(MPreg) Dear you, my husband รักที่สุดคุณสามี

ตอนที่ 41 : สามีภรรยาที่มาพร้อมหน้าที่ 41 : เรื่องของแฟนเก่า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 217
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    7 ก.ค. 63


 

 

"สอบเป็นยังไงบ้างครับ มีปัญหาติดขัดตรงไหนมั้ย?"

คำถามที่ไม่คิดว่าจะถูกถาม ทำให้เฉินอวี่เฉิงผู้เสร็จจากการสอบวัดความรู้ชะงัก ความงวยงงแล่นผ่านแววตาก่อนจะพบว่าเจ้าของเสียงนุ่มทุ้มที่ถามไถ่กันมาด้วยความสนใจคือคนที่ตนค่อนข้างคุ้นเคย ชายหนุ่มยิ้มน้อย ๆ มองส่งไปให้ แม้นึกเสียดายที่ไม่ใช่คนคนนั้นซึ่งตนกำลังรออยู่ แต่ชายหนุ่มผู้ยืนพิงผนังตึกตรงนี้ก็ถือว่าเป็นคนรู้จัก อีกฝ่ายกำลังส่งยิ้มให้เขาอย่างดูดีพอสมควรเลยทีเดียว ซ้ำแววตาวาวระยับและรอยยิ้มบนใบหน้าหล่อเหลาบาดตานั้นก็ท้าสายตาสาว ๆ เป็นที่สุด

"พี่จ้าว"

ชายหนุ่มขานชื่ออีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม เฉินอวี่เฉิงผู้ไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ จากรอยยิ้มบนใบหน้าหล่อนั้นเดินไปหาจ้าวจิ้นตงผู้มีท่าทางใคร่รู้สนอกสนใจกับการสอบของตนเอง เขาค้อมศีรษะนิด ๆ เพื่อทักทายอย่างมีมารยาท "สวัสดีครับ ไม่คิดว่าจะได้เจอกันที่นี่ ส่วนการสอบของผมเรียบร้อยดี ไม่มีอะไรให้ต้องกังวล"

"ทางนี้แวะมาพบอาจารย์ที่ปรึกษาน่ะ มาดูว่าคนสอบเป็นยังไงบ้างด้วย" จ้าวจิ้นตงหัวเราะแผ่วเบา "ในฐานะที่เป็นคนแนะนำหลาย ๆ เรื่องให้ ฉันรู้สึกว่าต้องมาติดตามผลเสียหน่อย"

"งั้นพี่ก็เบาใจได้แล้วล่ะครับ การสอบครั้งนี้ไม่ยากเท่าไหร่ ผมคิดว่าตัวเองทำได้ดีเลยทีเดียว"

ชายหนุ่มตอบรับด้วยรอยยิ้มละไม เรื่องที่จ้าวจิ้นตงแนะนำหลาย ๆ อย่างให้ตนนั้นเป็นความจริง แม้เรื่องข้อสอบหรือการทบทวนความรู้นั้นจะถูกคู่หมั้นสุดที่รักอย่างหลี่หยางสวินจองไปแล้ว แต่ข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตรนี้ในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ก็มาจากคนที่เรียนมาก่อนหนึ่งปีอย่างรุ่นพี่จ้าว นี่จึงเป็นหนึ่งในสาเหตุที่เฉินอวี่เฉิงยิ้มแย้มพูดคุยกับอีกฝ่ายอย่างอารมณ์ดี แม้จะต้องเผชิญกับสายตาหลายคู่ที่แสดงออกว่าอยากรู้อยากเห็นก็ตาม ซึ่งนั่นก็เพราะความดังของรุ่นพี่จ้าวคนนี้ล้วน ๆ

ส่งยิ้มให้พ่อหนุ่มเพลย์บอยเจ้าเสน่ห์ที่ตอนนี้ยกมุมปากขึ้นจนเห็นรอยบุ๋มที่ข้างแก้ม "ดีใจด้วยนะ ถ้าอย่างนั้นต้องฉลองกันหน่อยแล้ว"

"ก็คิดอยู่เหมือนกันครับ มีคนนัดไว้ว่าจะมารับไปฉลองพอดี"

สบตาที่ยังคงพราวระยับแฝงแววเจ้าชู้คู่นั้น เฉินอวี่เฉิงตอบเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาทรงเสน่ห์ไปตามตรง คิดถึงคนคนนั้นแล้วเขาอารมณ์ดี ดังนั้นชายหนุ่มจึงทำเป็นมองไม่เห็นอาการชะงักไปครู่หนึ่งของคุณชายสกุลจ้าวที่เข้ามาถามไถ่ ตัวเองก็ใช่จะไร้เดียงสาจึงจะไม่รู้ว่าทำไมจ้าวจิ้นตงถึงมาทำตัวเป็นรุ่นพี่ที่น่านับถือกับตน จีบตอนนั้นไม่ติด จีบตอนนี้ยิ่งไม่ชนะไปใหญ่ เฉินอวี่เฉิงมีคู่หมั้นคนสำคัญอยู่ข้างกายแล้ว อีกฝ่ายก็ควรจะเลิกหวังเสียที

คิดถึงคนคนนั้น รอยยิ้มที่มีก็ยิ่งหวานเข้าไปใหญ่ ชายหนุ่มไม่คิดมอบมันให้รุ่นพี่จ้าวคนนี้ อีกทั้งตนก็ยังใจลอยไปไกล ถึงใครบางคนทื่กำลังนั่งเครื่องกลับมาจากเฉิงตูและสัญญาว่าจะมารับไปทานข้าว ไม่สิ มองเวลาแล้ว พี่หยางสวินคนดีของเขาน่าจะมาถึงสนามบินแล้วและกำลังเดินทางมาหาแน่ ๆ

หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู เห็นข้อความให้กำลังใจในการสอบที่อีกฝ่ายส่งมาแล้วอมยิ้ม ก่อนจะเลื่อนไปหาข้อความบอกว่าเครื่องแลนดิ้งเมื่อยี่สิบนาทีก่อน ดังนั้นแสดงว่าอีกไม่นานก็มาถึงแล้ว เฉินอวี่เฉิงขยับเท้า เขามองหาที่นั่งบริเวณนั้นเพื่อนั่งรอคู่หมั้นอย่างกระตือรือร้น ในที่สุดพี่หยางสวินคนดีของเขาก็จัดการปัญหาที่จีนเรียบร้อยและเดินทางกลับจากเฉิงตูแล้วในวันนี้ ซึ่งมันก็ประจวบเหมาะด้วยเป็นวันสอบวัดความรู้ของเฉินอวี่เฉิงพอดีอีกฝ่ายจึงบอกว่าจะมารับเขาไปทานข้าวฉลอง งานนี้ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าดีใจแค่ไหน สามสัปดาห์ที่ไม่ได้เจอ เกือบเดือนที่ได้แค่วิดิโอคอลไม่ก็ส่งข้อความและโทรหานิด ๆ หน่อย ๆ ยังไงก็ไม่เต็มอิ่มเท่าเจอต่อหน้า นี่สินะที่มาของประโยคคู่แต่งงานใหม่ยิ่งห่างไกลกันก็ยิ่งรักใคร่สวีทหวานซะยิ่งกว่าเดิม

แต่ต่อให้จะคิดถึงและอยากอ้อนแค่ไหน ไม่ต้องห่างไกลกันอีกจะดีมาก

"ดูมีความสุขดีนี่เรา"

เสียงนุ่ม ๆ ดังแทรกห้วงคิดทำให้เฉินอวี่เฉิงเงยหน้า ชายหนุ่มละสายตาจากหน้าจอโทรศัพท์ที่เขากำลังส่งข้อความผสมอีโมติค่อนหวานแหววไปอ้อนคนรักผู้เคร่งขรึม ชายหนุ่มสบตาจ้าวจิ้นตงด้วยความแปลกใจว่าทำไมพี่ยังอยู่เนี่ย

แต่ช่างเถอะ อยากอยู่ก็อยู่ อยากนั่งด้วยกันก็นั่งไป "สอบเรียบร้อยแล้ว หมดเรื่องหนักใจไปอีกหนึ่งก็ต้องอารมณ์ดีอยู่แล้ว"

"แต่เหมือนจะดีใจอย่างอื่นด้วยนี่นา"

"ฮ่า ๆ" ชายหนุ่มมองหน้าจ้าวจิ้นตง เขาหัวเราะกลบเกลื่อนไปก่อนเมื่อพอรู้ว่าอีกฝ่ายจะสื่ออะไร ยังไงเรื่องที่ตนเองหมั้นหมายกับหลี่หยางสวินและกำลังอินเลิฟกันอยู่ก็ไม่ใช่เรื่องลับ "ก็.. ครับ"

"อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ ฉันไม่ได้อยากซอกแซกอะไร แค่ไม่ได้เจอกันตั้งแต่งานเลี้ยงวันหมั้นของเธอเลยถามไถ่เสียหน่อย เห็นท่าทางสดใสดีฉันก็ดีใจด้วย" จ้าวจิ้นตงเห็นท่าทีแบบนั้นก็กล่าวขึ้นอย่างรู้ทัน "ดูเธอมีความสุขดี ต่างกับตอนที่เราเจอกันในงานเลี้ยงครั้งนั้นลิบลับ"

"ขอบคุณที่เป็นห่วงนะครับ" อีกฝ่ายกล่าวว่าห่วงเขา เฉินอวี่เฉิงก็รับเอาความรู้สึกนั้นมาแต่โดยดี "ส่วนเรื่องตอนนั้นก็ไม่มีอะไรหรอก มันเกิดขึ้นนานแล้ว ไม่แปลกถ้าพี่จ้าวจะรู้สึกว่ามันต่างไป คนเราต้องใช้เวลาปรับตัวเข้าหากันบ้าง"

"นั่นสินะ" จ้าวจิ้นตงพยักหน้า ชายหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าว "เธอมีความสุขดี แบบนี้หมอนั่นก็หมดห่วงได้แล้ว"

"ครับ?"

'หมอนั่น' เฉินอวี่เฉิงเลิกคิ้วสงสัย ในใจชายหนุ่มมีชื่อหนึ่งผุดขึ้นทันควันเมื่ออีกฝ่ายเป็นผู้เอ่ยปากออกมา ทว่าความรู้สึกลบที่เขามีต่อคนคนนั้น ก็ยังชัดเจนจนเกินกว่าจะยิ้มรับหรือทำเป็นไม่รู้สึกรู้สาได้ ดังนั้นสิ่งที่จ้าวจิ้นตงเห็นจึงเป็นรอยยิ้มเย็นชาที่ปราศจากความดีใจยามเขาพูดถึงจุดประสงค์ของการชวนคุยครั้งนี้

แต่ต่อให้รู้ว่าความรักครั้งเก่าจะจบลงไม่ดี จ้าวจิ้นตงก็ต้องพูดในสิ่งที่โดนร้องขอมา

"เฮนรี่ไปอเมริกาแล้วนะ"

ชายหนุ่มกล่าวพลางจ้องมองดวงตาคู่นั้น นัยน์ตาสีดำสนิทที่วาววับเหมือนมีดวงดาวร้อยพันบรรจุอยู่ข้างในที่บัดนี้มันกะพริบช้า ๆ แต่ไร้รอยอารมณ์

"อ้อ" ไม่ว่าจะมีเรื่องกับตระกูลหลี่หรือไม่มี เฮนรี่ก็จะไปเรียนต่างประเทศอยู่วันยังค่ำ เฉินอวี่เฉิงไม่แปลกใจที่ทุกสิ่งเป็นไปอย่างที่ควร เขาเพียงแต่พยักหน้ารับรู้อย่างเนิบ ๆ

"เขารู้สึกเป็นห่วงเธอนิดหน่อย ก็เลยฝากฉันมาดู"

หา?

"เป็นห่วง? " คนได้ฟังทวนคำอย่างไม่เชื่อหู ตอนแรกเขาคิดว่าจ้าวจิ้นตงแค่มาบอกข่าว เพราะอย่างไรก็เคยเป็นคนรักกัน แต่คำว่าฝากนี่.. ชายหนุ่มหัวเราะเหอะ ๆ ออกมา ในใจของเฉินอวี่เฉิงทั้งขบขันและคาดไม่ถึง เขาไม่รู้สึกดีอะไรกับความห่วงใยของแฟนเก่าทั้งนั้น แม้ในชีวิตนี้เป็นเฉินอวี่เฉิงที่ผิดต่อเฮนรี่มากกว่าก็ตาม แต่ห่วงเนี่ยนะ คิดถึงครั้งสุดท้ายที่เราเจอหน้ากันแล้วนึกไม่ออกจริง ๆ ว่ามันยังมีอะไรที่ดีงามเหลืออยู่จนเฮนรี่ต้องมาอาลัยอาวรณ์เขาอีก

"ผมสบายดี เขาไม่ต้องลำบากมาห่วงหรอก" ถึงแม้อยากจะเบ้ปากออกมาสักที แต่ตอนนี้ติดที่เจอคนนอกอยู่ ฉะนั้นสีหน้าของเฉินอวี่เฉิงจึงเรียบเฉยเย็นชา แต่ท่าทางของเขาก็บ่งบอกว่าไม่แยแสความห่วงใยใด ๆ

"อ่า.. เรื่องเธอกับเฮนรี่นี่ท่าทางจะจบกันไม่สวยจริง ๆ สินะ"

"ผมเคยบอกพี่ไปแล้วว่าจบไม่สวย เราทะเลาะกัน จากนั้นก็เลิกกัน พี่ทำยังกับไม่รู้ว่าเฮนรี่เที่ยวเอาเรื่องของผมไปป่าวประกาศ บอกว่าเลิกราเพราะผมเห็นแก่เงิน โดนทำร้ายจิตใจอย่างนั้นอย่างนี้  รู้แล้วพี่ยังจะถามอีกทำไม?"

ฟังคำถามที่เหมือนวนซ้ำแล้วเขาก็หัวเราะ เฉินอวี่เฉิงมองจ้าวจิ้นตงที่ถอนหายใจตรงหน้า ชายหนุ่มพูดเรื่องที่ตัวเองทราบมาอย่างชัดถ้อยชัดคำแล้วยิ้มเย็น ต่อให้ชีวิตที่ย้อนคืนกลับมาครั้งนี้ตัวเขาจะไม่รู้สึกยินดียินร้ายกับเพื่อน ๆ เสียเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้เมินเฉยกับความสัมพันธ์ฉันมิตรจนไม่มีสังคมและไม่รู้อะไรเลย ดังนั้นตั้งแต่เลิกกันก็มีคนแจ้นมาบอกเขาเรื่องคำพูดของเฮนรี่มากมาย บ้างทำท่าอยากรู้ปนคาดไม่ถึงบ้างก็หงุดหงิดแทนเขาและบอกว่าโดนใส่ร้าย แต่สุดท้ายมันก็แค่นั้นแหละ มีปากพูดก็พูดไป จะบอกว่าเห็นแก่เงิน ไร้เหตุผลหรืออะไรก็ช่าง ชีวิตนี้เขาเลือกจะตัดเฮนรี่ออกไปไม่ยุ่งเกี่ยวกันอีก ยังไงมันก็คือความจริงที่สุดแล้ว

"ใช่ ฉันรู้" เสียงของจ้าวจิ้นตงทำให้ชายหนุ่มละออกจากภวังค์ เฉินอวี่เฉิงหันไปมองคนอายุมากกว่าซึ่งยิ้มออกมาด้วยท่าทีลำบากใจพอสมควร "รู้ดีว่าเลิกกันแล้ว จบกันไม่สวยแถมเฮนรี่ยังทำแสบไว้แบบนั้น แต่ก็ต้องถามเพราะฉันรู้สึกไม่เข้าใจเท่าไหร่ตอนที่รับฝากเขามา... ไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าทำไมหมอนั่นถึงยังห่วง ยังอาลัยอาวรณ์อยากรู้ว่าเธอเป็นยังไง ฉัน.. ขอโทษที คือเผลอคิดไปว่ากลับมาคืนดีกันแล้วเสียอีก"

มุมปากคนฟังกระตุก ขนาดจ้าวจิ้นตงก็ยังคิดว่าเขาไม่ได้รักหลี่หยางสวินจริง ๆ และกำลังเล่นละครตบตาชาวบ้าน “งั้นที่ผมหมั้นกับพี่หยางสวินก็เป็นแค่เรื่องลวงโลกงั้นสิ”

“ไม่ ฉันไม่ได้...”

“ช่างเถอะครับ พี่จะคิดยังไง คนอื่นจะมองแบบไหนผมไม่สน เรื่องของเฮนรี่ผมก็ไม่สนเหมือนกัน เขาฝากพี่มาถามไถ่แค่นี้สินะครับ งั้นก็ได้คำตอบแล้วเนอะ”

"..."

จ้าวจิ้นตงขยับปาก ท่าทางเหมือนต้องการพูดแก้ตัวแต่ก็ทำได้เพียงนิ่งเงียบ ชายหนุ่มมองดูดวงตาคู่นั้นที่กำลังคุกรุ่น สุดท้ายก็พยักหน้าเพราะนอกจากรับฝากความห่วงใยของเฮนรี่มา มันก็ไม่มีอะไรแล้วจริง ๆ

"ไม่มีอะไรแล้ว"

ชายหนุ่มตอบสั้น ๆ เก็บความสงสัยและความรู้สึกของตนไว้ข้างใน จ้าวจิ้นตงยังคงรู้สึกเสียดาย และรู้สึกแปลก ๆ ตรงไหนสักแห่งว่าเรื่องราวไม่ควรเป็นแบบนี้ แต่เมื่อเห็นแหวนหมั้นบนนิ้วนางข้างซ้ายของเฉินอวี่เฉิง.. ตนก็ได้แต่ยอมรับ

"งั้นผมขอตัวไปห้องน้ำนะครับ แล้วเจอกัน"

เฉินอวี่เฉิงยิ้มน้อย ๆ ใบหน้ายังคงปกติแต่คำพูดนั้นทำให้คนฟังชะงัก จ้าวจิ้นตงแม้จะยิ้มรับเช่นกันแต่ก็ยังรู้สึกหน้าชาหน่อย ๆ กับคำขอตัวที่ดูยังไงก็คือการปลีกตัวออกห่างอย่างชัดเจน แต่รั้งตัวอีกฝ่ายไว้คุยนานขนาดนี้ก็ควรพอได้แล้ว ชายหนุ่มบอกตัวเองขณะที่เฉินอวี่เฉิงเองก็ลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว

"อ้อ จริงสิ เขาฝากพี่มาบอกลาผมสินะครับ งั้นในฐานะแฟนเก่า ถึงจะจบกันด้วยไม่ดีผมก็ขอฝากอะไรไปเหมือนกัน” เฉินอวี่เฉิงชะงักเท้า เขาโพล่งออกมาเหมือนกำลังนึกขึ้นได้ “เอาเป็นว่าขอเป็นกำลังใจให้ หวังว่าเขาจะเรียนจบได้อย่างลุล่วงและไม่เจอกับปัญหา ได้ทำตามความฝันที่มีและไม่ต้องเจอเรื่องแย่ ๆ บั่นทอนจิตใจ หวังว่าจะต่อสู้จนได้รับชัยชนะและไม่ต้องตกต่ำกลายเป็นหมาข้างถนนนะครับ"

"เดี๋ยว..."

"เฉิงเฉิง สอบเสร็จแล้วใช่ไหม เราไปกันเถอะ"

จ้าวจิ้นตงมีสีหน้าผิดแผกไปทันทีเมื่อได้ยินคำพูดประโยคนั้นจากปากของรุ่นน้อง ชายหนุ่มขยับตัว เขาลุกก้าวตามและเอื้อมมือไปหาโดยตั้งใจจะรั้งเจ้าตัวเอาไว้ ในหัวผุดความสงสัยขึ้นมามากมายจนทนเฉยไม่ได้ ทว่าที่สุดแล้วชายหนุ่มก็ไม่อาจไปถึงตัวเฉินอวี่เฉิง ด้วยตอนนั้นมีชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดลำลองสีเข้มเดินเข้ามาพอดี

"พี่หยางสวิน"

และก็เป็นเหมือนทุกครั้งที่ดวงตาของเฉินอวี่เฉิงจะแปะอยู่บนร่างของหลี่หยางสวินทันทีที่อีกฝ่ายเข้ามาอยู่ในรัศมีสายตา ชายหนุ่มเลิกสนใจเรื่องของแฟนเก่าหรือถ้อยคำฝากฝังใด ๆ ที่อีกฝ่ายมีให้ เขาพูดสิ่งที่ต้องการพูดไปแล้ว ดังนั้นจึงทำหน้าเฉยไม่สนใจเสียงเรียกของจ้าวจิ้นตงแต่อย่างใด และยังรีบถลาเข้าไปหาคู่หมั้นคนดีที่เดินวางมาดขรึมมารับกันได้จังหวะอย่างน่าให้รางวัล

“สอบเรียบร้อยแล้วครับ คุยธุระเสร็จแล้วเหมือนกัน ตอนนี้ผมหิวมากเลย เราไปกินข้าวกันเถอะ บายครับรุ่นพี่”

ท้ายประโยคยังมีบอกลาตามมารยาท แต่เห็นได้ชัดว่ามันเป็นคำพูดลวก ๆ มากกว่าจะใส่ใจจริงจัง เฉินอวี่เฉิงเดินเกาะแขนสุดที่รักของเขาไปอย่างเริงร่า ในใจมีแต่คำว่าคิดถึงที่อัดอั้นไม่ได้ระบายออกมา ดังนั้นเขาไม่คิดสนใจรุ่นพี่จ้าวที่ยืนถอนหายใจมองตามมาหรอก

.

“คิดถึงจังเลย ขอจูบหน่อย ไม่งั้นก็ขอจุ๊บแก้มสักที~

ทันทีที่ประตูรถปิดลง พร้อมร่างของเราสองคนนั่งอยู่เบาะหลัง เฉินอวี่เฉิงที่เกาะพี่หยางสวินของเขาเป็นลูกลิงก็ระดมยิงคำหวานใส่อีกฝ่ายทันทีแบบไม่แคร์ลุงคนขับรถแต่อย่างใด ทว่าพี่หยางสวินเหมือนจะอายนิดหน่อย อีกฝ่ายจึงเปิดกระจกกั้นห้องโดยสารหนีสายตาวิบวับอย่างรวดเร็ว

“ปากหวานใหญ่แล้วนะ คุยกันอยู่ทุกวันจะคิดถึงอะไรมากมาย” ถึงจะพูดแบบนั้นแต่คนบ่นก็อมยิ้มน้อย ๆ และสลัดแววตาอึมครึมยามเห็นคนของตนนั่งคุยกับคุณชายจ้าวรายเดิมนั่นออกไปจากดวงตา

“คุยโทรศัพท์ยังไงก็ไม่เหมือนเจอหน้ากันจริงนี่นา ถ้าพี่ไม่จูบผมจูบเองแล้วนะ ไหน ๆ ก็เปิดกระจกกั้นไว้แล้ว” ไม่พูดเปล่าเฉินอวี่เฉิงก็ขยับมือไม้ เขาปล่อยแขนแกร่งแล้วขยับตัวปีนขึ้นตักอีกฝ่ายอย่างว่องไว ดวงตาคู่สวยนั้นยามมองเรือนร่างสูงใหญ่ของคนรักเต็มไปด้วยความคิดถึงอันร้อนแรง

“ระวังหน่อย เดี๋ยวหัวก็ชนหรอก ค่อย ๆ อืม”

เสียงเตือนด้วยความห่วงใยของหลี่หยางสวินโดนมองข้ามอย่างรวดเร็วเมื่อมาเจอกันเฉินอวี่เฉิงที่ในใจเต็มไปด้วยความคิดถึง พออีกฝ่ายขยับริมฝีปากเปิดอ้า ชายหนุ่มผู้รอจังหวะนั้นอยู่ก็ไม่ลังเลที่จะก้มลงไปประกบริมฝีปากหนาอย่างรวดเร็ว  เพราะความคิดถึง.. มันเป็นเพราะความคิดถึงแน่ ๆ เขาจึงรู้สึกว่าจูบนี้หวานกว่าจูบปกติทั่วไป เพราะเราไม่ได้กอดจูบคลอเคลียกันนานหลายสัปดาห์ ทั้งหัวใจและร่างกายของเฉินอวี่เฉิงจึงร่ำร้องออกมาว่าคิดถึงอ้อมกอดอุ่น ๆ นี้จะแย่อยู่แล้ว

ต่อให้วางตัวนิ่งขรึม ทำเหมือนไม่ได้คิดถึงมากหรือเสียอาการตอนได้เจอกันอย่างไร แต่หลี่หยางสวินก็รู้ดีว่าหัวใจไม่รักดีของเขานั้นเต็มไปด้วยความคะนึงหา อยากเจอ อยากพบหน้า อยากสบตาคู่นั้น อยากมองรอยยิ้มหวาน ๆ และฟังเสียงออดอ้อนบอกว่ารักและคิดถึงเขามากเพียงไรจากปากของอีกฝ่าย เพราะคิดเหมือนกันดังนั้นในเสี้ยวนาทีที่คู่หมั้นผู้ใจกล้าของตนโผเข้าหา หลี่หยางสวินจึงไม่ลังเลในการขยับสองแขนโอบรัดร่างเพรียวสอบนั้นไว้ ขณะริมฝีปากตะโบมจูบดูดดื่ม ตนก็จับเอาร่างนุ่มนิ่มนั่นซุกไว้ในอ้อมอกดั่งที่โหยหา ปรารถนาจะทำมันมาตลอดหลายวัน

คิดถึง คิดถึงมาก คิดถึงจนไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกอย่างไร ทั้งที่ห่างกันไปไม่กี่วัน แต่พอพบหน้าก็เอาแต่โผเข้าหาอีกฝ่าย ทำตัวเหมือนวัยรุ่นแรกรักอย่างน่าอาย.. แต่ก็มีความสุขมากที่ได้กอดจูบและมีเฉินอวี่เฉิงอยู่ในอ้อมแขนจริง ๆ

“อา.. ทำไงดี ไม่อยากไปทานข้าวแล้ว อยากกลับห้องพี่เลย”

ผ่านไปอึดใจใหญ่ กว่าที่ความคิดถึงอันร้อนระอุในหัวอกจะคลายลง และความร้อนแรงของจูบอันดูดดื่มจะค่อย ๆ เหลือเพียงสัมผัสแผ่วเบาเหมือนผีเสื้อโฉบทับ เฉินอวี่เฉิงก็นั่งอยู่ในอ้อมแขนของหลี่หยางสวินเรียบร้อย ชายหนุ่มซบหน้าลงบนอกกว้าง สูดดมกลิ่นกายอันชวนคิดถึงและพึมพำออกมา ไม่ได้ใจง่ายอะไรหรอกนะ แค่อยากแสดงความคิดถึงบนเตี...อะแฮ่ม หมายถึงอยากให้พี่หยางสวินคนดีของเขาพักผ่อนก็เท่านั้น

“ไม่ได้สิ ไหนใครส่งข้อความมาบอกว่าอยากฉลอง เมื่อกี้ก็ยังส่งมาอีกรอบว่าหิวมาก จะเปลี่ยนใจง่าย ๆ ได้ยังไง” แม้ในใจนึกอยากจะตรงดิ่งกลับบ้านไปนอนกอดร่างนุ่ม ๆ ให้สาแก่ใจสักหน่อย หลี่หยางสวินก็ยังต้องค้าน ชายหนุ่มใช้มือแกร่งของตนลูบกรอบหน้าอีกฝ่ายเบา ๆ “อุตส่าห์สอบเสร็จแล้ว พี่ก็ต้องทำตามสัญญาสิครับ”

เสียงทุ้มพูดจาเสนาะหูและรอยยิ้มอบอุ่นนั่นเล่นงานจนเฉินอวี่เฉิงอ่อนยวบไปทั้งตัว คนคิดจะดื้อได้แต่ซบอกหนาครางงุ้งงิ้ง “ผมรู้ครับ ไปกินข้าวก่อนก็ได้ แต่จะบอกอะไรไว้อย่างนะ ที่ส่งไปว่าหิวรอบหลังน่ะ ไม่ ได้ หิว ข้าว นะ ครับ”

“...” เห็นสายตาวิบวับที่จ้องมองมาจากคนในอ้อมแขน ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าอีกฝ่ายอยากจะกินอะไร หลี่หยางสวินกระแอมไอพลางยกมือบีบจมูกตัวแสบเบา ๆ “ร้ายใหญ่แล้วนะเดี๋ยวนี้”

“ก็แค่แสดงออกว่าคิดถึงพี่มาก ๆ ผมผิดตรงไหน” เฉินอวี่เฉิงยักไหล่อย่างหน้าทน

“ไม่ผิด เฉิงเฉิงน่ะถูกที่สุดอยู่แล้ว” หลี่หยางสวินตอบอย่างอ่อนใจ

“ดีครับ เข้าใจถูกต้อง งั้นทานข้าวเสร็จแล้วตรงดิ่งกลับบ้านพี่เลยนะ”

“ได้สิ แล้วนี่เป็นยังไงบ้างเรื่องสอบ ทำข้อสอบได้ไหม?” คนอายุมากกว่าเอ่ยขึ้น

“ได้ครับ ไม่มีปัญหา คำถามส่วนใหญ่ไม่มีอะไรมากนะ เหมือนที่รุ่นพี่จ้าวบอกว่าเป็นแค่คำถามวัดระดับความรู้น่ะครับ” เฉินอวี่เฉิงอธิบายด้วยสีหน้าจริงจังเมื่อคิดถึงการสอบของตน “ส่วนการสัมภาษณ์ยิ่งไม่มีอะไรให้กังวลไปใหญ่ เหมือนนั่งคุยกับพวกอาจารย์มากกว่า” 

“งั้นจากนี้ก็เตรียมตัวเป็นนักศึกษาปริญญาโทแล้วสินะ” หลี่หยางสวินพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะค่อย ๆ หรี่ตาลง “แล้วเมื่อกี้คุยอะไรกับคุณชายจ้าวเหรอ?”

“อ๊ะ ๆ หึงใช่ม้า” ได้ยินคำถามแบบนั้น คนฟังก็หันไปทำตาวิบวับทันที ซึ่งหลี่หยางสวินก็เบนหน้าหนีตาคู่นั้นอย่างแนบเนียน

“ก็แค่ถาม เพราะดูเหมือนจะไปขัดจังหวะอะไรเข้า”

“ไม่เนียนเลย” รอยยิ้มบนใบหน้าหวานกว้างขึ้น ก่อนจะค่อย ๆ หุบลงเมื่ออีกฝ่ายทำตาดุใส่ “ไม่เล่นแล้วก็ได้ ก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับ คุยกันเรื่องสอบนี่ล่ะ แล้วก็... เรื่องหมอนั่น”

“หมอนั่น?”

“ครับ” เฉินอวี่เฉิงหันไปมองใบหน้าคมเล็กน้อย “รุ่นพี่จ้าวเขามาบอกว่าเฮนรี่ไปเรียนต่อต่างประเทศแล้ว เหมือนจะห่วงอะไรผมนิดหน่อยเลยฝากคนอื่นมาถาม”

            “...”

“พี่คิดว่ามันแปลกดีไหม ทั้งที่เราจบกันแบบแย่ ๆ แถมหมอนั่นยังด่าผมให้เพื่อนทุกคนรู้ สุดท้ายพอจะไปดันมาห่วงซะอย่างนั้น”

“ฉันคิดว่าตัวเองพอเข้าใจเขา” นิ่งไปนาน หลี่หยางสวินก็เอ่ยคำ “ถึงจะโกรธเกลียดแต่ก็ยังรัก มันคงเป็นแบบนั้น”

“งั้นเหรอครับ.. นั่นสินะ..” ได้ฟังแบบนี้ เฉินอวี่เฉิงก็นิ่งไปเช่นกัน “งั้นพี่คิดว่าผมที่ได้ยินความห่วงใยนั่นนอกจากนึกอยากหัวเราะแล้วยังโกรธ ต่อให้ไม่เกลียดไม่แค้นแต่ก็ยังจดจำและไม่คิดจะให้อภัย ความรู้สึกนี้เป็นเหมือนที่พี่รู้สึกกับผมหรือเปล่า?”

ชายหนุ่มเอ่ยถามออกมาตรง ๆ พลางสบตาคู่นั้น

คิดดูแล้วเขาก็ไม่เคยถามเลยว่าปัจจุบันหลี่หยางสวินคิดเห็นต่อตนเองเช่นไร เพราะพฤติกรรมในอดีตของเฉินอวี่เฉิงนั้นช่างเลวร้าย ทั้งทำร้ายตนเองและทำลายอีกฝ่าย แม้ใจจะรักมากแต่หลี่หยางสวินก็ยังโกรธและเกลียดเขา ชายหนุ่มรู้ว่ามันเป็นเช่นนั้น แต่หลังจากผ่านเรื่องราวทางความรู้สึกมากมาย ตั้งแต่เขาขอให้เริ่มใหม่มาจนถึงทุกวันนี้ แม้พี่หยางสวินจะบอกว่ารู้สึกดีกับเขา ทั้งอ่อนโยนและเอาใจใส่ แต่ลึก ๆ แล้วเฉินอวี่เฉิงก็ไม่กล้าจะถามออกไปว่าความโกรธเกลียดนั้นยังอยู่หรือหายไปเช่นกัน

“ไม่เหมือน”

เงียบไปนาน และรอคำตอบที่ราวกับคำถามวัดใจหลี่หยางสวินก็พูดออกมา เจ้าของอ้อมกอดที่ยังคงอบอุ่นนั้นกระชับร่างเขาไว้ในอ้อมแขนและผ่อนลมหายใจ เฉินอวี่เฉิงสบตาคู่นั้น ข้างในมันยังคงเป็นความอ่อนโยนที่เขาปรารถนาเช่นเคย

“ไม่เหมือนเพราะเราเริ่มกันใหม่และมันจะไม่มีทางจบแบบเดิม”

จูบบนหน้าผากนั้นคือคำตอบและคำมั่นของหลี่หยางสวิน เฉินอวี่เฉิงยิ้มละไมด้วยความพอใจอย่างที่สุด

 

++++++++++++++


#สามีของผม  พี่กลับมาแล้ว เจ้าเฉิงเฉิงเด็กแสบร้ายไม่เบาเลยนะ หลังจากนี้จะจบแล้วนะคะ ไรท์จะอัพน้องเฉิงเฉิงเป็นหลักมาอยู่ด้วยกันจนจบนะคะ

ขอบคุณคอมเมนต์และทุกคน เข้ามาอ่านด้วยนะคะ ตอนหน้าติดเหรียญน้า

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

60 ความคิดเห็น