลานบ้างหรือเปล่าครับ พี่เขาเป็นหลานแท้ๆ ทำไมถึงจงเกลียดจงชังเขาได้ขนาดนี้ เขาเป็นคนคนหนึ่ง มีเลือดเนื้อจิตใจ คุณย่าเอาความเกลียดที่มีต่อแม่มาลงกับลูกได้ยังไง -- " เจมี่มองคุณย่าเนิ่นนานกว่าจะพูดต่อ "คุณย่าลองมองดูให้ดีๆ สิครับ คณิณหน้าเหมือนคุณพ่อมากขนาดไหน คุณย่าไม่เคยมองเห็นคุณพ่อในตัวคณิณบ้างเลยหรือครับ"

แจ่มอดรนทนไม่ไหวจึงพูดขึ้นว่า "คุณหนูใหญ่ คุณหนูเล็ก พวกคุณทำกับคุณย่าแบบนี้ได้ยังไง ที่จริงแล้วคุณย่าน่ะ..."

"นังแจ่ม หยุดเดี๋ยวนี้นะ!!" คุณหญิงย่ากรีดร้อง เธอมีสีหน้าบิดเบี้ยวทุกข์ทรมานมาก

แจ่มก้มหน้าเงียบ น้ำตาคลอ

"ผมกับคณิณอยากไปเรียนต่อเมืองนอก เราไม่สนอะไรที่นี่แล้ว" เจมี่จูงมือคณิณที่ยังคงตัวสั่นเทิ้มจะเดินกลับห้อง

ทันใดนั้นคุณหญิงย่าก็คว้ามือเขาไว้แน่น

"เปิดพินัยกรรม ต้องรอเปิดพินัยกรรมก่อน เปิดพินัยกรรม" เธอขอร้องทั้งน้ำตา "ย่าขอร้องล่ะกล่อมกมล ต้องรอเปิดพินัยกรรมก่อน"

เจมี่มองคุณหญิงย่า เขาไม่เห็นอะไรนอกจากหญิงชราคนหนึ่งที่ทุกข์ทรมานจนเกินทน บางที เจมี่คิด บางทีทุกคนในบ้านนี้อาจไม่มีใครมีความสุขเลยแม้แต่คนคนเดียว...

เขาจูงคณิณที่ยังคงตัวแข็งทื่อกลับห้อง เจมี่พาเขาไปนอนบนเตียง ห่มผ้าให้อย่างเรียบร้อยก่อนเดินไปเปิดหน้าต่างให้แสงจันทร์ได้สาดส่องเข้ามาในห้องนี้บ้าง เขารู้สึกถึงอากาศสดชื่นยามค่ำคืนค่อยๆ ไหลเข้ามาในห้องที่อับชื้นไปด้วยน้ำตา หลังจากนั้นจึงปีนขึ้นเตียงไปนอนกอดคณิณไว้ จูบหน้าผากเขาแผ่วเบาก่อนจะผ่านค่ำคืนอันยาวนานไปด้วยกัน

 

หลังจากที่แจ่มค่อยๆ พยุงคุณหญิงย่าที่นั่งเลื่อนลอยอยู่บนพื้นให้เดินกลับห้องไปแล้วนั้น คุณหญิงพวงผกาก็เดินออกมาจากหลังต้นเสาต้นหนึ่งที่เธอใช้ซ่อนตัวคอยชมเหตุการณ์ร้ายอยู่ เธอก้มเก็บปืนของคณิณที่ถูกทิ้งไว้บนพื้นแล้วถอนถอนใจอย่างผิดหวัง

"โชคร้ายที่ไอ้คณิณมันฆ่านังแก่นั่นไม่สำเร็จ ยิงตัวตายก็ไม่สำเร็จอีก" เธอยิ้มเยาะ "ทางที่ดีควรตายๆ กันไปซะให้หมด"

เธอเก็บปืนใส่เข้าไปในกระเป๋าหนังใบเล็ก

"แต่ไม่เป็นไร ยังมีโอกาสอีกมาก" คุณหญิงพวงผกาคิดได้ดังนั้นจึงหัวเราะแผ่วเบากับตัวเอง

 

รุ่งเช้าเขากับคณิณก็เก็บข้าวของออกจากบ้าน ตั้งใจจะไปเป็นเด็กวัยรุ่นเร่ร่อนกันสองคน คณิณไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปใต้ชายคาบ้านหลังนี้ได้อีกแล้ว คุณหญิงพวงผกาคัดค้านอย่างเดือดดาล เธอด่าทอคณิณฟังไม่ได้ศัพท์ แทบจะกระชากเจมี่ไปขังไว้ในห้อง แต่คุณหญิงย่าอนุญาตแล้วคุณหญิงพวงผกาเลยพูดอะไรไม่ออก

จะว่าไปก็น่าแปลก หลังจากที่คณิณจะยิงตัวตายวันนั้นคุณย่าก็เปลี่ยนไปเลย เอาแต่นั่งเฉยๆ ไม่พูดไม่จาอยู่ริมหน้าต่าง เขาสัญญากับคุณหญิงย่าเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้วว่าจะกลับมาร่วมเปิดพินัยกรรมอีกไม่กี่อาทิตย์ที่จะถึงนี้ อีกทั้งพวกเขาไม่ได้ไปอยู่ไหนไกล แต่เป็นคอนโดใกล้ๆ โรงเรียน ที่เป็นทรัพย์สินของตระกูลเพื่อที่จะไปเรียนได้สะดวก

เขากับคณิณมาถึงบ้านหลังใหม่แต่เช้าตรู่ ที่นี่เป็นโครงการที่ไม่หรูหรามาก อีกทั้งสร้างมานานแล้ว แต่ก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ห้องของพวกเขาอยู่ชั้นบนสุด เคยเป็นที่พักและสตูดิโอของญาติคนหนึ่งชื่อว่าคุณอาไพลินซึ่งเป็นศิลปินวาดภาพ แต่เธอย้ายไปอยู่ต่างประเทศนานมากแล้ว ดังนั้นแม้เครื่องเรือนชิ้นใหญ่ๆ เช่นพวกตู้เสื้อผ้า เตียง โต๊ะทานอาหารจะยังคงอยู่ แต่ก็ฝุ่นจับหนาเตอะดูไม่จืด เจมี่เปิดประตูมาเห็นสภาพห้องก็อ่อนใจ

พวกเขาตัดสินใจทำความสะอาดกันเองโดยไม่จ้างแม่บ้าน เจมี่เอาเสื้อเก่าๆ ตัวหนึ่งที่ค้นเจอในตู้เสื้อผ้ามาทำเป็นผ้าขี้ริ้ว ส่วนคณิณขนเครื่องเรือนผุๆ ที่ใช้ไม่ได้แล้วลงไปทิ้ง หลังจากปัดกวาดเช็ดถูกันพอสมควรแล้ว พวกเขาก็ไปร้านเฟอร์นิเจอร์เพื่อซื้อพวกเครื่องครัวและของใช้ต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้เพิ่มเติม คณิณแบกของส่วนใหญ่ขึ้นมากองไว้ ก่อนที่พวกเขาจะเริ่มจัดห้องกัน

เจมี่พยายามชวนคุยไปเรื่อย แต่คณิณก็ยังคงไม่ค่อยพูดอะไรมากนัก ข้างในเขาคงยังถลอกปอกเปิกและอาจไม่มีวันหายดีไปตลอดชีวิต เจมี่เองก็ไม่รู้ว่าควรทำยังไงนอกจากปล่อยให้เวลาได้เยียวยาบาดแผลของมันเองบ้าง

หลังจากทำความสะอาดและจัดข้าวของอยู่ทั้งวัน ตกค่ำพวกเขาก็แทบหมดแรง โชคดีที่เจมี่ซื้อบะหมี่สำเร็จรูปติดห้องไว้หลายแพ็ก เขาต้มเส้นในน้ำเดือดจนสุก จากนั้นจึงตามด้วยกุ้งกับปลาหมึกที่ลวกไว้แล้ว พอเติมเครื่องปรุงรสก็เป็นอันเสร็จ เป็นอาหารง่ายๆ ที่พอกินได้เท่านั้นเอง พอตั้งโต๊ะเสร็จจึงร้องเรียกคณิณที่ยังวุ่นวายอยู่กับผ้าปูเตียง

พวกเขานั่งลงตรงข้ามกัน มองบะหมี่ชามใหญ่สองชามตรงหน้าที่กำลังส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่วห้อง ส่งควันสีขาวลอยอ้อยอิ่ง

เมื่อมองหน้ากันและได้แต่ยิ้ม ในที่สุดก็หัวเราะออกมา

"พวกเราเหมือนเด็กหนีออกจากบ้านเลยเนอะ" เขาส่งตะเกียบไม้ที่พึ่งแกะจากซองให้คณิณ

"เราอยู่บ้านกันแล้ว" คณิณยิ้มอ่อนโยนก่อนจะคีบกุ้งตัวโตใส่ในชามของเขา

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 171 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

147 ความคิดเห็น