หย่งเหิง มิมลายสิ้นสูญ (สนพ.สถาพรบุ๊คส์)

ตอนที่ 12 : ๑๑ : แม่ครัวประจำกาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 24,187
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 406 ครั้ง
    12 ก.พ. 62

 

                “ข้าต้องการอาภรณ์ฤดูหนาวให้นางสักห้าหกชุด เสื้อนวมกับเสื้อคลุมขนสัตว์อีกอย่างละสองตัว ทั้งหมดต้องได้ภายในสามวันนี้”


                จินหย่งเฉินบอกความต้องการออกไปทันทีที่ก้าวเข้ามาในร้านค้าอาภรณ์ขนาดใหญ่


                ฝ่ายเถ้าแก่เจ้าของร้านตรงเข้ามาต้อนรับด้วยตนเองตั้งแต่เห็นชายหนุ่มตรงหน้าประตูทางเข้า จดจำได้ว่าเขาผู้นี้คือ เฉินเยว่เฟย คุณชายผู้ร่ำรวยมั่งคั่งเจ้าของหอสุรานภาเรืองรองที่มีสาขามากมาย คนหนุ่มวัยสามสิบผู้สืบทอดคนเดียวของตระกูลเฉินที่เก่งกาจลือเลื่อง ทำการค้าใดก็เจริญรุ่งเรือง


                “เรื่องนั้นย่อมไม่มีปัญหา... เชิญคุณชายเฉินกับแม่นางน้อยมาทางนี้เถิด” เขาทำมือผายส่งไปยังมุมหนึ่งของร้าน น้ำเสียงท่าทางคนค้าขายอ่อนน้อมเป็นพิเศษสำหรับลูกค้าถุงเงินใหญ่ ทว่าแววตายามเหลือบมอง แม่นางน้อยปิดซ่อนความคิดละลาบละล้วงไว้แทบไม่มิด สงสัยนักว่าเด็กสาวอายุน้อยผู้นี้เกี่ยวข้องอันใดกับคุณชายผู้เลื่องชื่อกันแน่


                ระหว่างที่ไฉ่ชุนถูกหญิงสาวสองคนพาไปวัดตัวตรงมุมด้านใน เถ้าแก่ก็พาคุณชายเฉินมาเลือกดูผ้าที่จะใช้ตัดเย็บ โต๊ะใหญ่ตรงมุมนี้ล้วนเป็นผ้าคุณภาพดีที่สุดในร้าน มีทั้งผ้าทอหนาแน่นให้ความอบอุ่น ผ้าเนื้อบางผิวสัมผัสนุ่มลื่นเหมาะสำหรับสวมใส่ด้านใน ส่วนอีกโต๊ะหนึ่งเป็นผ้าบุขนสัตว์หลากหลายชนิด


                จินหย่งเฉินในคราบคุณชายเฉินไล่สายตาดูพับผ้าเรียงรายหลากสีสัน ไม่ถึงอึดใจก็เลือกมาได้หลายผืน มองผิวเผินคล้ายผู้เลือกมิใคร่ใส่ใจนัก แต่หากมองให้ดีจะพบว่าผ้าสีเขียวอ่อน สีเหลืองสด สีชมพู และสีฟ้าคราม ล้วนเป็นตัวแทนแห่งช่วงเวลาต้นฤดูใบไม้ผลิ... ฤดูชุน


                “เอาตามที่ข้าบอก เสร็จเมื่อใดให้คนนำไปส่งที่หอนภาเรืองรอง”


                “คุณชายโปรดวางใจ ข้าจะเร่งมือให้เร็วที่สุด” เถ้าแก่ยิ้มกว้าง เก็บเงินตำลึงก้อนวาวเข้ากระเป๋าอย่างอารมณ์ดี


            เมื่อคนที่จะได้เป็นเจ้าของเสื้อผ้าเหล่านี้กลับออกมา เจ้าของเงินที่ซื้อหาก็จัดการทุกสิ่งเรียบร้อยเสียแล้ว


                “เหตุใดต้องซื้อเสื้อผ้าใหม่ตั้งมากมายด้วยเจ้าคะ” เด็กน้อยเจ้าปัญหาเอ่ยถามทันที คิดต่อในใจว่าเปลี่ยนสิ่งของเหล่านี้เป็นเงินค่าจ้างให้นางแทนไม่ดีกว่าหรือ


                “เจ้าจำเป็นต้องใช้” เขาตอบกำปั้นทุบดิน


                “แต่เสื้อผ้าผู้น้อยก็มีอยู่แล้วตั้งมาก”


                “นั่นไม่อาจต้านทานลมหนาวและหิมะ หากเจ้าอุ่นไม่พอจนล้มป่วยไปอีก ความลำบากย่อมตกอยู่กับข้า” จินหย่งเฉินกล่าวเท่านั้นก็หมุนตัวก้าวนำออกจากร้าน


                ไฉ่ชุนรีบขยับเท้าตามไปติดๆ ไม่ให้เขาต้องเอ่ยเร่ง ปากเล็กๆ ยังไม่หมดสิ้นคำถาม


                “ข้าป่วย แล้วนายท่านจะลำบากอย่างไรเจ้าคะ” ในเมื่อคนทนทรมาน ไอจามปวดหัวตัวร้อน เป็นตัวนางมิใช่เขาเสียหน่อย


                “แล้วหากไม่ใช่ข้า ใครจะเป็นคนหาหมอมารักษาจัดยาให้เจ้า...”


                สองนายบ่าวถามมาตอบไปอย่างที่เริ่มคุ้นชินกับการโต้ตอบกันเช่นนี้ แต่คนไม่คุ้นกลับเป็นเถ้าแก่ที่มองส่งลูกค้ารายล่าสุดออกจากร้านไป


                เด็กสาวช่างพูดช่างถามนั้นพบเจอได้ไม่มากจึงนับว่าแปลกแล้ว แต่คุณชายผู้ได้ชื่อว่าวางตัวห่างเหินเย็นชากับสตรี จนเหล่าหญิงงามมากมายที่อยากสานไมตรีกับเขาต้องพากันถอดใจผู้นั้น... ใช่คนเดียวกับผู้ที่เพิ่งออกจากร้านไปแน่หรือ


                หรือแท้จริงแล้วคุณชายเฉินมิได้ชื่นชอบหมู่มวลผกาแรกแย้มบานสะพรั่ง หากกลับชมชอบบุปผาน้อยดอกตูมมิทันผลิแย้มมากกว่า!


                เถ้าแก่มองสองร่างต่างวัยต่างต่างขนาดแล้วคิดไปไกล ไม่ทันได้ยินประโยคท้ายๆ จากคนร่างสูง


                “ทั้งสิ้นเปลืองค่ารักษา... ไหนจะขาดเด็กรับใช้รองมือรองเท้า ดูแลความสะดวกสบายระหว่างเดินทางอีกเล่า”

 

- - - - - - - - - -


                บนเนินเขาสูงแห่งหนึ่งซึ่งถนนหลวงเชื่อมระหว่างเมืองตัดผ่าน ซ้ายขวาหน้าหลังหรือแม้แต่หุบเขาเบื้องล่างล้วนเป็นป่าเฟิงผืนใหญ่ มองไปทางใดก็เห็นแต่ใบไม้สีส้มสลับแดง แม้แต่บนพื้นดินยังคล้ายมีใครนำพรมสีแดงเข้มมาปูเอาไว้


                ใต้ต้นเฟิงสีแดงเพลิงใบร่วงโรยไปครึ่งต้น รถม้าคันใหญ่จอดพักอยู่ริมทาง อาชาสองตัวถูกปล่อยให้แทะเล็มหญ้าอยู่ข้างกัน ส่วนคนสามคนที่เดินทางมากับรถม้า ล้วนยังไม่มีผู้ใดได้กินอาหาร


                ไม่ใช่ว่าพวกเขากำลังเพลิดเพลิน ชื่นชมทิวทัศน์ตระการตาของธรรมชาติสีสันร้อนแรงช่วงสุดท้ายของปี ก่อนจะเปลี่ยนเข้าสู่ช่วงเวลาขาวดำอันเหน็บหนาว แต่เป็นเพราะพวกเขายังไม่ได้ก่อไฟทำอาหาร


                มิใช่! มิใช่พวกเขา... ต้องเรียกว่าเจ้าไฉ่ชุนผู้เดียวเท่านั้นที่มีหน้าที่ก่อไฟทำอาหาร ในขณะที่จินหย่งเฉินกับหานคุนแยกตัวไปยืนนั่งรอในศาลาริมทางหลังเก่า สภาพเสาไม้ทั้งสี่และหลังคาชำรุดผุพัง บอกให้รู้ว่าศาลาแห่งนั้นยืนหยัดฝ่าแดดลมฝนเป็นที่พักพิงให้คนเดินทางมานานเพียงใด


                พังลงมา... ถล่มลงมา... กระเบื้องแตกร้าวจงหล่นใส่หัวคนร้ายกาจใช้แรงงานเด็กผู้นั้นทีเถิด เพี้ยง!


                เสียงความคิดสาปแช่งจากร่างเล็กในชุดเดินทางเนื้อหนาสีเขียวอ่อน สองมือโบกพัดเร่งให้กองไฟน้อยๆ กลางวงล้อมหินก้อนใหญ่โหมลุกแรงไม่ได้หยุดพัก


                ทั้งที่ในห่อเสบียงยังมีแผ่นแป้งย่างและเนื้อแพะร่มควันที่ได้จากเมืองเล็กๆ ที่เพิ่งเดินทางผ่านมาแท้ๆ แต่มื้อเย็นค่ำนี้ นายท่านช่างเลือกกลับอยากกินเนื้อกระต่ายตุ๋น กับมันต้มขิง!


            หัวมันเทศกับขิงแก่นั้นมีพร้อมในลังเครื่องครัวอยู่แล้ว และถือว่าสองบุรุษยังมีความปรานีอยู่บ้าง เด็กรับใช้รองมือรองเท้าอย่างนางจึงไม่ถึงกับต้องออกไปไล่ล่ากระต่ายป่าด้วยตัวเอง


            แม่ครัวตัวน้อยประจำขบวนเดินทางมองเนื้อกระต่ายสีชมพูที่หานคุนจัดการฆ่าถลกหนังล้างหั่นให้เรียบร้อยด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก จนถึงตอนนี้ก็ยังทำใจกินมันไม่ลง ยิ่งไม่นับตอนองครักษ์หนุ่มกระโจนร่างไปจับมันหักคอแล้วยื่นมาให้นางทั้งตัวอุ่นๆ ตอนนั้นนางถอยกรูดแทบไม่ทัน


            ไม่เอา! ไม่เอาๆ ข้าไม่ฆ่า! ข้าไม่ถลกหนัง ท่านจัดการเองเถิด


            นางร้องโวยวายใส่บุรุษหน้านิ่ง แม้ในศูนย์วิจัยที่ทำงานของร่างเดิมก็มีการใช้สัตว์พวกนี้ทดลองยาและผ่าชำแหละเพื่อการศึกษา แต่นั่นก็เป็นคนละส่วนกับที่นางรับผิดชอบ


            เป็นหน้าที่เจ้า


            แม่ครัวในหอสุรายังไม่เห็นต้องทำเช่นนี้ นางส่ายหน้ายกอ้างขอบเขตการทำงานของแม่ครัว หันไปมองผู้เป็นนายก็เห็นเขานั่งจิบสุราทอดอารมณ์อยู่ในศาลา


                เมื่อไร้ที่พึ่งซึ่งไม่แน่ว่าจะพึ่งได้ นางก็เปลี่ยนมาใช้การเจรจาอ้อนวอนแถมติดสินบน


            ถือว่าเห็นใจเด็กหญิงขวัญอ่อนเช่นข้า ท่านช่วยจัดการให้ทีเถิด แล้วข้าจะยกเนื้อตุ๋นส่วนของข้าให้ท่าน อย่างไรนางก็ยังทำใจกินเนื้อกระต่ายไม่ลงอยู่แล้ว


                ยามนั้นหานคุนนิ่วหน้าให้ทีหนึ่ง ไม่รู้ว่าคร้านจะพูดต่อมากความ หรือว่าเห็นแก่เนื้อตุ๋นส่วนของนางกันแน่ สุดท้ายเขาก็หายไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับมาพร้อมเนื้อกระต่ายในถาดไม้


                ขณะรอกระต่ายตุ๋นพริกไทยดำกับเครื่องเทศอีกห้าหกอย่างนิ่มเปื่อยได้ที่ ไฉ่ชุนก็หันมาปอกหัวมันหั่นขิงใส่รวมลงหม้ออีกใบ จัดการตั้งไว้บนฐานหินสามก้อนที่ผู้พักแรมตรงจุดนี้ใช้ต่างเตาไฟต่อกันมา... จากนั้นก็เหลือเพียงรอเวลา


                ร่างเล็กๆ นั่งเฝ้าอยู่เพื่อควบคุมแรงไฟให้พอดี บางครั้งก็หันไปมองบุรุษสองคนที่ปล่อยให้นางทำทุกอย่างด้วยตัวเองโดยไม่หันมาสนใจกันสักนิด เดินทางรอนแรมมาสามวัน นางก็รู้ซึ้งถึงเหตุผลที่นายท่านลดเวลาเล่าเรียนเขียนอ่านในช่วงหลายวันก่อนออกเดินทาง แล้วสั่งให้นางไปช่วยงานในครัว เร่งฝึกฝนปรุงอาหารที่นายท่านชื่นชอบก็ตอนนี้เอง

               

- - - - - - - - - -



แหมะ! จากเด็กรับใช้ ขยับมาเป็นแม่ครัวตัวน้อยแล้ว 

นายท่านจะให้ฝึกงานอีกกี่ตำแหน่งเนี่ย

โปรดติดตามตอนต่อไปเจ้าค่ะ


- เถียนเมิ่ง -

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 406 ครั้ง

3,046 ความคิดเห็น

  1. #2733 Airika_Catcha (@Airika_Catcha) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 23 มีนาคม 2562 / 23:03
    กว่าจะโต คงทำเป็นทุกอย่างเนอะ
    #2733
    0
  2. #63 Looney00 (@Looney00) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 / 14:09
    สวัสดีวันตรุษจีนค่ะไรท์
    #63
    0