(MPreg) Dear you, my husband รักที่สุดคุณสามี

ตอนที่ 47 : สามีภรรยาที่ก้าวเดินไปด้วยกัน 47 : เงาอดีต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 138
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    26 ส.ค. 63


 

 

"อย่างที่หมอได้แจ้งทางญาติไปนะครับ คนไข้มีอาการตั้งครรภ์ก่อนมดลูกเทียมจะสมบูรณ์ ซึ่งกรณีนี้เกิดได้ยากมากและยังถือเป็นภาวะครรภ์เสี่ยงที่ต้องให้ความสำคัญ ดูจากผลการตรวจร่างกายแล้ว ขอแนะนำ...."

เสียงของนายแพทย์ในชุดกาวน์สีขาวดังขึ้นเบา ๆ ภายในห้องพักของผู้ป่วยที่เงียบสงัด และด้วยความเงียบนั้นเองที่ทำให้ถ้วยคำเหล่านั้นยังคงดังก้องอยู่ในหัวของคนฟังไม่หาย แม้ต่างรู้อยู่แก่ใจ แต่ยามได้ยินทุกประโยคและใจความสำคัญที่เอ่ยออกมาซึ่งไม่ใกล้เคียงกับคำว่าข่าวน่ายินดีซึ่งทำให้ทั้งสองครอบครัวยิ้มและฉลองด้วยกันได้ มันก็ทำให้คนเราหมดแรงได้ไม่ยาก ไม่ต่างกับสีหน้าของหลี่อี้เหมยและเถาเยว่หรงผู้อุตส่าห์เร่งเดินทางมาที่โรงพยาบาล หญิงวัยกลางคนทั้งสองยืนนิ่งด้วยความรู้สึกสับสนวิงเวียนคล้ายจะเป็นลม

แม้รู้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่ได้ยินก็ยังยากจะรับไหว หลี่หยางสวินในฐานะคนเป็นพ่อของชีวิตเล็ก ๆ ในท้องเองก็มีสภาพไม่ต่างกัน ชายหนุ่มยืนเงียบและรับฟังทุกสิ่งด้วยแววตาสั่นระริก เต็มไปด้วยความว้าวุ่นใจ ชายหนุ่มที่ยังอยู่ในชุดสูททำงานเต็มยศหันไปส่งสายตาห่วงใยไปให้คู่หมั้นตน ขณะที่เฉินอวี่เฉิงผู้เช็ดน้ำตาจนเหือดแห้งแล้วนั้นนั่งอยู่บนเตียงนิ่ง ๆ ร่างเพรียวเงียบกริบ ไม่พูดอะไรและไม่สบตาใครทั้งนั้น

ความเงียบนี้ช่างน่ากลัวเหลือเกิน น่าหวั่นใจเสียยิ่งกว่าเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นเมื่อราวครึ่งชั่วโมงก่อนเสียอีก หลี่หยางสวินจ้องมองคนรักอย่างกังวลใจ การปลอบให้คนหยุดร้องว่ายากแล้ว ตอนนี้ชายหนุ่มกลับรู้สึกว่าเฉินอวี่เฉิงคนที่ไม่ร้องไห้โวยวายใด ๆ กลับน่าหวั่นใจกว่าหลายเท่า น่ากลัวเพราะไม่อาจคาดเดาได้ เขาคิดพลางจ้องมองมือขาวที่วางบนหน้าท้องแบนราบและลูบวนเบา ๆ ชายหนุ่มมองเสี้ยวหน้าอ่อนหวานที่บัดนี้ก้มต่ำ ท่าทางราวกับกำลังเงี่ยหูฟังสิ่งที่คุณหมอบอกอย่างตั้งอกตั้งใจนักหนา แต่เขารู้ดีว่าคำพูดพวกนั้นเฉินอวี่เฉิงไม่อยากฟัง ไม่อยากรู้แน่นอน

ใครจะอยากได้ยินว่าตัวเองต้องกำจัดเลือดเนื้อของตนออกไป ใครอยากจะรู้ว่าต้องสละหนึ่งชีวิตเพื่อรักษาชีวิตตัวเองไว้ คนที่เคยเสียลูกไปครั้งหนึ่งอย่างเฉินอวี่เฉิงกลับต้องเผชิญเรื่องแบบนี้อีกครั้ง มันช่างโหดร้ายจริง ๆ

แต่จะไม่ทำตามก็ไม่ได้

ภาวะครรภ์เสี่ยง คุณหมอพูดแบบนั้น สาเหตุของอาการนี้เกิดจากการตั้งครรภ์โดยมดลูกเทียมไม่สมบูรณ์ของเฉินอวี่เฉิง หลี่หยางสวินแม้จะไม่เข้าใจศัพท์ที่นายแพทย์เอ่ยถึงมากนัก แต่เขาก็รู้ว่านี่มันไม่ใช่สถานการณ์ปกติ คำอธิบายเริ่มจากการตั้งครรภ์ในเพศชายที่ปกติก็มีความเสี่ยงและต้องได้รับการดูแลอย่างพิเศษอยู่แล้ว การตั้งท้องแบบนี้จึงยิ่งอันตราย นายแพทย์คนนั้นกล่าวว่าหลังจากนี้จะเริ่มมีความผิดปกติเกิดขึ้น เมื่อตัวอ่อนค่อย ๆ เติบโตร่างกายอาจเกิดอาการปฏิเสธการตั้งครรภ์และอาจมีอาจการบีบตัวของมดลูกเพื่อขับเด็กออกไป ผู้เป็นแม่จะมีอาการปวดท้อง มีเลือดออก เสี่ยงติดเชื้อ เสี่ยงต่อครรภ์เป็นพิเศษ ยิ่งอายุครรภ์มากขึ้นก็เสี่ยงต่อภาวะอันตรายถึงชีวิตมากมาย ทุก ๆ อย่างนั้นบ่งชี้ว่าควรตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์ ควรจะเลือกชีวิตใดชีวิตหนึ่งก่อนสายเกินแก้

แต่ต้องตัดใจกำจัดงั้นเหรอ ต้องทนมองดูลูกตัวเองตายอีกแล้ว เรื่องแบบนี้มันช่าง...

หันไปมองนายแพทย์เจ้าของไข้ที่มีสีหน้าเคร่งขรึม หลี่หยางสวินถอนหายใจด้วยความรู้สึกหนักหน่วงปนรวดร้าว  ทั้งอับจนถ้อยคำและไม่รู้จะโต้ตอบกับ คำแนะนำของนายแพทย์ท่านนี้อย่างไร คนพูดเองก็คงทราบดีว่าข่าวดีที่ไม่อาจยินดีนี้จะสร้างความรู้สึกอะไรแก่ผู้ฟัง ดังนั้นคนมากประสบการณ์จึงค่อย ๆ พูดและเลือกถ้อยคำที่ดูรุนแรงน้อยที่สุด ระมัดระวังอย่างที่สุด ทั้งยังสังเกตสีหน้าคนฟังและพยายามไม่ให้ความจริงข้อนี้กระทบกระเทือนใจคนฟัง แต่ถึงอย่างนั้นเหล่าญาติของคนไข้ก็ยังมีสีหน้าซีดเซียว

"หมอรู้ว่าเรื่องนี้ค่อนข้างตัดสินใจลำบาก ถ้ายังไงจะขอตัวก่อนเพื่อให้ทุกคนพูดคุยปรึกษากันนะครับ หากมีคำถามอะไรก็กดปุ่มเรียกผมได้"

"ค่ะ ขอบคุณคุณหมอนะคะ"

หลี่อี้เหมยตอบรับเบา ๆ เมื่อคุณหมอเจ้าของไข้เอ่ยลาไป แล้วจากนั้นทั้งห้องก็กลายเป็นเงียบงัน ต่างคนต่างรู้สึกหนักอึ้ง ต่างฝ่ายได้เพียงมองตากันเงียบ ๆ และไม่รู้จะพูดอะไร โดยเฉพาะหญิงวัยกลางคนทั้งสองภายในห้องที่อยู่ในสถานะแม่ ในใจของพวกหล่อนรู้ดีถึงความหนักหนาของปัญหา และเพราะรู้นั่นล่ะถึงได้น้ำท่วมปาก ไม่กล้าพูดหรือตัดสินใจใด ๆ ที่ทำได้ตอนนี้ก็แค่ส่งสายตาห่วงใยไปยังว่าที่คุณแม่ที่ยังนั่งเงียบอยู่บนเตียงคนไข้เท่านั้น

 

"เฉิงเฉิง"

เนิ่นนาน กว่าหลี่หยางสวินจะเอ่ยเรียกชื่อคนรักของตนขึ้นมา

เปลือกตาบางขยับไหว เฉินอวี่เฉิงผู้ทำตัวคล้ายตกอยู่ในความฝันกะพริบตา ร่างสูงเพรียวที่สวมชุดคนไข้ค่อย ๆ ยกมือขึ้นลูบหน้า เขาสูดหายใจเข้าหากันช้า ๆ พลางค่อยซึมซับความเป็นไปอย่างเมื่อครู่หลี่หยางสวินเรียกชื่อเขา พี่หยางสวินคนขี้อายคนนั้นในที่สุดก็ยอมเรียกชื่อเล่นกันต่อหน้าญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายแล้ว ช่างน่ายินดีจนอยากล้อเลียนถ้าไม่ใช่ว่าน้ำเสียงนั้นจะแหบพร่าทั้งยังแห้งผากและสั่นไหว น้ำเสียงเหมือนคนหมดแรงจนไม่รู้จะทำยังไง..เสียงแบบนี้ดูเหมือนจะเคยได้ยินครั้งหนึ่ง ตอนที่บอกลาอีกฝ่ายแล้วหนีไปต่างประเทศกับเฮนรี่

เหมือนจะเป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้วและเขาต้องการแก้ไข ดูเหมือนเฉินอวี่เฉิงและหลี่หยางสวินจะได้ย้อนคืนกลับมาเพื่อปรับความเข้าใจ เขาพยายามจีบพี่หยางสวินจนสุดกำลังและสุดท้ายก็สามารถชนะใจอีกฝ่าย ได้หมั้นหมาย ได้รัก และเป็นของกันและกัน ช่างเป็นปาฏิหาริย์อันน่ายินดีและน่าอัศจรรย์

แต่ทั้งที่เป็นแบบนั้น ทั้งที่ควรมีความสุขและยิ้มได้ในตอนจบแล้วแท้ ๆ ทำไมฝันร้ายนี้ไม่จบลงเสียที

"คุณหมอบอกว่าผมท้องได้กี่เดือนแล้วนะครับ"

ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นสบตา ขอบตาร้อนผ่าวซ้ำยังแดงก่ำเพราะร่ำไห้กะพริบถี่ แต่ก็ยังเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มหวานละไม

"ประมาณหกสัปดาห์... ก็เข้าเดือนที่สองพอดี"

"งั้นเหรอครับ ฮะฮะ สองเดือน... สองเดือน คุณหมอคนนั้นบอกว่าเขายังเป็นแค่ก้อนเนื้อขนาดแค่สองสามเซ็นฯใช่ไหม.. เล็กเท่านั้นเอง กำลังเติบโตแต่ก็ยังไม่ได้สร้างอวัยวะอะไรสักอย่าง เขาพูดแบบนั้นสินะ" เฉินอวี่เฉิงหัวเราะออกมาอีกครั้ง มือขาววนลูบหน้าท้องตนราวกับจะขับกล่อมก็ไม่ปาน

"ใช่ ใช่แล้ว"

"จะเหมือนในรูปอัลตร้าซาวด์ที่พี่เคยส่งมาให้ไหมครับแม่ ตอนที่พี่ท้องเสี่ยวหลันหลันน่ะ" เจ้าของรอยยิ้มบาง ๆ หันไปหามารดา ชวนคุยเจื้อยแจ้ว "ตอนนั้นผมเห็นแล้วยังเอามาทายกับพี่อยู่เลยว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย"

"อ่า... นั่นสินะจ๊ะ ก็คงประมาณนั้นแหละลูก" เถาเยว่หรงยิ้มตอบ หากแววตาเต็มไปด้วยความกังวล หล่อนอึกอักลังเล ยิ่งเห็นสีหน้ามีความสุขและรอยยิ้มของลูกชายแล้วรู้สึกเหมือนจะร้องไห้ ท่าทางแบบนั้นผิดกับความกระตือรือร้นของเฉินอวี่เฉิงไปลิบลับ

"แล้วเมื่อไหร่จะรู้เพศนะครับแม่ สี่หรือห้าเดือนนะ"

"ประมาณสี่เดือนนี่ล่ะจ้ะ บางรายห้าเดือนก็ถึงจะเห็นชัด"

"ตอนพี่เยว่เยว่ท้องเสี่ยวหลันน้อยล่ะครับ กี่เดือนล่ะเนี่ย" แก้มขาวพองออก คราวนี้เฉินอวี่เฉิงคิดไปถึงตอนพี่สาวคนโตตั้งท้องหลานชาย

"อ่า น่าจะสี่เดือนกว่า ๆ นะจ๊ะ แม่ก็ไม่แน่ใจ" เถาเยว่หรงยิ่งตอบยิ่งเผยท่าทีสับสนกระวนกระวาย "เสี่ยวเฉิงจ๊ะ คือลูก..."

"นั่นสินะครับ ตอนนั้นเยว่เยว่อยู่กับสามีที่สิงคโปร์นี่นา พวกเราก็เลยไม่ค่อยรู้รายละเอียดอะไร แต่คราวนี้แม่ต้องอยู่ดูแลผมนะครับ ไม่งั้นผมไม่ยอม อ๊ะ! แล้วก็คุณแม่อี้เหมยด้วย" เฉินอวี่เฉิงยิ้ม ก่อนจะเกาแก้มด้วยท่าทีอาย ๆ "ผม... อืม จริงสิ ตอนนี้เรามีเรื่องต้องตกลงกันก่อนสินะครับ ดูเหมือนผมจะทำให้งานแต่งเลื่อนไปอีกหน่อยแล้วล่ะ ช่วยไม่ได้เนอะ ก็เจ้าตัวเล็กรีบร้อนมานี่นา"

"เรื่องงานแต่งน่ะไม่เป็นไรหรอกจ้ะเสี่ยวเฉิงคนดี พวกแม่ไม่ว่าหรอก" หลี่อี้เหมยรีบตอบออกมา หล่อนมองสีหน้าผ่องใสดั่งคนรู้ตัวเป็นแม่ของลูกสะใภ้แล้วหัวใจยิ่งปวดหนึบ "ขอแค่พวกเราพร้อมจะแต่งพรุ่งนี้เลยก็ยังได้ ช่างมันเรื่องฤกษ์ยามไปเถอะ ไม่เป็นไรหรอก อย่ากังวลไปเลยนะจ๊ะ ไม่ว่ายังไงลูกสะใภ้ของแม่ก็คือเสี่ยวเฉิง เพราะฉะนั้นเรื่องที่คุณหมอ..."

"ต้องมีฤกษ์สิครับ! ไม่แน่ว่าที่ผมท้องตั้งสองเดือนแล้วไม่มีอาการแพ้เลยอาจจะเป็นเพราะเรื่องนี้ก็ได้" เฉินอวี่เฉิงไม่ฟังคนพูดจนจบด้วยซ้ำ ชายหนุ่มส่งเสียงดังแทรกขึ้นมาทันที "ผมว่างานแต่งไม่ต้องเลื่อนเข้ามาแต่เลื่อนออกไปดีกว่า รอให้คลอดแล้วผม ไม่สิ อีกสองสามปีก็ดีนะครับ รอผมเรียนโทจบก่อนก็ได้ จากนั้นเราก็แต่งงานกันแบบมีเจ้าตัวเล็กเป็นพยานในงานแต่งด้วย โรแมนติกจะตาย ผมว่า...”

“เฉิงเฉิง”

เสียงเรียกหนักแน่น ฝ่ามือใหญ่สั่นระริกวางบนไหล่บางแล้วบีบพลางรั้งให้เจ้าตัวหันมาหา หลี่หยางสวินใช้น้ำเสียงทุ้มพร่าของตนหยุดยั้งถ้อยคำที่ออกจากริมฝีปากบางนั้นไว้ แม้ถ้อยคำที่คู่หมั้นของตนเอ่ยออกมาจะไม่ใช่เรื่องเลวร้ายใด ๆ ตรงกันข้ามด้วยซ้ำ มันช่างเป็นเรื่องที่สวยงามชวนฝัน เป็นแผนการแสนน่ารักและจินตนาการอันงดงามที่ทำให้หัวใจพองฟูอย่างง่ายดาย ทว่าก็เป็นอีกครั้งที่ถ้อยคำสวยหรูช่วยอะไรไม่ได้ ยิ่งความฝันนั้นสวยงามเท่าไหร่ ความจริงมันกลับเลวร้ายจนหัวใจเจ็บปวดแทบหลั่งเลือดออกมา

"ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว"

สอดปลายนิ้วแตะลงบนเส้นผมนุ่ม โอบประคองหน้าผากมนมาแนบอกและกอดเอาไว้ หลี่หยางสวินปลอบประโลมคนรักของตนด้วยน้ำเสียงสั่นไหว เขาพยายามกลั้นน้ำตาอย่างสุดกำลังเมื่อรู้ดีว่าปฏิกิริยาตอบรับของคนรักเช่นนี้หมายถึงอะไร เฉินอวี่เฉิงไม่ร้องไห้คร่ำครวญ...แต่ไม่ยอมรับความจริง

จากร้องไห้สะอึกสะอื้นกลายเป็นนิ่งเงียบ ปฏิเสธทุกความผิดหวังที่ถาโถมเข้ามา เฉินอวี่เฉิงไม่ยอมรับอย่างถึงที่สุด และทุกอย่างที่เกิดขึ้นหลี่หยางสวินก็รู้ดีว่าตนไม่อาจตำหนิอะไรได้ เขารู้ดีเพราะตนเองก็ยังคงเจ็บปวดรวดร้าว รู้ว่าอีกฝ่ายในฐานะแม่ที่ต้องทำร้ายลูกคงยิ่งกว่าเจ็บปวดทรมานใจ ซ้ำเมื่อมันเกิดขึ้นอีกครั้งยิ่งเกินจะทานทน

"กอดผมทำไมเนี่ย รู้นะครับว่าดีใจแต่กอดแน่นไปหน่อยนะ อึดอัดแล้ว"

แต่ดูเหมือนใครอีกคนยังไม่อยากตื่นขึ้นมาพบกับความเป็นจริง

หลี่หยางสวินจ้องมองคนรักที่เขากอดเอาไว้ ชายหนุ่มได้ยินเสียงร้องประท้วงอู้อี้คล้ายกำลังขัดเขินจากเฉินอวี่เฉิงที่มีใบหน้าแนบชิดกับแผ่นอกของตน หลังจากภาพฝันอันสวยงามจากปากของคู่หมั้นได้ฉีกกระชากหัวใจของทุกคนในห้องนี้จนพังยับ ร่างเล็ก ๆ ที่พยายามปิดกั้น ดื้อรั้นและปฏิเสธความจริงอย่างสุดความสามารถทั้งที่เกร็งสั่นไปทั้งตัวก็เหมือนยาพิษที่ดับลมหายใจสุดท้ายของตัวเขาเอง

“เฉิงเฉิง พี่ขอโทษ”

น้ำเสียงทุ้มแหบพร่า เช่นเดียวกับน้ำตาร้อนผ่าวอาบแก้ม น้ำตาลูกผู้ชายของหลี่หยางสวินแม้พยายามข่มกลั้นก็ยังรินไหล ยิ่งเอ่ยขอโทษออกมาซ้ำ ๆ ก็ยิ่งรู้สึกย่ำแย่ เกลียดตัวเองที่ไม่มีปัญญาจัดการอะไร ทำอะไรไม่ได้ทั้งนั้นนอกจากยืนมองชะตากรรมที่กำลังซ้ำรอยเดิม

พวกเขากำลังจะเสียสิ่งสำคัญในชีวิตไปอีกแล้ว.

"ขอโทษทำไมกัน พี่หยางสวินปล่อยก่อนครับ พวกคุณแม่ก็อยู่นะ ผมอาย"

"เฉิงเฉิง"

"พี่ร้องไห้ทำไมเนี่ย ขี้แยจัง นี่ร้องแทนผมไปแล้วเหรอ"

เฉินอวี่เฉิงขยับตัวหนีออกมาจากอ้อมแขนแกร่งจนได้ แรงผลักเล็ก ๆ นั้นทำให้คนตัวสูงยอมผละออกมา หลี่หยางสวินมองเห็นใบหน้าขาวที่กำลังยิ้มแย้มนั้นกระตุกเฮือกยามได้มองน้ำตาอันน่าสมเพชของเขา ชายหนุ่มเห็นแล้วว่าขอบตาคู่สวยนั้นแดงเรื่อ ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นไหวระริก แต่ถึงอย่างนั้นเฉินอวี่เฉิงก็ยังยิ้ม ยังคงฝืนทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

"ทำหน้าแบบนั้นทำไมกัน ร้องไห้ทำไมกัน ผมไม่เข้าใจเลย" คู่หมั้นของเขาพูดเช่นนั้น เฉินอวี่เฉิงเอื้อมมือที่สั่นระริกออกมา หลี่หยางสวินเห็นรอยแดงที่เกิดจากการจิกเล็บลงบนกลางฝ่ามือขาวแล้วยิ่งปวดใจ ชายหนุ่มขยับริมฝีปากคล้ายอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่อุ้งมือน้อยที่แนบแก้มและเช็ดน้ำตาตนให้กลับทำลายทุกความต้องการลง

“พี่อย่าร้องไห้” นิ้วเรียวเกลี่ยเช็ดน้ำตา ใบหน้าของเฉินอวี่เฉิงยังคงมีรอยยิ้มบาง “อย่าร้องเลย พวกคุณแม่ดูอยู่นะครับ น่าอายจะตายไป”

“...”

รู้ รู้ดีว่ามันน่าอาย ผู้ชายตัวโต ๆ ซ้ำอายุเข้าเลขสามแล้วยังมีหน้ามาร้องไห้เหมือนเด็ก ๆมันน่าหัวเราะ รู้ดีแต่ก็ไม่อาจอดกลั้น รู้เหมือนที่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นแต่สุดท้ายก็ยับยั้งความสูญเสียไม่ได้อยู่ดี

“พี่ขอโทษนะ ทำตัวน่าอายจริง ๆ”

หลี่หยางสวินกล่าวพลางจ้องมองดวงตาสีดำสนิทคู่สวย จากนั้นเขาก็ชะงัก ด้วยพบว่ามันเปลี่ยนไป นัยน์ตาที่ควรจะเป็นประกายพราวระยับดั่งดวงดาราและบรรจุความมีชีวิตชีวาเอาไว้กลับแข็งกระด้างอย่างน่ากลัว

“ไม่เป็นไรหรอกครับ แค่นี้เอง”

เฉินอวี่เฉิงหัวเราะแผ่วเบา ท่าทางราวกับยังไม่รู้ถึงความผิดปกติใด ๆ ซ้ำยังเปลี่ยนจากช่วยเช็ดน้ำตามาจับมือกันเอาไว้และเอียงคอน้อย ๆ อย่างน่ารัก

"พี่หยางสวิน"

ริมฝีปากบางขยับช้าๆ

"เปลี่ยนหมอเดี๋ยวนี้"

และถ้อยคำที่ออกมาจากริมฝีปากแดงเรื่อนั้นก็น่าหวั่นใจไม่แพ้กัน

"เฉิงเฉิง"

"เปลี่ยนหมอซะ เปลี่ยนโรงพยาบาลเลยก็ได้ พวกเขาวินิจฉัยมาแบบนี้ได้ยังไง ผมยังไม่เป็นอะไรสักอย่างทำไมถึงกล้าพูดพล่ามเรื่องทุเรศ ๆ แบบนี้"

"เดี๋ยวก่อน นี่มัน..."

"นะครับ คุณแม่ ทั้งสองคนเลย ผมว่าเราเปลี่ยนเถอะ ทั้งหมอทั้งโรงพยาบาลเนี่ย ไปโรงพยาบาลเดียวกับที่ผมเคยไปฝังมดลูกดีกว่า ทางนั้นไม่ทำแบบนี้แน่นอน"

"แต่ว่าเสี่ยวเฉิงจ๊ะ.."

"ผมพูดจริง ๆ นะ เราเปลี่ยนกันเถอะ นะครับ นะพี่หยางสวิน" พออ้อนทางนั้นไม่ได้ เจ้าตัวก็หันมาอ้อนเอากับคนรักที่ยังมีสีหน้าหนักอึ้ง "นะ เชื่อผมเถอะ นะ"

"เฉิงเฉิง ไม่..." 

"ผมบอกให้เปลี่ยน!"

ปฏิเสธไม่จบประโยคด้วยซ้ำก็ถูกกลบด้วยเสียงหวานที่ตะคอกออกคำสั่ง พลันท่าทียิ้มแย้มแจ่มใสและมีเหตุผลของเฉินอวี่เฉิงก็หายไปราวกับไม่มีอยู่ ใบหน้าขวางตึงขึง ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความก้าวร้าวและดื้อดึงอย่างรุนแรงราวกับเฉินอวี่เฉิงคนเดิมกลับมาอีกครั้ง กลายเป็นชายหนุ่มที่พร้อมจะอาละวาดทันทีที่โดนขัดใจ บรรยากาศคุกรุ่นบนร่างเพรียวนั้นชัดเจนจนสัมผัสได้ หลี่หยางสวินมองสองมือที่ขยับมากำแขนเสื้อตัวเองไว้ ปลายนิ้วทั้งห้ากำมันแน่นจนยับยู่จากนั้นเจ้าตัวก็เริ่มดึงทึ้งด้วยท่าทีก้าวร้าวเป็นที่สุด

"ผมไม่ต้องการหมอคนนี้ ผมไม่อยากเห็นหน้าเขา คนที่กล้าพูดให้ผมฆ่าลูกตัวเอง ผมไม่อยากเจอมัน!" ราวกับอดรนแสร้งทำเป็นไม่รู้สึกอะไรไม่ไหว น้ำเสียงที่ตะโกนออกมาจึงใกล้เคียงคำว่ากรีดร้อง น้ำตาที่แห้งไปเริ่มกลับมาเอ่อท้นท่ามกลางการอาละวาดอย่างไม่สนใจภาพลักษณ์ใด ๆ

 "กล้าดียังไง เขากล้าดียังไงมาพูดแบบนี้ กล้าพูดได้ยังไงว่าลูกของผมตอนนี้ยังเป็นแค่ก้อนเนื้อเท่านั้น ให้เอาออกก่อนจะเป็นอันตรายเหรอ ให้รักษาชีวิตผมก่อนเหรอ พูดทั้ง ๆ ที่รู้ว่าผมมีลูกได้ครั้งเดียวเนี่ยนะ กล้าพูดออกมาทั้งที่มันเป็นโอกาสเพียงครั้งเดียวในชีวิตของผมได้ยังไง กล้าดียังไง!!"

"เฉิงเฉิง อย่าตะโกน ไม่เอา"

"ผมไม่ต้องการอยู่ที่นี่ ต่อให้ต้องแลกกับอะไรผมก็ไม่มีทางฆ่าลูกตัวเองอีก ผมไม่มีทางปล่อยให้เขาโดนทำร้ายอีก ผมไม่ต้องการเสียเขาไปอีกแล้ว! พี่ได้ยินไหมว่าไม่! ต่อให้จะต้องตายก็ตาม!"

"เฉิงเฉิงสงบสติอารมณ์ก่อน! พูดเรื่องตายอะไร อย่าพูดแบบนี้ อย่าเอาความตายมาล้อเล่นแบบนี้"

หลี่หยางสวินใจหายวาบ ชายหนุ่มรีบกอดเพื่อปลอบประโลมคนรักอย่างรวดเร็วด้วยความรู้สึกใจหายใจคว่ำ ในใจเต็มไปด้วยความสับสนและรับมือไม่ถูกกับอารมณ์ของคนรักที่เปลี่ยนแปลงไปจนรับมือไม่ถูกขนาดนี้

"ก็เขาจะฆ่าลูกผม"

ค่อย ๆ ทรุดตัวลงอย่างหมดเรี่ยวแรงในอ้อมแขนแกร่งหลังกรีดร้องตะโกนจนเหนื่อย เฉินอวี่เฉิงเหนื่อยแล้ว เขาทั้งเจ็บปวดและท้อถอย สองมือยกขึ้นปิดหน้าด้วยท่าทีอ่อนแรง ร่างเพรียวกระตุกด้วยอาการกลั้นสะอื้นขณะเกาะเกี่ยวร่างของหลี่หยางสวินไว้ประหนึ่งที่พึ่งเดียวในโลกอันแสนโหดร้าย เฉินอวี่เฉิงเองก็นึกขึ้นได้ว่าอีกคนก็ต้องเจ็บไม่ต่างจากเขา ดังนั้นเขาจึงหวังให้พี่หยางสวินเข้าใจกันแม้สักนิดก็ตาม

"เสี่ยวเฉิง! ลูกอย่าพูดแบบนี้อีกเลยนะ ฟังแม่หน่อยเถอะ ลูก..."

“แม่!

เสียงเกลี้ยกล่อมของเถาเยว่หรงคล้ายไม่มีความหมาย เฉินอวี่เฉิงปัดมันออกจากหัวในทันทีด้วยซ้ำขณะที่ใบหน้าซีดขาวหันขวับ จ้องมองมารดาตนเองด้วยดวงตาแดงก่ำก่อนจะยิ้มออกมาราวกับเห็นความหวังสุดท้าย

“แม่พูดสิว่าไม่ยอม แม่ก็ไม่ยอมเหมือนกันใช่ไหม คุณแม่อี้เหมยก็ไม่ยอมใช่มั้ยครับ พวกเขาจะให้ผมเอาเด็กออก ให้ผมฆ่าลูกตัวเอง เรื่องแบบนี้มันยอมรับไม่ได้ใช่ไหม พวกคุณแม่เองก็ไม่ยอมรับใช่มั้ย!

“เสี่ยวเฉิง แต่ว่าลูก... แต่มันเสี่ยงนะลูก หมอบอกว่ามันเสี่ยงมากเลยนะ” เถาเยว่หรงเองก็เริ่มน้ำตาไหลเมื่อได้เห็นท่าทางสับสนและไร้ทางออกของลูกชายแบบนั้น หัวใจคนเป็นแม่รู้สึกเหมือนจะขาดรอนเมื่อเรื่องราวมันกลายเป็นเลวร้ายมากกว่าที่คิดนับร้อยเท่า “มันเสี่ยงมากเสี่ยวเฉิงลูกแม่ มัน... มันไม่มีทางเลือกจริง ๆ”

"มันก็แค่อาจจะนี่ แค่เดาไม่ใช่เหรอ หมอก็ยังใช้คำว่าอาจจะมีอาการไม่ใช่เหรอครับ มันยังไม่แน่นอนนี่ ถ้าดูแลดี ๆ บางทีก็อาจจะมีโอกาสก็ได้" เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ น้ำเสียงคนพูดก็เต็มไปด้วยความร้อนรนกระวนกระวาย เฉินอวี่เฉิงจ้องมองหญิงทั้งสองในห้องราวกับขอความช่วยเหลือ ยังคงพยายามมองหาโอกาส "ผมรู้ว่ามันเสี่ยง ผมยอมรับความเสี่ยง ผมจะพยายามเต็มที่ มันจะต้องไม่เป็นไรสิ ต้องไม่เป็นอะไร พวกเรามีเงินจ้างหมอเก่ง ๆ ได้กินยาดี ๆ ยังไงก็ต้องช่วยเจ้าตัวเล็กของผมได้ ก็แค่พยายาม... พยายามแล้วก็อย่าหมดหวังง่าย ๆ"

"แต่พี่ยอมเสี่ยงไม่ได้" หลี่หยางสวินจงใจหันหลังให้มารดาของตนและแม่ยายที่กำลังสับสนและตื่นตระหนก ชายหนุ่มปล่อยทิ้งเสียงร้องท้วงของทั้งสองไว้ด้านหลัง ขณะจ้องสบตาคู่สวยที่สั่นระริก ทั้งเจ็บปวดและร้าวสลายไม่ต่างกัน “เฉิงเฉิง พี่ยอมเสียเราไปไม่ได้ เฉิงเฉิงคงไม่อยากทิ้งพี่ไปใช่ไหม จะไม่ทิ้งพี่ไปใช่มั้ย?”

“...”

  เฉินอวี่เฉิงนิ่งเงียบ ชายหนุ่มขยับริมฝีปากแต่ไม่มีคำพูดใดออกมา คำถามของหลี่หยางสวินและความจริงที่ว่าตัวเขาเคยทำอะไรลงไป เคยทิ้งให้คนคนนี้ต้องอยู่ลำพังและพบเจอกับความสิ้นหวังผุดขึ้นมาในสมอง สร้างความเจ็บปวดในหัวใจที่กำลังบีบคั้นให้ต้องเลือกสักทาง

"เฉิงเฉิง พวกเราตัดสินใจกันเถอะ ไม่เป็นไรหรอก หมอบอกว่าไม่เป็นไร จบเรื่องนี้อีกสักสี่ห้าปีเราก็อาจจะมีโอกาส ถึงมันจะ..."

“...”

"เฉิงเฉิง"

เฉินอวี่เฉิงยังคงส่ายหน้า เขาไม่พูด แต่ก็ไม่มีทางยอมรับ ภาพในอดีตที่หวนมาซ้อนทับกับปัจจุบันทำให้หัวใจขของเขากรีดร้องโหยหวนทุรนทุราย ร่างเพรียวสั่นระริก ริมฝีปากบางถูกขบกัดจนแน่นขณะที่อ้อมกอดอุ่นถูกดันออกจนผละห่าง เฉินอวี่เฉิงขยับตัวออกมาด้วยแววตาสับสน เขากุมท้องตนเองแน่นและจ้องมองคนที่ตนรักด้วยสายตา... เป็นอริ

“เฉิงเฉิง”

แล้วมีหรือหลี่หยางสวินจะไม่เห็นท่าทางเช่นนั้น ชายหนุ่มมองอย่างปวดใจ เขาเอื้อมมือไปหาคนรัก

เพียะ

แล้วก็ถูกปัดทิ้ง

“ทั้งที่มันเคยเกิดขึ้นมาแล้ว พี่ก็ยังจะยืนยันให้มันเป็นเหมือนเดิมเหรอ หลี่หยางสวิน” น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยถามทั้งที่ปวดไปทั้งใจ เฉินอวี่เฉิงไม่รู้เลยจนกระทั่งวินาทีนี้ว่าอดีตที่เคยคิดว่าสลัดมันพ้นในความจริงแล้วกลับยังมีตัวตนอยู่เสมอ "พี่จะให้ผมยอมเสียลูกเพื่อมีชีวิตอยู่เหรอ จะยอมให้เขาตายไปทั้งอย่างนี้อีกแล้วเหรอ แล้วแบบนี้จะมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร กับแค่ลูกตัวเองยังปกป้องไม่ได้ แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร?”

"เฉิ..."

"ผมบอกไว้เลยนะ" เจ้าของใบหน้าเปื้อนน้ำตากลืนน้ำลายช้า ๆ แววตาเต็มไปด้วยความปวดร้าวจากถ้อยคำด่าประณาม ความเย็นชาเหยียดหยามและทุกคำกล่าวหาที่ซุกซ่อนอยู่ลึกลงไปในจิตใจ "เพื่อเด็กคนนี้ต่อให้ต้องตายผมก็ไม่สน ผมรู้ว่ามันยาก แต่ผมไม่เสียใจเลยที่เขามีตัวตนขึ้นมา ผมจะไม่มีวันฆ่าเขาเด็ดขาด ต่อให้เสี่ยงแค่ไหนผมก็จะดูแลเขา จะอยู่กับเขา ผมไม่สนหรอกว่าตัวเองจะตาย ผมยอมตาย ผมยอม..."

"จะตายแล้วพี่ล่ะ จะทิ้งพี่ไปเหรอไง จะทำแบบนั้นอีกงั้นเหรอเฉินอวี่เฉิง!"

อดีตหวนกลับมาอีกแล้ว ความตั้งใจซึ่งเคยยึดมั่นก็สั่นคลอนและพังทลาย ทันทีที่หลี่หยางสวินเอ่ยถาม พวกเขาทั้งสองคนก็รู้สึกเหมือนตนเองกลับไปในช่วงเวลานั้น ห้วงเวลาที่ความเชื่อใจและความสัมพันธ์ของสองเราพังทลาย สีหน้าของเขาขาดการควบคุมเช่นเดียวกับแววตาและน้ำเสียงที่เผยทุกความรู้สึกออกมาและเปิดเปลือยทุกอย่างไม่ปิดกั้นอีกต่อไป

ดวงตาสองคู่จ้องมองกันอย่างร้าวราน ที่สุดแล้วแท้จริงแล้วเราต่างยังคงมีเงาของอดีตตามหลอกหลอนและไม่อาจสลัดพ้น แม้จะรัก แม้จะทำทุกอย่างให้ดีขึ้น แต่ลึก ๆ แล้วบาดแผลยังคงอยู่ เมื่อมีเหตุการณ์ให้กระทบ รอยแผลช้ำเลือดช้ำหนองในอกของสองเราก็จะถูกแหวกออกและกรีดลงซ้ำ ๆ ย้ำรอยเดิมลงไปให้ลึกยิ่งกว่าเดิม


 

++++++++++++++++++++++++

 

#สามีของผม  เป็นตอนที่ใช้พลังเยอะมากเลยค่ะ ตอนหน้าติดเหรียญนะคะ เจอกันพรุ่งนี้ค่า

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

60 ความคิดเห็น

  1. #59 ละอ่อนเอื้อง (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2563 / 22:20

    ตอนนี้ออกมา อวี่เฉิงเหมือนเสียสติไปเลย ไม่รับรู้ไม่รับฟังอะไรทั้งนั้น จากเหตุผลแล้ว ยังไงก็ไม่รอดอะ จะมาฝืนปาฏิหารย์ไรก็ไม่ไหวนะ มีหลายเคสที่ผญท้องนอกมดลูก ทั้งที่มีมดลูกมาตั้งแต่เกิด ยังมีเคสผนังมดลูกบาง ตัวอ่อนฝังผิดที่ มดลูกทะลุไปที่ลำไส้ เจริญเติบโตในลำไส้ แม่ไม่รู้ตัว เกือบตาย แต่ลูกอะตายไปนานแล้ว ไม่สามารถโตในลำไส้ได้ บ้ามากเลยอะ จะเอาคนนี้ให้ได้ ครอบครัวช่างมัน ไม่ต้องมีลูกคนต่อไป ตายเป็นตาย งี้เหรอ ควรพบจิตแพทย์ด่วนเลย

    #59
    0